Apr 30

ประมาณช่วงนี้ของปีที่แล้ว ท่านรองเจ้าอาวาสอาพาธจนมิอาจปฏิบัติหน้าที่แทนเจ้าอาวาสได้ ผู้เขียนจึงต้องออกจากมุมสงบส่วนตัวมาปฏิบัติหน้าที่แทน เริ่มเป็นสมภารเถื่อน… ๒๗ ธันวา ปีที่แล้วเจ้าอาวาสก็มรณภาพ ผู้เขียนก็ได้รับการแต่งตั้งให้รักษาการแทนเจ้าอาวาส เริ่มเป็นสมภารอย่างเป็นทางการ… และหลังจากจัดงานรับมอบตราตั้งเจ้าอาวาสในวันที่ ๒๒ กุมภาของปีนี้ ผู้เขียนก็เป็นสมภารโดยถูกต้องสมบูรณ์ จะเต็มใจหรือไม่เต็มใจก็ตาม…

ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ความเป็นอยู่ค่อยๆ เปลี่ยนไป เช่น จากเคยอยู่รูปเดียวไม่ค่อยพูดกับใคร ฉันอาหารพอประทังไปได้วันละมื้อ หรือบางครั้งอาทิตย์หนึ่งก็อาบน้ำหนเดียว ก็ต้องมาอยู่ในสถานที่โปร่งใส่ (ศาลาการเปรียญ) ใครไปมาพบได้ง่าย และต้องอาบน้ำทุกวันเพื่อจะได้ดูดีขึ้นบ้างในฐานะสมภาร เป็นต้น

เมื่อเริ่มเป็นสมภารเถื่อน ระยะแรกก็ใช้ทุน(เงิน)ตนเอง ซึ่งมีอยู่ประมาณสองหมื่นในการดำเนินการ เริ่มเสียค่าไฟวัดเอง ประมาณสามพันกว่าถึงห้าพันต่อเดือน ซื่อเครื่องขยายซื้อลำโพงใหม่ เอาชุดโซฟาเก่าที่ฉีกขาดไปหุ้มใหม่ และเมื่อเห็นว่าวัดอื่นมีเก้าอี้ให้ญาติโยมนั่งฟังเทศน์ จึงเริ่มหาเจ้าภาพซื้อเก้าอี้สำหรับให้ญาติโยมได้นั่งฟังธรรมตามยุคตามสมัย…

เมื่อมีงานในวัด เช่น วันสำคัญทางศาสนา หรือมีญาติโยมมาตั้งศพใช้ศาลาในวัด ปัจจัยในส่วนถวายวัดก็เริ่มเข้ามาถึงมือ หลังจากทอดกฐินปีที่แล้วซึ่งได้สามแสนกว่าบาท ก็เริ่มมีอำนาจที่จะสั่งจ่ายเงินส่วนนี้ และไม่นานมานี้ บัญชีเก่าของวัดก็ได้คืนมา หลังจากดำเนินการตามระเบียบแล้ว  ขณะนี้ ในฐานะสมภารตัวจริงเสียงจริง มีเงินอยู่ล้านกว่าบาทในบัญชีที่มีอำนาจสั่งจ่าย…

เพราะวัดมีปัญหาสั่งสมมานาน เมื่อมาเป็นสมภารใหม่ สิ่งที่ต้องแก้ไขหรือต้องการจะจัดการมีมาก ซึ่งหลายเรื่องไม่มีพื้นฐานความรู้ หรือไม่เคยคิดเรื่องนั้นเลย ก็ต้องคิดต้องปรึกษาคนโน้นคนนี้ จากการอยู่ว่างๆ เขียนบล็อกเล่นๆ ก็ค่อยๆ ขาดหายและทิ้งช่วงระยะนานขึ้นกว่าจะเขียนสักครั้ง แต่ที่เพิ่มขึ้นก็คือการบ่นในลานเจ๊าแจ๊ะ จนกระทั้ง ๔-๕ วันก่อน จึงรู้สึกว่าตั้งแต่เป็นสมภาร วันหนึ่งๆ ผ่านไปเร็วเหลือเกิน ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย และเมื่อวานเข้าไปบ่นในลานเจ๊าะแจ๊ะอีกครั้ง คุณโยมครูบาปรารภว่างานมาก ผู้เขียนก็ตอบว่าเรื่อยๆ มาเรียงๆ จะว่างานก็ใช่ มิใช่งานก็ใช่… เมื่อคืนไปนั่งงานศพเงียบๆ ที่วัดอื่น ก็คิดว่าจะเริ่มเขียนเรื่องชีวิตสมภาร โดยเริ่มหัวข้อแรกว่า งานก็ใช่ มิใช่งานก็ใช่

