ลานดีดี

6 มกราคม 2009

สุทรียสนทนา ศาสตร์และศิลปะแห่งการหันหน้าเข้าหากัน ….สำหรับชุมชน วันที่สอง

Filed under: เรื่องเล่าจากลานดีดี — nning @ 11:39 (เช้า)

 

วันนี้ไก่มาแล้ว    ไก่จึงทำผ่อนพักตระหนักรู้ด้วยการอ่านเรื่องโมโม่   เกือบ 40 นาที….. มีคนกรนด้วย  ไชโย   ไชโย ประสบความสำเร็จ

 

 

และเริ่มกิจกรรม   การวาดภาพความสุขที่ประทับใจ  ครั้งนี้ให้จับคู่เล่า และเมื่อคนแรกเล่า  คนที่สองฟังอย่างตั้งใจ  แล้วเล่าทวนเรื่องที่คนแรกเล่า  และผลัดกัน  ทำให้ได้รู้จักคนอื่นมากขึ้น

 

 

กิจกรรมที่สอง  World Café  เป็นการแบ่งกลุ่มพูดคุยกัน  ประมาณ 5 - 6 คน  ซึ่งในวันแรกได้ซักซ้อมนักการทุกคนให้แยกกลุ่มในลักษณะ Home Base  เพื่อเหนี่ยวนำกิจกรรมในกลุ่ม   อิ่มให้ตัวกวน คือ อะไรทำให้เราสามารถอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข    มีเงื่อนไขว่ามีคนหนึ่งเป็นดอกไม้  คนที่เหลือเป็นผีเสื้อ   ดอกไม้ไม่ต้องเปลี่ยนกลุ่ม  ผีเสื้อโบยบินไปดอมดมดอกไม้ดอกอื่น   เมื่อเข้ากลุ่มใหม่ดอกไม้เป็นผู้เล่าให้ผีเสื้อฟังว่ารอบที่แล้วมาคุยกันว่าอย่างไร   แล้วจึงให้ผีเสื้อพูดคุยเพิ่มเติม 

 

 

กลุ่มที่นักการหนิงเข้านั้น  เริ่มต้นด้วยการล้อมวงเป็นกลุ่มและคุยกันเป็นกลุ่ม  สักพักหนึ่งเริ่มมีคนแยกกันคุยกันสองคน  นักการหนิงเลือกที่จะพูดทีหลังด้วยการเติมเต็มในเรื่องของการให้  และพยายามดึงสองคนที่แยกคุยกันกลับเข้ามาในคุยกันเป็นกลุ่มเหมือนเดิม……….  ไม่สำเร็จ  แต่ก็เพียงสองคนที่แยกไป  คนที่เหลือก็ยังคงเป็นกลุ่ม  …………มี อสม.ยกมือขอเป็นดอกไม้ในกลุ่ม   Home Base   กลุ่มนี้จึงไม่สำเร็จ   นักการหนิงก็ต้องเป็นผีเสื้อ  โบยบินไปดอมดมดอกไม้ดอกอื่น 

 

รอบที่สองนักการอิ่มให้ผีเสื่อเปลี่ยนกลุ่ม  และพูดคุยในหัวข้อเดิม  รอบที่สอง   ไม่มีคนแยกคุยกันแต่ยังมีคนคอยสอดแทรกระหว่างที่คนในกลุ่มแสดงความคิดเห็นบ้าง   นักการหนิงก็ต้องใช้สมาธิในการนิ่งฟังอย่างตั้งใจ  รอบนี้นักการอิ่มให้คนในกลุ่มเสนอตัวเป็นดอกไม้ใหม่ที่ไม่ใช่คนเดิม  รอบนี้จึงยกมืออย่างฉับไว…..  สำเร็จ

 

รอบที่สาม มีหนุ่มชาวชุมชนดีอินทร์เข้ามาในกลุ่ม  มีพี่จินตนา  พี่สุนันท์   ครานี้เกิดเรื่องมหัศจรรย์ขึ้น  กลุ่มนี้ไม่ได้คุยตามหัวข้อที่ได้รับมา  แต่คุยกันเรื่องทำชุมชนอย่างไรให้มีความสุข  รองรับคนได้ทุกกลุ่มทุกวัยในชุมชน โดยมีดีอินทร์เป็น  Best Practice  การแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ และเริ่มแลกเปลี่ยนความรู้สึกในวันนี้ …….. เป็นไปตามธรรมชาติ    การเล่าและการฟังเป็นไปอย่างธรรมชาติ    

 

·        พี่จินตนาบอกว่าความรู้สึกเหมือนนำใจออกมาล้างและใส่กลับเข้าไปใหม่   รู้สึกใจเอี่ยมขึ้น                

 

·        พี่สุนันท์รู้สึกว่าตัวเองมีค่าและไม่ท้อที่จะเพื่อชุมชน 

 

·        และคนอื่นๆ อีกหลายคน…..มีสิ่งดีดีออกมาจากใจ

 

เวลาผ่านไปเท่าไร ไม่มีใครสนใจ ทุกคนดื่มด่ำ  ทุกคนมีความสุข  ทุกคนมีพลัง ……… หลังจากนั้นนักการอิ่มก็นำเข้าสู่วงสนทนาโดยการเชิญชวนให้สมาชิกถ่ายทอดความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการอยู่ร่วมกันในสองวัน  ติดตามได้ในลานซักซ้อมจินตนาการ  ……………………..

