ผู้แทนราษฎร ดูถูกคนไทย

10 ความคิดเห็น โดย นักการหนิง เมื่อ 26 เมษายน 2009 เวลา 11:01 (เช้า) ในหมวดหมู่ เรื่องเล่าจากลานดีดี #
อ่าน: 140

จากการเปิดสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาได้อภิปรายหาทางออกให้กับประเทศไทย กับการแตกแยกทางความคิด…..  จากการฟังอภิปรายมาสองวันเต็มๆ  ภาพที่เห็นคือการนำเสนอ  ข้อมูลที่เป็นเท็จ….  เพียงเพื่อการเอาชนะคะคานกันเท่านั้น….  เมื่อต่างฝ่ายต่างบอกว่าข้อมูลของตนถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล  หรือฝ่ายค้าน  นั่นแสดงว่าข้อมูลของฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งต้องเป็นเท็จ  และที่น่าเสียใจคือข้อมูลที่เป็นเท็จจริงถุกหยิบยกมานำเสนอในสภาผู้แทนราษฎร  ซึ่งที่จริงแล้ว  สส.คนหนึ่งมิได้เป็นผู้แทนของจังหวัดที่เลือกตั้งมาเพียงจังหวัดเดียว เมื่อได้รับเลือกตั้งมาแล้ว สส.คนนั้นย่อมเป็นผู้แทนของคนไทยทั้งประเทศ  การนำเสนอข้อมูลที่เป็นเท็จ  แสดงให้เห็นถึง  ความไม่เคารพต่อพลเมืองไทย คนไทย เป็นอย่างยิ่ง  นอกจากไม่เคารพแล้วยังเป็นการดูถูกคนไทยทุกๆ คนอีกด้วย  ….  จากการเปิดสภาดังกล่าว สะท้อนอะไร อะไรอีกมากมาย

  • อภิสิทธิ์ชนอีกกลุ่มหนึ่ง
  • การขาดซึ่งวุฒิภาวะอย่างแท้จริง
  • การขาดซึ่งคุณธรรม จริยธรรม มโนธรรม
  • การขาดความเข้าใจถึงรากฐานที่มาของอำนาจที่ประชาชนมอบให้
  • การเกาะเกี่ยวยึดโยงผลประโยชน์ และการแสวงหาอำนาจอย่างลึกซึ้ง  ทำประการใดๆ ก็ได้เพียงให้ได้มาซึ่งอำนาจและผลประโยชน์
  • สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปิดตา ปิดหู ปิดปาก พลเมืองไทย ประชาชนคนไทย…ไม่เห็นคนไทยมีคุณค่าในสายตา

และยังสะท้อนอะไร อีกมากมายคณานับ  ที่สำคัญคือสะท้อนความเห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ

ขอบคุณสำหรับการเปิดสภาในครั้งนี้  ……


ร่วมเป็นวิทยากรให้กับงานมิตรภาพบำบัด

3 ความคิดเห็น โดย นักการหนิง เมื่อ 19 เมษายน 2009 เวลา 4:59 (เย็น) ในหมวดหมู่ เรื่องเล่าจากลานดีดี #
อ่าน: 158

จากการเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายในจังหวัดพิษณุโลก  เกิดสิ่งดีดีขึ้นในการร่วมสุนทรียสนทนาในทุกๆ รอบที่พบกัน มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันแล้ว และได้มีการแลกเปลี่ยนบุคลากรเพื่อถ่ายทอดสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการที่นักการหนิงและนักการอิ่มที่ได้รับเชิญจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขตพิษณุโลก คือ พี่อิ้ดและคุณโม่ง แห่ง สปสช. และผู้อำนวยการ นพ.ภูวนนท์ เอี่ยมจันทน์ รวมทั้งพี่โต้ง และอาจารย์หมอนิพัธ แห่งโรงพยาบาลพุทธชินราช  เปิดโอกาสให้สองนักการไปร่วมเป็นวิทยากรในโครงการมิตรภาพบำบัด เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2552 

การทำงานเป็นทีมจำเป็นต้องพูดคุยกันก่อน  วันที่ 14 มกราคม พี่อิ้ดนัดให้สองนักการไปคุยกันที่โรงพยาบาลพุทธชินราช ว่าแล้วสองนักการก็ตุเลงๆ กันไปโรงพยาบาล เดินสวนกับอาจารย์หมอนิพัธ  อาจารย์บอกให้ไปคุยที่ห้องทำงานพี่โต้งเลย  พอไปถึงห้องทำงาน  พี่ๆ นั่งประชุมกันอยู่ เห็นสบายๆ คุยไปด้วย กินไปด้วย.. คุยกันแบบไม่ค่อยเข้าใจบทบาทตัวเองเท่าใดนักแต่ก็เดินหน้า

กิจกรรมที่เราต้องเป็นวิทยากรเป็นภาคบ่าย  แต่ด้วยว่าการจะเข้าถึงสิ่งใดจำต้องรู้จักและสัมผัสพอสมควร  เราสองนักการจึงต้องไปฝังตัวกับผู้เข้าร่วมโครงการทั้งวัน 

ได้ฟังเรื่องราวของ นพ.สงวน  นิตยารัมภ์พงศ์ ผ่านการขับบทกลอนบอกเล่าเรื่องราว   ………. ต่อด้วยโครงการมิตรภาพบำบัดของโรงพยาบาลพุทธชินราช ซึ่งดำเนินก้าวหน้าไปอย่างเห็นได้ชัดเจน โดยเฉพาะมิตรภาพบำบัดของผู้เป็นมะเร็งเต้านม ซึ่งผู้ป่วยจะมีความรู้สึกเหมือนตกตึก 10 ชั้นทันทีที่ได้ยินคุณหมอบอกว่าเป็นมะเร็งเต้านม  จิตอาสาของมิตรภาพบำบัดจะช่วยตรงนี้ได้มาก  เพราะคุณหมอไม่มีเวลาที่จะโอบอุ้ม หล่อเลี้ยงจิตใจของผู้ป่วยกลุ่มนี้…..  ตรงนี้นักการหนิงยืนยันได้  เนื่องจากตัวเองเป็นคนไข้คนหนึ่งที่ต้องพบคุณหมอที่คลีนิคเต้านมทุก 3 เดือนเช่นกัน  คนไข้ที่คลีนิคเต้านมจะมากที่สุด  คุณหมอใช้เวลาตรวจถึง 5 โมงเย็นทุกวันจะมีเวลาที่ไหนกัน แค่ตรวจก็แย่แล้ว อาสาสมัครเหล่านี้ที่มาจากผู้ป่วยเอง ซึ่งบางคนยังเป็นอยู่  บางคนหายแล้วแต่ต้องติดตามอาการ ได้อุทิศเวลาให้ก้บผู้ป่วยรายใหม่ ๆ  เห็นแล้วน่าชื่นชมและปรบมือให้อย่างยาวนาน

จากนั้น  ได้มีการเรียนรู้การฟังอย่างตั้งใจ การสะท้อนกลับเรื่องราวที่ได้รับฟัง  โดยทีมของอาจารย์หมอนิพัธ

มื้อเที่ยง พักรับประทานอาหาร นักการอิ่มชวนให้ไปรับคุณแม่ซึ่งเดินทางจากบ้านที่เชียงรายมาพักตรวจสุขภาพต่างๆ และตรวจหาโรคที่ทำให้ความดันโลหิตสูงของท่านแกว่งตัวทั้งๆ ที่ทานยาลดความดันโลหิตสูงแล้ว  ทีแรกนักการหนิงเองก็อิดออดเกรงว่าแม่ไปแล้วจะทำตัวไม่ถูก ..  นักการอิ่มกลับยืนยันว่าไปเถอะ  แม่จะดูแลตัวเองได้เอง… จึงตัดสินใจไปรับทานมื้อเที่ยงและพาไปดูกิจกรรมด้วยกัน

ภาคบ่าย  มีการนำทำสมาธิผ่านสีรุ้งทั้ง 7 สี  ……  และมีการนำเข้าสู่การไคร่ครวญถึงการทำมิตรภาพบำบัดว่าที่ผ่านมาทำอย่างไรและผลเป็นอย่างไร  จากนั้นแบ่งกลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็นการทำงานที่ผ่านมา…นักการอิ่มรู้สึกว่าจะได้เข้ากลุ่มที่มีผู้ป่วยที่เป็นจิตอาสาหลากหลาย เช่น  ผู้ป่วยเอดส์  ผู้ป่วยโรคไต โรคหัวใจ  มะเร็งเต้านม

ส่วนนักการหนิงได้เข้ากลุ่มพยาบาลและ อสม.ที่เริ่มต้นทำโครงการหรือสนใจที่จะทำโครงการและสนใจที่จะเป็นจิตอาสา