เมื่อคืนวาน จำวัดตีสี่หลังจากดูบาซ่าปะทะอินเตอร์ ตื่นมาตอนเช้าหกโมงกว่าๆ ก็เปิดศาลาและประตูวัดด้านหน้าซึ่งต้องทำทุกวัน เพียงแต่เมื่อวานเปิดสายไปนิดเท่านั้น เสร็จแล้วก็มาชงกาแฟฉันกับขนมนิดหน่อย แล้วก็เอากุญแจไปเปิดโบสถ์เพื่อให้โยมหน้าวัดมาทำงานซึ่งเป็นการติดตั้งโคมไฟที่เสาโบสถ์โดยรอบ กลับมายังศาลา ก็เจอทิดซึ่งเพิ่งสึกไปเมื่อสองวันก่อน เอาข้าวต้มโจ๊กมาถวาย ก็บอกให้จัดการเทใส่ถ้วยนำมาประเคน จะได้ฉันเลย และนี้คืออย่างแรกของสมภาร ถูกบังคับฉัน จะว่างานก็ใช่ มิใช่งานก็ใช่… คิดดูเถิด ทิดนี้บ้านอยู่ห่างจากวัดเกือบยี่สิบกิโล ขับรถเองก็ยังไม่ได้เพราะเพิ่งประสบอุบัติเหตุก่อนมาบวช ให้ญาติขับรถมาเพื่อจะได้ซื้อโจ๊กมาถวาย ตามธรรมเนียมปฏิบัติว่า ทิดสึกใหม่ต้องยกปิ่นโตมาถวายพระในวันแรก หรือถ้าศรัทธาและพอมีเวลาว่างก็ให้นำมาถวายตลอดสามวันเจ็ดวันหลังจากสึกไป จะไม่ฉันได้อย่างไร สมภารเมื่อจะรักษาน้ำใจของญาติโยมก็ต้องฉัน

ฉันโจ๊กเสร็จ ตั้งใจจะงีบเอาแรงสักหน่อย เพราะตอนบ่ายได้รับการนิมนต์ไปพิจารณาชักผ้าบังสุกูล แต่พอใกล้ๆ จะหลับ ก็ได้ยินเสียงโยมคุยกันข้างศาลา โยมคนหนึ่งจะมาซื้อน้ำมัน (วัดยางทองมีน้ำมันแก้เข็ดเมื่อยขายมานานแล้ว และค่อนข้างจะมีชื่อเสียง) จึงถามคนถีบสามล้อซึ่งมานั่งพักอยู่ คนถีบสามล้อบอกว่า เค้าไม่ทำแล้ว เพราะเจ้าอาวาสเสียแล้ว รองเจ้าอาวาสก็อยู่โรงพยาบาล (น้ำมันมีสองเจ้า คือของเจ้าอาวาสกับของท่านรอง)… ในฐานะสมภาร ผู้เชียนก็อดไม่ได้ที่จะต้องลุกขึ้นไปบอกว่า น้ำมันมี ! ตาหลวงเพิ่งบวชใหม่ทำขายอยู่ที่กุฏิหลังโบสถ์ (ตาหลวงรูปนี้ มีศักดิ์เป็นน้าของผู้เขียน บวชไม่นานเจ้าอาวาสก็มรณภาพ ท่านถูกแรงเชียร์จากพวกในวัดให้ทำน้ำมันขาย จึงทดลองทำดู ก็พอขายได้ ส่วนรายได้นั้น ไม่เก่ี่ยวกับวัด เป็นเรื่องส่วนตัวของท่าน)… นี้ก็เช่นเดียวกัน จะว่างานก็ใช่ จะว่ามิใช่งานก็ใช่

