ชีวิตธรรมดา ตอน วัยรุ่นวุ่นวาย วุ่นวาย

โดย นักการหนิง เมื่อ 18 ธันวาคม 2008 เวลา 9:46 (เย็น) ในหมวดหมู่ เรื่องเล่าจากลานดีดี #
อ่าน: 1361

เติบใหญ่เป็นวัยรุ่น  แม่ไม่เน้นการเรียนเก่ง  แต่เน้นความรับผิดชอบในงานที่แม่มอบหมาย    แปลกไหม….   แม่ชื่นชมเมื่อทำงานบ้านและงานค้าขายเรียบร้อยดี   และต้องพักผ่อนเป็นเวลา ห้ามนอนดึก   การบ้านไม่เสร็จก็ให้เวลาอีกครึ่งชั่วโมงต้องเสร็จ    แรกๆ เครียดมาก  หลังๆ  ไม่เสร็จก็ไม่เสร็จ  เพราะถ้าสอบไม่ตก  แม่ก็พอใจแล้ว    หลังๆ มาเรียนสบายๆ  การบ้านเอย รายงานเอย   งานฝีมือเอย  ไม่ทำส่ง   คะแนนเก็บก็ไม่มี   สอบล้วนๆ   ถ้าเป็นสมัยนี้คงแย่ 

 

การเรียนไม่ต้องเครียด   กลางคืนว่าง  ทำอะไร  เสร็จโจรอย่างเรา   อิอิ    เช่าหนังสือนวนิยายมาอ่าน   แต่เริ่มต้นอ่าน คือ นวนิยายจีน     ซื้อสตรีสารมาอ่าน    นักเขียนในดวงใจแรกๆ มีหลายคน   หลังๆ เหลือที่จำได้สามคน  กฤษณา  อโศกสิน   ทมยันตี  โสภาค   สุวรรณ   …..กฤษณา  ให้แง่คิด  สะท้อนชีวิต…… ทมยันตีให้ความเข้มแข็ง ตลก…  โสภาคให้ด้านอารมณ์ความรู้สึก  จิตวิทยา…..  มีหนังสือเป็นเพื่อน  มาจนถึงทุกวันนี้จึงเป็นคนชอบอ่านหนังสือ  อ่านทุกเรื่องยกเว้นหนังสือเรียน

 

อ่านนวนิยาย  ไม่ได้ทำให้ชีวิตวัยรุ่นเพ้อฝันมากมายหรอกค่ะ  แค่ฝันว่าตัวเองเป็นนางเอกของเรื่องเท่านั้นเอง  อิ อิ   แต่ที่ได้ นั้นมากกว่าที่คิด  ได้ร้องไห้(ร้องเป็นเผาเต่าเลยค่ะ)  ทำให้ความทุกข์   ความลำบากในชีวิตได้ละลายกับน้ำตา    ได้เรียนรู้ชีวิตจากนักเขียนนวนิยายดีๆ ที่สอดแทรกเรื่องดีดี   และความรู้ต่างๆ ในเรื่องราว    นวนิยายน้ำเน่านั้นๆ     ได้ล้างผลาญเวลาของวัยรุ่น  ล้างผลาญฮอร์โมนของวัยรุ่นให้จมหายไปกับนวนิยาย    เมื่อจิตใจหมกมุ่นกับนวนิยายที่ต้องอ่านให้จบ  หลายเล่มมากมายก่ายกอง     เวลาที่จะทำให้เสียผู้เสียคนถูกบั่นทอนตามความหนาและความสนุกของเรื่องนั้นๆ  

 

 

