ติดโทษ

กรกฏาคม 3rd, 2009

ไม่ใช่ปัจจุบันอย่างเพ่งโทษ

คิดโกรธ คิดเกลียด ใจดิ่งเหว

พอคิดปั๊ป รับผลปั๊ป อย่างรวดเร็ว

ใครคิดเลวไม่ต้องโกรธ โทษประจาน

  

คำตอบของชีวิต ปฏิจจสมุปบาท

 

อย่าเอาคุณค่าของเราไปให้เค้าตีราคา

เธอนั่งร้องไห้ ฟูมฟาย กับความรัก
กับความรู้สึกที่ดีดี ที่เคยมี
กับวันเวลาที่สูญเสียไปในครั้งก่อน
กับวันนี้ ซึ่งตัวเธอเอง
กลับกลายเป็นคนไม่มีค่า เป็นคนที่เขาไม่แคร์
ไม่สนใจ ไม่สนใจเหรอ ….
มันอาจน้อยไป เขาอาจจะรู้สึกขยะแขยงเธอด้วยซ้ำ
รู้สึกเหมือนขี้หมา ที่ เค้าคงเอาเท้าเขี่ย ๆ ให้ ออกไป
…………………………………………..

ใช่ซิ มันไม่มีใครอยากเจอการจากกันอย่างนี้
แต่ก็ใช่ อีกนั่นแหละว่า เราคงไปเปลี่ยนใจใครไม่ได้
ไปร้องเรียก ให้เขาช่วยแคร์ความรู้สึกเราไม่ได้
มีแต่เราที่ต้องพยายามทำความเข้าใจ
ถึงแม้อาจจะใช้เวลาเนิ่นนาน และ
อาจจะเจ็บปวด แต่วันหนึ่งเราจะต้องเข้าใจ

เราไม่ได้เกิดมาเพื่อรักเขา
ก่อนหน้าจะเจอเขาเราก็เจอสิ่งต่าง ๆ มากมาย
คนเราไม่ได้เกิดมาเพื่อความรัก
แต่เราเกิดมาเพื่อที่จะเรียนรู้ความรัก

ค่าของเรา บางครั้ง บางที ก็โดนความรัก
บิดเบือน ……………………………..

เมื่อวันหนึ่งที่คนที่เราเคยรู้สึกดีดีด้วย
เขาเกลียด เรา ความรัก ก็ บิดเบือน
แปลความหมาย ว่า เราไม่มีค่า อย่างนั้น
อย่างนี้ จากสิ่งที่เราโดนเขากระทำ
 

 
 

 

นั่นซินะ ลองลืมตา ดีดีซิ เรายังมีสองแขน
เรายังมีลมหายใจ เรายังมีครอบครัว
คนที่รักเรา และ คนที่เรารัก
ยังมีน้องหมา
ลองอย่างนี้ซิ เราลองให้น้องหมา
ข้างถนน กินลูกชิ้นซักไม้

ลองมองสายตาของน้องหมาตัวนั้น อาจจะเห็น
แววตาของเขา เขาคงเห็นเราเป็นเทวดาผู้มาโปรด

ลองมองสายตาของพ่อแม่เราซิ เวลาเค้าเห็นเราเศร้า
จะเห็นแววตา แห่งความห่วงใย ว่า
เราเป็นแก้วตาดวงใจของเขา
 
 
 

 

อย่าเอาค่าของเราไปให้คนอื่นเขาตีราคา

เพราะ คนเขาไม่รัก เขาก็ไม่รัก
คนเขาไม่อยากคุย ก็คือไม่อยากคุย
คนเขาเกลียด ก็คือเกลียด จริงไหม

เขาไม่ได้ทำอะไรเราซักหน่อย
แค่เขาเกลียดเรา มันก็เป็นเรื่องธรรมดา
บนโลกนี้ ซึ่งมีทั้งชอบ และ ไม่ชอบ

แต่เราดันไปตีความฟูมฟาย ไปเอง

เขายังทำใจไม่ได้ …………….
ไม่ว่ามันจะเป็นการจากกันแบบร้ายหรือดี

เราก็ต้องทำใจได้
เพราะค่าของเราไม่ได้อยู่ที่ใครตีความนะ
…………………………………………..

ไม่ได้ขึ้นอยู่กับใครคนใดคนหนึ่งนะ
คิดได้แล้ว ก็เลิกร้องไห้ เช็ดน้ำตา
เลิกคิดเรื่องเก่า ลุกขึ้น
ปัดกางเกง หาซื้อลูกชิ้นซักหลาย ๆ ไม้
ให้น้องหมาข้างถนน แถวนี้ดีกว่า

 

 

 

 

ขอบคุณเรื่องเล่าจากเมล

คำคม

มิถุนายน 3rd, 2009

คนพาลถ้าจริงใจก็ไม่ผิด

คบบัณฑิตไม่จริงใจก็ไร้ผล

 

ปิดกั้นทางอารมณ์

มิถุนายน 2nd, 2009

การปิดกั้นทางอารมณ์

ที่กระทบกระเทือนในใจ

เปิด…..