บอกแล้วก็กลับมานอนต่อ พลางถอนใจเรื่องการหลับไม่เป็นสุข ทำท่าจะหลับ เกือบตีสิบ ก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น พวกโทรอยู่หน้าศาลา (เปิดบังตาปิดประตูเหล็กไว้) ก็สะดุ้งขึ้นรับ พระจากวัดเลียบบอกว่า เจ้าอาวาสวัดเลียบนิมนต์ให้ไปมาติกาฉันข้าวด้วย ให้ไปเลยเพราะได้เวลาแล้ว ผู้เขียนจึงจำเป็นต้องลุกขึ้นมา ว่าจะอาบน้ำก่อน แต่เกรงจะไม่ทันจึงเพียงแต่ล้างหน้าแล้วครองจีวรเดินไปวัดเลียบ (กำแพงวัดห่างกันไม่เกินร้อยเมตร) พอไปถึง พระ-เณรก็มาคอยอยู่บ้างแล้ว สมภารวัดเลียบบอกว่าพิธีกรยังไม่มา ผู้เขียนจึงเดินกลับมาวัดอาบน้ำลวกๆ พอให้สดชื่นแล้วก็เดินไปทำพิธี เสร็จพิธีก็ฉันข้าวแล้วก็นอนพักที่ศาลาวัดเลียบ เพราะต้องไปพิจารณาชักผ้าบังสุกูลที่วัดโรงวาสเวลาบ่ายโมง (วัดเลียบไม่มีเมรุเผาศพ ต้องพาไปเผาวัดโรงวาสซึ่งอยู่ห่างไปไม่เกินห้าร้อยเมตร) พอใกล้ๆ จะหลับ พระก็บอกว่าถึงเวลาแล้ว จึงลุกขึ้นครองจีวรไปวัดโรงวาส…

งานศพที่เจ้าภาพพอมีกำลังและมีศรัทธา มักจะนิมนต์พระเถระจำนวนหนึ่งไปพิจารณาชักผ้าก่อนที่จะเผา ซึ่งพระเถระที่ได้รับการนิมนต์ประจำมักจะเป็นระดับเจ้าอาวาสเพื่อจะได้ทำบุญ เป็นเกียรติ หรือเอาหน้าก็ได้ ตามแต่จะมอง… ผู้เขียนไม่ชอบงานทำนองนี้เลย เพราะต้องนั่งคอยให้ทุกฝ่ายพร้อมจึงจะเริ่มพิธี น้อยที่สุดก็หนึ่งชั่วโมงหรือบางครั้งก็เกินสามชั่วโมงกว่าจะเสร็จพิธี แต่ขัดไม่ได้ เพราะถ้าไม่ไป วันหลังเค้าก็จะไม่นิมนต์ ถือว่าโกง เล่นตัว และนานๆ ไป อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่พาวัดไม่รอด… (อดีตเจ้าอาวาสบางรูป ท่านมักจะไม่ไปงานทำนองนี้ ไม่ว่าจะงานคนระดับใดก็ตาม ผู้เขียนเอาตัวอย่างอดีตเจ้าอาวาสเป็นอุทาหรณ์ ต้องการพาวัดให้รอด จึงต้องไปทุกงานถ้าว่าง)… นี้ก็เช่นเดียวกัน งานก็ใช่ มิใช่งานก็ใช่

เสร็จพิธีเดินกลับมาวัด ดูเวลาบ่ายสองโมงครึ่ง จะไปรดน้ำศพวัดแหลมทราย แต่บังเอิญข่ายโทรศัพท์ล้มหมด (เฉพาะสงขลาเมื่อวานนี้) จึงสอบถามรายละเอียดและติดต่อรถไม่ได้ อีกทั้งฝนก็เริ่มตก จึงตัดสินใจไม่ต้องไป… จึงเข้ามาบ่นไว้ในลานเจ๊ะแจ๊ะ จนสี่โมงเย็นก็ออกไปนั่งคุยกับโยมหน้าศาลา (ต้องนั่งอยู่เสมอทุกวัน ซึ่งจะว่างานก็ใช่มิใช่งานก็ใช่เช่นเดียวกัน)… พี่สาวของผู้ตายเป็นลูกค้าประจำของร้านดอกไม้หน้าวัด จึงมาสั่งจัดดอกไม้ร้านหน้าวัด ดอกไม้ที่จัดเสร็จแล้วก็มาอาศัยวางพักอยู่ที่ม้าหินขัดหน้าศาลา พูดกันว่า จะติดรถส่งดอกไม้ไปนั่งในงานศพด้วย พอดีเจ้าภาพพารถมารับดอกไม้เที่ยวแรก และนิมนต์ท่านสมภารไปนั่งเป็นประธานในงานศพ ดังนั้น พอหกโมงกว่าๆ จึงเปิดไฟปิดประตูศาลา แล้วติดรถเจ้าภาพไปนั่งงานศพ…