แม่บอกว่าพี่สาวอยู่กับเมียของพ่อและพ่อไม่ได้แล้ว เพราะเป็นวัยรุ่นและกำลังมีปัญหา   แม่รับพี่สาวกลับมา  พี่สาวสวย   ผิวขาว  หน้ารูปไข่   สวยเหมือนดาราฮ่องกง  สมัยนี้คงต้องเหมือนดาราเกาหลีเนาะ    ความสวยของพี่สาว  น้องสาวและแม่  ได้บดบังความสวยของหนิงหมดเลยค่ะ    แหม !!!!  จนทุกวันนี้ใครๆ ยังพูดให้เราเจ็บใจเล่น    พี่สาวเป็นวัยรุ่นมีปัญหาจริงๆ    แม่รับกลับมาอยู่ด้วยกันไม่นานความไม่เข้าใจกันเกิดขึ้น และเพิ่มดีกรี มากขึ้น   แม่มีความทุกข์  พี่สาวมีความทุกข์  ทุกคนมีความทุกข์   ไม่นานนักพี่สาวก็ออกบ้านไป   แล้วกลับมาพร้อมลูกน้อยคนหนึ่งเป็นเด็กผู้หญิง  อยู่ได้ไม่นาน แม่กับพี่สาวก็ไม่เข้าใจกันอีก   พี่สาวก็จากไป  เข้าออก  เข้าออกเช่นนี้หลายปีจนเขาจากไปอย่างไม่มีวันกลับ…………..   แม่เข้มงวดกับพวกเรามากขึ้นและมากขึ้น

 

 

วัยรุ่น  เป็นวัยที่ความรัก ความเกลียด ความทุกข์  ความคับแค้น  ประทุรุนแรงเสมอ    อารมณ์ความรู้สึกโกรธและเกลียดพ่อมากขึ้นตามความเป็นวัยรุ่น  ยิ่งมีความทุกข์มีความลำบากอารมณ์เหล่านี้ยิ่งมากขึ้น     ยิ่งภายหลังมารู้ว่าเหตุผลที่พ่อเป็นเช่นนี้เป็นเพราะพ่ออยากได้ลูกชายและแม่ไม่มีให้   ความรู้สึกที่มีต่อพ่อ   ทำให้การนึกถึงทุกครั้งมีแต่ความมืดดำในหัวใจ   กัดกร่อนความรู้สึกตลอดเวลา

 

น้องเรียนจบประถมหก   แม่ให้น้องออกจากโรงเรียน  มีเหตุผล คือ 1. แม่ไม่มีเงินส่ง   2.กลัวว่าจะเสียน้องไป  เหมือนพี่สาว    3.หนิงเรียนได้ถึงมัธยมศึกษาตอนปลายแล้ว  ดันให้เขาจบมหาวิทยาลัยเสียคนหนึ่ง ไม่งั้นจะไม่จบสักคน   น้องเสียใจ   ร้องไห้  แต่ก็ทำตามที่แม่ลิขิต   ด้วยการขายของช่วยแม่และส่งเงินให้หนิงเรียนหนังสือ   

หลายๆ  ปีให้หลังมาน้องพูดไม่รู้เรื่อง  ไม่เข้าใจโลก  ไม่เข้าใจอะไรเลย  สื่อกันไม่ได้  พูดกันคนละภาษา   ความร้าวลึกกับแม่เริ่มเกิดกับน้อง   ไม่ค่อยเข้าใจนักว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

 

…………………น้องว่าแม่เสมอว่าแม่รักแจ๋   ถึงให้แจ๋เรียนหนังสือ   ไม่ว่าแม่จะอธิบายอย่างไร  น้องไม่ฟังและไม่เข้าใจ   การกินใจเกิดขึ้นกับเราแม่ลูกทั้งสามคน……..……