หน้าที่ของวิทยากรกระบวนการจึงดำเนินขึ้น.จากโจทก์ที่ได้รับ..การพูดคุยในกลุ่มนักการหนิงทำยากเพราะยังไม่มีใครได้ทำตรงนี้เต็มตัว ทุกคนมาหาประสบการณ์เพื่อ..เป็นแนวทาง เป็นประกาย เป็นแรงบันดาลใจ…… …จึงตัดสินใจ …ขั้นแรก ถามว่าใครในกลุ่มมีประสบการณ์ในการทำมิตรภาพบำบัด  ใจลึกๆ หวังว่าคงมีพยาบาลหรือ อสม.คนใดคนหนึ่งได้ทำแล้ว จะได้ถ่ายทอดประสบการณ์และนำไปสู่การแลกเปลี่ยนได้…..คำตอบที่ได้รับคือ ยังไม่มีใครได้ทำ และจะมาฟังจากคนอื่นๆ ………  มาถึงตรงนี้นักการหนิงถามตัวเองว่าจะเอาอย่างไรดีหนอ…คำตอบที่ได้รับจากในใจคือปรับ     บทบาทนี้จึงต้องปรับเปลี่ยนความคิดนิดหนึ่ง

ขั้นตอนที่สอง  จึงบังเกิดขึ้นนักการหนิงขอให้สมาชิกในกลุ่มเล่าเรื่องราวที่คิดว่าใกล้เคีงกับมิตรภาพบำบัดที่ได้ดำเนินการไปแล้วหรือเริ่มต้น …จากงานประจำ..หลายคนยังงงอยู่มาก ไม่สามารถเล่าเรื่องราวอะไรได้  ความนิ่งงันเกิดขึ้นในกลุ่ม  นักการหนิงจึงเริ่มเรื่องราวที่ตัวเองและนักการอิ่มเริ่มทำในเรื่องสุนทรียสนทนา  การรู้จักตัวตนและการอยู่กับปัจจุบันขณะให้กับพนักงานเทศบาลนครพิษณุโลกให้กลุ่มฟัง  จากนั้นเริ่มโยนเวทีให้กับพยาบาลท่านหนึ่งจากโรงพยาบาลที่จังหวัดสุโขทัยที่มีท่าทีในความพร้อมพูดคุยแลกเปลี่ยน…เมื่อฟังเรื่องที่สอง.เรื่องที่สาม  สี่ก็ตามมา   มีหลายเรื่องราวที่สร้างมิตรภาพบำบัดขึ้นโดยไม่ได้บอกว่าเป็นมิตรภาพบำบัดแต่เป็นการเปิดเวที   เปิดเวลาให้กับคนไข้ที่ต้องรอพบคุณหมอ..จนเกิดเป็นมิตรภาพบำบัดเล็กๆ ขึ้น  ..การแลกเปลี่ยนเริ่มเข้มข้น

มาถึงขั้นตอนที่สาม ปล่อยให้กระบวนการไหลลื่นไปตามวาระของกลุ่มแต่คุมพื้นที่ที่ให้เกิดการใช้ที่ไม่มากไม่น้อยกว่ากัน   แม่มาร่วมวงโดยพี่โต้งได้จูงมือแม่มาจากเก้าอี้ข้างๆ เวที  ให้มานั่งร่วมวง  แม่ไม่ยอมพูดบอกแต่ว่าตัวเองเป็นแค่คนใข้…  การพูดคุยเริ่มเวียนไปมาจนถึงแม่  ภายหลังแม่เริ่มเล่าความรู้สึกต่างๆ เกี่ยวกับการเจ็บป่วยของตนเอง และวิธีดูแลจิตใจตัวเอง  แม่เริ่มพูดมากขึ้นและพูดอย่างมีความสุข..  แม่ก็เป็นแม่ของนักการหนิงคนเดิมคือแม่พูดเก่ง

เรื่องราวถูกถ่ายทอดจนครบแล้ว..แต่กลุ่มอื่นยังมีการสนทรียสนทนาอยู่  นักการหนิงจึงตัดสินใจโยนโจทก์แรงบันดาลใจในการทำงานและการก้าวเข้ามาสู่วงการมิตรภาพบำบัดหรือจิตอาสา….

อาจารย์หมอนิพัธมาแอบสังเกตการณ์ และได้บอกโจทก์  ได้อะไร จะไปทำอะไร รวมถึงให้เลือกเรื่องราวและคนที่ในกลุ่มประทับใจนำเสนอเรื่องราวต่อกลุ่มใหญ่

ตรงนี้  น้องๆ พยาบาลหลายคนเริ่มบอกว่าได้ฟังเรื่องนี้  จากคนนี้  จะนำไปปรับใช้อย่างนี้  การพูดคุยไหลลื่น  ไหลเลื่อนไปอย่างมีความสุข..แม่เองก็ดูท่าทางมีความสุข..จนกระทั่งสุดท้ายกลุ่มได้สรุปเลือกเรื่องที่จะนำเสนอและผู้นำเสนอ  มาจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร

จบกระบวนการ ปรบมือขอบคุณซึ่งกันและกันแล้วแยกย้ายพักผ่อน

หลายคนถือแก้วน้ำและขนมมานั่งแลกเปลี่ยนการทำงานกันต่อ….   เรื่องจากที่หนึ่งถูกถ่ายทอดไปอีกที่หนึ่งโดยธรรมชาติ….  นับว่าเป็นความสำเร็จของการแลกเปลี่ยน

แม่มีความสุข  และนั่งฟังแต่ละกลุ่มออกมาเล่าเรื่องราว  จากผู้ป่วยมะเร็งเต้านม  ผู้ป่วยเอดส์ ผู้ป่วยไต….

จนกระทั่งเวลาได้สิ้นสุดลง…

มิตรภาพบำบัดดำเนินต่อไป  ผู้คนดำเนินต่อไป  เหล่านักการดำเนินต่อไป

แม่เขียนแสดงความขอบคุณต่อโครงการ.. แม่บอกว่าต้องการให้กำลังใจคนทำงาน

การเป็นวิทยากรกระบวนการในวันนี้และวันต่อๆ ไป ต้องขอบคุณนักการอิ่มเป็นอย่างมากที่ถ่ายทอด ผลัก  ถีบและให้กำลังใจเสมอๆ

อย่างไรก็ยังต้องขอบคุณจอมป่วนที่เป็นอะไรหลายๆ อย่างที่ทำให้นักการหนิงยอมออกจากเปลือก

ขอบคุณตัวเองที่ยอมออกมาจากเปลือก เรียนรู้โลกใหม่ๆ

คนสุดท้ายที่ขอขอบคุณในที่นี้คือพี่หมอเจ๊  ..ที่ทำให้เกิดเครือข่ายขึ้นในพิษณุโลก..เครือข่ายนี้น่าจะเติบโตเป็นพลังให้สังคมได้ในอนาคต

ถอดบทเรียน

  • ความไว้วางใจที่ได้รับ ทำให้ได้เปิดพื้นที่ของตัวเอง
  • คุณค่าของเราไม่ได้อยู่เพียงว่าคนอื่นมองอย่าง  แต่อยู่ที่ว่าเราให้คุณค่าต่อตัวเรามากน้อยเพียงใด
  • เครือข่ายสร้างเรื่องราวดีดีได้เสมอ
  • การทำงานบนความจริงใจที่มีต่อสิ่งนั้นๆ ให้ผลตรงไปตรงมาตามที่คาดหมายและเหนือความคาดหมายเสมอ

 

 

 

 

 


แผนยุทธศาสตร์ เป็นแผนที่มีผู้มีส่วนได้เสียมากมาย …….การระดมสมองเป็นเรื่องทำสำคัญเกินกว่ามองข้าม

6 ความคิดเห็น โดย นักการหนิง เมื่อ 3 เมษายน 2009 เวลา 11:45 (เช้า) ในหมวดหมู่ เรื่องเล่าจากลานดีดี #
อ่าน: 257

ช่วงนี้ได้เข้าร่วมการระดมสมองเพื่อจัดทำแผนยุทธศาสตร์หลายๆ ครั้ง  ไม่มีความสุขกับการระดมสมองเท่าไรนักด้วยเหตุต่างๆ  นักการหนิงจึงอยากแลกเปลี่ยนเรียนรู้หรือถอดบทเรียนมาเล่าสู่กันฟัง  ดังนี้ 

          (1)ผู้นำในการระดมสมองควรใช้เทคนิค มาช่วยที่ทำให้ทุกความคิดมีความหมายอย่างแท้จริง อย่างที่วิทยากรโปรยบนเวที  การระดมสมองจึงจะไม่เป็นลักษณะใครพูดมาก ใครเสียงดัง ใครมีตำแหน่งใหญ่โตความคิดของคนนั้นก็จะกลบทับความคิดของผู้อื่น 

