ชีวิตธรรมดา ภาคเด็กน้อยค่อยๆ ก้มประนมกร 1

โดย นักการหนิง เมื่อ 5 ธันวาคม 2008 เวลา 10:02 (เย็น) ในหมวดหมู่ เรื่องเล่าจากลานดีดี #
อ่าน: 2883

อ่านเรื่องราวชีวิตของหลาย ๆ คน ไม่ว่าจะเป็น Logos  จอมป่วน น้ำฟ้าและปรายดาว และคนอื่นๆ อีก และรับปากกับน้ำฟ้าและปรายดาวไว้ว่าจะเล่าเรื่องตัวเองให้ฟังบ้าง และต้องส่งการบ้านพ่อครูอีก   

 

    เรื่องราวของตัวเอง เป็นเรื่องของคนธรรมดา ธรรมดา คนหนึ่งจริงๆ แต่โชคดีมากๆ ที่เส้นทางชีวิตทำให้เป็นคนธรรมดาเช่นวันนี้ 

     แม่และอำม้า(ยาย)เล่าให้ฟังว่าเกิดมาตัวกลมเชียว แก้มยุ้ย ไม่ร้องไห้ ไม่งอแง เลี้ยงง่าย ยายรักมาก ตอนเล็กๆ สองสามเดือน ยายนอนแล้วอุ้มเจ้าตัวเล็กขึ้นสองแขนเขย่าไปมา  ประกอบกับเสียงของอำม้า  หนุ้งหนิ่ง  หนุ้งหนิ่ง   เสียงหัวเราะเอิ๊ก เอิ๊ก  เอิ๊ก  พร้อมกับฝากรักอำม้าเต็มหน้าเลยค่ะ  ทุกคนลงความเห็นว่า ให้ชื่อหนุ้งหนิ่ง  ก็แล้วกัน  มาเพี้ยนเป็นหนุงหนิงตอนเรียนประถมหกสมัยนั้นการ์ตูนหนุงหนิงดัง แต่ที่บ้านยังเรียกเหมือนเดิม หกเดือนขึ้นไปตัวหนักมากไม่มีใครอยากอุ้ม  มีแต่คนชอบดึงแก้ม

 

     แม่เป็นคนงาม  ผอมบาง จิตใจดี  ความคิดดี อ่อนโยน แต่เข้มแข้ง อดทน  ทำงานหนัก มั่นคง จิตนั้นแข็งแกร่งนัก แม่เลิกกับพ่อประมาณอายุ 30 ปี แม่ไม่เคยมีคนใหม่ บอกแต่ว่าคนอื่นจะไม่รักลูกแม่ รังแกลูกแม่   แม่เป็นคนงามมากๆ  คนมาชอบเยอะ  แต่แม่เลือกที่จะเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้ลูก   แม่เลือกเป็นเช่นนี้มาจนขณะนี้แม่อายุ 72 ปี   

    จำได้เสมอว่ามีคนมาหยอกว่าขอเป็นพ่อได้ไหม  ตาเขียวปั๊ดเลยค่ะ  โกรธมาก ควันออกหู  ไฟประลัยกัลป์ ออกจากตาเลยหล่ะค่ะ  มีบางคนพูดไม่พูดเปล่าจับแขนอีก  กัดซะเลย   เรื่องนี้หยอกกันได้ที่ไหน  ใช่อะเปล่า

     จำความได้น่าจะประมาณ 4 - 5 ขวบ

 

    ค่ำคืนหนึ่ง ได้ยินเสียงพ่อกับแม่ทะเลาะกัน ด้วยเสียงอันดัง ตกใจมาก ร้องไห้ขึ้นดัวยเสียงอันดัง  ป้าอยู่ตรงนั้นดุด้วยเสียงอันดังเช่นกัน ให้หยุดร้องไห้ จำคลับคล้ายคลับคลา ว่าร้องไห้เสียงเบาลง  แล้ววันรุ่งขึ้นพ่อก็เดินออกบ้านพร้อมกับพี่สาว น้องสาว และผู้หญิงอีกคนหนึ่งของพ่อ……. จำได้ว่าวิ่งวุ่นวาย เพื่อยื้อยุดให้พ่อ พี่สาว และน้องสาวไม่ไปจากชีวิตเรา ไม่สำเร็จ ก็วิ่งวุ่นวายขอไปกับพี่สาวและน้องสาว  แต่แม่ไม่ให้ไป งง งง  งง และ งง…………… ตกใจ เสียใจ เสียขวัญ

 

     หันไปหาแม่  จำไม่ได้ว่าแม่ร้องไห้ไหม จำได้แต่ว่าแม่เม้มปากบางๆ ของแม่แน่น  เหลือเราสองคนรวมทั้งยายเป็นสามคน  แม่กอดไว้แน่นแล้วปลอบใจ…………..

