ลานบ้านชลบถพิบูลย์

กันยายน 24, 2010

บทวิจารณ์หนังสือของออต ตามที่นี่ครับ

กันยายน 17, 2010

Motivation : Children Art

ชื่อศิลป พีระศรี น่าจะเป็นที่รู้จักของไทยไม่น้อย โดยเฉพาะผู้คนในแวดวงศิลปะ เนื่องจากเป็นผู้วางรากฐานศิลปะร่วมสมัยของไทยโดยเฉพาะการผลักดันให้มีการเปิดการเรียนการสอนด้านศิลปะร่วมสมัยในระดับอุดมศึกษาของไทยโดยเฉพาะการก่อตั้ง มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยด้านศิลปะแห่งแรกของไทยที่มีการจัดการศึกษาศิลปะร่วมสมัยในแบบตะวันตก

แนวคิดการจัดการเรียนการสอนศิลปะได้กระจายออกไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ผ่านลูกศิษย์ลูกหาของ ศ.ศิลป พีระศรี ในภาคอีสานแม้จะดูห่างไกลจากแวดวงศิลปะร่วมสมัยแต่ศิลปะก็ได้งอกเงยขึ้นที่นี่ โดยเฉพาะที่สาขาศิลปศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น สาขาวิชาที่เกิดการจัดการเรียนการสอนศิลปะในระดับปริญญาตรีแห่งมหาวิทยาลัยขอนแก่น

วันอังคารที่ผ่านมาผมได้ไปร่วมงานวันศิลป พีระศรีของสาขาศิลปศึกษาอย่างน้อยก็เพื่อไปใ้ห้กำลังใจนักเรียนศิลปะของผมที่ได้รับรางวัลในการประกวดศิลปะเด็กในกิจกรรมวันนี้ ซึ่งบรรยากาศของงานนั้นเป็นไปด้วยความเดียงสาแต่ทว่างดงามด้วยผลงานศิลปะของเด็ก ๆ ที่สดใส มีจินตนาการชวนให้เราคิดถึงวันเวลาที่อยู่ในห้วงวัยเด็กของตนเอง

ในส่วนตัวนั้นไม่ได้มีอคติสำหรับการประกวดศิลปะแต่ก็ไม่ใช่เป้าหมายของการสอนศิลปะสำหรับผม ดังนั้นการจะหอบหิ้วและเคี่ยวเข็นนักเรียนศิลปะไปประกวดศิลปะเพื่อจะให้ได้รับรางวัลเห็นที่จะไม่ใช่การสอนของผม เพราะศิลปะสำหรับผมเป็นเครื่องมือในการปลดปล่อยแรงกดดันภายในจิตใจของเด็ก เป็นเครื่องมือที่จะถ่ายทอดจินตนาการในเด็ก เป็นเครื่องมือในการพัฒนาประสาทสัมผัสของเด็กและที่สำคัญเป็นเครื่องมือในการสร้างสมาธิเชิงสร้างสรรค์แก่เด็ก ไม่ใช่เครื่องมือในการกดดันเด็ก

แต่สิ่งที่ผมเห็นว่าควรนำมาคุยในบันทึกนี้เห็นจะเป็นวิธีการตั้งรางวัลสำหรับการประกวดศิลปะเด็ก เรื่องรางวัลนั้นเห็นจะเป็นแค่เครื่องมือในการจูงใจสำหรับเด็กเท่านั้น แม้รางวัลจะมูลค่าไม่กี่บาทแต่สำหรับเด็กมันเป็นมูลค่าสูงโดยเฉพาะในความทรงจำของเขา ดังนั้นผู้จัดการประกวดศิลปะควรเข้าใจเครื่องมือนี้ให้ดี เพราะมิฉะนั้นรางวัลอาจจะกลายเป็นตัวทำลายศิลปะก็ได้

ในการให้รางวัลสำหรับเวทีใหญ่ ๆ อย่างการประกวดศิลปะเด็กและเยาวชนแห่งชาตินั้น ผมว่าต้องมาดูงานของการประกวดศิลปะเ็ด็กของสาขาศิลปศึกษานี้เป็นตัวอย่างเพราะวิธีการตั้งรางวัลแบบศิลปะและเยาวชนแห่งชาตินั้นดูล้าสมัยและเดินลงคลองไป เพราะการตั้งรางวัลแบบสุดยอดหนึ่งเดียวนั้นเป็นการตั้งรางวัลแบบสุดยอดศิลปะ มากกว่า การตั้งรางวัลเพื่อส่งเสริมศิลปะในใจเด็ก ไปดูวิธีการให้รางวัลของเวทีระดับชาติดูครับ