         ทำไมต้องใช้เทคนิคเข้ามาช่วย ……. วัฒนธรรมองค์กร วัฒนธรรมคนไทย เป็นอุปสรรคต่อการระดมสมอง หรือไม่…การเป็นผู้น้อยต้องฟังผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ทำอะไรไม่ผิด ผู้น้อยต้องฟังคำสั่งผู้ใหญ่  ผู้น้อยที่มีความคิดเป็นของตัวเองเป็นพวกหัวแข็ง  และกฎที่เราได้ยินตลอดเวลาของการทำงาน คือ กฎข้อที่ 1. ผู้บังคับบัญชาทำอะไรไม่ผิด  2.ถ้าผู้บังคับบัญชาทำผิดให้กลับไปอ่านกฎข้อที่ 1  เหล่านี้เป็นอุปสรรคต่อการระดมสมองไหมหนอ ……………  และเทคนิคใดจะเหมาะสมในการใช้ระดมสมองหน้อ

          (2)  หากมีห้องเล็กๆ ที่จะแบ่งกลุ่มนั่งล้อมวงคุยกันได้ควรใช้ให้เป็นประโยชน์ 

          (3) หลีกเลี่ยงการพูดคุย  การแสดงความคิดเห็นผ่านไมโครโฟน…..  ที่ทำให้เด็กๆ ที่มีความคิดดีๆ ซึ่งไม่กล้าแสดงความคิดเห็นอยู่แล้ว มาเจอไมโครโฟน   

         (4)  หลีกเลี่ยงการจัดรูปแบบของการนั่งระดมสมอง เช่นการนั่งยาวๆ ซึ่งไม่เอื้อต่อการระดมสมอง… เพราะหัวโต๊ะ กลาง และท้ายสื่อกันไม่ถึง   

        (5) ทีมวิทยากรกระบวนการหรือผู้รับผิดชอบในการระดมสมองคุยกันให้ชัดเจน

        (6)  โจทก์ควรชัดเจน

        (7) แผนยุทธศาสตร์ขององค์กรเป็นสิ่งสำคัญ เป็นการชี้เป้าหมาย และเส้นทางการเดินสู่เป้าหมาย  กระบวนการไม่ควรเร่งรัดเพียงแล้วเสร็จ  กระบวนการควรเข้มข้น ……..  กระบวนการในแต่ละขั้นตอนควรซ้ำเพื่อให้เกิดการตกผลึกและรอบด้าน

        (8)  ควรใช้ข้อมูลเป็นฐานในการพิจารณามากกว่าการใช้ความรู้สึก

        (9)  การให้หน่วยงานทางวิชาการภายนอกองค์กรมาช่วยจัดทำ…….. หน่วยงานนั้นควรต้องเรียนรู้และเข้าใจบริบทของท้องถิ่น

       (10) ทีมหลักควรเรียนรู้การทำงานจากหน่วยงานภายนอก

       (11) กรณีเกิดความผิดพลาดในการพิจารณา ไม่ควรดันทุรังเพียงเพื่อให้แล้วเสร็จตามระยะเวลา ควรกลับมาทบทวนแก้ไขแล้วจึงดำเนินกระบวนการต่อไป

       (12) การระดมสมองคือการนำสมองของคนหลายๆ คนมารวมกัน  ……. ดังนั้น หากเพียงคน สองคน สามคน สี่คน จะน้อยไปไหม

       (13) วัตถุประสงค์ของยุทธศาตร์ มีความคาบเกี่ยว เกี่ยวเนื่อง เกี่ยวพันกับหลายๆ หน่วยงาน ..ควรนำสู่เวทีที่ผู้เข้าร่วมที่มีความเกี่ยวข้องให้ครบถ้วน  อีกทั้งควรเปิดพื้นที่ให้มีคนอื่นๆ ได้เข้ามามีส่วนร่วม

       (14) แผนยุทธศาสตร์ เป็นแผนที่มีผู้มีส่วนได้เสียมากมาย …….การระดมสมองเป็นเรื่องทำสำคัญเกินกว่าจะมองข้าม

 


เพราะจะเป็นผู้สูงอายุ

1 ความคิดเห็น โดย นักการหนิง เมื่อ 7 มีนาคม 2009 เวลา 6:20 (เย็น) ในหมวดหมู่ เรื่องเล่าจากลานดีดี #
อ่าน: 158

นักการหนิง ทำงานในตำแหน่ง นักบริหารงานทั่วไป อยู่ทีสำนักการช่าง  หรืออีกตำแหน่งหนึ่งคือนักบริหารงานไปทั่ว  หรือนักบริการงานทั่วไป แล้วแต่ภาระกิจค่ะ  …….. ได้ทุนจากเทศบาลนครพิษณุโลก ให้เรียนปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น  ตอนที่เรียนก็ตั้งใจเรียนดีค่ะ ไม่ขาด ไม่โดด ไม่นอนหลับทับสิทธิ์ ทำการบ้าน ทำรายงาน ร่วมกับนักการอิ่มเป็นติวเตอร์ให้เพื่อนๆ ทำทำเนียบรุ่น จัดกิจกรรมต่างๆ เพียงแต่ไม่ได้เน้นกิจกรรมทางสังคม..เรียกว่าทำตัวให้สมกับเป็นเด็กทุนหล่ะค่ะ  แต่เด็ดทุนหลายๆ คนก็ถือคติ “เรียนสนุก ลุกนั่งสบาย อบต./เทศบาล อิบอาย ก็ช่างมัน”   จากที่ตั้งใจให้สมกับใช้เงินของประชาชนก็ผ่านไปด้วยดี  ตอนนี้ต้องทำการศึกษาอิสระ……

เลือกหัวข้ออยู่นาน… ใจหนึ่งก็อยากทำในด้านทำงานอยู่  ….  แต่ใจไม่ได้ .. บอกไม่ถูกไม่รู้ว่าเพราะอะไร  สุดท้ายมาลงที่เรื่องผู้สูงอายุ   ซึ่งเป็นเรื่องที่สนใจ…… อาจเป็นเพราะในอนาคตจะเป็นผู้สูงอายุกระมัง….  เดิมทีสนใจในมิติการเตรียมความพร้อมของประชากรผู้ใกล้เข้าสู่วัยผู้สูงอายุ เพื่อให้ได้ผลการศึกษา ไปใช้ในการวางแผนเตรียมการรับมือของเทศบาลในอนาคต …… อาจารย์ตบไปตบมากลายเป็น “ปัญหาและความต้องการของผู้สูงอายุ ด้านการสงเคราะห์  และแนวทางการบริหารจัดการ” ซะนี่  แต่ตอนที่ทำบทที่ 1 - 3 ก็ยังแกว่งๆ ว่าเป็น “ปัญหาและความต้องการของผู้สูงอายุ ด้านการสงเคราะห์  และแนวทางการแก้ไข”   เป็นอันว่าตอนนี้เวียนหัวพอควร ด้วยว่าเป็นงานวิจัยชิ้นแรกในชีวิต

ขณะที่ทำบทที่ 1- 3 อยู่นี้ มีความสุขนะ ……. อยากทำอีกหลายๆ เรื่อง  เอาไว้รอทำบทต่อๆ  ไป คงจะได้คำตอบว่า ยังมีความสุขอยู่ไหม อยากทำเรื่องโน้นเรื่องนี้อยู่ไหม……..

ถ้ามีความสุข……….คงหาทางทำอีก

คิดๆ อยากให้เทศบาลฯ ได้ประโยชน์จากนักศึกษาที่เทศบาลให้ทุน ตอนนี้ก็ร่วมๆ 10 กว่าคนได้ ทำไมเทศบาล ไม่จัดเวทีนำเสนอผลการศึกษาอิสระขึ้นมาและรวบรวมงานวิจัยของนักศึกษาทุนเหล่านี้ และนำมาใช้สังเคราะห์และวางแผนในการแก้ไขปัญหาน้อ…ทำไมให้มันวางไว้บนหิ้งในบ้านของนักศึกษาทุนอบต./เทศบาล… .หรือเป็นเพราะคิดว่าผลงานยังไม่เข้าตากรรมการ น่าเสียดายเนอะๆ  ฝากจอมป่วนเป็นการบ้านค่ะ


ติดโช๊คอั๊พให้หัวใจ

4 ความคิดเห็น โดย นักการหนิง เมื่อ 21 กุมภาพันธ 2009 เวลา 10:44 (เย็น) ในหมวดหมู่ เรื่องเล่าจากลานดีดี #
อ่าน: 151

จากเวทีสุนทรียสนทนาที่เมื่อเดือนมกราคม  ซึ่งมีพ่อครูบาสุทธินันท์  พ่อของเรามาพูดคุย  วันนั้นยุ้ย ซึ่งเป็นหัวหน้าการงานเจ้าหน้าที่  ตำแหน่งอะไรจะน่างุนงงขนาดนี้  พูดง่ายๆ คือฝ่ายบรรจุและแต่งตั้งนั่นแหล่ะ  ขอให้พ่อคุยเรื่องการทำงานอย่างมีความสุข  พ่อพูดหลายอย่าง รวมพูดถึงเครือข่ายของเพื่อนพ้องน้องพี่ชาวเฮ  ฝากข้อคิดไว้ว่าให้ทำเรื่องเล็กๆ ให้เป็นเรื่องพิเศษ  ที่จะเป็นการ ติดโช๊คอั๊พให้หัวใจเพื่อให้ในวันเวลาที่มีความทุกข์ เรายังมีอะไรๆ พิเศษในใจเรา   จากวันนั้นประโยคนี้ยังคงก้องอยู่ในหูของนักการหนิง ………..