     แม่เริ่มขายของ เริ่มจากของชำ   และตัดเย็บเสื้อผ้า แม่เป็นช่างตัดเสื้อผ้าที่ฝีมือดีที่สุดในอำเภอ เพราะแม่ไปเรียนตัดเย็บเสื้อผ้าที่โรงเรียนซิงเกอร์ที่กรุงเทพ สมัยนั้นแทบไม่มีโรงเรียนสอนตัดเสื้อผ้า  ช่วยแม่ขายของ ทำงานบ้าน หยิบจับสิ่งของตามที่แม่สั่ง 

 

    และแม่ก็เริ่มส่งไปโรงเรียนชั้นป.ขี้ไก่ เรียกตามคนอื่น ก็ไม่รู้ว่าทำไมจึงเรียกอย่างนั้น  สงสัยเป็นเพราะแบ่งพื้นที่ในบริเวณบ้านมาทำโรงเรียน  ในบ้านคนสมัยนั้นเลี้ยง เป็ด ไก่ ห่าน ตามพื้นลานบ้าน ขี้ไก่คงเยอะค่ะ ชื่อโรงเรียนครูแก่จันแดง   หรือครูแก่จันทร์แดง  (ไม่มีใครเขียนถึงเลยเนาะ หาใน Google ไม่เจอค่ะ)  ครูสอนโดยการมอบก้านธูปให้นักเรียนประจำตัวคนละหนึ่งก้านเอาไว้ชี้ตัวหนังสือ บ่ายๆ ล้างหน้านอนหลับ เย็นๆ ล้างหน้าปะแป้ง นั่งสามล้อประจำตำแหน่งกลับบ้าน  มีชั่วโมงเล่น ปีนต้นไม้  ที่เด็ดสุดในโรงเรียนนี้คือ…….ห้องสุขา เป็นหลุมกว้างยาวจำไม่ได้  มีไม้กระดานพาดเป็นร่อง เป็นคู่ๆ พอดีกับขนาดของการนั่งยองๆ ของเด็ก  ข้างล่างเต็มไปด้วยอุนจิ  หนอน แมลงวัน เป็นสังคมที่มีการเกื้อหนุนกันดีมาก  5 5 5  นึกภาพเองนะคะเล่ามาขนาดนี้แล้ว ถ้าเด็กคนไหนตกลงไปละก็ เป็นพระสังข์ทองเลยหล่ะค่ะ   เรียนไปเรียนมา ห้าขวบความสามารถก็แตกฉานอ่านหนังสือแตกเปรียะ  คงเป็นเพราะที่บ้านหนังสือของแม่และของน้าๆ เยอะด้วยมั๊ง

     บ้านอยู่ข้างวัดประจำอำเภอ ชื่อวัดกาสา  เป็นวัดที่มีวิหารและโบสถ์ทรงเหนือๆ  ไม่ผอมสูง เสียดายไม่มีภาพเก่าๆ และวัดก็รื้อโบสถ์และวิหารหลังเก่า เพื่อสร้างขึ้นใหม่ ทรงก็เลยละม้ายมาทางภาคกลาง  น่าเสียดายนะคะ  และที่วัดกาสาก็มีสิงห์อยู่หน้าโบสถ์ ตอนนี้ก็ไม่มีแล้ว   วัดกาสาก็มีบ้านเรือนตั้งอยู่หน้าวัด ข้างวัด  เด็กๆ ที่อาศัยอยู่ละแวกนั้นจะรู้จักกันหมดและจะเป็นเพื่อนกัน เป็นเพื่อนข้ามรุ่น กันก็มี  หลายๆ คนภายหลังก็ผันเข้ามาเป็นนักสื่อสารมวลชน เช่นเจ๊นก นิรมล เมธีสุวกุล  อ้ายยุทธ ยงยุทธ์ ติยะไพรัช 

 

