สุนทรียสนทนา ศาสตร์และศิลปะแห่งการหันหน้าเข้าหากัน…สำหรับชุมชนครั้งที่ 1 วันแรก

513 ความคิดเห็น โดย นักการหนิง เมื่อ 29 ธันวาคม 2008 เวลา 3:43 (เย็น) ในหมวดหมู่ เรื่องเล่าจากลานดีดี #
อ่าน: 4318

รับลูกโยนจากจอมป่วนและนักการอิ่มมาเต็มๆ ค่ะ   วันนี้จึงบอกกล่าวเล่าสิบชาวลานปัญญา ถึงเรื่องราว  สุนทรียสนทนา  ศาสตร์และศิลปะแห่งการหันหน้าเข้าหากัน…สำหรับชุมชนครั้งที่ 1    

 

    ความจริงแล้ว  นักการหนิงไม่ได้เป็นทีมกับนักการอิ่ม  ทีมในที่นี้หมายถึงไม่ได้อยู่สำนักการสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม   เทศบาลนครพิษณุโลก   ซึ่งนักการอิ่ม สังกัด  โดยมีจอมป่วนเป็นผู้บังคับบัญชา  ต่ด้วยความรักที่ได้รับจากทั้งสองคนที่กล่าวมาแล้ว  และยังได้รับจาก  พี่น้อง  สุกัญญา จันทร์สิงห์  ผู้อำนวยการส่วนส่งเสริมการสาธารณสุข   สำนักการสาธารณสุขฯ   เทศบาลนครพิษณุโลก   จึงได้ไปเข้าอบรมกระบวนกรที่สวนป่าครูบาสุทธินันท์   อำเภอสตึก  จังหวัดบุรีรัมย์  และ ที่วงน้ำชา  จังหวัดเชียงราย………..  พลัง …..  แรงบันดาลใจ  ……. ความสุข…….  ความอิ่มเอิบ……  ที่อยากหยิบยื่นให้องค์กรและชุมชน  ทำให้ผันตัวเองเข้ามาเป็นทีมกับนักการอิ่ม  เริ่มปัญญาปฏิบัติการในองค์กร  และมาร่วมเป็นทีมในการสุนทรียสนทนาให้ชุมชน……… ทำให้เรียนรู้ว่า  ปัจจัยที่ทำให้เป็นทีม  ไม่ใช่เพียงแต่โครงสร้างองค์กรเท่านั้น   ใจที่ปรารถนาด้วยจึงจะเป็นทีมที่ดีได้

 

ทราบเรื่องราวที่มาแล้วนะคะ  ต่อไปจะเข้าสู่เนื้อหาแล้ว………เตรียมกระดาษกับปากกาแล้วยัง  อิ อิ  …เตรียมแค่ใจก็พอเนอะ  อิ อิ

 

กำหนดการวันที่   23 -24   ธันวาคม 2551  คร่าวๆ นะคะ  เริ่มมีรายการผิดคิวขึ้น     คือไก่    ซึ่งรับผิดชอบ Ice Breaking   ท้องเสียตั้งแต่เมื่อวานแล้ว  จึงมาไม่ได้  และได้ยินทางชุมชนบอก บอกมาว่าบ่ายโมงครึ่งต้องไปสำนักงานเทศบาล  ร่วมรายการเทศบาลประสานใจ

 

          พิธีเปิด  โดยนายกเทศมนตรีนครพิษณุโลก  

 

          หลังจากนั้น  นักการอิ่มโยนไมค์ให้  Check In  เหมือนเราแจ้งเข้าพักในโรงแรม  คือ   เจ้าเป็นไผ  มาทำไม    ตรงนี้นักการหนิงรับผิดชอบ  ดูเวลา นักการอิ่มให้ หนึ่งชั่วโมง  ตานี้หนึ่งชั่วโมงทำยังไง  แค่เจ้าเป็นไผ  มาทำไม  ต่อคนน่าจะไม่ถึงห้านาที…… เลยเกริ่นนำจากหัวข้อ  สุนทรียสนทนา  ศาสตร์และศิลปะแห่งการหันหน้าเข้าหากัน   กล่าวทวนหัวข้อ  และส่งไมค์ให้แต่ละคนบอกเล่า………  ครึ่งชั่วโมงจริงๆ  อย่างที่คิด  ไม่รู้จะทำอย่างไร  จึงสรุปความต้องการของแต่ละคนโดยโยงยึดการบอกเล่าว่ามาทำไม    อารมณ์ตอนนี้ ……  ภาพที่เห็นคือชุมชนและ อสม. หยิบปากกากับสมุดพกเตรียมจด  จด  จด   สรุป สรุป ไปซักพัก  นักการอิ่มพยักหน้า  รู้ว่าต้องปิดงานละ           จึงนำหัวข้อมาเชื่อมต่อ  โดยโยนคำพูดว่า  เรามาทำความรู้จัก สุนทรียสนทนา  ศาสตร์และศิลปะแห่งการหันหน้าเข้าหากัน  ไปพร้อมๆ กัน

 

          นักการอิ่มตัดสินใจโดยไม่ได้ทำ Ice Breaking  นำเข้าสู่กิจกรรมคืนสู่ความเป็นเจ้าตัวเล็ก   ฉีกกระดาษชีวิตตามเส้นทางชีวิตที่ผ่านมาตรงนี้ หลายคนเลือกที่จะเล่าตามชีวิตจริงๆ   หลายคนเลี่ยง   อาจเป็นเพราะบทบาทในสังคม   ตำแหน่งหน้าที่การงาน    เพศ   เบื้องหลังชีวิตที่ผ่านมา……………    ต่อไปคือกิจกรรมการวาดภาพความประทับใจที่ผ่านมาในชีวิต แล้วนำเข้าสู่ผู้นำสี่ทิศ   นักการอิ่มพูดถึงทิศกระทิง     นักการหนุ่มพูดถึงทิศอินทรีย์   นักการมุ่ยพูดถึงทิศหนู  นักการหนิงพูดถึงทิศหมี     จากนั้น วาดภาพแบ่งทิศต่างๆ  ที่มีในตัวเรา    แล้วให้จับคู่สอง  จับสี่  ผลัดกันฟังและผลัดกันเล่า   ในการจะเข้ากิจกรรมทุกครั้ง  นักการอิ่มให้เวลาในการอยู่กับตัวเอง  นำรำลึกเรื่องราวตามหัวข้อกิจกรรมสักพัก  จึงนำเข้าสู่กิจกรรม  เป็นการให้ทุกคนมีเวลาสำหรับทบทวนข้อมูล   ในการเข้าจับสี่  มีการใช้ดินสอวิเศษ   เงื่อนไขคือใครถือดินสอวิเศษคนนั้นมีสิทธิเล่า  คนอื่นๆ ฟัง ผลัดกันโดยให้เวลาเท่าๆ กัน  ในการทำกิจกรรมผู้นำสี่ทิศ   สุดท้ายมีการพูดคุยกันวงใหญ่   ตัวกวนคือได้อะไรจากกิจกรรมนี้

 

          อาหารวางเป็นน้ำชา ส้มเขียวหวาน และขนมสอดไส้ 

 

          พักเที่ยงด้วยผัดไท  เจ้าอร่อย…..    ล้อมวงกันอย่างอบอุ่น

 

          เนื่องจากมีการผิดคิวที่ชุมชนและอสม.บางท่าน ต้องไปร่วมรายการเทศบาลประสานใจ 

 

          นักการอิ่มจึงต้อง  ขยับ  ขยับ  ขยับ  กิจกรรม  ด้วยการขอไม่พักเที่ยงและเริ่ม  Voice Dialogue  การทิ้งไพ่    กิจกรรมนี้ต้องมีการแบ่งกระดาษเป็นสี่ช่อง   แล้วช่วยกันคิด  รายละเอียดตรงนี้คงต้องฝากลาน TiTang    ของพี่หมอเจ๊ช่วยค่ะ  http://lanpanya.com/titang/?p=189    หลายคนตามไม่ทัน   ทำช่องที่ 1  ไม่ทันเนื่องจากความแต่งต่างของผู้เข้าร่วมกิจกรรม   กลุ่มใดที่มีเจ้าหน้าที่ของเทศบาลรวมอยู่ด้วยก็ได้คนแนะนำ  กลุ่มใดไม่มีก็งง งง  กันไป  แต่ถึงอย่างไรเวลาก็ไม่ทันทั้งกลุ่มที่มีเจ้าหน้าที่และไม่มี

 

          กิจกรรมต่อไปคือการล้อมวงใหญ่เพื่อพูดคุย    นักการอิ่มพูดถึงการทิ้งไพ่    ถามว่าใครเคยเล่นไพ่ให้ยกมือขึ้น……  ไม่มีมือเลย   นักการอิ่มเลยถามใหม่   ไพ่สำรับหนึ่งมีกี่ใบ    52 ใบ  เสียงเดียวกันหมด  ฮาแตก  ไม่เคยเล่นแต่รู้จักทุกคน………  ทุกคนเกิดมามีไพ่ 52  ใบ  และก็เริ่มทิ้งไพ่ออกไป  ออกไป  จากตัวตน  ทิ่งไพ่เพราะการเลี้ยงดู   เพศ  การศึกษา……..  จนเหลือตัวตนนิดเดียว   ตัวตนนิดๆ  นี้ทำให้เรามองโลกด้วยสายตาที่มีพื้นที่ในการมองนิด นิด  ถามว่าไพ่ที่เราทิ้งไปอยู่ที่ไหน …..   ถึงตอนนี้นักการอิ่มเชิญคุณหมอจอมป่วนคุย  เริ่มจาก  ใครปฏิบัติธรรมบ้าง  ไม่มีใครยกมือ  แต่พอถามว่าใครนับถือศาสนาพุทธ   ยกมือกันตรึม……… อืม…

 

          ถามว่า เราเกิดมามีจิตประภัสสร   วันนี้ยังเป็นจิตประภัสสรอยู่ไหม    ใครใส่ลงไป   ใครทำให้ขุ่น ……. เรา

 

          ถ้าวันนี้เรายังคิดจะพัฒนาชุมชนที่เราอยู่ด้วยการชี้หน้าคนอื่นว่าเป็นเพราะคนอื่น  คนอื่นทำไม่ดี    คนอื่นไม่ได้เรื่อง  จะคุยกันได้ไหม  รู้เรื่องไหม…. ไม่รู้เรื่อง

 

          เราเปลี่ยนคนอื่นได้ไหม…….  ไม่    

 

          เราเปลี่ยนตัวเองได้ไหม……  ได้

 

          เราเรียกร้องให้คนอื่นๆ ฟังเรา  เราฟังคนอื่นไหม…..  ไม่

 

          จังหวะนี้มีคนหนึ่งแทรก  ขออนุญาต  คนที่เหลือก็คุยต่อ  มีเข้ามาใหม่ๆ เลยคนหนึ่ง  เข้ามาก็คุยๆ   คุณหมอจอมป่วนคุยต่อว่าวันนี้มาฝึกฟัง  ฝึกเล่า  ฝึกใจ  ให้รู้จักตัวตน………   เพื่อที่จะได้นำไปใช้ในชุมชน  เราไม่ร้องขอจากคนอื่นแต่เราทำก่อน………  คนที่เข้ามาใหม่เริ่มฟัง  แต่ก็ยังคงสอดแทรก  และมีการพูดคุยถึงปัญหาในชุมชนเล็กๆ เช่นปัญหาการเลี้ยงสุนัขโดยขาดความรับผิดชอบ……  คนพูด ๆ วิธีการจัดการแบบแรงๆ   ……  ถามว่าวันนี้จะคุยกันได้ไหม

 

          สักประมาณบ่ายสองโมง  จึงได้จบกิจกรรมสำหรับวันแรก

 

          ทีมนั่งคุยกันต่อ   

 

·        ทำไมเกิดการซ้ำซ้อนของกิจกรรมที่ทำให้ชุมชนไม่สามารถอยู่ได้ครบถ้วน….