วันที่ผ่านมา … จึงได้หล่อเลี้ยงหัวใจของตุ๋ย ….น้องที่ทำงานอยู่ห้องเดียวกัน…  ขั้นแรกคือ ได้ชวนเขาไปเข้าร่วมสุทรียสนทนา ศาสตร์และศิลปแห่งการหันหน้าเข้าหากันที่จัดให้กับชุมชนครั้งที่สอง……….  ในเย็นของวันแรกมี AAR ตุ๋ยนั่งคุยด้วย  อีกวันหนึ่งพี่กุ้งพี่สาวของนักการอิ่ม  และอดีตนักการเมี่ยงมาร่วมแจมด้วย  ตอนเช้าของวันนั้น ..เราแจกกอดกัน

อีกสองวันถัดมา เรากลับมาทำงานเหมือนเดิม  ..ตุ๋ยขอกอดโตๆ จากนักการหนิง   น้องบี ..(น้องผู้ชาย) เห็นเรากอดกัน บอกว่าขออ้อมกอดมั่ง เราเลยแจกกอดให้อีกคนหนึ่ง  คนอื่นๆ ไม่เคยเห็นภาพแบบนี้ในสำนักการช่างมองด้วยความงงๆ และคงอยากได้อ้อมกอดเช่นกัน

นักการหนิงหล่อเลี้ยงพลังให้ตุ๋ย  ในการทำงานประจำวัน ด้วยการแอบส่งสายตาที่อบอุ่น  รอยยิ้มที่สดใส   หากวันใดหัวหน้าตุ๋ยไม่อยู่ เลิกงานเรามานั่งสนทนาแลกเปลี่ยนกันในบรรยากาศแห่งมิตรภาพ  ที่เราต้องคุยกันในวันที่หัวหน้าของตุ๋ยไม่อยู่เพราะเพื่อให้เกิดความสบายใจกันทุกฝ่ายจึงต้องทำเช่นนี้

มีคำตอบ…บางอย่างเกิดขึ้นในใจของนักการหนิง  เช่นกรณีที่เราทำงานอยู่คนละไม้กระดานหกกับหัวหน้าเรา… เราย่อมไม่ได้รับการยอมรับ  การไว้ใจ  การชื่นชม การชื่นชอบ และการมอบหมายงานให้ … เราย่อมถูกลดทอนความสำคัญลงและเราย่อมมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับเขาแน่นอน…คิดว่าตรงนี้ใครๆ คงเข้าใจได้ และคงคิดว่านักการหนิงจะพูดถึงทำไมใครๆ เขาก็รู้กันทั้งนั้น   ที่นำมาคุยเพราะ หากบริบทของเราเป็นเช่นที่กล่าวมา แต่เราเองดันอยากให้หัวหน้าเรา  เห็นความดี  ชื่นชอบ ให้เกียรติ  ไม่ดุด่าว่ากล่าว  ไว้ใจ เป็นพวกด้วย  เราเองที่หวังในสิ่งที่ไม่ควรหวัง…….   การเข้าใจตรงจุดนี้ของเราก็เป็นการติดโช๊คอัพให้หัวใจเช่นกัน

                     

                                                                   www.panpantoys.com

ตานี้ที่ยืมรูปกระดานหกมาให้ดู  คือว่า เวลาที่เราเล่นกระดานหกกับหัวหน้า …ในมุมที่กล่าวมาแล้วย่อมหา  รอยยิ้มกับเสียงหัวเราะแบบที่เด็กๆ เล่นไม่ได้  การติดโช๊คอัพในหัวใจจึงสำคัญนัก….. 

ตุ๋ยเอง ..เล่าว่า วันนี้ตุ๋ยเริ่มเปิดหัวใจออกมา  หลังจากช่วงที่ผ่านรู้สึกโดดเดี่ยวมาก  จึงโดดเดี่ยวตัวเอง … ในวันที่ไปสุนทรียสนทนาที่บ้านจอมป่วน  คิดแล้วอีกว่าจะไปดีไหม จะไปทำไม ไปแล้วจะเป็นอย่างไร  จะคุยกับเขารู้เรื่องไหมเพราะตัวเองไปไม่ได้เรียนรู้อะไรมากมายพอที่จะไปคุยกับเขาได้ …..พอนักการหนิงโทรหาสองสามรอบจึงตัดสินใจไป..เมื่อไปแล้วก็ได้ความรู้สึกดีๆ กลับติดมือไป

วันก่อนได้มีโอกาสคุยกับคนที่หัวหน้าตุ๋ยรักและให้ความไว้วางใจ…. เขามีความทุกข์เช่นกัน  และให้เหตุผลว่าต้องทำเพื่อความอยู่รอด….ที่ผ่านๆ มาเวลาเกิดเหตุอะไรก็ตามแต่ไม่มีใครปกป้อง ช่วยเหลือได้  ขณะที่พูดคิ้วเขาขมวด ทำให้เรารู้ว่าเขาทุกข์จริงๆ จึงได้ฟังอย่างตั้งใจ…..

นักการหนิงทำตัวเป็นโช๊คอัพในหัวใจให้ตุ๋ย  เติมพลังให้ตุ๋ย และนักการหนิงก็ได้พลังจากตุ๋ยเช่นกัน  …… เรารู้สึกได้ถึงความรัก ความห่วงใย มิตรภาพที่เรามีให้ก้น  ..เราเป็นโช๊คอัพให้กันและกัน

เราคุยกันถึงเรื่องการมีสติ ….  ทำงานไปคลองสติกันไป  ได้มั่งหลุดมั่ง 

นักการหนิงเล่าให้ฟังถึงคำสอนของท่าน ติช นัท ฮันท์.. ท่านกล่าวทำทุกอย่างเป็นพิธีกรรม…  เราแลกเปลี่ยนกันว่า ..น่าจะเป็นคำว่าทำทุกอย่างเป็นดั่งพิธีกรรม  พิธีกรรมการล้างมือ เราคงใส่ใจลงไป  พิธีกรรมการอาบน้ำ เราคงใส่ใจลงไป พิธีกรรมการเขียนบล็อก เราคงใส่ใจลงไป…อืมถ้าเราทำดั่งเป็นพิธีกรรมจริงๆ เราคงใส่ใจใส่สติลงไปในทุกเรื่อง..

แต่วันนี้ท้าทายสติ…รู้ตัวว่ากำลังโกรธ..แน่ดันยอมรับว่าโกรธและขอโกรธจริงๆ ด้วย …….. เอาเข้าไปนักการหนิง  ต้องฝึกจิตอีกเยอะ


แต่ตอนนี้กำลังงงกับคำว่าอุเบกขากับคำว่าเฉยชา  แยกแยะกันตรงไหน  แล้วตอนนี้หัวใจของนักการหนิงมันอุเบกขาหรือมันเฉยชาน้อ  ขอท่านผู้รู้ช่วยไขข้อข้องใจให้ด้วยเจ้าค่ะ

แต่ที่แน่ๆ  เราได้สร้างเครือข่ายการติดโช๊คอัพในหัวใจขึ้นทั้งในเทศบาลและโรงพยาบาลพุทธชินราช

บางวันมิใช่เพียงการติดโช๊คอัพนะ  เหมือนติดไฟในหัวใจเรา ..ไฟที่เริงร่า เบิกบาน ที่จะสรรค์สร้างอะไรดีดีให้กับสิ่งต่างๆ รอบๆ ตัวเรา

วันนี้นักการหนิงเห็นตัวเองในเด็กพิเศษคนหนึ่งที่ไปพบที่คลีนิคทำฟัน……….