งานศพคืนแรก ทุกอย่างยังจัดไม่เสร็จ และผู้เขียนก็ไม่มีปกติเป็นเจ้ากี้เจ้าการในสิ่งที่ไม่ถนัดและไม่มีใครร้องขอ ดังนั้น จึงนั่งเงียบๆ เฉยๆ จนทุ่มหนึ่งก็ได้เวลาพระขึ้นสวด หลังจากนั้นรถส่งดอกไม้ก็ไปถึงอีกครั้ง หลังจากจัดดอกไม้เสร็จ สองทุ่มกว่าๆ จึงกลับมาวัดพร้อมรถส่งดอกไม้… คุยกับคนขับรถส่งดอกไม้ การไปนั่งงานศพเพื่อเป็นเกียรติแก่โยมที่คุ้นเคยและมีอุปการะต่อวัดทำนองนี้ จัดว่างานก็ใช่ มิใช่งานก็ใช่…

ตอนนั่งในงานศพนั่นเอง ผู้เขียนได้มีโอกาสทบทวนเรื่องทำนองนี้ จึงตั้งใจว่ากลับมาจะเขียน แต่เมื่อคืน ต้องคดีดวงเมืองของคุณหมอเบิร์ด จึงไม่ได้เขียน เช้านี้จึงรีบมาเขียน เพราะความดำริยังไม่เลือนหาย… และหลังจากโพสต์นี้เสร็จเรียบร้อย ตั้งใจว่าจะสรงน้ำแล้วไปงานฉลองพัดท่านเจ้าคุณที่วัดแจ้ง ซึ่งอยู่ห่างไปประมาณหนึ่งโล ไปร่วมมุทิตาทำบุญกับท่านแล้วฉันข้าวสักมื้อ ซึ่งนี้ก็เช่นเดียวกัน งานก็ใช่ มิใช่งานก็ใช่…

จากที่บ่นมาทั้งหมด คงจะสะท้อนให้เห็นได้ว่า การที่ผู้เขียนรู้สึกว่าวันหนึ่งๆ ผ่านไปโดยไม่ค่อยได้ทำอะไรเลย เป็นเรื่องจริง (………………)

Nov 20

คุณโยมบางทราย Tag มา  (คลิกที่นี้) ก็ต้องว่าไปตามที่ตั้งใจ ซึ่งสิ่งที่ผู้เขียนต้องการจะทำก็คือ “ยกวัดยางทองขึ้นมาให้ได้” และก็เริ่มดำเนินการมาประมาณครึ่งปีแล้ว ตั้งแต่จำเป็นต้องมาปฏิบัติหน้าที่่แทนเจ้าอาวาส….

วัดยางทอง แม้จะเป็นวัดสำคัญและเก่าแก่ แต่ก็ตกอยู่ในสภาพเชิงลบ คือ “ชื่อเสีย” มาหลายสิบปีแล้ว กล่าวได้ว่าตั้งแต่ผู้เขียนไม่ได้บวชโน้นแหละ นั่นคือ ตอนนั้น (ก่อนปี 2528) ถนนนางงามที่วัดตั้งอยู่หัวมุมจะเป็นย่านท่องเที่ยวของคนกลางคืน เพราะห่างออกไปมีโรงหนังหลักเมืองใกล้ๆ วัด พวกติดยาขายยาเสพติดมักจะใช้วัดเป็นที่หลบซ่อนพักพิง ท่านมหาเล็กเจ้าอาวาสรูปก่อนโน้นก็อาพาธ เสนาสนะภายในวัดก็ทรุดโทรมทุกอย่าง… หลังจากท่านมหาเล็กมรณภาพแล้ว ท่านมหาลี่ขึ้นมาเป็นเจ้าอาวาส ยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันก็อาพาธและมรณภาพลงไปอีกรูป สภาพวัดก็ทรุดโทรมและเป็นที่ซ่องซุ่มของพวกมิจฉาชีพยิ่งขึ้นไปอีกเพราะตกอยู่ในช่วงช่องว่างของผู้มีอำนาจในวัด…