 

·        กลุ่มที่มาเข้าร่วมกิจกรรม  ใช่กลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงหรือยัง

 

·        สุนทรียสนทนาที่ต้องการให้เกิด  ควรเกิดกี่ชุมชน  เราโลภมากไปหรือไม่

 

·        เราจะเลือกเฟ้นคนอย่างไร

  

·        การสุนทรียสนทนาจำเป็นต้องให้เขาเรียนรู้กิจกรรมทุกๆ กิจกรรมจนเป็นกระบวนกรหรือไม่  หรือเราต้องการให้เขาฝึกเล่า  ฝึกฟัง  ฝึกเก็บบทเรียน

 

·        การทำแผนยุทธศาสตร์   องค์ความรู้สำหรับชุมชนนั้น  ใช่แผนยุทธศาสตร์คืออะไร  มีกระบวนการอย่างไร  มีค่าเป้าหมายอย่างไร  มีอะไรเป็นดัชนีชี้วัด…..อย่างนั้นหรือ    จำเป็นหรือ..หรือองค์ความรู้สำหรับชุมชนเพียงแค่  ฟังเป็น  เล่าเป็น ระดมสมองเป็น  รู้ปัญหาของตัวเอง…..นั่นสินะ  ถ้าเราให้ความรู้การจัดทำแผนยุทธศาสตร์แก่ชุมชน  รู้จักกระทั่งดัชนีชี้วัด  แต่ชุมชนไม่รู้ปัญหาตัวเอง   ระดมสมองไม่เป็น  พูดคุยไม่เป็น  ฝ่อกับศัพท์แสงทางวิชาการ…..ใช่หรือ 

 

·        หมอจอมป่วนเล่าเรื่องเกวินให้ฟัง

 

·        การคุยดีกว่าไม่คุย     ฝึกคุย  ฝึกฟังเป็นการเตรียมตัว  ดีกว่าไม่เตรียม    

 

·        ………………………………………..

 

·        ชุมชนและอสม.หลายคนติดกับการบรรยาย  ที่ระบบราชการได้ยัดเยียดให้ไปแล้ว  วันนี้หลายคนจึงทำกิจกรรมอย่าง งง งง   หลายคนยังไม่เปิดพื้นที่ให้คนอื่นผูกขาดการเล่า

 

 

·        นำเสนอให้ใช้วิธีการฟังและเล่ากลับสำหรับกิจกรรมวันพรุ่งนี้

 

·        แม้จะมีการผิดคิวแต่สาระและกิจกรรมที่ต้องการก็สามารถปรับได้ตามที่ควรจะเป็น  อันนี้ต้องยกความดีให้นักการอิ่ม  ในความสามารถในการแก้ไขสถานการณ์   ความพลิ้ว

 

 

·        น้องๆ บอกเนียน 

 

·        บรรยากาศตอนนี้แม้น้องๆ จะนิ่งๆ นิดหนึ่งเพราะคุณหมอจอมป่วนร่วมวงแต่ความเป็นกันเองก็มีอยู่ทั่วไป  และคุยกันแบบสบายๆ ……….  ระบบ Top Down  ที่ผ่านมาได้หล่อหลอมให้คนในระบบราชการฟังผู้ใหญ่พูด   และไม่ต้องแสดงความคิดเห็นอะไร     นักการอิ่ม  นักการหนิงพยายามทะลายกำแพงนี้   ด้วยการคุย    บอกเล่าในมุมที่ตัวเองสัมผัส  เพื่อให้น้องๆ เรียนรู้ที่จะเล่าและพูดในจุดที่ตัวเองสัมผัสได้ สัมผัสถึง  ซึ่งไม่มีผิดไม่มีถูก……..

 

          คุยไปคุยมาได้ยินเสียงคนคุยกันเดินขึ้นบันไดมา   สมาชิกโยคะของศูนย์พระองค์ขาวนี่เอง  การถอดบทเรียนในวันแรกจึงต้องจบด้วยประการ..ละ..ชะ…นี้

 

         

           

 

 

 


ชีวิตธรรมดา ตอนพันธนาการชีวิต

145 ความคิดเห็น โดย นักการหนิง เมื่อ 22 ธันวาคม 2008 เวลา 5:57 (เย็น) ในหมวดหมู่ เรื่องเล่าจากลานดีดี #
อ่าน: 2675

เมื่อพี่สาวจากไป    ป้าซึ่งเป็นคนที่รักพี่สาวมากได้มาตามให้ครอบครัวเรากลับเชียงรายไปเปิดร้านทำผมที่เชียงราย   ปัญหาที่เคยมีต่อกัน  ก็ให้ยุติ   แม่ตัดสินใจครอบครัวกลับเชียงรายอีกครั้ง  ป้าแบ่งบ้านอำม้าให้หนึ่งคูหาให้เปิดร้านทำผม   รายได้ไม่พอสำหรับสี่ชีวิต   จึงต้องตัดสินใจกลับมากรุงเทพเพื่อหางานทำ   

 

ได้ทำงานร้านอาหารญี่ปุ่น    ชินไดโกกุ  รายได้เดือนละ 2,700  บาท ไม่รวมทิป    ทำงานที่นี่มีอาหารสามมื้อ   ทำงานสองกะ  กะแรกสองโมงครึ่งเช้าถึงบ่ายสอง   กะสอง ห้าโมงเย็นถึงสี่ทุ่มครึ่ง   ตอกบัตรทั้งเข้าทั้งออกทั้งสองกะ   เช้าทำความสะอาดเช็ดกระจก  เช็ดโต๊ะห้องที่ต้องรับผิดชอบ  จากนั้นแต่งหน้า   แต่งตัวด้วยชุดกิโมโนแท้ซึ่งส่งตรงมาจากญี่ปุ่น    สองสามวันแรก   รุ่นพี่สอนให้ซึ่งยากมาก  เพราะชุดกิโมโนไม่มีกระดุม  ไม่มีซิป  ไม่มีเข็มขัด  ถ้ามัดเชือกหรือผ้าไม่แน่นหลุดได้ง่ายๆ     ใส่ถุงเท้าและรองเท้าเกี๊ยะ   กว่าจะแต่งตัวเสร็จพร้อมแต่งหน้าอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง  แรกๆ เดินไม่เป็นเลยค่ะ  

 

 

ที่นี่กฎงวดเข้มมาก ห้ามรับนัดกับแขกเป็นอันขาด  เขาบอกว่าที่นี่ร้านอาหารไม่ใช่ผับหรือบาร์  ถ้าจับได้โดนไล่ออกสถานเดียว     ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากเป็นร้านอาหารที่มีลูกค้าเป็นระดับผู้หลักผู้ใหญ่ของประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทย       สำหรับประเทศไทย ถึงระดับรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง   ไม่รู้ว่าจำกันได้หรือเปล่า  ท่านสมหมาย  ฮุนตระกูล  ชอบไปนั่งทานอาหารคนเดียวและมักนั่งในห้องซูชิ    

 

ช่วงพักหลังบ่ายสองรุ่นใหญ่จะนอนหลับพักผ่อน  รุ่นเล็กต้องไปเรียนภาษาญี่ปุ่นกับหัวหน้าคนดูแลร้านซึ่งเป็นคนญี่ปุ่น 

 

ในการทำงานพนักงานเสริฟจะเป็นผู้รับคำสั่งอาหารแล้ว      ไม่ต้องส่งครัวรวมทั้งไม่ต้องยกอาหารจากครัว  จะมีเด็กยกอาหารอีกต่อหนึ่ง    พนักงานเสริฟรับอาหารจากเด็ก  แล้วจึงนำไปเสริฟ    การทานอาหรญี่ปุ่นเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง  ต้องมีความละเมียดละมัย   เครื่องเคียง  ตะเกียบ  ที่วางตะเกียบ  ผ้าอุ่น   ซ๊อส  ชาเขียว  เป็นต้นเครื่องเคราเหล่านี้เราต้องจัดให้เรียบร้อยถูกต้องตามตำแหน่ง      การเสริฟต้องเสริฟ คนที่นั่งหันหลังให้รูปภาพ  เพราะคนนั้นเป็นแขก    พนักงานคนใดแอบทานอาหารของแขก    ถูกหักเงินเดือนและต้องจ่ายเงินจานนั้น  ยังไม่พอถ้าทำบ่อยๆ ทำให้ทานแบบมากๆ   และบังคับให้ทานให้หมด  ซึ่งเป็นที่น่าหวาดเสียวมาก

 

ก่อนจะทำหน้าที่ต้องหัดอ่านเมนูให้เข้าใจ   ออกเสียงให้ถูกต้อง  แล้วไปเรียนวิธีการเสริฟจานอาหาร  ชามซุป  การจัดโต๊ะ   การเสริฟน้ำชา   เสริฟเบียร์  จิปาถะ  แล้วส่งให้ไปฝึกรับใบสั่งอาหารในห้องครัว  และจัดอาหารที่ได้จากกุ๊ก  ให้กับเด็กยกอาหารให้ถูกต้อง   การฝึกงานตรงนี้ใช้เวลาหนึ่งอาทิตย์เมื่อเห็นว่าผ่านจึงจะทำงานได้    ที่ห้องครัวจะอยู่ภายใต้การกำกับของเชฟ  (chef) ซึ่งเป็นคนญี่ปุ่นที่เงินเดือนสูงมากๆ   และเป็นคนที่ดุมาก  จริงจัง   เชฟจะทดสอบอาหารจานใดทายใจไม่ได้   ช้อนคันเล็ก ๆ กับตะเกียบเป็นอาวุธของเขา  แต่ถ้าทดสอบแล้วไม่ผ่านกุ๊กคนที่ทำอาหารจานนั้นถูกหักเงินเดือน    เด็กเสริฟบางคนต้องฝึกงานในห้องครัวถึงสองอาทิตย์จึงจะผ่าน

 

จากการทำอาหารอยู่ในเนื้อในตัวขนาดนี้    การฝึกงานนะหรือเด็กมาก    เชฟชมเปาะ อาทิตย์เดียวผ่านและได้รับการตั้งชื่อจากเชฟ ว่า   ฮิโรโกะ  

 

ทุกเช้าจะมีการนิเทศงานก่อน    ด้วยหัวหน้าพนักงานเสริฟที่เป็นคนญี่ปุ่น  และคนไทย  ถูกตรวจหู   ตรวจผม  ตรวจมือ  ตรวจเล็บ  มีแผลที่มือไม่ได้ต้องปิดพลาสเตอร์ให้เรียบร้อย  ทุกอย่างต้องเรียบร้อย  พูดถึงการทำงานเมื่อวานและพูดถึงการทำงานวันนี้     หากวันใดมีลูกค้าระดับสูงมาก็จะซักซ้อมมอบหมายหน้าที่เป็นพิเศษกับผู้รับผิดชอบ

 

ทำงานได้เดือนกว่าๆ  พูดภาษญี่ปุ่นได้ขึ้นมาก    ทำทุกอย่างถูกต้องหมด   เริ่มได้รับที่ยากขึ้น  คือให้รับผิดชอบห้องทานอาหารเอง    มีครั้งหนึ่งได้รับผิดชอบดูแลห้องรัฐมนตรีกระทรวงของประเทศญี่ปุ่น   ซึ่งต้องทำกับหัวหน้า  วันนั้นมีแขกประมาณสิบกว่าคน    และวันต่อมาแขกคนนั้นได้พาภริยามาด้วย    เมื่อทานอาหารเสร็จ   ได้รับแจ้งจากหัวหน้าว่า  แขกคนสำคัญพร้อมภริยามีคำชมไปยังผู้จัดการร้าน   เราต้องเข้าคารวะขอบคุณคำชมด้วยน้ำชา    ธรรมเนียมเขาก็แปลกดีนะ   เมื่อเราได้รับเกียรติจากผู้ใหญ่  เราต้องตอบแทนเขาด้วยการคารวะการขอบคุณด้วยน้ำชา……..  วันนั้นคำนับกันทั้งแขกและเด็กเสริฟเป็นสิบ สิบ ครั้ง  ปลื้มใจมาก  

 

คนญี่ปุ่นให้เกียรติคน    ยิ่งเราบริการดีเท่าไร  ทิปก็จะมาก    คำขอบคุณก็จะมาก  การโค้งคำนับก็จะมาก  และจะไม่มีการพูดจาแทะโลม  ลวนลาม  แม้จะเมาเพียงใดก็ตาม    สมัยนั้น  ทิป 100 บาท เป็นอัตราปกติ   บางทีทิปถึง 500 บาทก็มี 

 

ทำงานเก็บเงินได้พอสมควรส่งเงินให้แม่ไปถมดิน   และแม่ก็ยื่นกู้เงินธนาคารเพื่อปลูกบ้าน    เราจึงมีบ้านอยู่กัน แต่ก็ผ่อนส่งกันอีกหลายสิบปี   ช่วงนั้นน้องนี่แหล่ะเป็นกลังสำคัญ   น้องแต่งงานกับนายตำรวจ   แล้วเริ่มเรียนการศึกษาผู้ใหญ่  และเรียนมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

 

ทำงานไปเรียนไปด้วยพักหนึ่ง   ได้ลาออกจากร้านอาหารญี่ปุ่น   เปิดร้านซักอบรีด   แม่รู้ข่าวเลยมาช่วยทำร้าน   ทำร้านเป็นอะไรที่หนักมาก   เพราะความมาตรฐานสูง    เปิดร้านได้ประมาณสี่เดือนแม่ให้เลิก  เพราะรายได้ที่ได้มาต้องจ่ายเป็นค่าเช่าตึก    ค่าเช่าเฉพาะชั้นล่างเดือนละ ห้าพันบาท  หากเป็นตึกของเราเองคงดี   

 