 

 

ด้วยความที่ระยะเวลาในการบ่มเพาะสั้น  ทุกครั้งที่นักการอิ่มจะนำเข้ากิจกรรม  จะให้ทุกคนอยู่กับตัวเอง  ทบทวนใคร่ครวญเรื่องราวในอดีตที่สอดคล้องกับตัวกวนในกิจกรรมต่อไป   และให้ทุกคนจินตนาการถึงความสุข  ความอบอุ่น  ความรัก  ความหวังดี  ที่ได้รับจากกันและกัน  …. ประมาณ 5 นาที นักการอิ่มเฉลยว่าเป็นการนำสู่คลื่นอัลฟ่า  และเป็นการให้ทุกคนได้ทบทวน  บ่มเพาะข้อมูล…..  อืม

 

หลังจากนั้นอีกวันหรือสองวัน   ทีมนักการทั้งหลาย ทำ AAR  นักการหนิงขึ้นช้า ต้องมาทบทวนกันอีกนิดหนึ่ง

 

                การฟัง  สร้างกำลังใจดีดีได้

 

                พี่นิด พูดแล้วมีคนฟัง ….  ทั้งๆ ที่ผ่านๆ มาพี่นิดพูดเรื่องที่เป็นปัญหาที่เกิดจากการดูแลชุมชน  กระทบกับสวัสดิภาพของพี่นิด ไม่มีใครสนใจแม้กระทั่งฟัง…………..  มุ่ยฟังพี่นิดอย่างตั้งใจ 

 

                        สัมผัสได้ถึงธรรมชาติของชุมชนที่กรอบไม่หนา

 

                นักการทุกคนมีความสุข

 

                นักการเองได้รู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้

 

                เล่าเป็น  ฟังเป็น  ใจมา( จริงๆ ) แลกเปลี่ยนได้โดยอัตโนมัติ  ไม่ต้องมีพิธีรีตองมากมาย

 

                ใจมา คือ  ใจที่เคารพผู้อื่น  เคารพประสบการณ์ผู้อื่น เคารพความรู้   ศักยภาพของผู้อื่น  ชื่นชม         ความสำเร็จของผู้อื่น   เคารพความไม่รู้ของตนเอง  เคารพความอ่อนน้อมของการเรียนรู้ของตนเอง   น้อมรับความสำเร็จ  ประสบการณ์ผู้อื่น ปรับใช้กับตัวเอง  ชุมชน สังคมของตัวเอง

 

                การสัมผัส  สัมพันธ์  เกิดทั้งภาษาพูด ภาษากาย

 

                กิจกรรม  World Café  น่าจะต้องทำถึงสามรอบเนอะ  เพราะสังเกตมาสอง สามครั้ง แล้วว่าการเรียนรู้  การปรับต้ว  การแลกเปลี่ยนเรียนรู้   น่าจะเกิดในรอบที่สองท้ายๆ และรอบที่สาม 

 

                เอะ ถ้ามีรอบที่สี่จะเกิดอะไรขึ้นหนอ  มากไปไหมหนอ  คนจะเบื่อไหมหนอ 

                               

                …………..

 

                ……….

 

                …..

 

กิจกรรมและถอดบทเรียนเหมือนขนมจีนกับน้ำยาอย่างไง  อย่างงั้นเลยแหล่ะ  และเหมือนที่พี่เมแห่งวงน้ำชาพูดไว้  การดูแลผู้อื่นคือการดูแลตัวเอง

 

29 ธันวาคม 2008

สุนทรียสนทนา ศาสตร์และศิลปะแห่งการหันหน้าเข้าหากัน…สำหรับชุมชนครั้งที่ 1 วันแรก

Filed under: เรื่องเล่าจากลานดีดี — nning @ 3:43 (เย็น)

รับลูกโยนจากจอมป่วนและนักการอิ่มมาเต็มๆ ค่ะ   วันนี้จึงบอกกล่าวเล่าสิบชาวลานปัญญา ถึงเรื่องราว  สุนทรียสนทนา  ศาสตร์และศิลปะแห่งการหันหน้าเข้าหากัน…สำหรับชุมชนครั้งที่ 1    

 