เรียนหนังสือก็ไม่เก่งหรอกค่ะ แต่อยากเรียน มอชอ  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่   แม่ไม่ให้ไปเรียน  บอกว่าแม่ไม่มีเงินมากพอ   ตกลงเลยไม่รู้รสชาติของการสอบ Entrance  ไม่ติด    แม่ให้ไปเรียนที่วิทยาลัยครู   ไม่งั้นไม่ส่งเรียน   แม่พาไปสอบ   สอบไม่ติด  แม่ให้เรียนรามคำแหง  ด้วยการอ่านหนังสือที่บ้าน  บ้างไปเรียนบ้าง  อืม เหมือนรู้เลยนะว่าไม่ต้องทำการบ้าน  ไม่ต้องทำรายงาน  สอบอย่างเดียว   อย่างนี้ถนัดเลยค่ะ   งานถนัดดั้งแต่ประถมถึงมัธยม

 

เดิมจะเลือกเรียนนิติศาสตร์   ไม่รู้ว่าแม่ไปฟังใครมาว่าผู้หญิงเรียนนิติศาสตร์รามฯ   ไม่จบเยอะมาก  ไม่ให้เรียน   ถ้าจะเรียนให้เรียนมนุษยศาสตร์  จึงต้องเลือกเรียนเอก บรรณาลักษณ์  คณะมนุษยศาสตร์   เรียนไปเรียนมา อยู่สองปี    หัวใจยังไม่เลิกร่ำร้อง   ตัดสินใจเปลี่ยนคณะตอนปีสาม  โดยไม่ได้ปรึกษาแม่      โอนหน่วยกิตมาได้แค่  25 หน่วยจาก   147  ที่ต้องเรียน  โอ้โห  ตานี้กว่าจะจบก็ปีทีเจ็ด…….ค่ะ

 

ตอนที่แม่ให้เรียนมหาวิทยาลัยต่อนั้น   แม่เรียกไปคุย ว่า  เรียนให้จบนะลูกจะได้กลับมาช่วยแม่ น้องและหลาน(ลูกพี่สาว) ได้   ตอนนั้นฟังแล้วแม้รู้สึกกินใจแต่ก็ยังไม่ลึกซึ้ง   เรียกว่าขบไม่แตก

 

 

แม่อาชีพเพิ่มอีกเพื่อเพิ่มรายได้ให้ครอบครัวอีกทางหนึ่งด้วยการชี้นำของอำม้า     ด้วยการไปขายของชำที่ตลาดสดตอนเช้า   ที่ตัดสินใจเช่นนี้เพราะต้องการให้พี่สาวซึ่งไม่ได้เรียนหนังสือมีอาชีพ  พี่สาวไม่มีส่วนร่วมคิดหรอกค่ะ   ด้วยเหตุผลสองประการ  แม่ลืมมองอีกด้านหนึ่งของแม่    นั่นคือ อาชีพช่างเย็บผ้าของแม่ซึ่งค่อนข้างมีลูกค้าที่เป็นระดับบนของอำเภอ   การขายของชำในตลาดซึ่งจะต้องเข็นรถเข็นบรรทุกของตอนเช้าไปตลาดทุกๆ วัน  ทำให้ภาพลักษณ์ของแม่เสียหาย  ลูกค้าขาประจำแม่หันไปตัดเสื้อที่ร้านอื่นๆ   รายได้ของแม่ลดลง   ยิ่งทำให้การขายของในตลาดเป็นความจำเป็นมากขึ้น    แต่กำไรที่ได้แต่ละวันน้อยมาก    แม่ไม่มีเวลาหยุดคิดหรือทบทวนชีวิตต้องเดินหน้า

 

คนที่ลำบากตามแม่  คือน้องสาว   ส่วนพี่สาวนั้นไม่ทำเลย   วันเสาร์ อาทิตย์   จึงเป็นหน้าที่ของสองคนพี่น้อง   ตอนเช้าต้องตื่นประมาณ ตี สีครึ่ง  ขึ้นของ  แต่งตัวและออกบ้านไปตลาด  จัดวางของให้เสร็จก่อนตีห้าครึ่ง  แปดโมงเช้ากว่าก็เก็บของใส่รถเข็นเข็นกลับบ้าน เป็นเช่นนี้ทุกวัน  รถเข็นหนักเกินกำลังของเด็กวัยรุ่น  ต้องช่วยกันสองคนจึงจะเดินหน้า     แม้จะหนักเราไม่บ่น   ไม่กล้าบ่นด้วย   แต่รู้สึกถึงความลำบากในชีวิต  