อีกไม่กี่เดือนเรียนจบพอดี   ดีใจ  ดีใจ  ดีใจ  มาก ก ก   ถ่ายรูปติดใบรับรองจบขนาด 1 นิ้ว    ทันทีที่ได้รูป ใส่ลงไปในซองจดหมาย ส่งให้แม่แต่ไม่ได้เขียนอะไรลงไปด้วย

 

เก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋า  เดินทางไปลำปาง   ไปหาพ่อ    จะไปบอกพ่อว่า    พ่อทอดทิ้งลูก  ลูกก็โตได้…….เรียนจบได้………………..   ไปด้วยความต่างๆ  ที่อยู่ในหัวใจมากตลอดระยะเวลา  ยี่สิบปีที่ผ่านมา   เสียงในใจตอนนั้นอึงอลในความคิด  ความรู้สึก    นั่งรถทัวร์ทั้งคืนไม่นอน   

 

ทันทีที่พบหน้าพ่อ    จุก  พูดไม่ออก ………….  การแน่นตีขึ้นมาจนรู้สึกได้    พ่อแสดงความดีใจอย่างออกนอกหน้า   และพ่อก็แก่มาก   ผมหงอก   ใบหน้าเหี่ยวย่น    ในแววตาแม้จะมีความดีใจ แต่ฉายแววความสำนึกของความเป็นพ่อ    สวัสดีพ่อ  ค่อยๆ หยิบรูปที่ใช้ติดปริญญาใบเล็กๆ วางให้บนโต๊ะ  พ่อเก็บรูปใบเล็กๆ ใส่กระเป๋าสตางค์ช้าๆ  พ่อนั่งเงียบแล้วจึงพูดว่า  แม่เก่งนะ   เลี้ยงลูกมาได้จนทุกวันนี้  จนลูกประสบความสำเร็จ   จากนั้นพ่อก็เปลี่ยนเรื่องพูดคุย   วินาทีนั้นเหมือนโลกหมุนช้าลง   จำได้ในทุกภาพที่พ่อขยับตัว  รินน้ำชาให้   พูดคุยพร้อมมองหน้าด้วยสายตาที่บ่งบอกถึงความรัก  ดูแลแม่ดีดีนะ   แล้วพ่อก็ส่งเงินให้ ไม่มากนัก บอกว่า  เอาไว้จะได้ใช้ตอนทำงานเดือนแรก  ปมที่อยู่ในใจมาหลายสิบปี   ได้มลายไปสิ้น  พ่อไม่ได้เอ่ยคำว่าขอโทษ แต่พ่อขอโทษด้วยคำอื่นๆ  และสายตา   ความรู้สึกให้อภัยบังเกิดขึ้นในจิตใจ   และในวินาทีนั้นความรู้สึกปลดปล่อยพันธนาการในหัวใจก็ตามมา

 

ชีวิตหันเห  มารับราชการเพราะแม่กับน้องต้องการให้เป็นข้าราชการเพื่อความมั่นคง    ชีวิตไม่ใช่เลือกไม่ได้  แต่เราเลือกอย่างที่คนที่เรารักต้องการ  ครอบครัวไม่มีเวลาพอให้ไปหาทางเดินของชีวิตมากนัก   ทุกเวลาคือความอยู่รอด….

 

แบ่งหน้าที่ในการเลี้ยงหลานซึ่งเป็นลูกพี่สาวอายุได้ 5 ขวบ   โดยแบ่งให้น้องเลี้ยงจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย   มหาวิทยาลัยจะเป็นภาระเอง   อนาคตเด็กคนนี้ขึ้นอยู่กับความตั้งใจของเรา   จะเลี้ยงเขาอย่างไรให้มีชีวิตที่งดงาม  มีอนาคตที่ดี  นี่คือโจทก์ใหญ่อีกข้อหนึ่ง

 

แม้จะรับราชการได้  แต่เงินเดือนไม่มากเพียงพอให้ทุกคนสบาย   ยังต้องกระเบียดกระเสียรกันอยู่มาก  ไม่นานอำม้าซึ่งแก่แล้วมาอยู่กับครอบครัวเรา   มาครั้งนี้อำม้าช่วยได้เยอะ   ด้วยการเจียดเงินที่ได้จากลูกๆ  ช่วยแม่ค่าอาหารค่ายา   พี่น้องแม่คนอื่นไม่ค่อยพอใจนัก……….  แปลกนะคะ  ที่จริงการให้เงินพ่อแม่  ให้แล้วเขาจะใช้อย่างไรก็ไม่น่าจะยุ่งด้วย ……  คิดอย่างนี้ ทุกวันนี้จึงไม่ติดใจในการใช้เงินของแม่  

 

มาถึงวันนี้ครอบครัวเราไม่คิดอะไรแล้ว   คิดแต่ว่าไม่มีเหตุการณ์ต่างขึ้น  เราก็อยู่บ้านอำม้าจนกว่าอำม้าจะเสียชีวิต  ถึงตอนนั้นเราก็จะยิ่งตั้งตัวช้าและอาจจะลำบากกว่านี้   ในวิกฤตมีโอกาส  เสมอ  เสมอ

 

ตอนเรียนจบเพื่อนๆ ชวนไปเรียนเนติฯ  ไปไม่ได้  ครอบครัวไม่มีเวลาพอให้ไปหาทางเดินของชีวิตมากนัก   ทุกเวลาคือความอยู่รอด….   ทำงานเป็นพัฒนาชุมชนที่เชียงรายประมาณ 2 ปี ขอย้ายไปสระบุรีเพื่อจะเรียนต่อปริญญาโท   จากบ้านอีกครั้งหนึ่ง…..

 

ช่วงนี้เองที่แม่สอนว่า   ลูกเอ๋ย ลูกจะเป็นคนไม่มั่นคง อ่อนไหวง่ายดังเช่นไม้หลักปักขี้เลนได้อย่างไร ชีวิตลูกต้องเติบใหญ่ ชีวิตลูกเติบใหญ่ ก็จะเหมือนต้นไม้    และลูกจะเป็นต้นไม้แบบไหน  ชีวิตบางคนเป็นต้นอ้อ ชีวิตบางคนเป็นไม้ยืนต้น ชีวิตบางคนเป็นต้นโพธิ์หรือต้นไทร แล้วลูกรู้ไหม ต้นโพธิ์กับต้นไทรทำไมยืนต้นได้ รากหยั่งลึก ลำต้นแข็งแรงใหญ่ กิ่งก้านใบปกคลุมให้ร่มเงา และภายใต้ต้นไม้ต้นนี้ มีทั้งสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์  มาพักอาศัย มาเกาะเกี่ยว มาขอร่มเงา  ชีวิตลูกจะเป็นต้นไม้แบบไหน ลูกคิดและเลือกเอง แต่หากลูกจะเลือกเป็นต้นโพธิ์ต้นไทร ลูกต้องเติบใหญ่และเข้มแข็งใช่หรือไม่ หยั่งรากลึกไหม ยืนหยัดได้ด้วยตนเองได้ไหม และใจใหญ่พอไหม   จากคำสอนของแม่ เส้นทางชีวิตเส้นทางหนึ่งที่คิดและเลือกคือกัดฟันเป็นต้นไม้ใหญ่เพื่อเป็นร่มเงาให้ตนเองและผู้อื่น

 

 ถอดบทเรียนชีวิต

1. ในวิกฤตมีโอกาสเสมอ

 

2. ขอบคุณความเป็นมาในอดีตที่ทำให้เป็นเราในวันนี้

 

3. การตัดสินใจในวันที่ผ่านมา เมื่อตัดสินใจด้วยความรอบคอบ ใคร่ครวญดีแล้ว  จงอย่าเสียใจ และจงรับผลแห่งการตัดสินใจนั้นๆ

 

4. ไม่ว่าเราจะตัดสินใจเพื่อใครหรือเพื่ออะไร  จงตัดสินใจด้วยตัวเอง

 

5. เส้นทางชีวิตที่แม้ไม่ราบเรียบ  แต่เมื่อเราผ่านไปได้  เส้นทางกลับเป็นเส้นทางที่น่าพิศวง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


ชีวิตธรรมดา ตอนวัยรุ่นวุ่นวาย วุ่นวาย2

523 ความคิดเห็น โดย นักการหนิง เมื่อ 19 ธันวาคม 2008 เวลา 9:10 (เช้า) ในหมวดหมู่ เรื่องเล่าจากลานดีดี #
อ่าน: 13874

วันที่หักเหของครอบครัวเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง   ป้าซึ่งแยกออกไปมีครอบครัวที่จังหวัดอื่นหลายปีดีดักแล้ว  ย้ายกลับมารับราชการที่เชียงราย  มาอยู่บ้านอำม้า  ไม่นานนักมีปัญหาทะเลาะกันอย่างรุนแรงกับแม่    ซึ่งเดิมเย็บผ้าและค้าขายที่บ้านยาย (อำม้า)     แม่เกรงว่าอำม้าจะมีความทุกข์ที่เห็นลูกสองคนทะเลาะกัน    แม่จึงตัดสินใจหอบครอบครัว    ปิดกิจการ  ย้ายออกจากบ้านอำม้า    ไปอยู่ที่กรุงเทพฯ   เราไม่มีบ้านซุกหัวนอน

 

มีเงินติดตัวไม่มาก  แม่ตัดสินใจให้น้องเรียนเสริมสวย เพื่อให้มีอาชีพเร็วที่สุด  แม่รับจ้างเย็บผ้าที่ร้านขายเสื้อผ้าที่ค่อนข้างมีชื่อเสียง   ครอบครัวเราไปเช่าอยู่หน้ารามคำแหง ซอย 39  ชื่อแฟลตเทพลีลา   ราคาค่าเช่า 1,000 บาท  อยู่ชั้นบนสุดค่ะ มีที่เป็นครอบครัวอยู่เพียงครอบครัวเดียว  นอกนั้นส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาชาย    เราจึงถูกกรอกหูด้วยเพลงคาราบาว   เป็นเพลงที่ไม่มีความไพเราะเลย   เนื่องจากคนเปิด เปิดเพลงเสียงดังมากๆ  เผื่อห้องอื่นด้วย   ครอบครัวเรามี  5 คน  แม่  พี่สาว  ตัวเอง  น้องสาว  หลาน   ใช้ผ้าห่มปูนอน แทนฟูก   มีนักศึกษารามคำแหงชายคนหนึ่ง เห็นหลายอายุประมานสามขวบ  เกิดความสงสารยกฟูกมาให้      

 

ฝนตกต้องคอยเอาขันน้ำ  กระป๋องน้ำไปรองน้ำที่รั่วลงมาจากดาดฟ้า    มีหม้อหุงข้าวหนึ่งใบ กระทะไฟฟ้าหนึ่งใบ   หม้อสำหรับทำแกงอีก  2 ใบ  พัดลมหนึ่งตัวเก่าๆ  ขอมาจากน้า   ช่วงนี้พี่สาวไม่ทำงาน   เ ขาพึ่งประสบเรื่องรุนแรงในชีวิตจึงอยู่ในสภาพพักฟื้น     หนิงเรียนหนังสือและทำงานเล็กๆ  น้อย  เช่นรับจ้างถอดเทป   รับจ้างเดินเคาะประตูบ้านหาเสียงบ้าง  สมัยนั้นเดินหาเสียงให้ ร.ต.อ.เฉลิม  อยู่บำรุง  ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎร  พรรคประชาธิปัตย์  เขตบางขุนเทียน บางบอน   ช่วงไหนที่นักศึกษารับปริญญาก็ไปขายช่อดอกไม้รับปริญญา   ขายไปก็ต้องวิ่งหนีเทศกิจไป  ความที่เป็นคนปราดเปรียวไม่เคยถูกจับสักครั้งเลยค่ะ   ช่วงนั้นแม้เราจะลำบากกันมาก  แต่ไม่เคยเห็นแม่ปริปากบ่นหรือใช้อารมณ์กับลูกๆ   บางวันแม่เหนื่อยจนเป็นลม  ซึ่งแม่เป็นลมบ่อยมาก    แต่แม่ก็ไม่แสดงอาการท้อถอยให้ลูกเห็นเลยแม้แต่ครั้งเดียว  

 

น้องเรียนเสริมสวยจบ    พี่สาวก็แยกออกไปตามทางของเขา   แม่รวบรวมเงินเปิดร้านทำผม และเปิดร้านตัดผ้าเล็กๆ   ร้านอยู่ใต้อาคารแฟลตที่ตลาดแถวๆ  สวนพลู  ที่ไปเปิดที่นั่นเพราะตอนที่แม่ต้องรวบรวมเงินเปิดร้าน   แม่พาพวกเราไปอยู่กับเพื่อนแม่   มหากัลยาณมิตรของแม่  แจ๋ตาลแต่งงานแล้ว  มีลูกสามคน  และมีอาชีพทำหยกขาย   แต่ไม่ได้ร่ำรวยมีเพียงพอมีพอกิน    เปิดห้องให้เราอยู่หนึ่งห้อง  อยู่เป็นเดือนๆเพื่อรอเงิน และรอร้านที่ยังสร้างไม่เสร็จ   แจ๋ตาลไม่เคยมีคำเล็กคำน้อย  ดูแลเราเหมือนคนในครอบครัวจนเราเปิดร้านได้………………..   ขอบพระคุณมากค่ะ     บุญคุณนี้ใหญ่หลวงนัก  