     บ้านอยู่ข้างวัด เห็นภาพการทำบุญ ที่ยิ่งใหญ่และน่าสนุก คือตานก๋วยสะลาก ชอบมีขนมและของกินเยอะ  คนเยอะ มีการละเล่นพื้นเมือง ที่ชอบมากคือ ดูและฟังซอ 

 

    ซอเป็นการเล่าเรื่อง คล้ายละครวิทยุ  มีคนซอประมาณ 4-5 คน การซอเป็นการขับซอประกอบเพลง ที่มีท่วงจังหวะและทำนองเฉพาะ ไว้วันหลังจะหามาให้ฟังนะค่ะ  เด็กที่อยู่ข้างวัดที่ไม่มีพี่มีน้องอยู่ด้วย ซึมซับ รับฟัง เฝ้าดู เฝ้าฟัง  วันๆ หนึ่ง ก็ซอเองได้  เป็นเรื่องเป็นราวเหมือนมืออาชีพนั่นแหล่ะ  เรื่องราวทำนองไม่มีผิดเพี้ยน  หนักๆ เข้าก็แต่งเรื่องเองซะเลย   ช่วงไหนไม่มีงานวัด คนแก่ๆ แถวละแวกบ้านคงเหงาหู ก็มาขอให้ซอให้ฟัง  แล้วเช่นนี้จะเหลือไหม ช่างซอน้อยก็โชว์ฝีมือซะสุดฤทธิ์  วันดีคืนดี แควนๆ ไม่ขอก็ซอให้ฟัง หน้าตาเฉยซะอย่างงั้นแหละ  แควนๆ ก็มี อำม้า (ยายของตัวเอง )  แม่ อุ้ยยอง แม่นา อีกหลายจำไม่ได้ค่ะ จะกลับไปถามแม่ก่อนนะคะ หลายท่านเสียชีวิตไปแล้วค่ะ

      นอกจากเป็นช่างซอแล้ว  ยังสถาปนาตัวเองเป็นนักร้องแผ่นเสียงทองคำ  ร้องเพลงให้แควนๆ ฟัง เพลงร่วมสมัยของแม่ร้องได้หมดเพราะแม่ชอบฟังเพลง  นักร้องขึ้นร้องเพลงทีหนึ่งได้ยินสามบ้าน แปดบ้าน  มีเพลงหนึ่งที่ร้องทีไรกินใจมากๆ แถมยังไม่พอไปกินใจอุ้ยยอง  คนข้างบ้านด้วยค่ะ  แม่เล่าให้ฟังว่า  วันหนึ่งลูกสาวตัวดีเล่นหม้อข้าวหม้อแกงซึ่งเป็นเครื่องบั้นดินเผา ชุดสำหรับเด็ก เล่นนะคะแต่จุดไฟจริงๆ  เม่เลยตีให้   ตีเจ็บมากๆ  ร้องไห้เสียงดังพอๆ กับที่ขับซอนั่นแหล่ะค่ะ   แฟนคลับโดดผางออกมาปกป้องเลยค่ะ  อุ้ยยองนั่นเองจะบอกว่าอย่าตีมันมาก  มันน่าสงสาร ฟังมันร้องเพลงซิ น่าสงสารออก  เพลงที่โดนใจอุ้ยยอง คือเพลงธรณีสายเลือด” …….  

 

      บ้านอยู่ข้างวัด  ขายของได้ดี เพราะคนทำบุญที่วัดเสร็จก่อนจะกลับก็จะแวะซื้อของ  ภายหลังแม่ได้ผันสินค้ามาเป็นเครื่องจักสาน เครื่องบั้นดินเผา ของใช้ประจำบ้านเช่น ไม้กวาด เสื่อ กระถางกล้วยไม้ คนโท ฯลฯ ขายดี เพราะ เจ้าอื่นไม่ขาย มันไม่สวยดูดี แต่สินค้าเหล่านี้ เป็นสินค้าที่มีกำไร ถึงร้อยละสามสิบ ขึ้นไป  ไม่เหมือนของชำจัดร้านให้สวยได้ แต่ได้กำไรชิ้นละสลึง ห้าสิบตังค์  จริงๆ แล้วเราจะมองแต่ภาพภายนอกไม่ได้เลยเนาะ ต้องมองลึกๆ มองให้รู้จริง ^ ^

     