 

เล่าไปเล่ามาชักคล้ายๆ กับชีวิตต้องสู้ในโทรทัศน์หลายๆ  ช่อง  แต่เขาเหล่านั้นลำบากกว่าเยอะ…………….ชีวิตที่ลำบากจงมีความฝันแต่อย่าได้เงยหน้ามองคนที่สบายกว่าเรา   จงก้มหน้ามองคนที่ลำบากกว่าเรา  แล้วเราจะมีแรงเดินไปข้างหน้า  

 

ภาพที่เห็นตลอดเวลาทุกๆ วัน  คือภาพที่แม่นั่งเย็บผ้า   การนอนของแม่คือ ไม่สบายหรือเป็นลม  วันไหนแม่นอน  เราเกิดความทุกข์ในใจมากมาย   นั่นคือสัญญาณว่าแม่ป่วย  มาจนทุกวันนี้แม่เล่าให้พวกเราฟังอย่างภาคภูมิใจ  ว่าอำม้า  เรียกแม่ว่า  มีดน้อยเคลื่อนดอย(ภูเขา)

 

 

วันหนึ่งตอนนั้นอยู่มัธยมศึกษาตอนปลาย  มีคนมาชอบแม่   เขาเป็นเจ้าของร้านขายเครื่องจักรกลใหญ่โตในตัวจังหวัด   เขาส่งคนมาทาบทามสู่ขอแม่  แม่มาเล่าให้พวกเราฟัง  ถามว่าหากแม่ตัดสินใจจะแต่งงานลูกๆ จะว่าอย่างไร………   คำถามต่างๆ พรั่งพรู  แต่เป็นคำถามเพื่อนำไปวิเคราะห์  ไม่มีลูกคนใดถามแม่อย่างขัดเคืองด้วยความที่เห็นแม่ลำบากมานานอยากให้แม่สบาย   เราบอกแม่ขอเวลาคิดและปรึกษากัน  และแล้ว…….. สามคนพี่น้องก็สุมหัวกัน  บางครั้งก็สุมหัวกับอำม้าด้วย  ทุกคนสรุป ว่าอนุญาตให้แม่แต่งงานได้    เราใช้เวลาในการตัดสินใจไม่กี่วัน    แต่พอบอกแม่  แม่ก็ขอเวลาคิดอีกหลายวัน …….

 

จนกระทั่งแม่เรียกทุกคนคุย ถามว่าทำไมให้แม่แต่งงาน  จะอยู่กันอย่างไร  จะอยู่กับใคร อยู่ที่ไหน  เราตอบแม่ว่า อยากให้แม่สบาย  และพวกเราจะอยู่กันสามคนกับอำม้าที่บ้านนี่แหละ  แม่ส่งเงินมาเลี้ยงดูพวกเราก็แล้วกัน  เท่านั้นยังไม่พอมีสัญญาอีกว่าถ้ามีน้องจะรักน้องเหมือนพี่น้องท้องเดียวกัน………….   แม่กอดพวกเราไว้แล้วบอกว่าตัดสินใจไม่แต่งงาน.. แม่เป็นห่วงลูกแม่  ลูกแม่กำลังจะโตเป็นวัยรุ่น   เป็นสาวใครจะคอยดูแลเป็นที่ปรึกษา  ยามที่มีปัญหา   ถ้าแม่พาไปอยู่ด้วยแม่กลัวว่าเขาจะมารังแกลูกแม่  จะมาทำมิดีมิร้ายกับลูกแม่  และที่สำคัญคือแม่ทิ้งลูกไปมีความสุขคนเดียวไม่ได้