 

เปิดร้านได้แล้ว   ร้านมีคูหาเดียวและไม่มีห้องนอน  ขนาด 4 x 8 เมตร  ความลึกแบ่งเป็นสองช่วง  ช่วงละ 3 เมตร  อีกสองเมตรเป็นครัวเล็กๆ และห้องน้ำ    ตั้งโต๊ะเครื่องแป้งชุดทำผม  ตั้งจักรเย็บผ้า  หุ่นใส่เสื้อผ้า  มีเก้าอี้ไม้ยาวที่แทนโซฟาซึ่งหาซื้อได้ตามร้านทั่วไป   เตียงนอนสระผม   พอกลางคืนปิดร้าน  ก็ต้องดึงโซฟามาต่อกับเตียงพับแบบสปริง  แม่นอนกับน้อง  และหลาน  หนิงเองกางมุ้งครอบนอนเตียงสระผม   อยู่อย่างนี้เกือบปี

 

พอมีเงินเก็บสะสม  เลยย้ายไปเช่าอาคาพาณิชย์ในซอยแถวๆ  ตรอกจันทร์   ตอนนี้ดีหน่อย  มีสามชั้น  สามห้องนอน  เราอาชีพเพิ่มขึ้น  คือหนิงต้องเป็นลูกมือทำผมให้น้องแล้ว  แม่ได้ซื้อจักรเย็บผ้าเช็ดหน้า  เย็บผ้าเช็ดหน้าส่งโรงงานอุตสาหกรรม  ผ้าเช็ดหน้าเป็นของโรงงาน   ต้องซื้อด้ายจากเขา  สิ้นเดือนก็หักค่าแรงออกจากค่าด้าย  จะได้ประมาณเดือนละ  2,000  บาท    เย็บเสร็จ   พับสิบ   มัดร้อย  บรรจุลงถุงฟาง  หิ้วขึ้นบ่าไปส่ง  เรียกว่าแบกขึ้นบ่าค่ะเพราะมันเยอะและหนัก  โรงงานอยู่ไม่ไกลร้านมากนัก  เดินประมาณเจ็ดร้อยเมตร 

 

วันหนึ่งส่งผ้าเช็ดหน้าเสร็จ  และรับชุดใหม่   ตอนนั้นยังไม่ได้แบกผ้าขึ้นบ่า   ความที่คาดไม่ถึงแกะฮอลล์เข้าปาก แล้วแบกถุงผ้าขึ้นบ่า  ความที่มันหนัก จังหวะที่ขึ้นบ่าจะกระแทกหลังทุกครั้ง  วันนี้ก็เช่นกัน  ปึ๊ก!  ฮอลล์ที่อมอยู่หลุดเข้าคอ  แล้วมันค่อยๆ เลื่อนลงไปในหลอดอาหาร   เหนียว  ฝืด  เลื่อนลงไปบาดหลอดอาหารไปตลอดทาง    รู้สึกได้เลยถึงความเจ็บและหายใจไม่ออก   แข็งใจเดินกลับบ้าน   น้ำตาซึม   ใจเรียกหาแม่ดังลั่น  พอเดินกลับบ้านรีบดื่มน้ำ  แล้วลงนั่งเงียบๆ   ความเจ็บแปลบในหัวใจหลั่งไหลออกมา   ทำไมจึงทุกข์  ลำบากขนาดนี้   นั่งรวบรวมสติ รวบรวมหัวใจเท่าที่ทำได้ 

 

พี่สาวจากไปอย่างไม่มีวันกลับ…………..   วันนั้น แม่ร้องไห้   พูดได้แต่ว่า   ลูก………..อยู่กับแม่นะ  อย่าทิ้งแม่ไป     กอดแม่แน่น  กระซิบกับแม่ว่า  แม่จ๋าหนูอยู่กับแม่   ร้องไห้ให้พอ  ลูกคนนี้ไม่ทิ้งแม่ไป  แม่ต้องเข้มแข็งนะ    ค่ำคืนนั้นเราสองคนแม่ลูกนอนกอดกัน   จวบจนเมื่อกาลเวลาผ่านไป   แม่บอกว่าเสียใจที่ให้คนอื่นเอาลูกแม่ไปเลี้ยง    ทำให้แม่กับลูกไม่เข้าใจกัน   สายสัมพันธ์ไม่แนบแน่นพอ  และเมื่อลูกเติบใหญ่เป็นวัยรุ่นความไม่เข้าใจยิ่งถ่างกันให้ห่างออกไป   

 

 

ทุกวันไม่เคยท้อ  มีแต่แรงฮึดสู้    คิดเสมอว่าต้องเรียนให้จบ   ชีวิตทุกคนต้องดีขึ้น   ต้องมีบ้านอยู่  พรุ่งนี้จะดีขึ้น   ความมานะบากบั่น  อดทน  มีอยู่ในหัวใจของทุกคน  ช่วงเวลายังมีความปลาบแปลบในหัวใจเกี่ยวกับพ่อเสมอ ๆ   

 

 

ถอดบทเรียนชีวิต

1.    ความลำบากสร้างคนขึ้นมาได้  ขอเพียงอย่าท้อถอย  มีมานะอดทน  มีสัมมาทิฐฐิ

2.    แม้จะลำบากและอยู่ในครอบครัวที่แตกแยก  แต่หากมีพื้นฐานมาดี  ชีวิตก็ไม่เสียคนและผ่านมันไปด้วยดี

3.    ชีวิตทุกคนเกิดมาต้องสู้   สู้ด้วยหัวใจที่แกร่งเช่นเพชรเม็ดงาม

4.    ชีวิตที่มีกัลยาณมิตร  ย่อมได้รับโอกาสและการโอบอุ้ม

5.    การแปรเปลี่ยนความทุกข์ยากเป็นพลังส่งชีวิต  เป็นศิลปะและทักษะชีวิต

6.    คิดบวกนอกจากไม่บั่นทอนตัวเอง  ยังเป็นพลังส่งชีวิตให้ก้าวย่างอย่างเติบโตและมั่นคง

7.    อาชีพที่สุจริตมีมากมาย  แม้จะได้เงินไม่มากแต่ทำให้เราอยู่อย่างมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรี   ไม่ต้องขายจิตวิญญาณ


ชีวิตธรรมดา ตอน วัยรุ่นวุ่นวาย วุ่นวาย

19 ความคิดเห็น โดย นักการหนิง เมื่อ 18 ธันวาคม 2008 เวลา 9:46 (เย็น) ในหมวดหมู่ เรื่องเล่าจากลานดีดี #
อ่าน: 1576

เติบใหญ่เป็นวัยรุ่น  แม่ไม่เน้นการเรียนเก่ง  แต่เน้นความรับผิดชอบในงานที่แม่มอบหมาย    แปลกไหม….   แม่ชื่นชมเมื่อทำงานบ้านและงานค้าขายเรียบร้อยดี   และต้องพักผ่อนเป็นเวลา ห้ามนอนดึก   การบ้านไม่เสร็จก็ให้เวลาอีกครึ่งชั่วโมงต้องเสร็จ    แรกๆ เครียดมาก  หลังๆ  ไม่เสร็จก็ไม่เสร็จ  เพราะถ้าสอบไม่ตก  แม่ก็พอใจแล้ว    หลังๆ มาเรียนสบายๆ  การบ้านเอย รายงานเอย   งานฝีมือเอย  ไม่ทำส่ง   คะแนนเก็บก็ไม่มี   สอบล้วนๆ   ถ้าเป็นสมัยนี้คงแย่ 

 

การเรียนไม่ต้องเครียด   กลางคืนว่าง  ทำอะไร  เสร็จโจรอย่างเรา   อิอิ    เช่าหนังสือนวนิยายมาอ่าน   แต่เริ่มต้นอ่าน คือ นวนิยายจีน     ซื้อสตรีสารมาอ่าน    นักเขียนในดวงใจแรกๆ มีหลายคน   หลังๆ เหลือที่จำได้สามคน  กฤษณา  อโศกสิน   ทมยันตี  โสภาค   สุวรรณ   …..กฤษณา  ให้แง่คิด  สะท้อนชีวิต…… ทมยันตีให้ความเข้มแข็ง ตลก…  โสภาคให้ด้านอารมณ์ความรู้สึก  จิตวิทยา…..  มีหนังสือเป็นเพื่อน  มาจนถึงทุกวันนี้จึงเป็นคนชอบอ่านหนังสือ  อ่านทุกเรื่องยกเว้นหนังสือเรียน

 

อ่านนวนิยาย  ไม่ได้ทำให้ชีวิตวัยรุ่นเพ้อฝันมากมายหรอกค่ะ  แค่ฝันว่าตัวเองเป็นนางเอกของเรื่องเท่านั้นเอง  อิ อิ   แต่ที่ได้ นั้นมากกว่าที่คิด  ได้ร้องไห้(ร้องเป็นเผาเต่าเลยค่ะ)  ทำให้ความทุกข์   ความลำบากในชีวิตได้ละลายกับน้ำตา    ได้เรียนรู้ชีวิตจากนักเขียนนวนิยายดีๆ ที่สอดแทรกเรื่องดีดี   และความรู้ต่างๆ ในเรื่องราว    นวนิยายน้ำเน่านั้นๆ     ได้ล้างผลาญเวลาของวัยรุ่น  ล้างผลาญฮอร์โมนของวัยรุ่นให้จมหายไปกับนวนิยาย    เมื่อจิตใจหมกมุ่นกับนวนิยายที่ต้องอ่านให้จบ  หลายเล่มมากมายก่ายกอง     เวลาที่จะทำให้เสียผู้เสียคนถูกบั่นทอนตามความหนาและความสนุกของเรื่องนั้นๆ  

 

 

แม่บอกว่าพี่สาวอยู่กับเมียของพ่อและพ่อไม่ได้แล้ว เพราะเป็นวัยรุ่นและกำลังมีปัญหา   แม่รับพี่สาวกลับมา  พี่สาวสวย   ผิวขาว  หน้ารูปไข่   สวยเหมือนดาราฮ่องกง  สมัยนี้คงต้องเหมือนดาราเกาหลีเนาะ    ความสวยของพี่สาว  น้องสาวและแม่  ได้บดบังความสวยของหนิงหมดเลยค่ะ    แหม !!!!  จนทุกวันนี้ใครๆ ยังพูดให้เราเจ็บใจเล่น    พี่สาวเป็นวัยรุ่นมีปัญหาจริงๆ    แม่รับกลับมาอยู่ด้วยกันไม่นานความไม่เข้าใจกันเกิดขึ้น และเพิ่มดีกรี มากขึ้น   แม่มีความทุกข์  พี่สาวมีความทุกข์  ทุกคนมีความทุกข์   ไม่นานนักพี่สาวก็ออกบ้านไป   แล้วกลับมาพร้อมลูกน้อยคนหนึ่งเป็นเด็กผู้หญิง  อยู่ได้ไม่นาน แม่กับพี่สาวก็ไม่เข้าใจกันอีก   พี่สาวก็จากไป  เข้าออก  เข้าออกเช่นนี้หลายปีจนเขาจากไปอย่างไม่มีวันกลับ…………..   แม่เข้มงวดกับพวกเรามากขึ้นและมากขึ้น

 

 

วัยรุ่น  เป็นวัยที่ความรัก ความเกลียด ความทุกข์  ความคับแค้น  ประทุรุนแรงเสมอ    อารมณ์ความรู้สึกโกรธและเกลียดพ่อมากขึ้นตามความเป็นวัยรุ่น  ยิ่งมีความทุกข์มีความลำบากอารมณ์เหล่านี้ยิ่งมากขึ้น     ยิ่งภายหลังมารู้ว่าเหตุผลที่พ่อเป็นเช่นนี้เป็นเพราะพ่ออยากได้ลูกชายและแม่ไม่มีให้   ความรู้สึกที่มีต่อพ่อ   ทำให้การนึกถึงทุกครั้งมีแต่ความมืดดำในหัวใจ   กัดกร่อนความรู้สึกตลอดเวลา

 

น้องเรียนจบประถมหก   แม่ให้น้องออกจากโรงเรียน  มีเหตุผล คือ 1. แม่ไม่มีเงินส่ง   2.กลัวว่าจะเสียน้องไป  เหมือนพี่สาว    3.หนิงเรียนได้ถึงมัธยมศึกษาตอนปลายแล้ว  ดันให้เขาจบมหาวิทยาลัยเสียคนหนึ่ง ไม่งั้นจะไม่จบสักคน   น้องเสียใจ   ร้องไห้  แต่ก็ทำตามที่แม่ลิขิต   ด้วยการขายของช่วยแม่และส่งเงินให้หนิงเรียนหนังสือ   