ทุกๆ เช้าต้องตื่นมานำสินค้ามาวางโชว์หน้าร้าน จัด Display ค่ะ  ขาประจำเป็นแม่บ้าน คนแก่  ส่วนถนนหน้าบ้าน ซึ่งเป็นสายหลักของอำเภอสมัยนั้นยังเป็นหินคลุกบดอัด ราดยางมะตอย  บางวันมีไฟฟ้า บางวันดับ วันไหนไฟฟ้าดับ เป็นโอกาสของแม่   ขาประจำจะหนักกว่าที่บ้านเพราะเขาอยู่ที่ถนนสายรอง ของรอง ไฟฟ้าจะไม่มีทั้งคืน เขาจะเดินข้ามถนนมาพร้อมกับตะเกียงน้ำมันก๊าดแบบเหนือ(จะหาภาพมาให้ดูค่ะ) มาเติมน้ำมันก๊าด แม่ค้าตัวน้อย เอาตั่งมาวางและเอาปิ๊บน้ำมันมาตั้ง ตวงขาย ทำวิกฤติให้เป็นโอกาส ตั้งแต่เด็กเลยค่ะ ^ ^

 

 

 

 

 

« « Prev : ตามหาพลังตัวเอง 3

Next : ปัญญาปฏิบัติการ 3 » »


ผู้ใช้ Facebook สามารถให้ความเห็นที่นี่ได้ โดยกด Like เพื่อแสดงตัว

14 ความคิดเห็น

  • #1 (อดีต)นักการเมี่ยง ให้ความคิดเห็นเมื่อ 7 ธันวาคม 2008 เวลา 9:44 (เย็น)

    แวะเข้ามาอ่าน จ้า
    เมื่อวันศุกร์ที่ ๕ กลับจากเชียงราย เมี่ยงเป็นสารถี ส่วนนักการอิ่มเป็นผู้โดยสาร นักการอิ่มบอกว่าจะชี้บ้านพี่หนิงให้ดู จนแล้วจนรอดก็ไม่ชี้สักที จนกระทั่งบอกว่า “นั่นไง ๆ เห็นแม่พี่หนิงอยู่หน้าบ้านด้วย”
    ,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,แล้วไงหละ เมี่ยงซึ่งกำลังขับรถ ก็หันไปดูไม่ได้ เพิ่งมาบอกตอนรถขับอยู่ แล้วก็เลยไปแล้วด้วย
    เฮ้ออออออออออ วานพี่หนิง สอนสั่งนักการอิ่มให้หน่อยนะว่า “ทีหลังจะบอก กรุณาบอกล่วงหน้าสักเล็กน้อย ถึงปานกลาง เด้อ แหะ ๆ”

  • #2 หมอเจ๊ ให้ความคิดเห็นเมื่อ 10 ธันวาคม 2008 เวลา 5:29 (เย็น)

    แวะมาเยี่ยมยามด้วยความคิดถึง…เป็นเรื่องแปลกนะน้องเนอะ….ชีวิตวัยเด็กของคนแต่ละคนมีเรื่องดีๆมากมายและชวนภาคภูมิใจในสายตาและมุมมองของคนอื่น..แต่ทำไม…ในสายตาและมุมมองของเราเองกับเรื่องบางเรื่อง…เรากลับไม่ชื่นชมกับมัน..ไม่สนใจมัน…ไม่เห็นคุณค่าของมัน…จนเมื่อเราได้รู้จักกับการให้…การให้นี่ยิ่งใหญ่จริงๆนะน้องนะ..โดยเฉพาะการให้โอกาสตัวเราเองในการสร้างโลกใหม่ให้กับตัวเอง…เป็นโลกใบเดิมในโลกแต่มีมุมใหม่ๆในวิถี….ดีใจที่ได้พบปะเจอะเจอกับคู่ชีวิตของน้อง…โอกาสต่อไปอยากไปเยี่ยมยามคุณแม่ของน้อง…เพื่อรับพลังจากท่านบ้างนะค่ะ

  • #3 nning ให้ความคิดเห็นเมื่อ 11 ธันวาคม 2008 เวลา 8:06 (เย็น)