 

 

วันนั้นเป็นทุกๆ วันของชีวิตแม่  ที่แม่เลือกที่จะเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้ลูก  มาจวบจนวันนี้แม่อายุ  72 ปีแล้ว  ร่มโพธิ์ร่มไทรที่มั่นคง  หนักแน่น  โอบอุ้มลูกๆ ของแม่  ด้วยสายตาที่กว้างไกลและยาวไกลที่มองไปยังอนาคต  และตัดสินใจด้วยเหตุด้วยผล  บนพื้นฐานของความรัก ความกรุณา และความเมตตาที่มีต่อลูก………… เฉกเช่นแม่ของใครๆ อีกหลายล้านคน………  จึงพูดได้อย่างเต็มปากว่าเติบโตมาด้วยมือผู้หญิง

 

 

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา  ตั้งปณิธานในใจตัวเอง ว่าจะไม่นำความทุกข์มาให้ผู้หญิงคนนี้   จะดูแลเธอจนกว่าลมหายใจสุดท้าย

 

 

ชีวิตดำเนินไป    จิตใจเลื่อนเคลื่อนคล้อยตามไป    เวลาที่ผ่านไป  สร้างความเข้มแข็ง   แข็งแกร่ง   ทำให้เกิดการเรียนรู้ทักษะชีวิตในทุกๆ  วัน  ความทุกข์  ความสุข  การเติบโต  ก่อเกิดการเรียนรู้  จนตกผลึกหลายๆ อย่างในใจ

 

ถอดบทเรียนชีวิต

 

1.ความรัก ความอบอุ่นที่ได้นรับจากครอบครัวทำให้วัยรุ่นลดความวุ่ยวายลงได้มาก

 

2.จงอย่าท้อในความลำบากของชีวิต  ดำเนินชีวิตอย่างมีนานะ  และไม่เลือกเดินบนหนทางที่จะนำพาไปสู่ความตีบตัน

 

3.การอ่านสร้างคนที่ดีได้เสมอ

 

4.ต้นแบบของชีวิตมีความซื่อสัตย์   ผู้ที่เดินตามก็จะรับเอาความซื่อสัตย์นั้นๆ มาเป็นตัวตน

 

5. คนแกร่งอย่างไรก็ยังมีความอ่อนแอซ่อนเร้นอยู่เสมอ

« « Prev : ชีวิตแสนธรรมดา ภาคเด็กน้อยค่อยก้มประนมกร2

Next : ชีวิตธรรมดา ตอนวัยรุ่นวุ่นวาย วุ่นวาย2 » »


ผู้ใช้ Facebook สามารถให้ความเห็นที่นี่ได้ โดยกด Like เพื่อแสดงตัว

9 ความคิดเห็น

  • #1 จอมป่วน ให้ความคิดเห็นเมื่อ 18 ธันวาคม 2008 เวลา 11:25 (เย็น)

    เขียนเก่งน่ะ  เพิ่งรู้นะเนี่ย

  • #2 nning ให้ความคิดเห็นเมื่อ 19 ธันวาคม 2008 เวลา 8:25 (เช้า)

    อิ อิ…. ^ ^ 

  • #3 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 19 ธันวาคม 2008 เวลา 10:30 (เช้า)

    เฉียบมากค่ะพี่หนิง ได้ข้อคิดดีๆเยอะเลย เบิร์ดชอบอ่านทมยันตี โสภาค กฤษณาเหมือนกันค่ะ
    ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ตั้งปณิธานในใจตัวเอง ว่าจะไม่นำความทุกข์มาให้ผู้หญิงคนนี้ จะดูแลเธอจนกว่าลมหายใจสุดท้าย…เป็นปณิธานและภูมิคุ้มกันชีวิตที่น่ายกย่องมากๆค่ะ พี่หนิงทำให้คำกล่าวว่าความกตัญญูเป็นเครื่องหมายของคนดีชัดขึ้นเยอะมาก ขอบคุณที่นำเรื่องดีๆมาให้ได้รับรู้ค่ะ