หลายๆ  ปีให้หลังมาน้องพูดไม่รู้เรื่อง  ไม่เข้าใจโลก  ไม่เข้าใจอะไรเลย  สื่อกันไม่ได้  พูดกันคนละภาษา   ความร้าวลึกกับแม่เริ่มเกิดกับน้อง   ไม่ค่อยเข้าใจนักว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

 

…………………น้องว่าแม่เสมอว่าแม่รักแจ๋   ถึงให้แจ๋เรียนหนังสือ   ไม่ว่าแม่จะอธิบายอย่างไร  น้องไม่ฟังและไม่เข้าใจ   การกินใจเกิดขึ้นกับเราแม่ลูกทั้งสามคน……..……

เรียนหนังสือก็ไม่เก่งหรอกค่ะ แต่อยากเรียน มอชอ  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่   แม่ไม่ให้ไปเรียน  บอกว่าแม่ไม่มีเงินมากพอ   ตกลงเลยไม่รู้รสชาติของการสอบ Entrance  ไม่ติด    แม่ให้ไปเรียนที่วิทยาลัยครู   ไม่งั้นไม่ส่งเรียน   แม่พาไปสอบ   สอบไม่ติด  แม่ให้เรียนรามคำแหง  ด้วยการอ่านหนังสือที่บ้าน  บ้างไปเรียนบ้าง  อืม เหมือนรู้เลยนะว่าไม่ต้องทำการบ้าน  ไม่ต้องทำรายงาน  สอบอย่างเดียว   อย่างนี้ถนัดเลยค่ะ   งานถนัดดั้งแต่ประถมถึงมัธยม

 

เดิมจะเลือกเรียนนิติศาสตร์   ไม่รู้ว่าแม่ไปฟังใครมาว่าผู้หญิงเรียนนิติศาสตร์รามฯ   ไม่จบเยอะมาก  ไม่ให้เรียน   ถ้าจะเรียนให้เรียนมนุษยศาสตร์  จึงต้องเลือกเรียนเอก บรรณาลักษณ์  คณะมนุษยศาสตร์   เรียนไปเรียนมา อยู่สองปี    หัวใจยังไม่เลิกร่ำร้อง   ตัดสินใจเปลี่ยนคณะตอนปีสาม  โดยไม่ได้ปรึกษาแม่      โอนหน่วยกิตมาได้แค่  25 หน่วยจาก   147  ที่ต้องเรียน  โอ้โห  ตานี้กว่าจะจบก็ปีทีเจ็ด…….ค่ะ

 

ตอนที่แม่ให้เรียนมหาวิทยาลัยต่อนั้น   แม่เรียกไปคุย ว่า  เรียนให้จบนะลูกจะได้กลับมาช่วยแม่ น้องและหลาน(ลูกพี่สาว) ได้   ตอนนั้นฟังแล้วแม้รู้สึกกินใจแต่ก็ยังไม่ลึกซึ้ง   เรียกว่าขบไม่แตก

 

 

แม่อาชีพเพิ่มอีกเพื่อเพิ่มรายได้ให้ครอบครัวอีกทางหนึ่งด้วยการชี้นำของอำม้า     ด้วยการไปขายของชำที่ตลาดสดตอนเช้า   ที่ตัดสินใจเช่นนี้เพราะต้องการให้พี่สาวซึ่งไม่ได้เรียนหนังสือมีอาชีพ  พี่สาวไม่มีส่วนร่วมคิดหรอกค่ะ   ด้วยเหตุผลสองประการ  แม่ลืมมองอีกด้านหนึ่งของแม่    นั่นคือ อาชีพช่างเย็บผ้าของแม่ซึ่งค่อนข้างมีลูกค้าที่เป็นระดับบนของอำเภอ   การขายของชำในตลาดซึ่งจะต้องเข็นรถเข็นบรรทุกของตอนเช้าไปตลาดทุกๆ วัน  ทำให้ภาพลักษณ์ของแม่เสียหาย  ลูกค้าขาประจำแม่หันไปตัดเสื้อที่ร้านอื่นๆ   รายได้ของแม่ลดลง   ยิ่งทำให้การขายของในตลาดเป็นความจำเป็นมากขึ้น    แต่กำไรที่ได้แต่ละวันน้อยมาก    แม่ไม่มีเวลาหยุดคิดหรือทบทวนชีวิตต้องเดินหน้า

 

คนที่ลำบากตามแม่  คือน้องสาว   ส่วนพี่สาวนั้นไม่ทำเลย   วันเสาร์ อาทิตย์   จึงเป็นหน้าที่ของสองคนพี่น้อง   ตอนเช้าต้องตื่นประมาณ ตี สีครึ่ง  ขึ้นของ  แต่งตัวและออกบ้านไปตลาด  จัดวางของให้เสร็จก่อนตีห้าครึ่ง  แปดโมงเช้ากว่าก็เก็บของใส่รถเข็นเข็นกลับบ้าน เป็นเช่นนี้ทุกวัน  รถเข็นหนักเกินกำลังของเด็กวัยรุ่น  ต้องช่วยกันสองคนจึงจะเดินหน้า     แม้จะหนักเราไม่บ่น   ไม่กล้าบ่นด้วย   แต่รู้สึกถึงความลำบากในชีวิต  

 

เล่าไปเล่ามาชักคล้ายๆ กับชีวิตต้องสู้ในโทรทัศน์หลายๆ  ช่อง  แต่เขาเหล่านั้นลำบากกว่าเยอะ…………….ชีวิตที่ลำบากจงมีความฝันแต่อย่าได้เงยหน้ามองคนที่สบายกว่าเรา   จงก้มหน้ามองคนที่ลำบากกว่าเรา  แล้วเราจะมีแรงเดินไปข้างหน้า  

 

ภาพที่เห็นตลอดเวลาทุกๆ วัน  คือภาพที่แม่นั่งเย็บผ้า   การนอนของแม่คือ ไม่สบายหรือเป็นลม  วันไหนแม่นอน  เราเกิดความทุกข์ในใจมากมาย   นั่นคือสัญญาณว่าแม่ป่วย  มาจนทุกวันนี้แม่เล่าให้พวกเราฟังอย่างภาคภูมิใจ  ว่าอำม้า  เรียกแม่ว่า  มีดน้อยเคลื่อนดอย(ภูเขา)

 

 

วันหนึ่งตอนนั้นอยู่มัธยมศึกษาตอนปลาย  มีคนมาชอบแม่   เขาเป็นเจ้าของร้านขายเครื่องจักรกลใหญ่โตในตัวจังหวัด   เขาส่งคนมาทาบทามสู่ขอแม่  แม่มาเล่าให้พวกเราฟัง  ถามว่าหากแม่ตัดสินใจจะแต่งงานลูกๆ จะว่าอย่างไร………   คำถามต่างๆ พรั่งพรู  แต่เป็นคำถามเพื่อนำไปวิเคราะห์  ไม่มีลูกคนใดถามแม่อย่างขัดเคืองด้วยความที่เห็นแม่ลำบากมานานอยากให้แม่สบาย   เราบอกแม่ขอเวลาคิดและปรึกษากัน  และแล้ว…….. สามคนพี่น้องก็สุมหัวกัน  บางครั้งก็สุมหัวกับอำม้าด้วย  ทุกคนสรุป ว่าอนุญาตให้แม่แต่งงานได้    เราใช้เวลาในการตัดสินใจไม่กี่วัน    แต่พอบอกแม่  แม่ก็ขอเวลาคิดอีกหลายวัน …….

 

จนกระทั่งแม่เรียกทุกคนคุย ถามว่าทำไมให้แม่แต่งงาน  จะอยู่กันอย่างไร  จะอยู่กับใคร อยู่ที่ไหน  เราตอบแม่ว่า อยากให้แม่สบาย  และพวกเราจะอยู่กันสามคนกับอำม้าที่บ้านนี่แหละ  แม่ส่งเงินมาเลี้ยงดูพวกเราก็แล้วกัน  เท่านั้นยังไม่พอมีสัญญาอีกว่าถ้ามีน้องจะรักน้องเหมือนพี่น้องท้องเดียวกัน………….   แม่กอดพวกเราไว้แล้วบอกว่าตัดสินใจไม่แต่งงาน.. แม่เป็นห่วงลูกแม่  ลูกแม่กำลังจะโตเป็นวัยรุ่น   เป็นสาวใครจะคอยดูแลเป็นที่ปรึกษา  ยามที่มีปัญหา   ถ้าแม่พาไปอยู่ด้วยแม่กลัวว่าเขาจะมารังแกลูกแม่  จะมาทำมิดีมิร้ายกับลูกแม่  และที่สำคัญคือแม่ทิ้งลูกไปมีความสุขคนเดียวไม่ได้

 

 

วันนั้นเป็นทุกๆ วันของชีวิตแม่  ที่แม่เลือกที่จะเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้ลูก  มาจวบจนวันนี้แม่อายุ  72 ปีแล้ว  ร่มโพธิ์ร่มไทรที่มั่นคง  หนักแน่น  โอบอุ้มลูกๆ ของแม่  ด้วยสายตาที่กว้างไกลและยาวไกลที่มองไปยังอนาคต  และตัดสินใจด้วยเหตุด้วยผล  บนพื้นฐานของความรัก ความกรุณา และความเมตตาที่มีต่อลูก………… เฉกเช่นแม่ของใครๆ อีกหลายล้านคน………  จึงพูดได้อย่างเต็มปากว่าเติบโตมาด้วยมือผู้หญิง

 

 

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา  ตั้งปณิธานในใจตัวเอง ว่าจะไม่นำความทุกข์มาให้ผู้หญิงคนนี้   จะดูแลเธอจนกว่าลมหายใจสุดท้าย

 

 

ชีวิตดำเนินไป    จิตใจเลื่อนเคลื่อนคล้อยตามไป    เวลาที่ผ่านไป  สร้างความเข้มแข็ง   แข็งแกร่ง   ทำให้เกิดการเรียนรู้ทักษะชีวิตในทุกๆ  วัน  ความทุกข์  ความสุข  การเติบโต  ก่อเกิดการเรียนรู้  จนตกผลึกหลายๆ อย่างในใจ

 

ถอดบทเรียนชีวิต

 

1.ความรัก ความอบอุ่นที่ได้นรับจากครอบครัวทำให้วัยรุ่นลดความวุ่ยวายลงได้มาก

 

2.จงอย่าท้อในความลำบากของชีวิต  ดำเนินชีวิตอย่างมีนานะ  และไม่เลือกเดินบนหนทางที่จะนำพาไปสู่ความตีบตัน

 

3.การอ่านสร้างคนที่ดีได้เสมอ

 

4.ต้นแบบของชีวิตมีความซื่อสัตย์   ผู้ที่เดินตามก็จะรับเอาความซื่อสัตย์นั้นๆ มาเป็นตัวตน

 

5. คนแกร่งอย่างไรก็ยังมีความอ่อนแอซ่อนเร้นอยู่เสมอ


ชีวิตแสนธรรมดา ภาคเด็กน้อยค่อยก้มประนมกร2

82 ความคิดเห็น โดย นักการหนิง เมื่อ 18 ธันวาคม 2008 เวลา 9:59 (เช้า) ในหมวดหมู่ เรื่องเล่าจากลานดีดี #
อ่าน: 1745

เล่น

ชีวิตช่วงนั้น มีแต่เรียนหนังสือกับเล่นค่ะ   ความรู้สึกว่าตัวเองได้เล่นเยอะมากๆ ทั้งๆ ที่ทำงานเยอะ เกิดจาก ความเป็นเด็ก เมื่อแม่สอนให้ทำงานแล้ว แม่ก็ปล่อย ให้ทำงานเอง ตามตารางเวลาที่ควรจะเป็น  นั่นแหละ คือการเล่น  ล้างจานก็เล่นฟองแฟ๊บ(มัยนั้นเรียกแฟ๊บหมด)  ซักผ้าก็เล่น  ถูบ้านก็เล่น  ทำอาหารให้แม่ก็เล่น ทุกอย่างที่เป็นงานเป็นเล่นหมด   จินตนาการช่วงนั้นเกิดขึ้นอย่างมากมาย  

 

 

อยู่อย่างนี้ประมาณ 2 ปีกว่าๆ แม่บอกว่า น้องป่วยมาก ต้องรับกลับบ้าน  ตื่นเต้น ดีใจ ปนกังวล  เอ.. น้องมาแล้วแม่จะรักน้องมากกว่าไหม…  น้องป่วยจริง ทอลซิลอักเสบ  แม่พาไปรักษาจนหายดี  และสัญญากับน้องว่าไม่ให้น้องไปอยู่กับพ่อแล้ว  น้องหายแล้ว……  แต่น้องไม่พูด  ร้องแต่จะให้แม่อุ้ม  แม่ต้องอุ้มไปด้วยเย็บผ้าไปด้วย…. แม่     