    โดยเฉพาะการให้โอกาสตัวเราเองในการสร้างโลกใหม่ให้กับตัวเอง…เป็นโลกใบเดิมในโลกแต่มีมุมใหม่ๆในวิถี…. ใช่เลยค่ะพี่หมอเจ๊  การสร้างโลกใบใหม่ให้กับตัวเอง ใครสร้างให้เราไม่ได้ เราต้องสร้างเองนะคะ  แต่มุมมองใหม่ๆ นั้น กัลยาณมิตรให้เราได้ค่ะ  เป็นมุมมองที่เกิดจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้นะคะ ฟังแล้วได้คิด ฟังแล้วได้สะท้อน ฟังแล้วได้ใคร่ครวญ  ชีวิตนี้หนอช่างน่าอัศจรรย์จริงๆ  เรียนรู้ผ่านมาแล้วก็เรียนได้อีก และได้อีก  ทุกชีวิตมีเรื่องดีดีชวนให้ภาคภูมิใจและน่าค้นหา  เมื่อค้นหาจนอิ่มเอม ก็เรียนรู้ได้อีก

    หนิงต้องขอบคุณพี่หมอเจ๊ที่ทำให้วันดีดีของหนิง เป็นวันที่พิเศษจนคนอื่นๆ รู้สึกได้ และทุกคนรู้สึกอย่างนั้นว่าวันที่ 8 ธ.ค. 2551 เป็นวันพิเศษจริงๆ  จนกระทั่งเราแอบคุยกันว่าดูซิพี่หมอเจ๊มาทำให้คนพิษณุโลกรู้จักกัน  และเป็นการรู้จักที่มีชีวิชีวา  คิดว่าเร็วๆ นี้คงเกิดสิ่งดีดีในพิษณุโลกค่ะ  คงมีเครือข่ายเพิ่มขึ้นอีก  555 จอมป่วนไม่อยู่เลยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในพิษณุโลก

    เอ สงสัยจังเลยค่ะ พี่หมอเจ๊ใช้คำว่า เยี่ยมยาม  คำนี้มีความหมายอย่างไรที่ลึกซึ้งมกกว่าคำว่าเยี่ยมหรือไม่  ช่วยไขข้อข้องใจ ให้น้องด้วยค่ะ

    และหนิงเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งเลยค่ะว่า  การให้เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่  พลังแห่งการให้ทำให้เกิดความสุขทั้งผู้รับและผู้ให้  หนิงคิดถึงคนที่ใกล้ตัวหนิงที่สุด คือลูกพี่ลูกน้อง ค่ะ  นึกถึงเมื่อเขาเด็ก และเมื่อเขาเติบใต  เขาได้รับการให้จากหนิง ตอนนั้นหนิงให้การดูแล   ความรัก ความอบอุ่น ความคิด  หล่อเลี้ยงเกื้อกูล จนเขาไปเรียนหนังสือที่ออสเตรเลีย  เมื่อเขาเรียนใกล้จบ เขาเปลี่ยนเป็นผู้ให้ โดยการส่งให้น้องเรียนหนังสือจนจบปริญญาตรีที่ออสเตรเลียเช่น  แล้วเขาก็ส่งเด็กเรียนหนังสืออีกเพื่อไม่ให้ถูกตกเขียว  และก็ให้คนไทย และญาติพี่น้องอีกหลายคนมากได้ทำงานในร้านจนเรียนจบปริญญาโทอีกหลายสิบคน  เขาบอกว่าที่เขาทำ เพราะเขาได้รับมาแล้ว เขาจึงอยากให้ต่อไป ต่อไป  นี่เป็นเรื่องเล็กๆ แต่เห็นพลังที่ยิ่งใหญ่ค่ะ  

    พี่หมอเจ๊ เป็นคนที่มีพลังแห่งการให้ที่หนิงสัมผัสได้ค่ะ  ขอบคุณมากนะคะสำหรับคำแนะนำดีดี   สิ่งดีดีที่มอบให้ค่ะ หนิงก็คิดถึงพี่หมอเจ๊มากเช่นกัน  และขอบคุณแทนแม่ด้วยค่ะ แม่คงดีใจที่มีคนเห็นคุณค่า เห็นพลังของแม่  ขอบคุณจากใจจริงค่ะ

  • #4 ning.dss ให้ความคิดเห็นเมื่อ 12 ธันวาคม 2008 เวลา 9:38 (เช้า)