  • #4 หมอเจ๊ ให้ความคิดเห็นเมื่อ 20 ธันวาคม 2008 เวลา 2:28 (เย็น)

    เรื่องที่เขียนเล่ามานี่น่ะ…เป็นตัวอย่างเลยนะค่ะน้องขาว่า….เปิดใจแล้ว…เข้าใจคนอื่นขึ้นอีกเยอะเลย…..และจะได้มากกว่านี้ค่ะ..หากว่า…เปิดใจแล้วเข้าใจตัวเองไปด้วยให้มากๆๆกว่า….มาขอบคุณบทเรียนเรื่องเล่าที่เขียนออกมาค่ะ….ทำให้พี่ได้เรียนรู้วิธีสร้างคนของแม่อีกคนหนึ่งค่ะ….ขอรักคุณแม่น้องหนิงด้วยคนค่ะ

  • #5 nning ให้ความคิดเห็นเมื่อ 22 ธันวาคม 2008 เวลา 8:58 (เช้า)

    อิ อิ
    หมอเบิร์ดคะ  ความกตัญญูเป็นภูมิคุ้มกันชีวิตจริงๆ ค่ะ  กลัวแม่เสียใจ  เลยไม่เกเร…..   กลัวแม่เสียใจ เลยอย่างไง  อย่างไง ต้องเรียนให้จบ ทั้งๆ ที่กระท่อนกระแท่นเหลือ ….  วันนี้แม่ไม่เสียใจ…. แต่พี่นี่สิ   มีงานทำ  มีชีวิตที่ดี ……  ผลสุดท้ายก็ส่งไปยังคนที่กตัญญูจริงๆ….  5 5 5 5
    แหม  แฟนนักเขียนที่มีคุณภาพ อยู่ใกล้ๆ ตัวกันนี่เอง อิอิ  

  • #6 nning ให้ความคิดเห็นเมื่อ 22 ธันวาคม 2008 เวลา 9:12 (เช้า)

    นอกจากเข้าใจคนอื่น แล้วยังเข้าใจตัวเองด้วยค่ะ หนิงสงสัยตัวเองมานักหนาว่าทำไมตอนแต่งงานใหม่ๆ มีปัญหากับสามีมากมาย เขาทำอะไรก็ไม่ถูกใจ  ไม่ถูกต้อง  ไม่ใช่ …….  ท้งนั้น มีวันหนึ่งได้คุยกับลูกผู้พี่ผู้น้อง  ซึ่งเป็นเด็กบ้านแตกเหมือนกัน  เราสรุปว่าเป็นเพราะในชีวิตตั้งแต่เล็กจนโตเราไม่เคยเห็นบทบาทของผู้ชายที่ทำหน้าที่สามี ที่พ่อมีให้แม่  ค่ะ    ในความคิดของเราจึงมีแต่ผู้ชายในจินตนาการว่าต้องเป็นอย่างโน้น เป็นอย่างนี้  ซึ่งที่เราจินตนาการนั้นมันไม่ใช่ความจริงค่ะ  ผู้ชายเขาไม่ได้เป็นอย่างที่จินตนาการ  เขาไม่ได้รู้ว่าเราต้องการอะไร  แต่เขาบอกว่าเราต้องการอะไรก็บอกเขาซิ  อ้าว…ไม่ได้รู้ใจหรอกหรือ….. 5 5 5 5

    ดีใจมากๆ ที่เรื่องราวของชีวิตมีประโยชน์ค่ะ 

    และจะเก็บความรู้สึกดีดีของพี่หมอเจ๊  ไปฝากม่ด้วยค่ะ  ขอบคุณมากๆ สำหรับความรักที่มอบให้ค่ะ  หนูหนิงก็รักพี่นะคะ  กอดแน่นๆ ค่ะ