หลังจากท่านมหาลี่มรณภาพ ท่านมหาประดับก็ขึ้นเป็นเจ้าอาวาส (ปี 2528) ท่านมีปณิธานอย่างแรงกล้วเพื่อจะยกวัดยางทองขึ้นมาให้ได้…. และปลายปี 2530 ผู้เขียนก็เข้ามาอยู่วัดยางทอง สภาพวัดตอนนั้นยังคงทรุดโทรม พวกติดยาขายยายังมีอยู่ ถึงขนาดว่าสายตรวจตำรวจจับยาเสพติดจะมาอยู่ประจำ บางวันพวกติดยาก็นั่งคุยกับตำรวจจนดูเป็นเรื่องแปลกดี…

ท่านมหาประดับ รื้อกลุ่มกุฏิเก่าๆ ซึ่งเป็นกุฏิไม้กลางวัดออกหมดเพื่อใช้พื้นที่บางส่วนจะสร้างโบสถ์ใหม่  รื้อโรงครัวหอฉันเก่าออกแล้วสร้างกุฏิยาวสองชั้นกึ่งถาวรเพื่อให้พระเณรอยู่ชั้นบนก่อน ส่วนชั้นล่างใช้เป็นอเนกประสงค์ แต่ท่านมหาประดับก็อยู่ได้ไม่นาน พอเริ่มลงฐานรากโบสถ์ก็มรณภาพลงอีกด้วยโรคลมปัจจุบัน (ปี 2535) ปรารภกับบรรดาสหธรรมิกและญาติโยมว่า ไม่แน่ว่าท่านจะบุญมากคือไม่ต้องเหนื่อยตรากตรำต่อไป หรือบารมีไม่ถึงจึงต้องจากไปก่อนวัยอันสมควร…

หลังจากท่านมหาประดับมรณภาพ พระสมุห์เจษฎาซึ่งเป็นพระเถระที่เหลืออยู่ก็ได้รับการยกขึ้นเป็นเจ้าอาวาส ท่านไม่เป็นที่ประทับใจบรรดากรรมการและญาติโยม ยังไม่ทันจะได้ปรับตัวปรับปรุงแก้ไขอะไรนัก ก็เริ่มอาพาธ จึงปล่อยเลยตามเลยให้บรรดากรรมการและญาติโยมสร้างโบสถ์จนเสร็จ ส่วนสภาพภายในวัดก็ค่อยๆ ทรุดโทรมลงอีก ทั้งๆ ที่ตอนนี้ โรงหนังหลักเมืองก็เลิกไปแล้ว ถนนนางงามก็มิใช่ที่ท่องเที่ยวของคนกลางคืนแล้ว พวกติดยาขายยารุ่นเก่าๆ ก็หมดไปแล้ว อยางไรก็ตามพวกจรจัดพลัดที่ก็ผ่านไปผ่านมาซ่องซุ่มอยู่เรื่อยๆ….

เมื่อพระสมุห์เจษฏาอาพาธเข้าโรงพยาบาลนั้น บรรดากรรมการและญาติโยมก็ได้ยกพระครูบุญเสริม (เป็นพระเถระเพื่อนท่านเจ้าอาวาส เพิ่งมาอยู่หลังจากท่านมหาประดับมรณภาพ) จึงยกพระครูบุญเสริมขึ้นเป็นผู้ปฏิบัติงานแทนเจ้าอาวาส จนกระทั้งเจ้าอาวาสกลับมาวัด จึงกลายเป็นอำนาจสองฝ่ายขึ้นภายในวัด เมื่อเจ้าอาวาสอาพาธหนักอีกครั้ง ก็มีการยกพระครูบุญเสริมขึ้นเป็นรองเจ้าอาวาส แต่ไม่นานนัก ท่านก็อาพาธลงอีก จึงต้องถึงวาระของผู้เขียนต้องออกมาปฏิบัติหน้าที่แทน…