    ความจริงแล้ว  นักการหนิงไม่ได้เป็นทีมกับนักการอิ่ม  ทีมในที่นี้หมายถึงไม่ได้อยู่สำนักการสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม   เทศบาลนครพิษณุโลก   ซึ่งนักการอิ่ม สังกัด  โดยมีจอมป่วนเป็นผู้บังคับบัญชา  ต่ด้วยความรักที่ได้รับจากทั้งสองคนที่กล่าวมาแล้ว  และยังได้รับจาก  พี่น้อง  สุกัญญา จันทร์สิงห์  ผู้อำนวยการส่วนส่งเสริมการสาธารณสุข   สำนักการสาธารณสุขฯ   เทศบาลนครพิษณุโลก   จึงได้ไปเข้าอบรมกระบวนกรที่สวนป่าครูบาสุทธินันท์   อำเภอสตึก  จังหวัดบุรีรัมย์  และ ที่วงน้ำชา  จังหวัดเชียงราย………..  พลัง …..  แรงบันดาลใจ  ……. ความสุข…….  ความอิ่มเอิบ……  ที่อยากหยิบยื่นให้องค์กรและชุมชน  ทำให้ผันตัวเองเข้ามาเป็นทีมกับนักการอิ่ม  เริ่มปัญญาปฏิบัติการในองค์กร  และมาร่วมเป็นทีมในการสุนทรียสนทนาให้ชุมชน……… ทำให้เรียนรู้ว่า  ปัจจัยที่ทำให้เป็นทีม  ไม่ใช่เพียงแต่โครงสร้างองค์กรเท่านั้น   ใจที่ปรารถนาด้วยจึงจะเป็นทีมที่ดีได้

 

ทราบเรื่องราวที่มาแล้วนะคะ  ต่อไปจะเข้าสู่เนื้อหาแล้ว………เตรียมกระดาษกับปากกาแล้วยัง  อิ อิ  …เตรียมแค่ใจก็พอเนอะ  อิ อิ

 

กำหนดการวันที่   23 -24   ธันวาคม 2551  คร่าวๆ นะคะ  เริ่มมีรายการผิดคิวขึ้น     คือไก่    ซึ่งรับผิดชอบ Ice Breaking   ท้องเสียตั้งแต่เมื่อวานแล้ว  จึงมาไม่ได้  และได้ยินทางชุมชนบอก บอกมาว่าบ่ายโมงครึ่งต้องไปสำนักงานเทศบาล  ร่วมรายการเทศบาลประสานใจ

 

          พิธีเปิด  โดยนายกเทศมนตรีนครพิษณุโลก  

 

          หลังจากนั้น  นักการอิ่มโยนไมค์ให้  Check In  เหมือนเราแจ้งเข้าพักในโรงแรม  คือ   เจ้าเป็นไผ  มาทำไม    ตรงนี้นักการหนิงรับผิดชอบ  ดูเวลา นักการอิ่มให้ หนึ่งชั่วโมง  ตานี้หนึ่งชั่วโมงทำยังไง  แค่เจ้าเป็นไผ  มาทำไม  ต่อคนน่าจะไม่ถึงห้านาที…… เลยเกริ่นนำจากหัวข้อ  สุนทรียสนทนา  ศาสตร์และศิลปะแห่งการหันหน้าเข้าหากัน   กล่าวทวนหัวข้อ  และส่งไมค์ให้แต่ละคนบอกเล่า………  ครึ่งชั่วโมงจริงๆ  อย่างที่คิด  ไม่รู้จะทำอย่างไร  จึงสรุปความต้องการของแต่ละคนโดยโยงยึดการบอกเล่าว่ามาทำไม    อารมณ์ตอนนี้ ……  ภาพที่เห็นคือชุมชนและ อสม. หยิบปากกากับสมุดพกเตรียมจด  จด  จด   สรุป สรุป ไปซักพัก  นักการอิ่มพยักหน้า  รู้ว่าต้องปิดงานละ           จึงนำหัวข้อมาเชื่อมต่อ  โดยโยนคำพูดว่า  เรามาทำความรู้จัก สุนทรียสนทนา  ศาสตร์และศิลปะแห่งการหันหน้าเข้าหากัน  ไปพร้อมๆ กัน

 

          นักการอิ่มตัดสินใจโดยไม่ได้ทำ Ice Breaking  นำเข้าสู่กิจกรรมคืนสู่ความเป็นเจ้าตัวเล็ก   ฉีกกระดาษชีวิตตามเส้นทางชีวิตที่ผ่านมาตรงนี้ หลายคนเลือกที่จะเล่าตามชีวิตจริงๆ   หลายคนเลี่ยง   อาจเป็นเพราะบทบาทในสังคม   ตำแหน่งหน้าที่การงาน    เพศ   เบื้องหลังชีวิตที่ผ่านมา……………    ต่อไปคือกิจกรรมการวาดภาพความประทับใจที่ผ่านมาในชีวิต แล้วนำเข้าสู่ผู้นำสี่ทิศ   นักการอิ่มพูดถึงทิศกระทิง     นักการหนุ่มพูดถึงทิศอินทรีย์   นักการมุ่ยพูดถึงทิศหนู  นักการหนิงพูดถึงทิศหมี     จากนั้น วาดภาพแบ่งทิศต่างๆ  ที่มีในตัวเรา    แล้วให้จับคู่สอง  จับสี่  ผลัดกันฟังและผลัดกันเล่า   ในการจะเข้ากิจกรรมทุกครั้ง  นักการอิ่มให้เวลาในการอยู่กับตัวเอง  นำรำลึกเรื่องราวตามหัวข้อกิจกรรมสักพัก  จึงนำเข้าสู่กิจกรรม  เป็นการให้ทุกคนมีเวลาสำหรับทบทวนข้อมูล   ในการเข้าจับสี่  มีการใช้ดินสอวิเศษ   เงื่อนไขคือใครถือดินสอวิเศษคนนั้นมีสิทธิเล่า  คนอื่นๆ ฟัง ผลัดกันโดยให้เวลาเท่าๆ กัน  ในการทำกิจกรรมผู้นำสี่ทิศ   สุดท้ายมีการพูดคุยกันวงใหญ่   ตัวกวนคือได้อะไรจากกิจกรรมนี้