  • #7 อัยการชาวเกาะ ให้ความคิดเห็นเมื่อ 28 ธันวาคม 2008 เวลา 10:49 (เช้า)

    อ่านแล้วซาบซึ้งความรักที่แม่มีต่อลูก จะว่าแม่คิดผิดกับน้องหรือก็ไม่ใช่ เพราะแม่มีสิทธิที่จะหวงห่วงน้องตามที่คนอย่างแม่ต้องคิดกับประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา
    ส่วนตัวผมวันที่รู้ว่าแม่ทะเลาะกับพ่อเรื่องการเรียนของเรา เพราะเราอยากเป็นนักหนังสือพิมพ์ พ่อไม่อยากให้เรียนเพราะดูจะไร้อนาคต เอาตัวเรากลับบ้าน แต่แม่อยากให้เราเรียนต่อไปตามที่เราอยากเป็น เรารู้อย่างนั้นรู้สึกว่าเรากำลังทำบาปที่พ่อแม่ต้องเศร้าหมองเพราะเรา ตัดสินใจว่าจะปรับปรุงตัวเองใหม่ ไม่ให้ทั้งพ่อแม่เสียใจ
    เรียนศิลป์ฝรั่งเศสที่สตรีภูเก็ต มุมานะจนสอบได้ที่หนึ่งของห้อง แม่ยิ้มได้ พ่อยิ้มได้ เห็นลูกสอบได้ที่ ๑ เป็นครั้งแรกในชีวิต จนกระทั่งจบรามคำแหง เนติบัณฑิต สอบเข้ารับราชการเป็นอัยการได้ และทำงานเพื่อสังคมจนได้รับการยอมรับ เพราะรักพ่อและรักแม่ เวลาเอาเงินให้แม่และหอมแก้มแม่ แต่กับพ่อเราให้แต่เงินและก้มกราบ นานๆจึงจะกอดหอมแก้มพ่อ (เขิน ไม่เหมือนหอมแก้มแม่..อิอิ ไม่รู้เป็นไง)สงสัยเพราะดูดนมแม่ตั้งเกือบปีมั๊ง..อิอิ

  • #8 nning ให้ความคิดเห็นเมื่อ 29 ธันวาคม 2008 เวลา 10:26 (เช้า)

    สวัสดีค่ะพี่อัยการชาวเกาะ
         ^ ^  ดีใจเจอรุ่นพี่นิติ  รามฯ   เด็กรามเนี่ย เก่งๆ ทั้งนั้นเลยเนอะ อิอิ
         เพราะความที่น้องไม่ได้เรียนหนังสือ ทำให้แม่รู้สึกผิดกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น  พอรู้สึกผิด แม่ก็ทุ่มเทความรัก ความห่วงใย การโอบอุ้มให้กับน้องอย่างเต็มที่  แม้จะทำเช่นนั้น กว่าน้องจะก้าวข้ามผ่านปมนี้ไปได้ ต้องใช้เวลาและการบ่งหนองในใจเมื่อไม่กี่ปีนี้เอง  วันนี้น้องเข้าใจอะไร  อะไร…
    แม่มีความสุขมากขึ้นค่ะ  นอกจากน้องต้องก้าวข้ามปมกับแม่แล้ว  ยังต้องก้าวข้ามผ่านปมนี้ที่มีต่อหนิงไป  หนิงพึ่งค้นพบวิธีการพาน้องก้าวข้าม  ซึ่งเดิมมีอะไร จะไม่พูดกับน้องตรงๆ  เนื่องจากต้องการปกป้องจิตใจเขา  จะใช้วิธีพูดอ้อมๆ  ผลคือ สื่อสารไม่ตรงกันซักที  การกัดกินใจซึ่งกันและกันก็ยังมีอยู่  จนกระทั่ง  ตัดสินใจว่า เขาจะรู้สึกอย่างไรกับเรา ก็จะไม่สนใจ ไม่คาดหวังว่าเขาจะต้องเข้าใจอย่างไร  ไม่คาดหวังว่าเขาจะคิดอย่างไร   หนิงจะรักเขาอย่างที่เขาเป็นน้อง  ไม่เอาใจตัวเองไปแขวนกับความรู้สึก  การกระทำของเขา  แต่จะรัก เพราะรัก  ห่วงเพราะห่วง  ให้เพราะให้  และมีอะไรจะพูดกับเขาตรงๆ  ไม่อ้อมค้อม  แต่อยู่ภายใต้ความหวังดี   ไม่หวังว่าเขาจะต้องเข้าใจ  ไม่หวังว่าเขาจะต้องคิดอย่างไร ……..   วันนั้น หนิงปลดพันธนาการในใจหนิงได้  แต่กลับมีสิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้น  น้องรับสารนั้นได้โดยไม่ต้องพูด อธิบาย  และเห็นพัฒนาการการปลดพันธนาการใจของเขาเช่นกันค่ะ………  ยาวนานมากกว่าที่พันธนาการเราถูกปลดเปลื้องและคลี่คลาย……แม่ดีใจและมีความสุขมาก…..สัมผัสได้โดยที่เราไม่ต้องเล่าและอธิบายค่ะ…….. 