 

 

 


ชีวิตธรรมดา ตอนค้นหาตัวเอง

8 ความคิดเห็น โดย นักการหนิง เมื่อ 15 กุมภาพันธ 2009 เวลา 5:34 (เย็น) ในหมวดหมู่ เรื่องเล่าจากลานดีดี #
อ่าน: 188

 

การจากบ้านครั้งนี้  เป็นการค้นหาตัวเอง  มีอะไรในตัวเองหายไปตั้งเยอะ  ที่เห็นๆ คือความอ่อนโยน   ความอ่อนแอ   และมีความสับสนในวิธีคิด  วิธีจัดการกับเรื่องราวต่างๆ มากมาย ที่เกิดขึ้นในชีวิตช่วงนี้   พันธนาการที่มีต่อพ่อถูกปลดออกได้แล้ว  แต่ยังมีพันธนาการในใจอีก  คือการโหยหาความรักจากพ่อ …..  ช่วงชีวิตนี้มีความลำบากในการเลือกเส้นทางชีวิต  มีหลายๆ คนมาแสดงไมตรี  อาจเป็นเพราะว่าช่วงนี้ก็หน้าตาดีไม่ใช่น้อย….อิ อิ  หุ หุ  ไม่เข้าใจว่าเราจะเลือกคนอย่างไรมาเป็นคู่ชีวิต  ผู้ชายที่จะมาเป็นคู่ชีวิตที่ดีมีลักษณะเป็นอย่างไร   เพราะไม่เคยเห็นบทบาทของผู้นำครอบครัวที่ดี

 

สับสน   วางตัวไม่ถูก   ตัดสินใจไม่เป็น  อึดอัด  งงงวย  ว่าเราต้องการชีวิตคู่ที่ดี  แล้วเราจะมีมันได้อย่างไร  มีแล้วจะเป็นอย่างไร  จะเลือกคนอย่างไร  แล้วยังไง   แล้วยังไง  แล้วยังไง  แล้วยังไง  แล้วยังไง

 

แม่เคยสอนว่าให้ใจเย็นๆ  เลือกคู่ก็เหมือนกับเดินหาต้นไม้ในป่า  วัยรุ่น เราจะพบป่าละเมาะ  ต้นไม้จะเล็กๆ  แต่เราจะคิดว่าต้นใหญ่แล้ว  ใช่แล้ว  นี่เลย  แต่จริงๆ  แล้วเมื่อเราเดินเข้าป่าลึก ไป อีกเราจะพบต้นไม้ใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น  …………….  ไม่เข้าใจหรอกค่ะ  เพียงแต่จำได้

 

สามปีที่อยู่สระบุรี… …  พยายามฝ่าพันธนาการของเด็กบ้านแตก…..  แม้ตอนเป็นเด็กวัยรุ่นจะไม่เป็นเด็กใจแตก ………แต่คมหนามของบ้านแตกยังบาดลึกอยู่เสมอๆ  ไม่เข้าใจว่าตนเองนั้นต้องการสิ่งใด  อะไร และอย่างไร

ชีวิตผกผันมาอยู่พิษณุโลก…ค่อยๆ  วางจิตใจ  เริ่มต้นใหม่   เริ่มวางจิตใจไว้กับตัวเอง  ไม่ปล่อยให้อดีต  ความโหยหาความรัก  ความอบอุ่น มารบกวน    พินิจพิเคราะห์ตัวเอง …..  ถามตัวเองว่า

  • วันนี้อยู่เป็นโสดมีความสุขไหม…………….มีความสุข  
  • ถ้ามีคู่ครองแล้วเป็นทุกข์จะรับได้ไหม …..ไม่ได้
  • ต้องการอะไรระหว่างมีความสุขกับมีคู่ครอง………ความสุข
  • ทำอย่างไร………….ไม่ทำอะไร

 

 

การเลือกคนที่มาเป็นชีวิตคู่ตอนนี้เริ่มใช้สมองมากกว่าอารมณ์   มองให้เห็นอย่างชัดเจนที่สุด   ศึกษาดูความบ้าบออย่างที่สุด   ก่อนตัดสินใจ   ทดสอบด้วยแบบทดสอบที่ออกแบบเอง  จนกระทั่งเห็นว่าผ่านจึงพาไปหาแม่  ท้ายที่สุดจึงตัดสินใจเลือกคนคนหนึ่งมาเป็นคู่ชีวิต……………

 

ห้าปีแรก เป็นอะไรที่สุดขั้ว มาจากความแตกต่างที่สุดขั้ว  ต้องใช้การปรับตัวขนานใหญ่ทั้งเขาและเรา  ที่ใช้มากที่สุดคือการพูดคุยกัน  เพื่อหาความลงตัว   แต่เรื่องหนึ่งๆ  ไม่ได้คุยครั้งเดียวแล้วลงตัว  คุยกันหลายครั้งตามแต่เหตุการณ์จะเป็นไป….  จากการที่พูดคุยปรับตัวเข้าหากันทั้งสองฝ่าย ทำให้ชีวิตคู่ยืนยาวมาได้จนทุกวันนี้ ……….

 

เหตุหนึ่งที่มีปัญหา เพราะเราเองที่ไม่เคยเห็นบทบาท พฤติกรรม ของผู้ชายในบ้าน  ปัญหาจึงเกิดจากการคาดเดาซึ่งหากไม่เป็นไปอย่างที่คาดเดาก็จะมีปัญหาความไม่เข้าใจกันเกิดขึ้น    แต่เนื่องจากชีวิตที่ผ่านมาไม่เคยเรียนรู้การประนีประนอม  การผ่อนสั้นผ่อนยาว    ทุกครั้งที่มีปัญหาจิตก็จะตกมากๆ  และต้องใช้เวลากอบกู้นาน   ทั้งๆ  ที่เป็นเด็กบ้านแตกที่ต้องการความรัก  ต้องการครอบครัวที่อบอุ่น   กลับเลือกใช้วิธีแตกหัก   โชคดีที่คนข้างตัวเป็นคนที่ประนีประนอมและเป็นคนจิตใจดี  พร้อมจะรับฟัง  เข้าใจ  และปรับตัว   ทำให้นำพาชีวิตคู่มาได้จนทุกวันนี้

 

ความมั่นคง จิตใจดี  และให้รักอย่างแท้จริง ……….. ความมั่นคงค่อยๆ ก่อเกิดในจิตใจตามระยะเวลา   ……..  จิตใจที่แหว่งวิ่นถูกเติมเต็ม    ความเจ็บปวดซาลงมาก   จวบจนวันนี้แทบจะไม่หลงเหลือในจิตใจ    โซ่ตรวนได้หลุดเป็นข้อๆ ไป   

 

มาวันนี้เคยถามตัวเองว่าเขาเป็นอะไร…….. คำตอบที่ได้รับคือเขาเป็นส่วนหนึ่งของตัวเรา

 

นับจากวันที่ปลดพันธนาการจากพ่อมาจวบจนโซ่ตรวนหลุดออกไปทีละข้อ   ………..  วันนี้เมื่อหันกลับไปนึกถึงวันที่พ่อออกไปจากบ้าน  ความรู้สึก  ไม่จึ้ดมากนัก ……….. วันนี้กลับต้องขอบคุณพ่อที่ออกไปจากบ้านที่ทำให้ตัวเองได้เข้มแข็ง   ได้เรียนรู้ต่อสู้ในโลกใบนี้   และที่สำคัญคือได้มีวันนี้

 

ที่ผันที่ผ่าน  ปม และโซ่ตรวนพันธนาการของจิตใจ   มาได้ส่วนหนึ่ง  มาจากน้ำมือของแม่…..ผู้ให้กำเนิด   ผู้หญิงคนนี้ก็ไม่เคยทอดทิ้ง   และในวันที่ล้มคว่ำคะมำหงาย   แม่ไม่เว่า   ไม่ด่า หรือซ้ำเติม  แม่ยื่นมือมาโอบอุ้มและให้โอกาสลุกขึ้นมา …….. แม่……หนูเหนื่อยและท้อแท้  เสียใจเหลือเกิน  แม่ตอบว่า อืม  หนูเหนื่อยเกินไปแล้วนะ มาอยู่กับแม่  ให้แม่ดูแล  แม่กับข้าวอร่อยๆ ให้หนูกินดีกว่า   ไม่ช้าไม่นานลูกนกที่ซมซานกลับมาหาแม่ก็ถูก จับใส่เฝือก  ป้อนน้ำป้อนข้าว ให้กำลังใจ   สักพักปีกที่หักก็ประสานกันดี  ได้สารอาหารรัก  สารอาหารใจจากแม่ ลูกนกแข็งแรง  เติบโตมาอีกหนึ่งขั้น ….จากประสบการณ์ความเจ็บปวด  แต่ละขั้น แต่ละขั้นเรียนรู้ด้วยตัวเอง  แต่มีแม่เป็นเบื้องหลัง  สมัยนี้คงเรียกว่ามี   Back Up

 

ไม่รู้จะขอบคุณแม่อย่างไรดี   นอกจากให้ความรักและดูแลแม่อย่างดี…..คิดว่ามาถึงวันนี้แล้วก็ยังนับไม่ได้ว่า ได้ดูแลแม่อย่างดีที่สุด ……….  นับวันที่ผ่านไป  ผ่านไป  เราสองคนแม่ลูกกลมเกลียวกันมากขึ้น  มากขึ้น  เหมือนเป็นเกลียวหนึ่งของเส้นเชือกของแม่  ……….