 

          อาหารวางเป็นน้ำชา ส้มเขียวหวาน และขนมสอดไส้ 

 

          พักเที่ยงด้วยผัดไท  เจ้าอร่อย…..    ล้อมวงกันอย่างอบอุ่น

 

          เนื่องจากมีการผิดคิวที่ชุมชนและอสม.บางท่าน ต้องไปร่วมรายการเทศบาลประสานใจ 

 

          นักการอิ่มจึงต้อง  ขยับ  ขยับ  ขยับ  กิจกรรม  ด้วยการขอไม่พักเที่ยงและเริ่ม  Voice Dialogue  การทิ้งไพ่    กิจกรรมนี้ต้องมีการแบ่งกระดาษเป็นสี่ช่อง   แล้วช่วยกันคิด  รายละเอียดตรงนี้คงต้องฝากลาน TiTang    ของพี่หมอเจ๊ช่วยค่ะ  http://lanpanya.com/titang/?p=189    หลายคนตามไม่ทัน   ทำช่องที่ 1  ไม่ทันเนื่องจากความแต่งต่างของผู้เข้าร่วมกิจกรรม   กลุ่มใดที่มีเจ้าหน้าที่ของเทศบาลรวมอยู่ด้วยก็ได้คนแนะนำ  กลุ่มใดไม่มีก็งง งง  กันไป  แต่ถึงอย่างไรเวลาก็ไม่ทันทั้งกลุ่มที่มีเจ้าหน้าที่และไม่มี

 

          กิจกรรมต่อไปคือการล้อมวงใหญ่เพื่อพูดคุย    นักการอิ่มพูดถึงการทิ้งไพ่    ถามว่าใครเคยเล่นไพ่ให้ยกมือขึ้น……  ไม่มีมือเลย   นักการอิ่มเลยถามใหม่   ไพ่สำรับหนึ่งมีกี่ใบ    52 ใบ  เสียงเดียวกันหมด  ฮาแตก  ไม่เคยเล่นแต่รู้จักทุกคน………  ทุกคนเกิดมามีไพ่ 52  ใบ  และก็เริ่มทิ้งไพ่ออกไป  ออกไป  จากตัวตน  ทิ่งไพ่เพราะการเลี้ยงดู   เพศ  การศึกษา……..  จนเหลือตัวตนนิดเดียว   ตัวตนนิดๆ  นี้ทำให้เรามองโลกด้วยสายตาที่มีพื้นที่ในการมองนิด นิด  ถามว่าไพ่ที่เราทิ้งไปอยู่ที่ไหน …..   ถึงตอนนี้นักการอิ่มเชิญคุณหมอจอมป่วนคุย  เริ่มจาก  ใครปฏิบัติธรรมบ้าง  ไม่มีใครยกมือ  แต่พอถามว่าใครนับถือศาสนาพุทธ   ยกมือกันตรึม……… อืม…

 

          ถามว่า เราเกิดมามีจิตประภัสสร   วันนี้ยังเป็นจิตประภัสสรอยู่ไหม    ใครใส่ลงไป   ใครทำให้ขุ่น ……. เรา

 

          ถ้าวันนี้เรายังคิดจะพัฒนาชุมชนที่เราอยู่ด้วยการชี้หน้าคนอื่นว่าเป็นเพราะคนอื่น  คนอื่นทำไม่ดี    คนอื่นไม่ได้เรื่อง  จะคุยกันได้ไหม  รู้เรื่องไหม…. ไม่รู้เรื่อง

 

          เราเปลี่ยนคนอื่นได้ไหม…….  ไม่    

 

          เราเปลี่ยนตัวเองได้ไหม……  ได้

 

          เราเรียกร้องให้คนอื่นๆ ฟังเรา  เราฟังคนอื่นไหม…..  ไม่

 

          จังหวะนี้มีคนหนึ่งแทรก  ขออนุญาต  คนที่เหลือก็คุยต่อ  มีเข้ามาใหม่ๆ เลยคนหนึ่ง  เข้ามาก็คุยๆ   คุณหมอจอมป่วนคุยต่อว่าวันนี้มาฝึกฟัง  ฝึกเล่า  ฝึกใจ  ให้รู้จักตัวตน………   เพื่อที่จะได้นำไปใช้ในชุมชน  เราไม่ร้องขอจากคนอื่นแต่เราทำก่อน………  คนที่เข้ามาใหม่เริ่มฟัง  แต่ก็ยังคงสอดแทรก  และมีการพูดคุยถึงปัญหาในชุมชนเล็กๆ เช่นปัญหาการเลี้ยงสุนัขโดยขาดความรับผิดชอบ……  คนพูด ๆ วิธีการจัดการแบบแรงๆ   ……  ถามว่าวันนี้จะคุยกันได้ไหม

 

          สักประมาณบ่ายสองโมง  จึงได้จบกิจกรรมสำหรับวันแรก

 

          ทีมนั่งคุยกันต่อ   

 

·        ทำไมเกิดการซ้ำซ้อนของกิจกรรมที่ทำให้ชุมชนไม่สามารถอยู่ได้ครบถ้วน….

