จากการเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายในจังหวัดพิษณุโลก เกิดสิ่งดีดีขึ้นในการร่วมสุนทรียสนทนาในทุกๆ รอบที่พบกัน มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันแล้ว และได้มีการแลกเปลี่ยนบุคลากรเพื่อถ่ายทอดสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการที่นักการหนิงและนักการอิ่มที่ได้รับเชิญจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขตพิษณุโลก คือ พี่อิ้ดและคุณโม่ง แห่ง สปสช. และผู้อำนวยการ นพ.ภูวนนท์ เอี่ยมจันทน์ รวมทั้งพี่โต้ง และอาจารย์หมอนิพัธ แห่งโรงพยาบาลพุทธชินราช เปิดโอกาสให้สองนักการไปร่วมเป็นวิทยากรในโครงการมิตรภาพบำบัด เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2552
การทำงานเป็นทีมจำเป็นต้องพูดคุยกันก่อน วันที่ 14 มกราคม พี่อิ้ดนัดให้สองนักการไปคุยกันที่โรงพยาบาลพุทธชินราช ว่าแล้วสองนักการก็ตุเลงๆ กันไปโรงพยาบาล เดินสวนกับอาจารย์หมอนิพัธ อาจารย์บอกให้ไปคุยที่ห้องทำงานพี่โต้งเลย พอไปถึงห้องทำงาน พี่ๆ นั่งประชุมกันอยู่ เห็นสบายๆ คุยไปด้วย กินไปด้วย.. คุยกันแบบไม่ค่อยเข้าใจบทบาทตัวเองเท่าใดนักแต่ก็เดินหน้า
กิจกรรมที่เราต้องเป็นวิทยากรเป็นภาคบ่าย แต่ด้วยว่าการจะเข้าถึงสิ่งใดจำต้องรู้จักและสัมผัสพอสมควร เราสองนักการจึงต้องไปฝังตัวกับผู้เข้าร่วมโครงการทั้งวัน
ได้ฟังเรื่องราวของ นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ผ่านการขับบทกลอนบอกเล่าเรื่องราว ………. ต่อด้วยโครงการมิตรภาพบำบัดของโรงพยาบาลพุทธชินราช ซึ่งดำเนินก้าวหน้าไปอย่างเห็นได้ชัดเจน โดยเฉพาะมิตรภาพบำบัดของผู้เป็นมะเร็งเต้านม ซึ่งผู้ป่วยจะมีความรู้สึกเหมือนตกตึก 10 ชั้นทันทีที่ได้ยินคุณหมอบอกว่าเป็นมะเร็งเต้านม จิตอาสาของมิตรภาพบำบัดจะช่วยตรงนี้ได้มาก เพราะคุณหมอไม่มีเวลาที่จะโอบอุ้ม หล่อเลี้ยงจิตใจของผู้ป่วยกลุ่มนี้….. ตรงนี้นักการหนิงยืนยันได้ เนื่องจากตัวเองเป็นคนไข้คนหนึ่งที่ต้องพบคุณหมอที่คลีนิคเต้านมทุก 3 เดือนเช่นกัน คนไข้ที่คลีนิคเต้านมจะมากที่สุด คุณหมอใช้เวลาตรวจถึง 5 โมงเย็นทุกวันจะมีเวลาที่ไหนกัน แค่ตรวจก็แย่แล้ว อาสาสมัครเหล่านี้ที่มาจากผู้ป่วยเอง ซึ่งบางคนยังเป็นอยู่ บางคนหายแล้วแต่ต้องติดตามอาการ ได้อุทิศเวลาให้ก้บผู้ป่วยรายใหม่ ๆ เห็นแล้วน่าชื่นชมและปรบมือให้อย่างยาวนาน
จากนั้น ได้มีการเรียนรู้การฟังอย่างตั้งใจ การสะท้อนกลับเรื่องราวที่ได้รับฟัง โดยทีมของอาจารย์หมอนิพัธ
มื้อเที่ยง พักรับประทานอาหาร นักการอิ่มชวนให้ไปรับคุณแม่ซึ่งเดินทางจากบ้านที่เชียงรายมาพักตรวจสุขภาพต่างๆ และตรวจหาโรคที่ทำให้ความดันโลหิตสูงของท่านแกว่งตัวทั้งๆ ที่ทานยาลดความดันโลหิตสูงแล้ว ทีแรกนักการหนิงเองก็อิดออดเกรงว่าแม่ไปแล้วจะทำตัวไม่ถูก .. นักการอิ่มกลับยืนยันว่าไปเถอะ แม่จะดูแลตัวเองได้เอง… จึงตัดสินใจไปรับทานมื้อเที่ยงและพาไปดูกิจกรรมด้วยกัน