ปล่อย….

ขว้าง……

วาง……

มันออกไป

อย่าให้ในใจรู้สึกกระเจิง

…..

ลงมาที่ฉันก็ได้ ถ้าเธอพอใจ

ทำให้สมกับความนัย

ที่เธออยากบอกมันออกไป

บอก บอก บอก มันออกไป

พ่นออกมาเป็นคำด่าก็ได้ไม่ว่ากระไร

เพราะอย่างไร “เธอ” ก็เป็นผู้ที่ถูกต้อง

……

ฉันยกใจให้เธอแค่ใน”งาน”

พอฉันกลับบ้าน

ฉันก็เป็นคนที่สุขใจ โดยไม่มีเธอในใจ

ขอบคุณท่าน ท่าน ท่าน ทั้งหลาย

ถ้าโลกนี้ไม่มีลูกน้อง ท่านก็คงอยู่และทำงานได้

แต่คงไม่สบายเท่าการมีลูกน้องช่วยทำ

 

“ท่านทั้งหลาย จงเจริญ”

 

เคยเห็นบ้างไหมท้องฟ้าที่สดใส 

ออกจากพื้นที่คับแคบในใจ  มองฟ้าใสให้ใจยินดี

 

หงส์ฟ้า

มิถุนายน 1st, 2009

เจอหงส์ฟ้าบินผ่านหลังบ้าน เก็บมาฝาก

ดูแล้ว สบายตา สบายใจ

เอามาจากเมล ใครเห็นหัวข้อว่าดีก็อ่าน ไม่ดีก็เว้นไป ไม่ว่ากัน

 

1. จัดกิจกรรมออกกำลังกายให้กับตัวเอง เพียงวันละ 20 นาที ไม่ว่าจะเป็นเป็นการวิ่ง ยกเวท หรือแค่เดินอย่างเดียวก็ได้ 
 

2. ทา Sun Block ที่ลำตัว ต้นคอ ใบหน้า เพื่อป้องกันผิวจากแสงแดด และสำหรับหน้าหนาว ก็เปลี่ยนไปใช้ Moisturizer 
 

3. ทานผักผลไม้ (หากไม่ชอบทาน ก็เริ่มต้นฝึกกันได้ นึกซะว่าทานเพื่อเอาคุณค่า) ลดอาหารจำพวกไขมัน และแทนที่ด้วยอาหารที่อุดมด้วยโปรตีน
 

4. ฝึกสมาธิ และผ่อนคลายตัวเองในสถานที่ ที่มีบรรยากาศเงียบสงบ วันละ 5 นาที 

  

5. ทำความเข้าใจตัวเอง เพื่อเพิ่มระดับสมาธิ สติ การตัดสินใจ และสร้างความรู้สึกพึงพอใจในตัวเอง

 
6. ออกกำลังกายสมอง ไม่ว่าจะเป็นการอ่าน ศึกษาหาความรู้ใหม่ๆ ทำกิจกรรมที่ต้องใช้ทักษะ เช่น เล่น-หมากรุก สมองจะได้ไม่เสื่อมสมรรถภาพ 
 

7. กอดใครสักคน..

 

 

ว่าด้วยการรับฟัง

“…สำคัญที่สุดที่จะต้องหัดทำใจให้กว้างและหนักแน่น รู้จักรับฟังความคิดเห็น แม้กระทั่งคำวิพากษ์วิจารณ์จากผู้อื่นอย่างฉลาด เพราะการรู้จักรับฟังอย่างฉลาดนั้น แท้จริงคือการระดมสติปัญญาและประสบการณ์อันหลากหลายมาอำนาจการปฏิบัติบริหารงานให้ประสบความสำเร็จที่สมบูรณ์นั่นเอง…”

 

พระราชดำรัส ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช/

 

——————————

 

วันนี้ได้เรียนรู้ “ว่าด้วยการฟัง” จากพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  ประกอบได้มีโอกาสสนทนากับเพื่อร่วมงาน มีหัวข้อหนึ่งที่น่าสนใจ คือเรื่องการฟัง เพื่อนเล่าให้ฟังว่า วันนี้วิทยากรมาบรรยายและมีข้อคำถามว่า

“คนเรามีปากกี่ปาก”  และ

“คนเรามีหูกี่หู” 

สรุปได้ว่าสิ่งที่ธรรมชาติให้มาคือการให้ฟังมากกว่าพูด  ดังนั้น เราก็ควรคิดและปฏิบัติได้ตามที่ธรรมชาติให้มา

……..