 

·        กลุ่มที่มาเข้าร่วมกิจกรรม  ใช่กลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงหรือยัง

 

·        สุนทรียสนทนาที่ต้องการให้เกิด  ควรเกิดกี่ชุมชน  เราโลภมากไปหรือไม่

 

·        เราจะเลือกเฟ้นคนอย่างไร

  

·        การสุนทรียสนทนาจำเป็นต้องให้เขาเรียนรู้กิจกรรมทุกๆ กิจกรรมจนเป็นกระบวนกรหรือไม่  หรือเราต้องการให้เขาฝึกเล่า  ฝึกฟัง  ฝึกเก็บบทเรียน

 

·        การทำแผนยุทธศาสตร์   องค์ความรู้สำหรับชุมชนนั้น  ใช่แผนยุทธศาสตร์คืออะไร  มีกระบวนการอย่างไร  มีค่าเป้าหมายอย่างไร  มีอะไรเป็นดัชนีชี้วัด…..อย่างนั้นหรือ    จำเป็นหรือ..หรือองค์ความรู้สำหรับชุมชนเพียงแค่  ฟังเป็น  เล่าเป็น ระดมสมองเป็น  รู้ปัญหาของตัวเอง…..นั่นสินะ  ถ้าเราให้ความรู้การจัดทำแผนยุทธศาสตร์แก่ชุมชน  รู้จักกระทั่งดัชนีชี้วัด  แต่ชุมชนไม่รู้ปัญหาตัวเอง   ระดมสมองไม่เป็น  พูดคุยไม่เป็น  ฝ่อกับศัพท์แสงทางวิชาการ…..ใช่หรือ 

 

·        หมอจอมป่วนเล่าเรื่องเกวินให้ฟัง

 

·        การคุยดีกว่าไม่คุย     ฝึกคุย  ฝึกฟังเป็นการเตรียมตัว  ดีกว่าไม่เตรียม    

 

·        ………………………………………..

 

·        ชุมชนและอสม.หลายคนติดกับการบรรยาย  ที่ระบบราชการได้ยัดเยียดให้ไปแล้ว  วันนี้หลายคนจึงทำกิจกรรมอย่าง งง งง   หลายคนยังไม่เปิดพื้นที่ให้คนอื่นผูกขาดการเล่า

 

 

·        นำเสนอให้ใช้วิธีการฟังและเล่ากลับสำหรับกิจกรรมวันพรุ่งนี้

 

·        แม้จะมีการผิดคิวแต่สาระและกิจกรรมที่ต้องการก็สามารถปรับได้ตามที่ควรจะเป็น  อันนี้ต้องยกความดีให้นักการอิ่ม  ในความสามารถในการแก้ไขสถานการณ์   ความพลิ้ว

 

 

·        น้องๆ บอกเนียน 

 

·        บรรยากาศตอนนี้แม้น้องๆ จะนิ่งๆ นิดหนึ่งเพราะคุณหมอจอมป่วนร่วมวงแต่ความเป็นกันเองก็มีอยู่ทั่วไป  และคุยกันแบบสบายๆ ……….  ระบบ Top Down  ที่ผ่านมาได้หล่อหลอมให้คนในระบบราชการฟังผู้ใหญ่พูด   และไม่ต้องแสดงความคิดเห็นอะไร     นักการอิ่ม  นักการหนิงพยายามทะลายกำแพงนี้   ด้วยการคุย    บอกเล่าในมุมที่ตัวเองสัมผัส  เพื่อให้น้องๆ เรียนรู้ที่จะเล่าและพูดในจุดที่ตัวเองสัมผัสได้ สัมผัสถึง  ซึ่งไม่มีผิดไม่มีถูก……..

 

          คุยไปคุยมาได้ยินเสียงคนคุยกันเดินขึ้นบันไดมา   สมาชิกโยคะของศูนย์พระองค์ขาวนี่เอง  การถอดบทเรียนในวันแรกจึงต้องจบด้วยประการ..ละ..ชะ…นี้

 

         

           

 

 

 

22 ธันวาคม 2008

ชีวิตธรรมดา ตอนพันธนาการชีวิต

Filed under: เรื่องเล่าจากลานดีดี — nning @ 5:57 (เย็น)

เมื่อพี่สาวจากไป    ป้าซึ่งเป็นคนที่รักพี่สาวมากได้มาตามให้ครอบครัวเรากลับเชียงรายไปเปิดร้านทำผมที่เชียงราย   ปัญหาที่เคยมีต่อกัน  ก็ให้ยุติ   แม่ตัดสินใจครอบครัวกลับเชียงรายอีกครั้ง  ป้าแบ่งบ้านอำม้าให้หนึ่งคูหาให้เปิดร้านทำผม   รายได้ไม่พอสำหรับสี่ชีวิต   จึงต้องตัดสินใจกลับมากรุงเทพเพื่อหางานทำ   

 