    สวัสดีค่ะ
    ตั้งใจมาเยี่ยม
    แล้วได้อ่าน…เอ๊ะ…อ่านไปอ่านมา
    ใครพี่ใครน้องกันนี่…เรื่องราวดูเหมือนจะยุคเก่ากว่าเรา   แหะๆ

  • #5 nning ให้ความคิดเห็นเมื่อ 12 ธันวาคม 2008 เวลา 11:21 (เช้า)

    ดีใจมากเลย คุณหนิงมาเยี่ยมอย่างตั้งใจ  แหมเข้าใจตั้งประเด็นไม่ให้เป็นที่บาดหัวใจ  เรื่องราวเหมือนจะยุคเก่ากว่าเรา  น่าจะยุคเก่ากว่าจริงๆ แหละค่ะ  แต่หัวใจคนเขียนยังเอาะๆ อยู่นะ อิ อิ ^ ^

  • #6 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 12 ธันวาคม 2008 เวลา 1:04 (เย็น)

    เยี่ยมมากเลยค่ะพี่หนิง

    เห็นการเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ที่งดงาม เป็นต้นไม้ที่มีต้นเดียวในโลก และผ่านร้อน ฝน หนาวได้อย่างน่าชื่นชม ต้นไม้แตกต่างจากสัตว์เพราะมันเคลื่อนที่หนีไม่ได้นะคะพี่หนิง สิ่งเดียวที่ทำให้เติบโตได้อย่างงดงามคือ”การปรับตัว” คุณค่าของต้นไม้ใหญ่จึงอยู่ที่ผ่านกาลเวลาเนาะคะ..ขอบคุณสำหรับเรื่องเล่าที่ทำให้หัวใจอุ่นได้ในวันนี้ จะรอวันที่พี่หนิงมาชร.ค่ะ

  • #7 nning ให้ความคิดเห็นเมื่อ 12 ธันวาคม 2008 เวลา 5:31 (เย็น)

    สวัสดีค่ะหมอเบิร์ด
    สัญญาแล้วว่าจะเล่าเรื่องราวของชีวิตให้ฟัง  ก็ต้องทำตามสัญญา 
    หลังจากได้อ่านชีวิตของหลายๆ คน เห็นความงดงาม ความน่าสนใจ น่าทึ่ง การเปลี่ยนผ่านตามกาลเวลาของชีวิตแต่ละคน ทำให้พี่รู้สึกว่าอิ่มเอิบใจ  เกิดแรงบันดาลใจที่จะเล่าเรื่องราวเล็กๆ  ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ค่ะ 

    และจริงๆ ทีผ่านมาสิ่งที่ทำให้ชีวิตผ่านกาลเวลามาได้ก็เพราะงานเขียนนี่แหล่ะค่ะ  เขียนกับตัวเอง  ทุกข์ก็เขียน ท้อก็เขียน  กลุ้มก็เขียน  เขียนหนึ่งหน้ายังไม่แตก ก็หน้าสองหน้าสาม หน้าที่สี่ตามมา  สุดท้ายใจก็นิ่งสงบลง มีสติมากขึ้น  ชีวิตก็ผ่านมาได้ค่ะ   เพียงแต่ไม่ได้ส่งไปตีพิมพ์เหมือนนักเขียนน้อยคนนี้หรอกค่ะ  พี่ว่าพี่น่าจะเคยอ่านเรื่องที่หมอเบิร์ดเขียนค่ะ เพราะพี่ก็อ่านสตรีสารเหมือนกัน  เจียดเงินค่าขนมซื้อเองค่ะ เราน่าจะรู้จักกันมาตั้งนานแล้ว

    ขอบคุณสำหรับความชื่นชม แล้วอย่าลืมติดตามตอนต่อไปนะค่ะ

    วันใดไปเชียงราย จะไปรายงานตัวพร้อมกอดโตๆ ค่ะ

  • #8 ยุ้ย ให้ความคิดเห็นเมื่อ 13 ธันวาคม 2008 เวลา 12:04 (เย็น)

    เมื่อวาน ไปหาเจ้ไฝมา เจ้บอกว่า ลองเข้าอ่านดูซิ น่ารักนะ มาอ่านแล้ว ก็ น่ารักจัง พี่สาวคนเก่งของเรา คิดถึงนะค่ะ ไว้ค่อยไปเที่ยวกันจ๊ะ