 

ไม่รู้ว่าตัวเองเจอตัวเองที่ค้นหาหรือยัง……. เพียงเต่วันนี้เป็นสุขมากขึ้น ….ทุกข์น้อยลง….เจอตัวเองหรือยัง……..หรือไม่ต้องหา  ตัวเองก็อยู่กับตัวเองนี่แหล่ะ…….. คุณคือใคร  คุณคือใคร

 

ถอดบทเรียนชีวิต

1. เด็กบ้านแตกต้องการความรัก  ต้องการครอบครัวที่อบอุ่น   กลับเลือกใช้วิธีแตกหักกับคู่ครองของตนเอง  ……….. อาจเป็นเพราะเด็กคนนั้นไม่มีภาพการประนีประนอมของพ่อกับแม่ในใจเขา

 

2.  ทุกจังหวะชีวิตมีคลิก    ลองค่อยๆ พิจารณาจังหวะแต่ละจังหวะ   บางจังหวะทำให้ก้าวผ่านปมบางปมไปได้

 

3.  แต่ก่อนเป็นเด็กน้อย  ด้อยปัญญา  จึงกำหนดอะไรไม่ได้   คิดอะไรก็ไม่ค่อยเป็น  ไม่ค่อยแตก  วันนี้เป็นผู้ใหญ่แล้ว  อยากกำหนดอะไรจงกำหนด  คิดอะไรค่อยๆ  คิดด้วยปัญญาเดี๋ยวมันก็แตก

 

4.  เพราะพ่อเป็นเช่นนี้  จึงมีวันนี้   เพราะแม่เป็นเช่นนี้  จึงมีวันนี้   ขอบคุณทุกๆ เหตุการณ์ที่ผ่านมาของชีวิตที่ทำให้มีคน  คนนี้และมีวัน   วันนี้  ขอบคุณจริงๆ


วงส้มตำ แห่งเมืองสองแคว

6 ความคิดเห็น โดย นักการหนิง เมื่อ 11 กุมภาพันธ 2009 เวลา 10:44 (เย็น) ในหมวดหมู่ เรื่องเล่าจากลานดีดี #
อ่าน: 177

เกิดวงส้มตำแห่งเมืองสองแควขึ้น  จากพี่หมอตา มาลุยถึงสองแคว หมอจอมป่วนออกเทียบเชิญชาวยุทธ์ทั้งหลายมาพบปะสนทนาและกอดกันที่บ้านจอมป่วน เมื่อวันที่ 5 กพ. 52

คุณราณี พี่หมอตา คุณหมอจอมป่วน จอมกวน แม่นุ นักการอิ่ม นักการหนิง ประทับจาก กฟผ. สาวตุ๋ยจากเทศบาลนครพิษณุโลก

อาจารย์หมอนิพัธ โต้ง เจี๊ยบ จากโรงพยาบาลพุทธชินราช

โม่ง ติ๋ม จาก สปสช. เขตพิษณุโลก โม่งชวน อ. ประสาทและครอบครัวจากแพร่  คุณมาโนชญ์และเพื่อนจากสำนักงานพื้นที่เขตการศึกษา เขต 1 พิษณุโลก……….

เห็นพลังของเครือข่าย กระบวนกร ทั้งหลาย ทุกๆ ครั้งที่เข้าวงสุนทรียสนทนา เหมือนได้เติมใจ เติมพลังได้ยินเรื่องราวของพี่หมอตาที่อยากเห็นลูกน้องมีความสุขจึงดั้นด้น ไปถึงเชียงราย สตึก และสองแคว หาเทคนิค เติมใจให้ตนเอง เปลี่ยนแปลงตนเอง …….ฟังแล้ว  ให้รู้สึกว่ายังมีเรื่องราวดีดี สำหรับคนทำงานในระดับปฏิบัติ
 
อาจารย์หมอนิพัธ ที่พูดถึงการนำสุนทรียสนทนาไปใช้ในงานในรูปแบบที่เข้าไปในเนื้องาน ฟังแล้ว…….ให้รู้สึกว่าจริงๆ ม้นเป็นเรื่องที่สามารถทำให้เป็นไปอย่างธรรมชาติได้ 

หนูเจี๊ยบแห่ง รพ.พุทธชินราช ที่เล่าให้ฟังว่านำสุนทรียสนทนากับเพื่อนร่วมงาน ทำให้เกิดความสุขและการสร้างสรรค์งานดี ขึ้นมา ขยายไปถึงคนไข้และญาติคนไข้  และขยายไปถึงการนำเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ จากวงน้ำชา และของนักการอิ่มไปใช้   ฟังแล้ว…..ให้รู้สึกว่ากระบวนกรใจมาก่อนและหาเทคนิคตามได้  พลังของหนูเจี๊ยบสร้างสิ่งดี ดี ให้กับผู้ป่วยและญาติ รวมทั้งเพื่อนร่วมงาน

 

 

 

สาวตุ๋ย สมาชิกใหม่ของวงรวมมิตรของเทศบาลนครพิษณุโลก  เล่าให้ฟังถึงการนำไปใช้ในครอบครัวที่สามารถทำให้พ่อกับน้องสาวที่มีปัญหาหันหน้าเข้ากันได้ และนำการฟังทั้งเนื้อทั้งตัวไปใช้กับหัวหน้า ทำให้สัมพันธภาพดีขึ้น  เห็นการเติบโตของตุ๋ย ซึ่งผ่านการสุนทรียสนทนาในวงรวมมิตรของเทศบาล สักสองสามครั้ง  .ครั้งสุดท้ายตุ๋ยขอเข้าร่วมการสุนทรียสนทนาที่จัดให้ชุมชน 2 วัน
นักการอิ่ม กระบวนกรตัวน้อยๆ หัวใจใหญ่ของเรา ที่เป็นโจรกลับใจ ละวางการเป็นกระทิงแบบดุดัน ดุร้ายลงไป  ดูแลหัวใจตัวเอง และเปลี่ยนแปลงที่ตัวเอง ….ฟังแล้วให้รู้สึกว่าดูแลดีที่สุดคือดูแลใจตัวเอง การเปลี่ยนแปลงที่ตัวเองเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายๆ และทันทีถ้าใจเปิด ใจอิ่ม

อ.ประสาท ที่นำเสนอเรื่องการสุนทรียสนทนาในวงการทำงานวงหนึ่งแล้วมีคนลาออกจากงาน น่าติดตามว่าเขาลาออกไปทำอะไร การสุนทรียสนทนาทำให้เขาค้นพบอะไร ………..

พี่โต้งแห่ง รพ.พุทธชินราช  นำเสนอความรู้สึกว่าจิตใจสงบจากเดิมที่ทุกข์ก็ทุกข์มาก สุขก็สุขมาก มองเรื่องราวต่างๆ อย่างทีเห็นเป็นธรรมชาติ พูดไปพูดมา หันมาบอกกับนักการหนิงว่าพี่โต้งประทับใจนักการหนิงในมิตรไมตรีจิต ที่มีให้ ..ฟังแล้วให้น้ำตาคลอ อยู่ๆ มีพี่พยาบาลคนสวยเก่งมาบอกความในใจ……  ที่จริงนักการหนิงก็ประทับใจทุกคนในวงส้มตำนี้  ในมุมต่างๆ โดยเฉพาะพี่หมอตา ทุกครั้งที่มาเมืองสองแคว มี่เรื่องพิเศษ ๆ เกิดขึ้นเสมอๆ
 

 

จอมป่วนบอกความนึกคิดในใจที่ตั้งใจอยากให้เกิดวงสนทนาดีๆ ขึ้นในเมืองสองแคว  ที่ประกอบด้วยกัลยาณมิตรทั้งหลาย วันนี้จอมป่วนจึงแอบลุ้นว่าวงส้มตำจะเกิดหรือไม่ …มีส้มตำในวงจริงๆ จอมป่วนเล่าให้ฟังถึงพลวงพี่ติ๊ก สุดยอดกระบวนกร

โม่ง มุ่งมั่นจะสร้างสิ่งดีให้เกิดในบ้านและที่ทำงาน  แถมยังชักชวนให้ไปตั้งวงที่สปสช. อีกด้วย

คุณราณีคนสวยของเรารอบนี้แนะนำตัวสั้นๆ แต่ดีใจที่ได้เจอกัน ได้กอดกันตัวเป็นๆ จริงๆ นักการหนิงจำคุณราณีได้แม่น คุณราณีต่างหากที่จำนักการหนิงไม่ได้..