ได้ทำงานร้านอาหารญี่ปุ่น    ชินไดโกกุ  รายได้เดือนละ 2,700  บาท ไม่รวมทิป    ทำงานที่นี่มีอาหารสามมื้อ   ทำงานสองกะ  กะแรกสองโมงครึ่งเช้าถึงบ่ายสอง   กะสอง ห้าโมงเย็นถึงสี่ทุ่มครึ่ง   ตอกบัตรทั้งเข้าทั้งออกทั้งสองกะ   เช้าทำความสะอาดเช็ดกระจก  เช็ดโต๊ะห้องที่ต้องรับผิดชอบ  จากนั้นแต่งหน้า   แต่งตัวด้วยชุดกิโมโนแท้ซึ่งส่งตรงมาจากญี่ปุ่น    สองสามวันแรก   รุ่นพี่สอนให้ซึ่งยากมาก  เพราะชุดกิโมโนไม่มีกระดุม  ไม่มีซิป  ไม่มีเข็มขัด  ถ้ามัดเชือกหรือผ้าไม่แน่นหลุดได้ง่ายๆ     ใส่ถุงเท้าและรองเท้าเกี๊ยะ   กว่าจะแต่งตัวเสร็จพร้อมแต่งหน้าอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง  แรกๆ เดินไม่เป็นเลยค่ะ  

 

 

ที่นี่กฎงวดเข้มมาก ห้ามรับนัดกับแขกเป็นอันขาด  เขาบอกว่าที่นี่ร้านอาหารไม่ใช่ผับหรือบาร์  ถ้าจับได้โดนไล่ออกสถานเดียว     ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากเป็นร้านอาหารที่มีลูกค้าเป็นระดับผู้หลักผู้ใหญ่ของประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทย       สำหรับประเทศไทย ถึงระดับรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง   ไม่รู้ว่าจำกันได้หรือเปล่า  ท่านสมหมาย  ฮุนตระกูล  ชอบไปนั่งทานอาหารคนเดียวและมักนั่งในห้องซูชิ    

 

ช่วงพักหลังบ่ายสองรุ่นใหญ่จะนอนหลับพักผ่อน  รุ่นเล็กต้องไปเรียนภาษาญี่ปุ่นกับหัวหน้าคนดูแลร้านซึ่งเป็นคนญี่ปุ่น 

 

ในการทำงานพนักงานเสริฟจะเป็นผู้รับคำสั่งอาหารแล้ว      ไม่ต้องส่งครัวรวมทั้งไม่ต้องยกอาหารจากครัว  จะมีเด็กยกอาหารอีกต่อหนึ่ง    พนักงานเสริฟรับอาหารจากเด็ก  แล้วจึงนำไปเสริฟ    การทานอาหรญี่ปุ่นเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง  ต้องมีความละเมียดละมัย   เครื่องเคียง  ตะเกียบ  ที่วางตะเกียบ  ผ้าอุ่น   ซ๊อส  ชาเขียว  เป็นต้นเครื่องเคราเหล่านี้เราต้องจัดให้เรียบร้อยถูกต้องตามตำแหน่ง      การเสริฟต้องเสริฟ คนที่นั่งหันหลังให้รูปภาพ  เพราะคนนั้นเป็นแขก    พนักงานคนใดแอบทานอาหารของแขก    ถูกหักเงินเดือนและต้องจ่ายเงินจานนั้น  ยังไม่พอถ้าทำบ่อยๆ ทำให้ทานแบบมากๆ   และบังคับให้ทานให้หมด  ซึ่งเป็นที่น่าหวาดเสียวมาก

 

ก่อนจะทำหน้าที่ต้องหัดอ่านเมนูให้เข้าใจ   ออกเสียงให้ถูกต้อง  แล้วไปเรียนวิธีการเสริฟจานอาหาร  ชามซุป  การจัดโต๊ะ   การเสริฟน้ำชา   เสริฟเบียร์  จิปาถะ  แล้วส่งให้ไปฝึกรับใบสั่งอาหารในห้องครัว  และจัดอาหารที่ได้จากกุ๊ก  ให้กับเด็กยกอาหารให้ถูกต้อง   การฝึกงานตรงนี้ใช้เวลาหนึ่งอาทิตย์เมื่อเห็นว่าผ่านจึงจะทำงานได้    ที่ห้องครัวจะอยู่ภายใต้การกำกับของเชฟ  (chef) ซึ่งเป็นคนญี่ปุ่นที่เงินเดือนสูงมากๆ   และเป็นคนที่ดุมาก  จริงจัง   เชฟจะทดสอบอาหารจานใดทายใจไม่ได้   ช้อนคันเล็ก ๆ กับตะเกียบเป็นอาวุธของเขา  แต่ถ้าทดสอบแล้วไม่ผ่านกุ๊กคนที่ทำอาหารจานนั้นถูกหักเงินเดือน    เด็กเสริฟบางคนต้องฝึกงานในห้องครัวถึงสองอาทิตย์จึงจะผ่าน

 

จากการทำอาหารอยู่ในเนื้อในตัวขนาดนี้    การฝึกงานนะหรือเด็กมาก    เชฟชมเปาะ อาทิตย์เดียวผ่านและได้รับการตั้งชื่อจากเชฟ ว่า   ฮิโรโกะ  

 