ภาคบ่าย มีการนำทำสมาธิผ่านสีรุ้งทั้ง 7 สี …… และมีการนำเข้าสู่การไคร่ครวญถึงการทำมิตรภาพบำบัดว่าที่ผ่านมาทำอย่างไรและผลเป็นอย่างไร จากนั้นแบ่งกลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็นการทำงานที่ผ่านมา…นักการอิ่มรู้สึกว่าจะได้เข้ากลุ่มที่มีผู้ป่วยที่เป็นจิตอาสาหลากหลาย เช่น ผู้ป่วยเอดส์ ผู้ป่วยโรคไต โรคหัวใจ มะเร็งเต้านม
ส่วนนักการหนิงได้เข้ากลุ่มพยาบาลและ อสม.ที่เริ่มต้นทำโครงการหรือสนใจที่จะทำโครงการและสนใจที่จะเป็นจิตอาสา
หน้าที่ของวิทยากรกระบวนการจึงดำเนินขึ้น.จากโจทก์ที่ได้รับ..การพูดคุยในกลุ่มนักการหนิงทำยากเพราะยังไม่มีใครได้ทำตรงนี้เต็มตัว ทุกคนมาหาประสบการณ์เพื่อ..เป็นแนวทาง เป็นประกาย เป็นแรงบันดาลใจ…… …จึงตัดสินใจ …ขั้นแรก ถามว่าใครในกลุ่มมีประสบการณ์ในการทำมิตรภาพบำบัด ใจลึกๆ หวังว่าคงมีพยาบาลหรือ อสม.คนใดคนหนึ่งได้ทำแล้ว จะได้ถ่ายทอดประสบการณ์และนำไปสู่การแลกเปลี่ยนได้…..คำตอบที่ได้รับคือ ยังไม่มีใครได้ทำ และจะมาฟังจากคนอื่นๆ ……… มาถึงตรงนี้นักการหนิงถามตัวเองว่าจะเอาอย่างไรดีหนอ…คำตอบที่ได้รับจากในใจคือปรับ บทบาทนี้จึงต้องปรับเปลี่ยนความคิดนิดหนึ่ง
ขั้นตอนที่สอง จึงบังเกิดขึ้นนักการหนิงขอให้สมาชิกในกลุ่มเล่าเรื่องราวที่คิดว่าใกล้เคีงกับมิตรภาพบำบัดที่ได้ดำเนินการไปแล้วหรือเริ่มต้น …จากงานประจำ..หลายคนยังงงอยู่มาก ไม่สามารถเล่าเรื่องราวอะไรได้ ความนิ่งงันเกิดขึ้นในกลุ่ม นักการหนิงจึงเริ่มเรื่องราวที่ตัวเองและนักการอิ่มเริ่มทำในเรื่องสุนทรียสนทนา การรู้จักตัวตนและการอยู่กับปัจจุบันขณะให้กับพนักงานเทศบาลนครพิษณุโลกให้กลุ่มฟัง จากนั้นเริ่มโยนเวทีให้กับพยาบาลท่านหนึ่งจากโรงพยาบาลที่จังหวัดสุโขทัยที่มีท่าทีในความพร้อมพูดคุยแลกเปลี่ยน…เมื่อฟังเรื่องที่สอง.เรื่องที่สาม สี่ก็ตามมา มีหลายเรื่องราวที่สร้างมิตรภาพบำบัดขึ้นโดยไม่ได้บอกว่าเป็นมิตรภาพบำบัดแต่เป็นการเปิดเวที เปิดเวลาให้กับคนไข้ที่ต้องรอพบคุณหมอ..จนเกิดเป็นมิตรภาพบำบัดเล็กๆ ขึ้น ..การแลกเปลี่ยนเริ่มเข้มข้น
มาถึงขั้นตอนที่สาม ปล่อยให้กระบวนการไหลลื่นไปตามวาระของกลุ่มแต่คุมพื้นที่ที่ให้เกิดการใช้ที่ไม่มากไม่น้อยกว่ากัน แม่มาร่วมวงโดยพี่โต้งได้จูงมือแม่มาจากเก้าอี้ข้างๆ เวที ให้มานั่งร่วมวง แม่ไม่ยอมพูดบอกแต่ว่าตัวเองเป็นแค่คนใข้… การพูดคุยเริ่มเวียนไปมาจนถึงแม่ ภายหลังแม่เริ่มเล่าความรู้สึกต่างๆ เกี่ยวกับการเจ็บป่วยของตนเอง และวิธีดูแลจิตใจตัวเอง แม่เริ่มพูดมากขึ้นและพูดอย่างมีความสุข.. แม่ก็เป็นแม่ของนักการหนิงคนเดิมคือแม่พูดเก่ง
เรื่องราวถูกถ่ายทอดจนครบแล้ว..แต่กลุ่มอื่นยังมีการสนทรียสนทนาอยู่ นักการหนิงจึงตัดสินใจโยนโจทก์แรงบันดาลใจในการทำงานและการก้าวเข้ามาสู่วงการมิตรภาพบำบัดหรือจิตอาสา….