 

น้องเริ่มชินกับที่บ้าน  แต่น้องก็ไม่พูด ใครถามอะไร มีแต่ภาษากายให้  แม่บอกว่าน้องไปอยู่กับคนอื่น คงมีทุกข์  นั่นนะซินะ น้องคงมีความทุกข์มากมาย  อีกห้าหกเดือนน้องค่อยๆ ดีขึ้น แต่ก็ไม่พูด อยู่ไกลแม่ หรือมองไม่เห็นแม่ก็จะร้องไห้หาแต่แม่  ตั้งแต่เสียงดังโวยวาย จนเป็นกระซิกๆ    หลังๆ แม่ชักปล่อยเพราะต้องทำมาหากิน  แต่ภาพที่เห็นประจำคือน้องแนบหน้าเข้าลูกกรงระเบียงบ้านชั้นบนมองแม่นั่งเย็บผ้า   ร้องไห้กระซิกๆ เป็นสองสามชั่วโมง 

 

แม่ให้น้องไปโรงเรียน   ความโกลาหลก็มาเยือน กว่าจะไปได้ลุงสามล้อแทบลมจับทุกวัน  ทั้งแหกปากร้องไห้เสียงดัง  จนถึงกระทืบรถสามล้อแทบพังคาเท้าเล็กๆ   น้องน่ารำคาญมาก  ไม่ได้เรื่องเลย  รู้สึกอย่างนั้นทุกๆ วัน    วันหนึ่งที่โรงเรียน ฝนตกในช่วงฤดูหนาว ฝนตกหยิมๆ ทั้งวัน  น้องกอดอกแล้วพูดว่า หนาวจังเลย    ทุกคนดีใจ  ฉันสะท้อนใจ น้องไม่พูด ตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่พูดกับใคร  น้องได้แต่พูดกับตัวเอง   พูดกับความรู้สึกของตัวเอง   ความทุกข์ของเขาคงมากมาย

 

โตแล้วลูก นอนกับแม่ไม่ได้  นอนข้างแม่ทั้งสองคนไม่ได้  แม่จะไม่ได้นอน  ลูกโตแล้ว  นอนปลายเตียง  น้องยังเล็กให้นอนกับแม่  แม่บอก   แยกห้องนอนกับแม่  ด้วยความไม่ค่อยเข้าใจ และน้อยใจว่าแม่รักน้องมากกว่า  ไม่นอนปลายเตียง  เสียศักดิ์ศรีหมด   แยกห้อง  แม่จะได้รู้ว่าเราเป็นผู้ใหญ่แล้ว  

ที่หัวเตียงแม่ มีหนังสือการ์ตูนเรียงเป็นตับ  สามก๊ก   อ่าน อ่าน อ่าน หลังๆ เริ่มฉีกขาด แหว่งวิ่น แต่แม่ไม่ว่าอะไร

 

น้าสาวพาลูกสาวคนโตของน้ามาไว้ที่บ้านอีกคน ที่รู้มาคือน้าไม่มีคนช่วยเลี้ยง เลยฝากแม่เลี้ยงบอกว่าจะส่งเงินมาช่วย    ดีใจมากมีพวกแล้ว  แม่รักน้อง เราก็โดดเดี่ยวน้องซะเลย  น้องมีพวกเป็นแม่คนเดียว แต่เรามีพวกสองคน คืออำม้ากับน้องอีกคนหนึ่ง  สงคราม  ความรัก  ศึกสายเลือดเกิดขึ้นเป็นสมรภูมิย่อยๆ บ่อยๆ บาดลึกกินใจตามระยะเวลา  แม่ไม่มีเวลามาดูเรื่องราวพวกนี้   เพราะทุกเวลาคือ เงินทองที่ต้องหามาดูแล ห้าชีวิต  แต่เมื่อไปโรงเรียนความรัก ความหวงน้องก็ไม่จางหาย ใครรังแกน้องผ่านฉันไปก่อน  อยู่นอกบ้านน้องเกาะแจ  อยู่ในบ้านน้องเกาะแม่ น่าโมโหนัก

 

น้องคนใหม่ตากลม ขนตาเป็นแพ งอนเช้ง  คิ้วดกเข้ม หน้ากลมๆ ไม่ดื้อ ติดแจเชียว  อีกสามปีน้องคนนี้ก็ไม่มีพ่อเหมือนฉัน     คราวนี้น้าก็พาน้องผู้ชายอีกคนมา อายุสองเดือน และรับคนโตกลับ   แม่ต้องเลี้ยงอีกแล้ว   อีกห้าปี  น้าพาน้องผู้หญิงอีกคนหนึ่งมาซึ่งเกิดกับสามีใหม่   และรับน้องผู้ชายกลับไป  แม่ต้องเลี้ยงอีกแล้ว  แม่เล่าให้ฟังว่าตอนเป็นวัยรุ่นแม่ก็ต้องเลี้ยงลูกให้พี่ชาย  ตั้งหลายคน  แม่เลี้ยงใครๆ เยอะจังเลย   แม่ทำงานหนักมาก  แต่ทำไมจิตใจแม่ดีมากๆ  ทั้งสวย ทั้งจิตใจดี

 

มีวันหนึ่งมัวแต่อ่านหนังสือ ไม่ได้สนใจลูกค้าที่มาซื้อของ  ลูกค้ามาเดินๆ ดูโน่นนี่  สักพักก็เดินออกไป  แม่เงยหน้าจากจักรเย็บผ้าพอดี   แววตาฟ้องว่าแม่โกรธ   ลูก….ร้านของเราขายของใช้ประจำวัน  เป็นของจำเป็นต้องใช้ทั้งนั้น  ไม่ใช่ของฟุ่มเฟือย  ถ้าเขาเข้าร้านมาหมายความว่าเขาต้องการของแล้ว  แต่ลูกไม่สนใจบริการ  ไม่สนใจถามไถ่ ช่วยเขาเลือกของ  เขาไม่พอใจจึงไม่ซื้ออะไร  ลูกทำให้ร้านเราเสียลูกค้าประจำเพราะทำให้เขาเสียความรู้สึก  ความจริงถ้าลูกใส่ใจสักนิดเราจะได้กำไรอย่างน้อยสิบยี่สิบบาท  และถ้าให้แม่ลุกจากจักรเย็บผ้ามาขายของ  ทั้งๆที่ลูกก็ขายของเป็น  แทนที่เราจะมีรายได้สองทางก็กลายเป็นทางเดียว  ลูกคิดว่าที่ทำเมื่อสักครู่ถูกไหม     คำพูดของแม่ประทับลงในใจมาจนทุกวันนี้  จริงของแม่ ถ้าใส่ใจสักนิด…….

 

ทุกวันหยุด ต้องซักผ้า  ครึ่งวันค่ะ แม่ไม่ชอบใส่เสื้อผ้าซ้ำๆ บอกเหม็นเหงื่อ  อำม้าก็เหมือนกัน  เด็กๆ อีก  แม่ไม่ให้เสื้อผ้าซ้ำๆ บอกสกปรก  ตานี้ละหวา  มหกรรมซักผ้า  เด็กสามคนมีหน้าที่ต้องซักผ้า

1.ล้างน้ำครั้งแรก 

2. ลงแฟ๊บให้พอดีห้ามมากเดี๋ยวตกค้าง   ตีแฟ๊บให้แตกจึงจะใส่ผ้าได้ 

3. ขยี้นานๆ  จนสะอาด

4. ล้างน้ำอย่างน้อยสี่น้ำ  และเปลี่ยนน้ำบ่อยๆ

5. น้ำสุดท้ายต้องไม่มี่ฟอง  ถ้ามีฟองใช้ไม่ได้

6. บิดผ้าให้แห้ง  สะบัดผ้าแรง 

7. ราวนี้ตากท่อนบน   ราวนี้ตากท่อนล่าง  ราวนี้ตากผ้าห่ม ผ้าเช็ดตัว

 

มาตรฐานแม่สูงขนาดนั้น   ทั้งล้างจาน  ถูบ้าน ทำอาหาร และจิปาถะ แม่มีความละเอียดลึกซึ้ง  ใส่ใจในรายละเอียด  การที่จะซักผ้าที่มากมายก่ายกองขนาดนั้น  จำเป็นต้องทำให้เพลิน  วิธีที่ดีที่สุดคือซักผ้าไปด้วยฟังละครวิทยุไปด้วย  

 

ไม่ใช่แต่สามคนเท่านั้นที่ติดละครวิทยุ  กิ้งก่าตัวเขียวหัวหลากสี   ก็ติดละครวิทยุด้วย มันชอบเกาะโคนต้นมะม่วงใกล้ๆ บ่อน้ำ  ฟังละครวิทยุพร้อมกับผงกหัวเป็นจังหวะ ๆ   ขณะที่เราซักผ้าไป   แรกๆ ไม่ได้สนใจหรอกค่ะ  พอหลังๆ สังเกตเห็น สบตากับกิ้งก่า มันก็ผงกหัวทักทาย  จินตนาการ เริ่มทำงาน มันต้องกัดเราแน่เลย  มันเป็นพี่น้องกับตุ๊กแก   ถ้ากัดเรามันต้องไม่ปล่อยเราแน่  ต้องรอฟ้าร้องตั้งเจ็ดครั้งถึงจะปล่อย  มันเอาเราแน่  ลองอาหินปามัน  กิ้งก่าไม่ไป  แต่สีต่างๆ ที่หัวของมันจัดขึ้น จัดขึ้น  มันเอาเราแน่  กิ้งก่าขยับ ๆ ๆ  พวกเราก็ขยับ ๆ ๆ ๆ   ท้ายสุดสมองก็กระเจิง  กิ้งก่าขยับเข้าใกล้มากเข้า คนโตสุดวิ่งก่อน  น้องๆ  วิ่งตาม  มุดรั้วไปอีกบ้านหนึ่งแล้ววิ่งกลับมาหาแม่    แม่กลุ้ม…. แต่พวกเราก็ยังต้องซักผ้า กับกิ้งก่าอีกหลายปี  เรากลุ้มกว่าแม่ และกลัวด้วย

 

ช่วงนั้น น้องเป็นคนที่หนีงานมากที่สุด อ้างปวดท้อง ปวดศีรษะ ทุกครั้งที่ต้องทำงานบ้านหรือ  เก็บขนสินค้าเข้าโกดังหลังบ้าน  แม่ก็ไม่ว่าอะไร   คนที่ช่วยงานจึงเหลือแต่น้องที่เป็นลูกของน้า  ความรู้สึกไม่ดีกับน้องก็ร้าวลึกลงไปอีก 

 

แม่ต้องเล่นแชร์  ฉะนั้นอีกหน้าที่หนึ่งก็คือต้องไปเก็บค่าแชร์ และโพยเปียแชร์ให้แม่   ขาแชร์ของแม่ทุกคนพอเห็นหน้าจะให้ความเป็นกันเองเสมอๆ  ไม่เคยถามในลักษณะที่คลางแคลงใจ   ทำไมเขาไว้ใจเราซึ่งเป็นเด็ก  แม่บอกว่า เพราะเขาไว้ใจแม่และเชื่อว่าลูกแม่ก็ต้องไว้ใจได้  แม่สอนเสมอว่าถ้าเราทำอะไรให้คนอื่นไม่ไว้ใจ  เหมือนเราตัดหนามถมทางเดินตัวเอง  แล้วสุดท้ายเราก็จะไม่มีทางเดิน   คำสอนของแม่ง่าย  และเข้าใจง่าย

 ถอดบทเรียน

1.      แม่จะสอนเฉพาะเมื่อต้องสอนเชื่อมโยงตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  ทำให้เกิดการเกาะเกี่ยว เรียนรู้ จดจำ

2.      ความเข้มแข็งนำพาชีวิตให้ก้าวไปข้างหน้าได้เสมอ

3.      เด็กคือผ้าขาว  ใส่ใจ ใส่ความรัก ให้ความนับถือให้แก่เขา บังเกิดการพัฒนาศักยภาพในตัวเด็กได้เป็นอย่างดี


ปัญญาปฏิบัติการ 3

92 ความคิดเห็น โดย นักการหนิง เมื่อ 11 ธันวาคม 2008 เวลา 9:03 (เย็น) ในหมวดหมู่ เรื่องเล่าจากลานดีดี #
อ่าน: 1476

ความเดิมจากตอนที่แล้ว  ถอดบทเรียน KM สู่องค์กรที่มีชีวิต  เล่าให้ฟังว่า เปิดกิจกรรมเล็กๆ ฉีกกระดาษชีวิต และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ชีวิตกับคู่ที่เราจับ

วันนี้ ทีมของอิ่มโปรยเทียบเชิญ เป็นหัวข้อ “ผู้นำ 4 ทิศ”  วันนี้คนเดิมหลายคนไม่มา  และคนใหม่เพิ่มเข้ามา และบางคนมาแล้วมีความสับสนเรื่องห้องที่ใช้  เมียงๆ มองๆ แล้วกลับไป