“คิดได้” และ “ได้คิด” ค่ะ

ขอให้มีความสุขในวันหยุดนะคะ

22 พฤษภาคม 2552

 

 

 

สิ่งที่ควรทำคือ

นั่งลงทับปัญหานั้นซะแล้วทับไปจนกว่าจิตใจจะสงบลง

แล้วปัญหานั้นก็จะคลี่คลายไปจากเราเอง

 

ลองดูนะ และด้านล่างมีภาพตัวอย่างให้ดูด้วยเพื่อเป็นวิทยาทาน
หวังว่าจะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับตนนะ

ปล. ไม่ใช้แสตนอิน ไม่ใช้เอฟเฟค ไม่ใช้สลิง จริงทุกประการ

 

 

ช่วงนี้ฉันมีคำถามที่ต้องตอบตัวเองเสมอถึง “เป้าหมายชีวิต” ของตัวเอง

การดำเนินมากว่าครึ่งหนึ่งของชีวิต ทำให้ฉันต้องทบทวนในแต่ละวันเสมอว่าฉันต้องการอะไร

ในขณะที่ปัจจุบันฉันเป็นข้าราชการบำนาญ การตัดสินใจครั้งนี้อยู่บนพื้นฐานความเห็นแก่ตัวเกือบทั้งสิ้น ฉันคิดว่าถ้าฉันเป็นข้าราชการบำนาญ เมื่อถึงยามแก่เฒ่า อย่างน้อยฉันก็มีหลวงเลี้ยงดูแลค่ารักษาพยาบาล และมีเงินเดือนอีกเล็กน้อยเป็นค่าครองชีพ ซึ่งจะพอหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับการใช้จ่าย

……

ในขณะที่การทำงานในปัจจุบัน ฉันทุ่มเททำงานอย่างมุ่งมั่น และมีความสุขใจฐานะพนักงานที่ได้เงินเดือนเพิ่มมากขึ้น (แต่ยังไม่ทราบว่าจะเพิ่มเท่าไร)  แต่ฉันก็พอใจในสิ่งที่เป็นอยู่ปัจจุบัน

……

เวลาผ่านไป

ในขณะที่เรามีสิ่งที่มากระทบ กระแทกใจ

สิ่งที่กวนในใจตลอดเวลา คือคำถามว่า

ฉันทำอะไรอยู่”

 ”ความสุขฉันอยู่ตรงไหน”

“ทำไมฉันต้อง(ทน)อยู่”

……..

เมื่อมีเวลาทวนความคิดตัวเอง

ทำให้ฉันคิดว่า “ฉันเห็นแก่ตัว”หรือไม่

เห็นแก่ตัวกับงานที่ฉันทำ เห็นแก่ตัวกับภาษีราษฎรที่เป็นค่าเงินเดือนจ้างฉันทุกวัน แต่ฉันยังคิดว่า “ทำไมฉันต้องทน ต้องทำ” (ในขณะที่ฉันก็ได้ใช้เงินภาษีฯ อยู่)

……..

ฉันถึงต้องอยู่ตรงนี้ ทำหน้าที่ในฐานะคนกินเงินเดือนจากภาษีราษฎร

ทำหน้าที่ในหน้าที่หลัก และหน้าที่ในการตอบแทนสังคม(เท่าที่ทำได้)

และเมื่อสมควรแก่เวลา ฉันก็ควรจะไป ไปหาความสุข ตามที่ฉันตั้งเป้าหมายไว้

ไปหาสิ่งที่เหมาะแก่ตัวเอง ไปตอบแทนสังคมส่วนรวม ที่เราได้มีส่วนร่วมกันอยู่บนโลกแห่งนี้ และ “ตามหาความสุข” ที่ฉันคิดว่าจะทำให้สุข

…….

ถ้าหาพบแล้ว “ฉันจะมาเล่าให้ฟัง”

ฉันบอกกับตัวเอง

….ถ้าไม่ล้ม  ก็ไม่รู้ว่า อาการเจ็บ รู้สึกอย่างไร

เช่นใดก็เช่นนั้น  การทำงาน ถ้าไม่ผิดพลาด ก็ไม่จะรู้ว่างานนั้นทำให้ได้เรียนรู้อะไร

 

 การยอมรับในความผิดพลาดในครั้งนี้

ทำให้ได้เรียนรู้ใจตัวเอง

…….

เรียนรู้ที่จะยอมรับและหยุดการพิพากษาผู้อื่น

เรียนรู้ว่า “น้ำตา” ไม่ได้แก้ปัญหาใจ

เรียนรู้ว่า “มิตรภาพ” บนความห่วงใยยังมีอยู่ใกล้ ๆ เสมอ

เรียนรู้ว่า “การหน่วง” ให้เวลาผ่านสักนิด เราจะมีสติ และมองเห็นทางแก้ของปัญหานั้น

……

ขอบคุณ “คุณสติ” ที่กรุณามาเยี่ยมและทำให้เกิด “คุณปัญญา” ตามมาเสมอ

……

ขอบคุณกัลยาณมิตรที่ทำให้ได้ “คิดถึง” ก็สุขใจ