    เพราะพี่  รู้สึกว่าเรากำลังทำบาปที่พ่อแม่ต้องเศร้าหมองเพราะเรา ตัดสินใจว่าจะปรับปรุงตัวเองใหม่ ไม่ให้ทั้งพ่อแม่เสียใจ  จึงเป็นพี่ในวันนี้ไงคะ  หนิงว่าการที่เราแคร์ความรู้สึกของพระในบ้าน  ทำให้เรามีภูมิ(ยันต์) คุ้มกันชีวิต  และเราได้รับบุญกุศลส่งให้ชีวิตเราไปได้ดีไงคะ

    เพราะหนิงเคารพนับถือพระในบ้าน  ถึงมีหนิงในวันนี้  เวลาออกรถใหม่  พระในบ้านเจิมรถให้ค่ะ  แต่ต้องจองล่วงหน้านะคะ เพราะท่านต้องเข้าห้องพระสวดมนต์ตามกำหนดระยะเวลาที่ตั้งไว้   ในขณะสวดมนต์ด้วย และอธิฐานขอบารมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แผ่บารมีต่อแป้งเจิมกับแผ่นทองที่วางหน้าพระ  แล้วครบกำหนดพระในบ้านจึงเจิมรถให้ค่ะ……  หลังจากนั้นมีบริการหลังการเจิมด้วยค่ะ  ท่านเข้าห้องพระทุกวันสวดมนต์เสร็จก็อธิฐานขอให้ลูกมีความสุข ความเจริญ และแคล้วคลาด    ปลอดภัยค่ะ…..  แล้วก็เป็นอย่างที่ท่านอธิฐานจริงๆ ค่ะ  แถม เฮง .. เฮง  ให้อีก ดีจริงๆ นะคะเนี่ย….. 

  • #9 ลานไผเป็นไผ » เจ้าเป็นไผ… สะท้านยุทธจักร (ตอนรวมจอมยุทธ์) ให้ความคิดเห็นเมื่อ 5 กุมภาพันธ 2009 เวลา 9:03 (เช้า)

    [...] ภาคเด็กน้อยค่อย ๆ ก้มประณมกร 2 | ชีวิตธรรมดา ตอน วัยรุ่นวุ่นวาย วุ่น


แสดงความคิดเห็น

ท่านอยากจะเข้าระบบหรือไม่


*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Click to hear an audio file of the anti-spam word


Main: 0.083424091339111 sec
Sidebar: 0.0083930492401123 sec