มีตัวแทน อสม.มาสิบกว่าคน  ตรงนี้ผิดคิวค่ะ เพราะวัตถุประสงค์คือต้องเชิญให้เจ้าหน้าที่ของเทศบาลฯ  ประจำศูนย์บริการสาธารณสุขมาเข้าร่วมกิจกรรม  แต่ไม่รู้สื่อกันอย่างไร  กลายเป็นแบบนี้ไปได้  ทีมอิ่มไม่มาสองคน  อีกคนหนึ่งต้องแยกไปรับคณะดูงาน กลุ่มเป้าหมายก็กลายเป็นสองกลุ่ม คือชุมชน และพนักงานเทศบาล  ตายละหว่าพระเจ้าช่วยด้วยกล้วยทอด

โจทก์เกิด

  1. ตานี้ทำอย่างไง  “ให้ทุกอย่างจบลงด้วยความสุขสมหวังของทุกฝ่าย”
  2. ให้ชุมชนกลับหรือให้พนักงานเทศบาลกลับ หรือรวมกัน
  3. ใช้ห้องยังไง

หนิงขึ้นไปสมทบกับทีมอิ่มก่อนเวลา  โดนถีบ “วันนี้พี่หนิงทำผ่อนพักตระหนักรู้” เหวย เหวย เคยแต่ถูกทำ แล้วต้องทำเอง จะทำยังไง  ถูกน้องถีบซ้ำ  “เคยเห็นคนอื่นเขาทำตั้งหลายครั้ง  ทำได้อยู่แล้ว” หายใจยาวๆ   “ยี่สิบนาทีจ๊ะพี่” หายใจยาวๆ รวบรวมสติอยู่กับตัว  โอกาสมาฟ้าเปิด  ทำก็ทำ

ว่าแล้วก็เชิญชุมชนเข้าห้อง   เริ่มจากแนะนำตัวเองจนครบทุกคน    อิ่มนำเข้ากิจกรรมด้วยการโยนเวทีให้  ผ่อนพักตระหนักรู้  หายใจเข้า…หายใจออก…ผ่อนคลาย  ทุกคนเริ่มหลับตา  และนำพาตัวตนตามที่นำพา  ไล่ตั้งแต่ปลายเท้าสู่ศรีษะ สิบนาที  หมดก๊อก  อ๊ากซ์ ๆๆๆๆๆ พยักหน้าส่งสัญญาณให้อิ่ม  อิ่มเคาะระฆังเชิญสติ

เริ่มผู้นำสี่ทิศ    

  • ไก่เล่าทิศเหนือ กระทิง   
  • อิ่มเล่าทิศตะวันออก อินทรีย์  และทิศใต้ หนู 
  • หนิงเล่าทิศตะวันตกหมี 

แล้วอิ่มก็ให้แจกสีเทียนและกระดาษให้แบ่งพื้นที่ในกระดาษแสดงทิศของตัวเองว่าเรามีความเป็นทิศใดมากน้อยเพียงใด  โดยอิ่มวาดให้ดูก่อนคร่าว  แต่เปิดทางว่าจะวาดอย่างไรก็ได้   ช่วงนี้ พนักงานเทศบาลก็เข้าอีกห้องหนึ่งทำกิจกรรมผู้นำสี่ทิศ เหมือนกัน  อิ่มส่งสัญญาณว่าแบ่งเป็นสามกลุ่ม  แล้วก็ทิ้งห้องนี้ไว้ให้หนิงดำเนินกิจกรรมต่อ 

 

อสม.ทุกคนวาดภาพแบ่งสัดส่วนของทิศต่างๆ  ทุกคนมีความตั้งใจกันมาก  ตอนทำกิจกรรมช่วงแรก นั่งเก้าอี้ แต่ตอนนี้ต้องวาดภาพ ต้องขยับกายลงนั่งกับพื้น  สบายดีนะ นั่งกับพื้นเนี่ย บ้านๆ ดี  นี่คือความรู้สึกที่พวกเขาสะท้อนออกมา  จากนั้นก็อยู่กับตัวเองวาดภาพกันง่วน  เป็นภาพที่น่ารักมากๆ  นี่คือเครือข่ายชาวบ้าน  ผู้คลุกคลีอยู่กับปัญหา พื้นที่  และคนในพื้นที่  พวกเขาเปิดรับ  เรียนรู้ในอารมณ์ที่กระหายใคร่รู้  ใคร่ทบทวน  ใคร่สะท้อน  ใคร่แลกเปลี่ยน

 

จากนั้นก็แบ่งเป็น สามกลุ่ม  ให้ตัวกวน  คือให้พูดคุยว่าสิ่งใดที่ทำให้เราเป็นทิศนั้น  อะไรทำให้คิดว่าเราเป็นคนทิศนั้นๆ   แบ่งได้สี่กลุ่ม กลุ่มละสี่คน  ทุกคนกันผลัดกันเล่าภาพของตนเอง  จากการสังเกตทุกคนมีทักษะในการฟังทีเดียว  และการเล่าเรื่องทำให้การสุนทรียสนทนาง่ายขึ้นเยอะเลย

 

ช่วงนี้สถานการณ์ก็ถีบอีกแล้ว  เมื่อเล่าเรื่องกันในกลุ่มเสร็จแล้วอิ่มยังไม่กลับเข้ามา   ทุกคนยังให้ความสนใจหัวข้อนี้อยู่  บรรยากาศกำลังดีค่ะ  เสียงแรกในใจบอกว่าให้พวกเขารู้จักข้อดี และข้อด้อยของแต่ละทิศ   ให้ข้อคิดว่าทิศไหนควรเติมทิศไหน  และให้เล่าว่าตัวเองเป็นทิศนั้นๆ มาตลอดหรือมีการเปลี่ยนแปลง  เมื่ออายุมากขึ้น หรือมีสภาวการณ์เปลี่ยนแปลง     มีความลื่นไหลบังเกิดในวงสนทนา  มีการแลกเปลี่ยนกันอย่างง่ายๆ และเป็นกันเอง  จนจบกิจกรรมนี้

 

อิ่มกลับเข้ามาในห้อง และปิดกิจกรรมแต่เกริ่นนำเชิญชวนทุกคนเข้าร่วมหลักสูตร กระบวนกร ของชุมชน  ในวันที่ 23 -24 ธันวาคม นี้   แล้วจากนั้น หนิง กับไก่  ก็ย้ายไปอีกห้องหนึ่ง  ชาวเพื่อนพ้องน้องพี่ชาวเทศบาลกำลังวาดภาพผู้นำสี่ทิศของตัวเอง  และของเพื่อนที่ใกล้ชิดอีกสองคน แต่ไม่ต้องบอกชื่อว่าเป็นใคร   เห็นความตั้งใจ  เห็นความสุข  เห็นศิลปินสมัครเล่น  เห็นความสนิทสนม  หยอกล้อ  เห็นความมุ่งมั่น   จากนั้นให้จับคู่กับคนที่เราไม่คุ้นเคย  แลกเปลี่ยนว่าทำไมเราจึงมีทิศนั้นมากน้อยตามที่แบ่ง

 

หนิงกับคู่กับพี่ไพ  คนที่เราไม่ค่อยได้คุยกับเขาเท่าไร  พี่ไพเป็นกระทิง แต่ก็ไม่ชอบความขัดแย้ง  แต่เป็นคนชอบสั่ง……………..   หนิงเล่าให้ฟังว่ามีความเป็นหมีและหนู  ที่เป็นหมีเพราะเป็นคนช่างคิด คิดอะไรละเอียด……..และที่เป็นหนู เพราะชีวิตที่ผ่านมาต้องโอบอุ้มหล่อเลี่ยง แม่และครอบครัว  พี่ไพชะงัก  เงยหน้าจากภาพที่มองดูอยู่  มองหน้า  เหรอ ไม่รู้นะนี่  น่าจะเป็นกระทิงเพราะเป็นนิติกร  อืม

 

จากนั้นก็เข้ากลุ่มใหญ่  อิ่มให้ตัวกวนว่า ให้มองดูภาพทิศของเพื่อนใกล้ชิด  ทั้ง 2 คน แล้วได้อะไรจากภาพนี้ …….   การแลกเปลี่ยนก็เป็นในบรรยากาศที่อบอุ่น    การสุนทรียสนทนาเกิดขึ้นเล็กๆ จนกระทั่งหัวข้อเลยไปถึงประสบการณ์เฉียดตายแล้ว  เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นในตัวเอง  การเห็นคุณค่าของคนใกล้ตัว  การเห็นชีวิตที่แท้ไม่มีอะไร 

 

การสนทนาอยู่ภายใต้น้ำชา  ส้มสายน้ำผึ้ง  และปิดท้ายด้วยข้าวเหนียวหมูน้อย อาหารประจำเมืองพิษณุโลก ทานไปคุยไป  อิ่มคุยว่าอยากให้พวกเรามาพูดคุยกันอย่างนี้บ่อยๆ  แล้วการคุยเรื่องงานจะได้พัฒนาขึ้นตามมาได้   หนิงเลยเล่าให้ฟังเล็กๆ  ว่า  ที่วงน้ำชาที่เชียงราย  หนิงพบว่าถึงแม้ตัวเองจะเป็นคนเข้มแข็งแต่ตัวเองก็ต้องการ การหล่อเลี้ยง ความรัก ความหวังดี ความอบอุ่น พอพบสัมผัสกับความรัก  ความอบอุ่นที่มอบให้โดยไม่คิดว่าหนิงเป็นคนเข้มแข็ง น้ำตาก็ร่วง โผละ โผละ  เลยคุยกับในวงว่าอยากให้บรรยากาศแบบนี้ก่อเกิดเพื่อหล่อเลี้ยงทุกคนให้มีความสุข   หลายคนสนับสนุน   

 

มีหนึ่งในนั้นหลุดปากว่า  มีความสุขจังเลย  หลายๆ คนพยักหน้า  บางคนบอกว่าใช่  หลายคนอ้อยอิ่ง  โอ้เอ้  ไม่เหมือนการประชุมที่ทุกคนพอเลิกก็ตาลีตาเหลือกออกจากห้องประชุม  5 5

 

ขอบคุณทุกๆ คน  ขอบคุณสถานการณ์   ขอบคุณอิ่ม  ไก่  มุ่ย  หญิง  ……………..   ขอบคุณใจตัวเองที่หาญกล้าอยากทำเรื่องราวดีดี  ส่งผ่านสิ่งดีดีให้ผู้อื่น   และเบื้องลึกแม้ไม่มีจอมป่วนอยู่ในวงสุนทรียสนทนา  แต่กลับรู้สึกอุ่นใจว่ามีจอมป่วนส่งสายตา  ส่งความห่วงใย ความรัก มาเป็นกำลังใจให้ ขอบคุณมากค่ะ

 

ถอดบทเรียน

  1. ความผิดพลาดอาจไม่ใช่ความผิดพลาด  อาจเป็นโอกาส  และเป็นการเรียนรู้ ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ การตัดสินใจที่ดี  ที่เห็นคุณค่าของความผิดพลาดนั้น
  2. กระบวนกรใจต้องมาก่อน 
  3. การค้นหาตัวตน ด้วยการใช้สีและการวาดภาพ ทำให้เราเข้าสู่โลกภายง่ายขึ้น 
  4. กระบวนกรควรมองบรรยากาศ อารมณ์ ความรู้สึก เพื่อดำเนินกิจกรรมได้อย่างลื่นไหล 
  5. ภาษาที่สื่อที่ดีที่สุดคือภาษาง่ายๆ ที่มาจากใจที่ไม่มักง่าย 
  6. ความรัก ความหวังดี ที่เกิดจากใจอย่างแท้จริง  ผู้คนสัมผัสได้  รับได้ เปิดได้


ชีวิตธรรมดา ภาคเด็กน้อยค่อยๆ ก้มประนมกร 1

140 ความคิดเห็น โดย นักการหนิง เมื่อ 5 ธันวาคม 2008 เวลา 10:02 (เย็น) ในหมวดหมู่ เรื่องเล่าจากลานดีดี #
อ่าน: 3808

อ่านเรื่องราวชีวิตของหลาย ๆ คน ไม่ว่าจะเป็น Logos  จอมป่วน น้ำฟ้าและปรายดาว และคนอื่นๆ อีก และรับปากกับน้ำฟ้าและปรายดาวไว้ว่าจะเล่าเรื่องตัวเองให้ฟังบ้าง และต้องส่งการบ้านพ่อครูอีก   

 

    เรื่องราวของตัวเอง เป็นเรื่องของคนธรรมดา ธรรมดา คนหนึ่งจริงๆ แต่โชคดีมากๆ ที่เส้นทางชีวิตทำให้เป็นคนธรรมดาเช่นวันนี้ 