- รางวัลศิลปกรรมเหรียญทอง ๑ รางวัล เงินรางวัล ๑๐,๐๐๐ บาท
- รางวัลศิลปกรรมเหรียญเงิน ๒ รางวัล เงินรางวัล ๆ ละ ๘,๐๐๐ บาท
- รางวัลศิลปกรรมเหรียญทองแดง ๗ รางวัล เงินรางวัล ๆ ละ ๕,๐๐๐ บาท
- รางวัลชมเชย ๓ รางวัล เงินรางวัล ๆ ละ ๒,๕๐๐ บาท

การตั้งรางวัลแบบนี้ ทำให้การแข่งขันมีความเข้มข้นสูง การส่งงานผลงานไปประกวดทำให้ครู ผู้ปกครองหลายสำนักเคี่ยวเข็ญเพื่อให้ได้รับรางวัลที่สูงสุด ซึ่งมีเพียงรางวัลเดียว และด้วยการวาดภาพจากบ้านแล้วส่งไปยิ่งทำให้ศิลปะเด็กที่ได้รับรางวัลอาจจะไม่เดียยงสาอย่างที่เด็กแสดงออกเพราะมีการเคี่ยวเข็นจากครู ผู้ปกครอง วิธีการนี้สำหรับผมช่างล้าสมัยเอาเสียจริง  ๆ

แต่การตั้งรางวัลแบบศิลปศึกษานั้นไม่ได้เน้นการตั้งรางวัลแบบ พีระมิด  แต่เป็นการตั้งรางวัลแบบฐานกว้าง ยอดกว้างหมายถึงยอดไม่ต้องแหลมนักแต่ให้รางวัลจำนวนมาก โดยนัยยะหมายถึงการมีจำนวนรางวัลมาก ๆ เพื่อเป็นแรงจูงใจให้เด็กมีแรงใจในการทำงานศิลปะ ครูผู้ส่งผลงานก็เกิดแรงจูงใจ เนื่องจากมีจำนวนรางวัลมากกว่า

(คุณแม่-น้องสเก็ตและผอ.นุช เจ้าของโรงเรียนฮัก ขอนแก่น)

ผมคุยกับน้องสเก็ต นักเรียนของผมว่ารู้สึกอย่างไรกับการได้รับรางวัลชมเชย สเก็ตบอกดีใจและดูในทีผมไม่เห็นว่าสเก็ตรู้สึกน้อยใจที่ตนเองได้รับรางวัลชมเชยแทนที่จะเป็นรางวัลยอดเยี่ยม  ทั้งนี้เพราะเด็กไม่ได้มุ่งที่รางวัลสุดยอด แต่มุ่งที่ได้”รางวัล” แม้จะเป็นรางวัลน้อย ๆ แต่ก็ดีใจไม่ต่างจากรางวัลใหญ่

ดังนั้นผมเห็นว่าการตั้งรางวัลมาก ๆ จะช่วยให้เด็ก ๆ มีแรงบันดาลใจการทำงานศิลปะ เมื่อได้รับรางวัลเด็กก็มีแรงขับในการทำงานศิลปะ รักในการทำงานศิลปะของตนเอง องค์กรไหนที่อยากจัดก็น่าจะเอาแบบอย่างจากที่นี่ดูบ้างนะครับ อย่าเพิ่งสอนเด็กให้เหนือคนอื่นเลย เพราะเดี๋ยวจะมองไม่เห็นคุณค่าของคนอื่น

กันยายน 1, 2010

พัฒนาศิลปะเด็กรายบุคคล : จำเป็นไหม?-จำเป็น

การเปิดหลักสูตรการเรียนการสอนด้านศิลปะเด็กสำหรับโรงเรียนสอนศิลปะเอกชน แม้รูปแบบจะดูสบาย ๆ ไม่ต้องยึดติดกับระบบระเบียบอะไรมาก แต่ระเบียบการหรือเครื่องมือบางที่โรงเรียนกระแสหลักในระบบใช้ หากนำมาผสมผสานและยำเข้ากับความสบาย ความสนุกสนานแล้ว มันคงทำให้เราได้ยำศิลปะจานใหญ่ที่แซบน่าดู