อาจารย์หมอนิพัธมาแอบสังเกตการณ์ และได้บอกโจทก์ ได้อะไร จะไปทำอะไร รวมถึงให้เลือกเรื่องราวและคนที่ในกลุ่มประทับใจนำเสนอเรื่องราวต่อกลุ่มใหญ่
ตรงนี้ น้องๆ พยาบาลหลายคนเริ่มบอกว่าได้ฟังเรื่องนี้ จากคนนี้ จะนำไปปรับใช้อย่างนี้ การพูดคุยไหลลื่น ไหลเลื่อนไปอย่างมีความสุข..แม่เองก็ดูท่าทางมีความสุข..จนกระทั่งสุดท้ายกลุ่มได้สรุปเลือกเรื่องที่จะนำเสนอและผู้นำเสนอ มาจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร
จบกระบวนการ ปรบมือขอบคุณซึ่งกันและกันแล้วแยกย้ายพักผ่อน
หลายคนถือแก้วน้ำและขนมมานั่งแลกเปลี่ยนการทำงานกันต่อ…. เรื่องจากที่หนึ่งถูกถ่ายทอดไปอีกที่หนึ่งโดยธรรมชาติ…. นับว่าเป็นความสำเร็จของการแลกเปลี่ยน
แม่มีความสุข และนั่งฟังแต่ละกลุ่มออกมาเล่าเรื่องราว จากผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ผู้ป่วยเอดส์ ผู้ป่วยไต….
จนกระทั่งเวลาได้สิ้นสุดลง…
มิตรภาพบำบัดดำเนินต่อไป ผู้คนดำเนินต่อไป เหล่านักการดำเนินต่อไป
แม่เขียนแสดงความขอบคุณต่อโครงการ.. แม่บอกว่าต้องการให้กำลังใจคนทำงาน
การเป็นวิทยากรกระบวนการในวันนี้และวันต่อๆ ไป ต้องขอบคุณนักการอิ่มเป็นอย่างมากที่ถ่ายทอด ผลัก ถีบและให้กำลังใจเสมอๆ
อย่างไรก็ยังต้องขอบคุณจอมป่วนที่เป็นอะไรหลายๆ อย่างที่ทำให้นักการหนิงยอมออกจากเปลือก
ขอบคุณตัวเองที่ยอมออกมาจากเปลือก เรียนรู้โลกใหม่ๆ
คนสุดท้ายที่ขอขอบคุณในที่นี้คือพี่หมอเจ๊ ..ที่ทำให้เกิดเครือข่ายขึ้นในพิษณุโลก..เครือข่ายนี้น่าจะเติบโตเป็นพลังให้สังคมได้ในอนาคต
ถอดบทเรียน
- ความไว้วางใจที่ได้รับ ทำให้ได้เปิดพื้นที่ของตัวเอง
- คุณค่าของเราไม่ได้อยู่เพียงว่าคนอื่นมองอย่าง แต่อยู่ที่ว่าเราให้คุณค่าต่อตัวเรามากน้อยเพียงใด
- เครือข่ายสร้างเรื่องราวดีดีได้เสมอ
- การทำงานบนความจริงใจที่มีต่อสิ่งนั้นๆ ให้ผลตรงไปตรงมาตามที่คาดหมายและเหนือความคาดหมายเสมอ