     แม่และอำม้า(ยาย)เล่าให้ฟังว่าเกิดมาตัวกลมเชียว แก้มยุ้ย ไม่ร้องไห้ ไม่งอแง เลี้ยงง่าย ยายรักมาก ตอนเล็กๆ สองสามเดือน ยายนอนแล้วอุ้มเจ้าตัวเล็กขึ้นสองแขนเขย่าไปมา  ประกอบกับเสียงของอำม้า  หนุ้งหนิ่ง  หนุ้งหนิ่ง   เสียงหัวเราะเอิ๊ก เอิ๊ก  เอิ๊ก  พร้อมกับฝากรักอำม้าเต็มหน้าเลยค่ะ  ทุกคนลงความเห็นว่า ให้ชื่อหนุ้งหนิ่ง  ก็แล้วกัน  มาเพี้ยนเป็นหนุงหนิงตอนเรียนประถมหกสมัยนั้นการ์ตูนหนุงหนิงดัง แต่ที่บ้านยังเรียกเหมือนเดิม หกเดือนขึ้นไปตัวหนักมากไม่มีใครอยากอุ้ม  มีแต่คนชอบดึงแก้ม

 

     แม่เป็นคนงาม  ผอมบาง จิตใจดี  ความคิดดี อ่อนโยน แต่เข้มแข้ง อดทน  ทำงานหนัก มั่นคง จิตนั้นแข็งแกร่งนัก แม่เลิกกับพ่อประมาณอายุ 30 ปี แม่ไม่เคยมีคนใหม่ บอกแต่ว่าคนอื่นจะไม่รักลูกแม่ รังแกลูกแม่   แม่เป็นคนงามมากๆ  คนมาชอบเยอะ  แต่แม่เลือกที่จะเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้ลูก   แม่เลือกเป็นเช่นนี้มาจนขณะนี้แม่อายุ 72 ปี   

    จำได้เสมอว่ามีคนมาหยอกว่าขอเป็นพ่อได้ไหม  ตาเขียวปั๊ดเลยค่ะ  โกรธมาก ควันออกหู  ไฟประลัยกัลป์ ออกจากตาเลยหล่ะค่ะ  มีบางคนพูดไม่พูดเปล่าจับแขนอีก  กัดซะเลย   เรื่องนี้หยอกกันได้ที่ไหน  ใช่อะเปล่า

     จำความได้น่าจะประมาณ 4 - 5 ขวบ

 

    ค่ำคืนหนึ่ง ได้ยินเสียงพ่อกับแม่ทะเลาะกัน ด้วยเสียงอันดัง ตกใจมาก ร้องไห้ขึ้นดัวยเสียงอันดัง  ป้าอยู่ตรงนั้นดุด้วยเสียงอันดังเช่นกัน ให้หยุดร้องไห้ จำคลับคล้ายคลับคลา ว่าร้องไห้เสียงเบาลง  แล้ววันรุ่งขึ้นพ่อก็เดินออกบ้านพร้อมกับพี่สาว น้องสาว และผู้หญิงอีกคนหนึ่งของพ่อ……. จำได้ว่าวิ่งวุ่นวาย เพื่อยื้อยุดให้พ่อ พี่สาว และน้องสาวไม่ไปจากชีวิตเรา ไม่สำเร็จ ก็วิ่งวุ่นวายขอไปกับพี่สาวและน้องสาว  แต่แม่ไม่ให้ไป งง งง  งง และ งง…………… ตกใจ เสียใจ เสียขวัญ

 

     หันไปหาแม่  จำไม่ได้ว่าแม่ร้องไห้ไหม จำได้แต่ว่าแม่เม้มปากบางๆ ของแม่แน่น  เหลือเราสองคนรวมทั้งยายเป็นสามคน  แม่กอดไว้แน่นแล้วปลอบใจ…………..

     แม่เริ่มขายของ เริ่มจากของชำ   และตัดเย็บเสื้อผ้า แม่เป็นช่างตัดเสื้อผ้าที่ฝีมือดีที่สุดในอำเภอ เพราะแม่ไปเรียนตัดเย็บเสื้อผ้าที่โรงเรียนซิงเกอร์ที่กรุงเทพ สมัยนั้นแทบไม่มีโรงเรียนสอนตัดเสื้อผ้า  ช่วยแม่ขายของ ทำงานบ้าน หยิบจับสิ่งของตามที่แม่สั่ง 

 

    และแม่ก็เริ่มส่งไปโรงเรียนชั้นป.ขี้ไก่ เรียกตามคนอื่น ก็ไม่รู้ว่าทำไมจึงเรียกอย่างนั้น  สงสัยเป็นเพราะแบ่งพื้นที่ในบริเวณบ้านมาทำโรงเรียน  ในบ้านคนสมัยนั้นเลี้ยง เป็ด ไก่ ห่าน ตามพื้นลานบ้าน ขี้ไก่คงเยอะค่ะ ชื่อโรงเรียนครูแก่จันแดง   หรือครูแก่จันทร์แดง  (ไม่มีใครเขียนถึงเลยเนาะ หาใน Google ไม่เจอค่ะ)  ครูสอนโดยการมอบก้านธูปให้นักเรียนประจำตัวคนละหนึ่งก้านเอาไว้ชี้ตัวหนังสือ บ่ายๆ ล้างหน้านอนหลับ เย็นๆ ล้างหน้าปะแป้ง นั่งสามล้อประจำตำแหน่งกลับบ้าน  มีชั่วโมงเล่น ปีนต้นไม้  ที่เด็ดสุดในโรงเรียนนี้คือ…….ห้องสุขา เป็นหลุมกว้างยาวจำไม่ได้  มีไม้กระดานพาดเป็นร่อง เป็นคู่ๆ พอดีกับขนาดของการนั่งยองๆ ของเด็ก  ข้างล่างเต็มไปด้วยอุนจิ  หนอน แมลงวัน เป็นสังคมที่มีการเกื้อหนุนกันดีมาก  5 5 5  นึกภาพเองนะคะเล่ามาขนาดนี้แล้ว ถ้าเด็กคนไหนตกลงไปละก็ เป็นพระสังข์ทองเลยหล่ะค่ะ   เรียนไปเรียนมา ห้าขวบความสามารถก็แตกฉานอ่านหนังสือแตกเปรียะ  คงเป็นเพราะที่บ้านหนังสือของแม่และของน้าๆ เยอะด้วยมั๊ง

     บ้านอยู่ข้างวัดประจำอำเภอ ชื่อวัดกาสา  เป็นวัดที่มีวิหารและโบสถ์ทรงเหนือๆ  ไม่ผอมสูง เสียดายไม่มีภาพเก่าๆ และวัดก็รื้อโบสถ์และวิหารหลังเก่า เพื่อสร้างขึ้นใหม่ ทรงก็เลยละม้ายมาทางภาคกลาง  น่าเสียดายนะคะ  และที่วัดกาสาก็มีสิงห์อยู่หน้าโบสถ์ ตอนนี้ก็ไม่มีแล้ว   วัดกาสาก็มีบ้านเรือนตั้งอยู่หน้าวัด ข้างวัด  เด็กๆ ที่อาศัยอยู่ละแวกนั้นจะรู้จักกันหมดและจะเป็นเพื่อนกัน เป็นเพื่อนข้ามรุ่น กันก็มี  หลายๆ คนภายหลังก็ผันเข้ามาเป็นนักสื่อสารมวลชน เช่นเจ๊นก นิรมล เมธีสุวกุล  อ้ายยุทธ ยงยุทธ์ ติยะไพรัช 

 

     บ้านอยู่ข้างวัด เห็นภาพการทำบุญ ที่ยิ่งใหญ่และน่าสนุก คือตานก๋วยสะลาก ชอบมีขนมและของกินเยอะ  คนเยอะ มีการละเล่นพื้นเมือง ที่ชอบมากคือ ดูและฟังซอ 

 

    ซอเป็นการเล่าเรื่อง คล้ายละครวิทยุ  มีคนซอประมาณ 4-5 คน การซอเป็นการขับซอประกอบเพลง ที่มีท่วงจังหวะและทำนองเฉพาะ ไว้วันหลังจะหามาให้ฟังนะค่ะ  เด็กที่อยู่ข้างวัดที่ไม่มีพี่มีน้องอยู่ด้วย ซึมซับ รับฟัง เฝ้าดู เฝ้าฟัง  วันๆ หนึ่ง ก็ซอเองได้  เป็นเรื่องเป็นราวเหมือนมืออาชีพนั่นแหล่ะ  เรื่องราวทำนองไม่มีผิดเพี้ยน  หนักๆ เข้าก็แต่งเรื่องเองซะเลย   ช่วงไหนไม่มีงานวัด คนแก่ๆ แถวละแวกบ้านคงเหงาหู ก็มาขอให้ซอให้ฟัง  แล้วเช่นนี้จะเหลือไหม ช่างซอน้อยก็โชว์ฝีมือซะสุดฤทธิ์  วันดีคืนดี แควนๆ ไม่ขอก็ซอให้ฟัง หน้าตาเฉยซะอย่างงั้นแหละ  แควนๆ ก็มี อำม้า (ยายของตัวเอง )  แม่ อุ้ยยอง แม่นา อีกหลายจำไม่ได้ค่ะ จะกลับไปถามแม่ก่อนนะคะ หลายท่านเสียชีวิตไปแล้วค่ะ

      นอกจากเป็นช่างซอแล้ว  ยังสถาปนาตัวเองเป็นนักร้องแผ่นเสียงทองคำ  ร้องเพลงให้แควนๆ ฟัง เพลงร่วมสมัยของแม่ร้องได้หมดเพราะแม่ชอบฟังเพลง  นักร้องขึ้นร้องเพลงทีหนึ่งได้ยินสามบ้าน แปดบ้าน  มีเพลงหนึ่งที่ร้องทีไรกินใจมากๆ แถมยังไม่พอไปกินใจอุ้ยยอง  คนข้างบ้านด้วยค่ะ  แม่เล่าให้ฟังว่า  วันหนึ่งลูกสาวตัวดีเล่นหม้อข้าวหม้อแกงซึ่งเป็นเครื่องบั้นดินเผา ชุดสำหรับเด็ก เล่นนะคะแต่จุดไฟจริงๆ  เม่เลยตีให้   ตีเจ็บมากๆ  ร้องไห้เสียงดังพอๆ กับที่ขับซอนั่นแหล่ะค่ะ   แฟนคลับโดดผางออกมาปกป้องเลยค่ะ  อุ้ยยองนั่นเองจะบอกว่าอย่าตีมันมาก  มันน่าสงสาร ฟังมันร้องเพลงซิ น่าสงสารออก  เพลงที่โดนใจอุ้ยยอง คือเพลงธรณีสายเลือด” …….  

 

      บ้านอยู่ข้างวัด  ขายของได้ดี เพราะคนทำบุญที่วัดเสร็จก่อนจะกลับก็จะแวะซื้อของ  ภายหลังแม่ได้ผันสินค้ามาเป็นเครื่องจักสาน เครื่องบั้นดินเผา ของใช้ประจำบ้านเช่น ไม้กวาด เสื่อ กระถางกล้วยไม้ คนโท ฯลฯ ขายดี เพราะ เจ้าอื่นไม่ขาย มันไม่สวยดูดี แต่สินค้าเหล่านี้ เป็นสินค้าที่มีกำไร ถึงร้อยละสามสิบ ขึ้นไป  ไม่เหมือนของชำจัดร้านให้สวยได้ แต่ได้กำไรชิ้นละสลึง ห้าสิบตังค์  จริงๆ แล้วเราจะมองแต่ภาพภายนอกไม่ได้เลยเนาะ ต้องมองลึกๆ มองให้รู้จริง ^ ^

     

ทุกๆ เช้าต้องตื่นมานำสินค้ามาวางโชว์หน้าร้าน จัด Display ค่ะ  ขาประจำเป็นแม่บ้าน คนแก่  ส่วนถนนหน้าบ้าน ซึ่งเป็นสายหลักของอำเภอสมัยนั้นยังเป็นหินคลุกบดอัด ราดยางมะตอย  บางวันมีไฟฟ้า บางวันดับ วันไหนไฟฟ้าดับ เป็นโอกาสของแม่   ขาประจำจะหนักกว่าที่บ้านเพราะเขาอยู่ที่ถนนสายรอง ของรอง ไฟฟ้าจะไม่มีทั้งคืน เขาจะเดินข้ามถนนมาพร้อมกับตะเกียงน้ำมันก๊าดแบบเหนือ(จะหาภาพมาให้ดูค่ะ) มาเติมน้ำมันก๊าด แม่ค้าตัวน้อย เอาตั่งมาวางและเอาปิ๊บน้ำมันมาตั้ง ตวงขาย ทำวิกฤติให้เป็นโอกาส ตั้งแต่เด็กเลยค่ะ ^ ^

 

 

 

 

 



Main: 0.242103099823 sec
Sidebar: 0.013268947601318 sec