ที่ Hug School แม้เครื่องมือจะเน้นไปที่กระบวนการไม่เน้นที่ผลงาน แต่การประเมินพัฒนการของเด็กแต่ละคนนั้นถูกนำมาพูดคุยเสมอในการพบประแบบไม่เป็นทางการระหว่างครูกับเด็ก  ครูกับผูั้้บริหารโรงเรียนและครูกับผู้ปกครอง กระบวนการสื่อสารกันแบบไม่เป็นทางการนี้ทำให้บรรยากาศการแลกเปลี่ยนสบายไม่เคร่งเครียดเหมือนการนั่งพูดในห้องประชุมที่ดูทางการ

การประเมินพัฒนการของเด็ก สำหรับห้องเรียนครูออตถูกนำมาประมิน 2 ส่วนคือศิลปะปฏิบัติ และ ศิลปะนิสัย

ศิลปะปฏิบัตินี้หมายรวมทั้งทักษะการแสดงออกทางองค์ประกอบศิลปะ(รูปร่าง รูปทรง เส้น สี ฯลฯ) ทักษะกระบวนการคิด(คิดริเริ่มสร้างสรรค์ คิดเร็ว คิดหลากหลาย คิดบวก ฯลฯ) ทักษะเหล่านี้ดูได้จากกระบวนการคิด การะบวนการขณะทำงานและผลงานของเด็กที่ปรากฎออกมา

ศิลปะนิสัย หมายถึงกระบวนการแสดงออกทางพฤติกรรมของเด็ก ๆ ที่เคยปฎิบัติ ถูกบังคับ ถูกเลี้ยงดู การอบรมบ่มนิสัย ความกดดันจนเกิดเป็นความเคยชินเช่น นิยมความรุนแแรง ความก้าวร้าว ไม่มีความรับผิดชอบ  ไม่รับฟังความคิดเห็นใคร  เอาแต่ใจ  ไม่เล่นกับเพื่อน ฯลฯ พฤติกรรมเหล่านี้แม้ผู้ปกครองไม่ได้แจ้งก่อนที่จะส่งลูกมาเรียนศิลปะ แต่เมื่อครูสัมผัสย่อมสามารถประเมินได้ เพราะห้องเรียนศิลปะมีความอิสระ เป็นเพื่อนในการยอมรับการแสดงออกของเขา จนเขาแสดงนิสัยส่วนตัวออกมา

ในบันทึกนี้ขอเล่าถึงพัฒนาการของนักเรียนครูออต 1 คนที่มีพัฒนาทางศิลปปฏิบัติและศิลปะนิสัย ไปในทางที่ดีขึ้นหลังจากเรียนศิลปะผ่านไปแล้ว 1 คอร์ส

น้องฮี(นามสมมติ) เป็นเด็กน่ารักเมื่อแรกเจอครูออต ผู้ปกครองส่งไปเรียนดนตรีแต่ทุกครั้งที่เรียนดนตรีเสร็จจะมาทำหน้าเจียมเจี้ยมที่ห้องศิลปะของครูออตและขอดูสีนั้นสีนี่  ขอลองนั้นลองนี่ จนมั่นใจว่าครูแอบชอบฮีเข้าแล้วเพราะความเรียบร้อยพูดง่ายของฮี  หลังจากนั้นไม่นานก็พบว่าฮีมาลงเรียนศิลปะกับครูออตในตอนเช้าของวันเสาร์

แต่สิ่งที่ฮีปฏิบัติเมื่อมาเรียนช่างแตกต่างจากช่วงที่มาสนใจศิลปะเอามาก ความเปลี่ยนแปลงที่ว่าคือการไม่เรียบร้อยเหมือนเก่าก่อน การเล่นที่อยู่นอกกรอบที่ห้องเรียนและเพื่อนจะรับได้ การไม่ยอมเล่นกับคนอื่น  การไม่ยอมสนใจงานศิลปะ