ทุกเช้าจะมีการนิเทศงานก่อน    ด้วยหัวหน้าพนักงานเสริฟที่เป็นคนญี่ปุ่น  และคนไทย  ถูกตรวจหู   ตรวจผม  ตรวจมือ  ตรวจเล็บ  มีแผลที่มือไม่ได้ต้องปิดพลาสเตอร์ให้เรียบร้อย  ทุกอย่างต้องเรียบร้อย  พูดถึงการทำงานเมื่อวานและพูดถึงการทำงานวันนี้     หากวันใดมีลูกค้าระดับสูงมาก็จะซักซ้อมมอบหมายหน้าที่เป็นพิเศษกับผู้รับผิดชอบ

 

ทำงานได้เดือนกว่าๆ  พูดภาษญี่ปุ่นได้ขึ้นมาก    ทำทุกอย่างถูกต้องหมด   เริ่มได้รับที่ยากขึ้น  คือให้รับผิดชอบห้องทานอาหารเอง    มีครั้งหนึ่งได้รับผิดชอบดูแลห้องรัฐมนตรีกระทรวงของประเทศญี่ปุ่น   ซึ่งต้องทำกับหัวหน้า  วันนั้นมีแขกประมาณสิบกว่าคน    และวันต่อมาแขกคนนั้นได้พาภริยามาด้วย    เมื่อทานอาหารเสร็จ   ได้รับแจ้งจากหัวหน้าว่า  แขกคนสำคัญพร้อมภริยามีคำชมไปยังผู้จัดการร้าน   เราต้องเข้าคารวะขอบคุณคำชมด้วยน้ำชา    ธรรมเนียมเขาก็แปลกดีนะ   เมื่อเราได้รับเกียรติจากผู้ใหญ่  เราต้องตอบแทนเขาด้วยการคารวะการขอบคุณด้วยน้ำชา……..  วันนั้นคำนับกันทั้งแขกและเด็กเสริฟเป็นสิบ สิบ ครั้ง  ปลื้มใจมาก  

 

คนญี่ปุ่นให้เกียรติคน    ยิ่งเราบริการดีเท่าไร  ทิปก็จะมาก    คำขอบคุณก็จะมาก  การโค้งคำนับก็จะมาก  และจะไม่มีการพูดจาแทะโลม  ลวนลาม  แม้จะเมาเพียงใดก็ตาม    สมัยนั้น  ทิป 100 บาท เป็นอัตราปกติ   บางทีทิปถึง 500 บาทก็มี 

 

ทำงานเก็บเงินได้พอสมควรส่งเงินให้แม่ไปถมดิน   และแม่ก็ยื่นกู้เงินธนาคารเพื่อปลูกบ้าน    เราจึงมีบ้านอยู่กัน แต่ก็ผ่อนส่งกันอีกหลายสิบปี   ช่วงนั้นน้องนี่แหล่ะเป็นกลังสำคัญ   น้องแต่งงานกับนายตำรวจ   แล้วเริ่มเรียนการศึกษาผู้ใหญ่  และเรียนมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

 

ทำงานไปเรียนไปด้วยพักหนึ่ง   ได้ลาออกจากร้านอาหารญี่ปุ่น   เปิดร้านซักอบรีด   แม่รู้ข่าวเลยมาช่วยทำร้าน   ทำร้านเป็นอะไรที่หนักมาก   เพราะความมาตรฐานสูง    เปิดร้านได้ประมาณสี่เดือนแม่ให้เลิก  เพราะรายได้ที่ได้มาต้องจ่ายเป็นค่าเช่าตึก    ค่าเช่าเฉพาะชั้นล่างเดือนละ ห้าพันบาท  หากเป็นตึกของเราเองคงดี   

 

อีกไม่กี่เดือนเรียนจบพอดี   ดีใจ  ดีใจ  ดีใจ  มาก ก ก   ถ่ายรูปติดใบรับรองจบขนาด 1 นิ้ว    ทันทีที่ได้รูป ใส่ลงไปในซองจดหมาย ส่งให้แม่แต่ไม่ได้เขียนอะไรลงไปด้วย

 

เก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋า  เดินทางไปลำปาง   ไปหาพ่อ    จะไปบอกพ่อว่า    พ่อทอดทิ้งลูก  ลูกก็โตได้…….เรียนจบได้………………..   ไปด้วยความต่างๆ  ที่อยู่ในหัวใจมากตลอดระยะเวลา  ยี่สิบปีที่ผ่านมา   เสียงในใจตอนนั้นอึงอลในความคิด  ความรู้สึก    นั่งรถทัวร์ทั้งคืนไม่นอน   

 