แม่นุแนะนำตัวอย่างน่ารักมากๆ แถมยังถ่อมตัวในการต้อนรับดูแลอีก ….ขอบคุณมากๆ ค่ะ

แฮ่ แฮ่ ตามมาแก้ไข ตอนเขียนรีบเกินอารยะนินทาถึงคนสำคัญของเราไม่ละเอียด  พี่หมอตา แห่งเมืองกระบี่… พี่ตาเล่าว่า พี่ตาเป็นลูกสาวคนเดียว  ทุกอย่างได้อย่างใจปรารถนา  จากบริบทชีวิตที่ผ่านมาก่อนที่จะมาเป็นหมอตา  ทำให้ตนเองเป็นคนทึ่ดุมาก(นักการหนิงไม่เคยเจอพี่หมอตาดุเลยค่ะ เลยยังนึกภาพไม่ออกจริง ๆ)  ด้วยความดุ ทำให้น้องๆ พยาบาล เจ้าหน้าที่ที่ร่วมงานค่อนข้างกลัว และเกร็ง  แต่ตัวพี่หมอตาเอง อยากเห็นน้องๆ ในที่ทำงานมีความสุขในการทำงาน  จึงได้เสาะแสวงหาดั้นด้น ไปเรียนรู้จักตัวองในวงน้ำชาที่เชียงราย และได้เรียนรู้พื้นที่ปลอดภัย ได้เรียนรู้อะไรอีกมากมาย  และนำมาใช้กับที่ทำงาน  น้องๆ พยาบาลงง เง็ง เกร็ง พี่ตาคนสวยของเราจึงนำมาใช้กับเจ้าหน้าที่ ผู้ช่วยพยาบาล ตอนนี้เริ่มเกิดภาพของเสียงหัวเราะ การเดินเข้ามาหาขของเจ้าหน้าที่ที่บอกว่าอยากทำอย่างโน้นอย่างนี้  เกิดการสุนทรียสนทนาในหมู่เจ้าหน้าที่แล้วจึงนำความประสงค์มาบอกพี่ตา  ตอนนี้เจ้าหน้าที่เหล่านี้เริ่มเหนี่ยวนำพยาบาลเข้ามาหาพี่หมอตามากขึ้น…พี่หมอตาบอกว่จะค่อยๆ สร้างต่อไป เพื่อให้บ้านที่สองของทุกคนมีความรักและความสุข………. นักการหนิงเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนฟัง เพื่อนนั่งอึ้งแล้วรำพึงว่า เราจะมีหัวหน้าแบบนี้สักคนไหมหนอ   ขอปรบมือดังๆๆๆๆ ให้กับพี่หมอตาค่ะ


เกลียวพลวัตร เกิดขึ้นในวงสนทนา เพลิดพลินจนถึงเวลา 5 ทุ่ม จึงเลิกลากันไป เพราะประทับอดนอนมากๆ ไม่ได้ ไตเสื่อม ตุ่ยพ่อโทรตาม นักการหนิงไปสุนทรียสนทนาต่อกับประทับอีก สองสามวัน …..จบก่อนนะ ดึกแล้ว พรุ่งนี้จะไปทำงานให้ รพ.พุทธชินราชค่ะ 

 

 

 

 
 

 

 

 

 


หนูเจี๊ยบ แห่งโรงพยาบาลพุทธราช

7 ความคิดเห็น โดย นักการหนิง เมื่อ 23 มกราคม 2009 เวลา 10:25 (เย็น) ในหมวดหมู่ เรื่องเล่าจากลานดีดี #
อ่าน: 141

วันนี้หนูเจี๊ยบแห่งโรงพยาบาลพุทธราช  โทรมาปรึกษาเรื่องเขียนบล๊อก  อืม ใจสั่งมาสำคัญมากเนอะ  เลยมาเปิดพื้นที่ให้หนูเจี๊ยบลองอ่านดูเนอะ  ถอดบทเรียนตัวเองก่อนดีไหม…………..

และเราก็ปรึกษาเรื่องการทำสุนทรียสนทนากัน ที่จริงหนูเจี๊ยบน่าจะเป็นที่ปรึกษาให้นักการหนิงมากกว่า เพราะ หนูเจี๊ยบเขาลงมือทำในหน่วยงานของตนเอง  ที่สำคัญคือ ขยายผลไปถึงญาติคนไข้ด้วยซ้ำ ว่างๆ วันไหนจะเข้าไปเป็นกำลังใจให้หนูเจี๊ยบตอนที่น้อง ดอกอะไรกับญาติคนไข้

เป็นกำลังใจให้กับคนเก่งของเรา  นี่ถ้าผ่านวงน้ำชาสักรอบน่าจะไปฉลุย  โลด…………

วันนี้ดอกอะไรกันทางโทรศัพท์  พรุ่งนี้คือวันที่ 5 ก.พ.52 จะไปดอกอะไรที่บ้านคุณหมอจอมป่วนกับคุณหมอสาวตา อิอิ

การเรียนรู้ผ่านเครือข่าย เป็นการต่อยอดความรู้ที่น่าสนใจ  นอกจากนั้นยังมีกระบวนการ เติมรักเติมใจให้กันและกันโดยมิต้องร้องขอ

 


สุนทรียสนทนาอีกครั้ง

3 ความคิดเห็น โดย นักการหนิง เมื่อ 12 มกราคม 2009 เวลา 9:46 (เย็น) ในหมวดหมู่ เรื่องเล่าจากลานดีดี #
อ่าน: 163

วันก่อน(จำวันที่ไม่ได้)    นักการอิ่มและนักการหนิงได้จัดสุนทรียสนทนาอีกครั้ง    ตานี้ใช้ห้องเล็กที่เคยหมายปองไว้    วันนี้สมาชิกที่เคยร่วมสุนทรียสนทนา  ไม่มากนัก  ทีมนักการอิ่มบางส่วนไปจัดนิทรรศการ  เนื่องจากไม่เป็นการบังคับหลายคนจึงเลือกที่จะทำงาน  มีสมาชิกหน้าเดิม เช่น เจี๊ยบ ตุ๋ย เอ๋ จากสำนักการช่าง  ส่วนอิ้ดวันนี้ต้องวิ่งเสนองานตามใบสั่ง

วันนี้นักการหนิงนำผ่อนพักตระหนักรู้ 30 นาที ต่อจากนั้นเป็น Voice Dialogue  และสุนทรียสนทนา การมีความสุขในชีวิตประจำวัน

จอมป่วนถามว่า ใครปฏิบัติธรรมมั่ง  เพื่ออะไร  เพื่อนิพพานไหม  แล้วหลังจากออกจากวัดแล้ว จิตเป็นอย่างไรบ้าง  มีคนพูดถึงภาวะจิตและการปฏิบัติภายหลังจากกลับบ้านและทำงาน  ก็ยังพบว่าตัวเองไม่สามารถรักษาภาวะจิตได้

การนั่งสมาธิเป็นการควบคุมให้จิตนิ่ง หรือเป็นการตามดูจิตและดึงกลับมาอยู่กับตัวเอง

นักการหนิงเอง  เล่าให้ฟังว่าตนเองเคยปฏิบัติธรรมและพบภาวะเดียวกันคือไม่สามารถรักษาภาวะจิตได้  ขณะนี้ใช้สุนทรียสนทนา สนทนาธรรม ในโอกาสต่างๆ และสนทนากับคุณประทับ สามี  และเล่าเรื่องแม่สามี  ว่า…………

เมื่อปีใหม่ที่ผ่านมา ได้ไปหาแม่สามี  แม่เป็นคนหัวเราะง่าย หัวเราะเก่ง และแม้จะอยู่กับผู้คนแม่ก็มักจะคิดถึงแต่เรื่องขำขำ ……… เห็นชัดว่าแม่ปล่อยวางเป็น  และหาความสุขได้ด้วยตนเอง  เห็นชัดถึงความใสของแม่  ในขณะที่ทานอาหารเย็นด้วยกัน   ทุกครั้งคุณประทับ ไม่เคยสังเกตแม่    วันรุ่งขึ้นได้เดินทางไปเชียงรายเพื่อกลับบ้าน  นักการหนิงได้คุยกับคุณประทับ ว่า  “แม่เขาใสนะ  เขาไม่คิดหาความทุกข์มาใส่ตัว  เขาทำบุญ  เที่ยว และทำกิจวัตรประจำวันอย่างไม่เป็นทุกข์………..”   คุณประทับ ฟังและใคร่ครวญ   จนวันสุดท้ายเดินทางกลับพิษณุโลก    เขาพูดว่าเห็นแม่แล้วให้ได้คิด  ว่าคนเราเกิดมาต้องเกิดแก่เจ็บตาย   แต่จะอยู่อย่างไรให้มีความสุข  ต่อไปจะไม่เศร้าแล้ว  แม้จะเจ็บป่วย คนเราอย่างไรก็ต้องตาย  แต่ระหว่างที่ยังดำรงชิวิตอยู่ควรจะอยู่อย่างมีความสุข  ไม่เศร้า  ไม่คิดหาความทุกข์มาใส่ตัว  ไม่กังวล………..