ในทุกเช้าที่ฮีมาเรียน ฮีมาพร้อมกับพี่เลี้ยงและคราบน้ำตา พร้อมกับคำต่อรองกับพี่เลี้ยงอีกมาย หน้าห้องเรียนฮีจะเกาะพี่เลี้ยงแจยังกะลูกชะนีที่เพิ่งเกิดใหม่ มองหน้าครูออตเหมือนคนไม่รู้จักกันมา่ก่อน  แต่เมื่อครูออตออกมารับฮีจะเปลี่ยนจากกอดคอพี่เลี้ยงมาเป็นกอดคอครูออตและบอกเหตุผลที่ร้องไห้เสมอไว่ว่าจะเป็น  อยากไปเซ็นทรัล  อยากดูการ์ตูน  อยากเอาตุ๊กตาทหารมาที่ห้องเรียนด้วยแต่พี่เลี้ยงห้าม ฯลฯ เมื่อครูออตรับฟังและพูดบางสิ่งบางอย่างฮีก็จะกลายร่างจากลูกชะนีเป็นลิงทะโมนทันที

ในการทำงานศิลปะ ฮีมีสมาธิอยู่กับงานศิลปะน้อยมากเมื่อแรกเข้ามาเรียน ขีดๆเขียนๆแล้วก็เลิก หันไปสนใขเล่นเสียมากกว่า  ภาพที่เขียนในช่วงแรกเป็นภาพออกไปทางนามธรรมหรือเพื่อน ๆ มักบอกว่า ฮีเขียนมั่ว โทนสีออกไปทางเทา ๆ ดำ เข้ม ๆ เสียมากกว่า เมื่อเพื่อนในห้องทักว่ามั่ว ฮีก็จะตักน้ำที่อ่างมาราดกระดาษของตนเองจนทั้งกระดาษ กระดานและห้องเรียนเปียกไปหมด

ครูออตเคยคิดที่จะแยกฮีออกมาเรียนเดี่ยวก่อน เมื่อคิดว่าดีแล้วค่อยกลับไปเรียนกับเพื่อน แต่ก็หยุดความคิดนี้ไปเพราะเห็นว่าการไม่ปรับตัวทำงานกับเพื่อนก็ต้องแก้ด้วยการพยายามให้อยู่กับเพื่อน ดังนั้นฮีจึงเรียนกับเพื่อน ๆ สี่คนในห้องเรียนจากชั่วโมงที่หนึ่งจนปัจจุบันหมดคอร์สไปแล้ว 1 ครั้งซึ่งก็ผ่านไปด้วยดี

การประเมินพัฒนาจากผลงานพบว่า ฮี มีพัฒนาการแสดงออกที่ดีขึ้นมาก จากตอนแรกไม่เป็นรูปเป็นร่างและสีที่ใช้ไปในทางเข้ม ดำ ทึม ในช่วงหลัง ฮี เริ่มมีสีสันมากขึ้นทั้งนี้ประกอบการมาเรียนแต่ละครั้งก็เป็นไปด้วยดีไม่ร้องไห้เหมือนครั้งแรก ๆ  ซึ่งน่าจะส่งผลต่อจิตใจของเด็กด้วย  แม้ช่วงที่เพื่อนทำงาน ฮีจะไม่ยอมทำ แต่เมื่อเพื่อนไปเล่นสนามฮีกลับมาทำงานตนเองแม้จะมีสมาธิไม่มาก แต่ก็นับว่าเขามีความรับผิดชอบที่จะเรียน ครูออตสันณิฐานว่าการวาดรูปตอนเพื่อนไม่อยู่แสดงว่าฮีขาดความมั่นใจในการวาดทั้งนี้อาจจะด้วยปัจจัยบางอย่างที่ส่งผลต่อนิสัยในข้อนี้  แต่เรื่องนี้ก็ไม่ยากต่อการแก้ไขในอนาคต  ไปดูพัฒนาการที่มองจากผลงานของฮีกันครับ

ผลงานบางส่วนที่แสดงพัฒนาการทางการแสดงออกของน้องฮี  และนี่เป็นผลงานในชั่วโมงท้ายๆของคอร์สนี้ครับ ไปดูความแตกต่างของการแสดงออก ซึ่งมองเห็นพัฒนาการแล้ว ครูออตยิ้มออกแล้ว

Powered by WordPress