    ดูแลสุขภาพนะค่ะ ฝากหอมพี่ทับด้วย

    ยุ้ย

  • #9 nning ให้ความคิดเห็นเมื่อ 14 ธันวาคม 2008 เวลา 5:31 (เย็น)

    55555  ดีใจยุ้ยมา   แต่ยังไม่เห็นเจ๊ไฝมาเลย  สงสัยมาแล้วแต่ไม่ได้เข้ามาจ๊ะจ๋า  ขานั้นเขาโลว์เทคหน่อยๆ  อิอิ เขาไม่อยู่เรานินจาได้

    ยุ้ยก็เช่นกันได้ข่าวว่าช่วงนี้ต้องเทียวดูแลทั้งแม่และพ่อ  เจ๊อยากจะบอกว่าการดูแลพ่อแม่ให้รีบทำในวันเวลาที่มีโอกาส   นอกจากจะเป็นพระในบ้านเราแล้ว   ภายภาคหน้าเราจะได้ไม่นั่งเสียใจไงหล่ะ  การดูแลท่าน ต้องดูแลและให้ความรักความเข้าใจ  อย่าได้คิดว่าพ่อแม่แก่แล้ว  รู้จักโลกมามากแล้ว  เขาต้องรู้สิอะไรควรทำไม่ควรทำ  มีมิติหนึ่งของพ่อแม่ที่อายุมากคือสมองท่านไม่เหมือนเดิมนะ  ท่านอาจไม่รู้หรือช่วยเหลือตัวเองได้ในสิ่งที่ท่านเคยทำได้  ถ้าเราเข้าใจตรงนี้ เราจะดูแลท่านได้อย่างควรจะเป็น 

    ให้กำลังยุ้ยนะจ๊ะ

  • #10 หมอเจ๊ ให้ความคิดเห็นเมื่อ 20 ธันวาคม 2008 เวลา 3:02 (เย็น)

    มาให้คำตอบเรื่อง “เยี่ยมยาม” ค่ะ คำนี้มีคำเต็มๆว่า “เยี่ยมยามถามข่าว” ค่ะ เป็นสำนวนมาจากการข่าวค่ะ

  • #11 nning ให้ความคิดเห็นเมื่อ 22 ธันวาคม 2008 เวลา 9:14 (เช้า)

    เจ้าสำบัดสำนวนด้วยนะคะ อิอิ

  • #12 ลานไผเป็นไผ » เจ้าเป็นไผ… สะท้านยุทธจักร(ตอนรวมจอมยุทธ์) ให้ความคิดเห็นเมื่อ 1 กุมภาพันธ 2009 เวลา 1:14 (เย็น)

    [...] คุณหนิง                 ชีวิตธรรมดา ภาคเด็กน้อยค่อย ๆ ก้มปร

  • #13 krupu ให้ความคิดเห็นเมื่อ 2 กุมภาพันธ 2009 เวลา 11:01 (เช้า)

    ขออนุญาตเข้ามาติดตามและทำความรู้จัก คุณหนิง ด้วยคนนะคะ
    ขอบคุณค่ะ
    ^_^

  • #14 nning ให้ความคิดเห็นเมื่อ 4 กุมภาพันธ 2009 เวลา 8:54 (เช้า)

    สวัสดีค่ะ krupu  ยินดียิ่งค่ะที่เข้ามาติดตามทำความรู้จัก   หนิงว่าชีวิตคนเราทุกคนมีเรื่องราวความเป็นไปที่น่าสนใจ  น่าศึกษา  เมื่อเราเปิดพื้นที่ของเรา และเมื่อเราเปิดใจอ่านศึกษาเรื่องราวของต่างๆ  ปมบางอย่างในจิตใจเราคลี่คลาย  กรอบของเราบางลง  เราลดความเป็นไข่เปลือกบางลงค่ะ  เหมือนเราเป็นไข่ในหิน  ถ้าเปลือกบางมากนัก กระทบกระทั่งนิดหน่อยเราก็ร้าวแล้ว  ทั้งที่หลายครั้งคนที่กระทบเขาก็ไม่ได้ตั้งใจ  

    หนิงรู้สึกเช่นนี้จึงยินดีมากที่เราได้รู้จักกัน…  


แสดงความคิดเห็น

ท่านอยากจะเข้าระบบหรือไม่


*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Click to hear an audio file of the anti-spam word


Main: 0.11507701873779 sec
Sidebar: 0.015494108200073 sec