วงสนทนาคุยว่าที่จริงแล้วธรรมะและความสุขเป็นเรื่องง่ายๆ  ทำไมต้องยึดติดพิธีกรรมอะไรมากมาย

นักการอิ่มพูดถึงสุนทรียสนทนาที่ทำผ่านมาเพื่อเป็นการหล่อเลี้ยงผู้คนในองค์กร  แต่ต้องแล้วแต่ความสมัครใจ เพราะสิ่งเหล่านี้ต้องเข้าร่วมวงเอง  สมาชิกหลายคนบอกกล่าวว่าดีมาก  และจะมาร่วมกิจกรรมให้สม่ำเสมอ โดยเฉพาะคนจากสำนักการช่าง  ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

 

ถอดบทเรียน

1. สุทรียสนทนาใช้ได้กับชีวิตการทำงาน

2.  ผู้คนมักมองข้ามเรื่องราวอะไรบางอย่างที่สำคัญไป

3. ใจอิ่มและหล่อเลี้ยงคนรอบข้าง  เป็นความสุขอย่างหนึ่ง

 

 


สุทรียสนทนา ศาสตร์และศิลปะแห่งการหันหน้าเข้าหากัน ….สำหรับชุมชน วันที่สอง

6 ความคิดเห็น โดย นักการหนิง เมื่อ 6 มกราคม 2009 เวลา 11:39 (เช้า) ในหมวดหมู่ เรื่องเล่าจากลานดีดี #
อ่าน: 181

 

วันนี้ไก่มาแล้ว    ไก่จึงทำผ่อนพักตระหนักรู้ด้วยการอ่านเรื่องโมโม่   เกือบ 40 นาที….. มีคนกรนด้วย  ไชโย   ไชโย ประสบความสำเร็จ

 

 

และเริ่มกิจกรรม   การวาดภาพความสุขที่ประทับใจ  ครั้งนี้ให้จับคู่เล่า และเมื่อคนแรกเล่า  คนที่สองฟังอย่างตั้งใจ  แล้วเล่าทวนเรื่องที่คนแรกเล่า  และผลัดกัน  ทำให้ได้รู้จักคนอื่นมากขึ้น

 

 

กิจกรรมที่สอง  World Café  เป็นการแบ่งกลุ่มพูดคุยกัน  ประมาณ 5 - 6 คน  ซึ่งในวันแรกได้ซักซ้อมนักการทุกคนให้แยกกลุ่มในลักษณะ Home Base  เพื่อเหนี่ยวนำกิจกรรมในกลุ่ม   อิ่มให้ตัวกวน คือ อะไรทำให้เราสามารถอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข    มีเงื่อนไขว่ามีคนหนึ่งเป็นดอกไม้  คนที่เหลือเป็นผีเสื้อ   ดอกไม้ไม่ต้องเปลี่ยนกลุ่ม  ผีเสื้อโบยบินไปดอมดมดอกไม้ดอกอื่น   เมื่อเข้ากลุ่มใหม่ดอกไม้เป็นผู้เล่าให้ผีเสื้อฟังว่ารอบที่แล้วมาคุยกันว่าอย่างไร   แล้วจึงให้ผีเสื้อพูดคุยเพิ่มเติม 

 

 

กลุ่มที่นักการหนิงเข้านั้น  เริ่มต้นด้วยการล้อมวงเป็นกลุ่มและคุยกันเป็นกลุ่ม  สักพักหนึ่งเริ่มมีคนแยกกันคุยกันสองคน  นักการหนิงเลือกที่จะพูดทีหลังด้วยการเติมเต็มในเรื่องของการให้  และพยายามดึงสองคนที่แยกคุยกันกลับเข้ามาในคุยกันเป็นกลุ่มเหมือนเดิม……….  ไม่สำเร็จ  แต่ก็เพียงสองคนที่แยกไป  คนที่เหลือก็ยังคงเป็นกลุ่ม  …………มี อสม.ยกมือขอเป็นดอกไม้ในกลุ่ม   Home Base   กลุ่มนี้จึงไม่สำเร็จ   นักการหนิงก็ต้องเป็นผีเสื้อ  โบยบินไปดอมดมดอกไม้ดอกอื่น 

 

รอบที่สองนักการอิ่มให้ผีเสื่อเปลี่ยนกลุ่ม  และพูดคุยในหัวข้อเดิม  รอบที่สอง   ไม่มีคนแยกคุยกันแต่ยังมีคนคอยสอดแทรกระหว่างที่คนในกลุ่มแสดงความคิดเห็นบ้าง   นักการหนิงก็ต้องใช้สมาธิในการนิ่งฟังอย่างตั้งใจ  รอบนี้นักการอิ่มให้คนในกลุ่มเสนอตัวเป็นดอกไม้ใหม่ที่ไม่ใช่คนเดิม  รอบนี้จึงยกมืออย่างฉับไว…..  สำเร็จ

 

รอบที่สาม มีหนุ่มชาวชุมชนดีอินทร์เข้ามาในกลุ่ม  มีพี่จินตนา  พี่สุนันท์   ครานี้เกิดเรื่องมหัศจรรย์ขึ้น  กลุ่มนี้ไม่ได้คุยตามหัวข้อที่ได้รับมา  แต่คุยกันเรื่องทำชุมชนอย่างไรให้มีความสุข  รองรับคนได้ทุกกลุ่มทุกวัยในชุมชน โดยมีดีอินทร์เป็น  Best Practice  การแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ และเริ่มแลกเปลี่ยนความรู้สึกในวันนี้ …….. เป็นไปตามธรรมชาติ    การเล่าและการฟังเป็นไปอย่างธรรมชาติ    

 

·        พี่จินตนาบอกว่าความรู้สึกเหมือนนำใจออกมาล้างและใส่กลับเข้าไปใหม่   รู้สึกใจเอี่ยมขึ้น                

 

·        พี่สุนันท์รู้สึกว่าตัวเองมีค่าและไม่ท้อที่จะเพื่อชุมชน 

 

·        และคนอื่นๆ อีกหลายคน…..มีสิ่งดีดีออกมาจากใจ

 

เวลาผ่านไปเท่าไร ไม่มีใครสนใจ ทุกคนดื่มด่ำ  ทุกคนมีความสุข  ทุกคนมีพลัง ……… หลังจากนั้นนักการอิ่มก็นำเข้าสู่วงสนทนาโดยการเชิญชวนให้สมาชิกถ่ายทอดความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการอยู่ร่วมกันในสองวัน  ติดตามได้ในลานซักซ้อมจินตนาการ  http://lanpanya.com/phiangpen/?p=24

 

 

ด้วยความที่ระยะเวลาในการบ่มเพาะสั้น  ทุกครั้งที่นักการอิ่มจะนำเข้ากิจกรรม  จะให้ทุกคนอยู่กับตัวเอง  ทบทวนใคร่ครวญเรื่องราวในอดีตที่สอดคล้องกับตัวกวนในกิจกรรมต่อไป   และให้ทุกคนจินตนาการถึงความสุข  ความอบอุ่น  ความรัก  ความหวังดี  ที่ได้รับจากกันและกัน  …. ประมาณ 5 นาที นักการอิ่มเฉลยว่าเป็นการนำสู่คลื่นอัลฟ่า  และเป็นการให้ทุกคนได้ทบทวน  บ่มเพาะข้อมูล…..  อืม

 

หลังจากนั้นอีกวันหรือสองวัน   ทีมนักการทั้งหลาย ทำ AAR  นักการหนิงเข้าร่วมช้า ต้องมาทบทวนกันอีกนิดหนึ่ง

 

                การฟัง  สร้างกำลังใจดีดีได้

 

                พี่นิด พูดแล้วมีคนฟัง ….  ทั้งๆ ที่ผ่านๆ มาพี่นิดพูดเรื่องที่เป็นปัญหาที่เกิดจากการดูแลชุมชน  กระทบกับสวัสดิภาพของพี่นิด ไม่มีใครสนใจแม้กระทั่งฟัง…………..  มุ่ยฟังพี่นิดอย่างตั้งใจ 

 

                สัมผัสได้ถึงธรรมชาติของชุมชนที่กรอบไม่หนา

 

                นักการทุกคนมีความสุข

 

                นักการเองได้รู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้

 

                เล่าเป็น  ฟังเป็น  ใจมา( จริงๆ ) แลกเปลี่ยนได้โดยอัตโนมัติ  ไม่ต้องมีพิธีรีตองมากมาย

 

                ใจมา คือ  ใจที่เคารพผู้อื่น  เคารพประสบการณ์ผู้อื่น  เคารพความรู้   ศักยภาพของผู้อื่น  ชื่นชมความสำเร็จของผู้อื่น   เคารพความไม่รู้ของตนเอง  เคารพความอ่อนน้อมของการเรียนรู้ของตนเอง   น้อมรับความสำเร็จประสบการณ์ผู้อื่น ปรับใช้กับตัวเอง  ชุมชน สังคมของตัวเอง

 

                การสัมผัส  สัมพันธ์  เกิดทั้งภาษาพูด ภาษากาย

 

                กิจกรรม  World Café  น่าจะต้องทำถึงสามรอบเนอะ  เพราะสังเกตมาสอง สามครั้ง แล้วว่าการเรียนรู้  การปรับต้ว  การแลกเปลี่ยนเรียนรู้   น่าจะเกิดในรอบที่สองท้ายๆ และรอบที่สาม 

 

                เอะ ถ้ามีรอบที่สี่จะเกิดอะไรขึ้นหนอ  มากไปไหมหนอ  คนจะเบื่อไหมหนอ 

                               

                …………..

 

                ……….

 

                …..

 

กิจกรรมและถอดบทเรียนเหมือนขนมจีนกับน้ำยาอย่างไง  อย่างงั้นเลยแหล่ะ  และเหมือนที่พี่เมแห่งวงน้ำชาพูดไว้  การดูแลผู้อื่นคือการดูแลตัวเอง

 



Main: 0.27482509613 sec
Sidebar: 0.0253360271454 sec