ทันทีที่พบหน้าพ่อ    จุก  พูดไม่ออก ………….  การแน่นตีขึ้นมาจนรู้สึกได้    พ่อแสดงความดีใจอย่างออกนอกหน้า   และพ่อก็แก่มาก   ผมหงอก   ใบหน้าเหี่ยวย่น    ในแววตาแม้จะมีความดีใจ แต่ฉายแววความสำนึกของความเป็นพ่อ    สวัสดีพ่อ  ค่อยๆ หยิบรูปที่ใช้ติดปริญญาใบเล็กๆ วางให้บนโต๊ะ  พ่อเก็บรูปใบเล็กๆ ใส่กระเป๋าสตางค์ช้าๆ  พ่อนั่งเงียบแล้วจึงพูดว่า  แม่เก่งนะ   เลี้ยงลูกมาได้จนทุกวันนี้  จนลูกประสบความสำเร็จ   จากนั้นพ่อก็เปลี่ยนเรื่องพูดคุย   วินาทีนั้นเหมือนโลกหมุนช้าลง   จำได้ในทุกภาพที่พ่อขยับตัว  รินน้ำชาให้   พูดคุยพร้อมมองหน้าด้วยสายตาที่บ่งบอกถึงความรัก  ดูแลแม่ดีดีนะ   แล้วพ่อก็ส่งเงินให้ ไม่มากนัก บอกว่า  เอาไว้จะได้ใช้ตอนทำงานเดือนแรก  ปมที่อยู่ในใจมาหลายสิบปี   ได้มลายไปสิ้น  พ่อไม่ได้เอ่ยคำว่าขอโทษ แต่พ่อขอโทษด้วยคำอื่นๆ  และสายตา   ความรู้สึกให้อภัยบังเกิดขึ้นในจิตใจ   และในวินาทีนั้นความรู้สึกปลดปล่อยพันธนาการในหัวใจก็ตามมา

 

ชีวิตหันเห  มารับราชการเพราะแม่กับน้องต้องการให้เป็นข้าราชการเพื่อความมั่นคง    ชีวิตไม่ใช่เลือกไม่ได้  แต่เราเลือกอย่างที่คนที่เรารักต้องการ  ครอบครัวไม่มีเวลาพอให้ไปหาทางเดินของชีวิตมากนัก   ทุกเวลาคือความอยู่รอด….

 

แบ่งหน้าที่ในการเลี้ยงหลานซึ่งเป็นลูกพี่สาวอายุได้ 5 ขวบ   โดยแบ่งให้น้องเลี้ยงจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย   มหาวิทยาลัยจะเป็นภาระเอง   อนาคตเด็กคนนี้ขึ้นอยู่กับความตั้งใจของเรา   จะเลี้ยงเขาอย่างไรให้มีชีวิตที่งดงาม  มีอนาคตที่ดี  นี่คือโจทก์ใหญ่อีกข้อหนึ่ง

 

แม้จะรับราชการได้  แต่เงินเดือนไม่มากเพียงพอให้ทุกคนสบาย   ยังต้องกระเบียดกระเสียรกันอยู่มาก  ไม่นานอำม้าซึ่งแก่แล้วมาอยู่กับครอบครัวเรา   มาครั้งนี้อำม้าช่วยได้เยอะ   ด้วยการเจียดเงินที่ได้จากลูกๆ  ช่วยแม่ค่าอาหารค่ายา   พี่น้องแม่คนอื่นไม่ค่อยพอใจนัก……….  แปลกนะคะ  ที่จริงการให้เงินพ่อแม่  ให้แล้วเขาจะใช้อย่างไรก็ไม่น่าจะยุ่งด้วย ……  คิดอย่างนี้ ทุกวันนี้จึงไม่ติดใจในการใช้เงินของแม่  

 

มาถึงวันนี้ครอบครัวเราไม่คิดอะไรแล้ว   คิดแต่ว่าไม่มีเหตุการณ์ต่างขึ้น  เราก็อยู่บ้านอำม้าจนกว่าอำม้าจะเสียชีวิต  ถึงตอนนั้นเราก็จะยิ่งตั้งตัวช้าและอาจจะลำบากกว่านี้   ในวิกฤตมีโอกาส  เสมอ  เสมอ

 

ตอนเรียนจบเพื่อนๆ ชวนไปเรียนเนติฯ  ไปไม่ได้  ครอบครัวไม่มีเวลาพอให้ไปหาทางเดินของชีวิตมากนัก   ทุกเวลาคือความอยู่รอด….   ทำงานเป็นพัฒนาชุมชนที่เชียงรายประมาณ 2 ปี ขอย้ายไปสระบุรีเพื่อจะเรียนต่อปริญญาโท   จากบ้านอีกครั้งหนึ่ง…..

 

ช่วงนี้เองที่แม่สอนว่า   ลูกเอ๋ย ลูกจะเป็นคนไม่มั่นคง อ่อนไหวง่ายดังเช่นไม้หลักปักขี้เลนได้อย่างไร ชีวิตลูกต้องเติบใหญ่ ชีวิตลูกเติบใหญ่ ก็จะเหมือนต้นไม้    และลูกจะเป็นต้นไม้แบบไหน  ชีวิตบางคนเป็นต้นอ้อ ชีวิตบางคนเป็นไม้ยืนต้น ชีวิตบางคนเป็นต้นโพธิ์หรือต้นไทร แล้วลูกรู้ไหม ต้นโพธิ์กับต้นไทรทำไมยืนต้นได้ รากหยั่งลึก ลำต้นแข็งแรงใหญ่ กิ่งก้านใบปกคลุมให้ร่มเงา และภายใต้ต้นไม้ต้นนี้ มีทั้งสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์  มาพักอาศัย มาเกาะเกี่ยว มาขอร่มเงา