ตลอดเวลาเกินยี่สิบปีที่ผู้เขียนมาสังกัดวัดยางทองนั้น ไม่ค่อยจะเป็นที่รู้จักของญาติโยมเพราะเก็บตัวเรียนหนังสือในระยะแรก ต่อมาก็ไปเรียนหนังสือบ้างสอนหนังสือบ้าง โดยมากกลับมาวัดก็เพียงช่วงปิดเทอมหรือช่วงขี้เกียจเรียนขี้เกียจสอนหนังสือเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เพราะเหตุอยู่นาน ผู้เขียนจึงกลายเป็นอำนาจที่สามภายในวัดตามกฎเกณฑ์อะไรก็ยากที่จะอธิบาย 5 5 5…

เมื่อแรกย้ายมาอยู่ศาลาโรงธรรมเพื่อสะดวกในการที่ญาติโยมจะพบหานั้น บางคนบอกว่า “วัดยางทองยกไม่ขึ้นแล้ว” แต่เดียวนี้บางคนบอกว่า “เขาตั้งความหวังไว้กับท่านมหาฯ” และนี้แหละ คือสิ่งที่ต้องการจะทำ “ยกวัดยางทองขึ้นมาให้ได้”

สภาพวัดตอนนี้ ผู้เขียนแบกพระเถระอยู่สองรูป คือท่านเจ้าอาวาสและรองเจ้าอาวาส ซึ่งเพื่อนสหธรรมิกบางท่านบอกว่า ผู้เขียนมีงานใหญ่ที่อาจเป็นไปได้รออยู่ข้างหน้า คือจัดงานศพท่านทั้งสองในอนาคต (ตามความน่าจะเป็น) ซึ่งประเด็นนี้ ผู้เขียนไม่กังวลนัก เพราะคาดการณ์ได้ยากว่าท่านจะไปต่อใด และก็เป็นไปได้เหมือนกันว่าผู้เขียนอาจไปเสียก่อน 5 5 5…

ตอนนี้งานที่จะทำในต้นปีหน้าก็คือ ทำบุญวัด. โดยจะแบ่งเป็นสองภาค ภาคเช้านิมนต์พระเถระ ๑๐ รูป สวดธรรมนิยามสูตรเพื่ออุทิศส่วนบุญไปให้แก่ผู้ก่อตั้งวัด อดีตเจ้าอาวาส ไวยาวัจกร และบรรพชนชาวบ่อยางทั้งหมด… ภาคค่ำก็นิมนต์พระเถระ ๙ รูป เจริญพุทธมนต์ธรรมจักกัปปวัตนสูตรในโบสถ์… เพื่อเป็นสิริมงคลแก่วัดในเบื้องต้น

ในวันงานนั้น จะมีการประชันดนตรีไทยตั้งแต่เช้ายันเที่ยงคืน และจะสร้างพระผงหลวงพ่อบ่อยางขึ้นมาเพื่อให้เป็นสัญลักษณ์ของวัดต่อไป…

โดยใจจริงแล้ว ผู้เขียนไม่ชอบเลยงานแบบนี้ แต่เมื่อจำเป็นต้องทำ ก็ต้องลองพิสูจน์ จะเรียกว่าความสามารถ วาสนาบารมี หรืออะไรก็ตาม…

ก็เล่ามาพอสมควรแล้ว ไม่อยากจะ Tag ไปยังคนอื่น… ขอ Tag ให้ตนเองอีกสองครั้ง (ไม่แน่ใจว่าผิกกติกาหรือไม่) เพราะมีเรื่องตั้งใจจะทำที่ต้องการเล่าหรือบ่นอีกหลายเรื่อง…

Oct 10

เพราะเงินหรือโภคทรัพย์นั้นแสวงหามาได้ก็ด้วยความลำบาก และบางคนก็ได้มาโดยไม่ชอบธรรม นั่นคือประกอบอาชีพที่ผิดกฎหมาย ผิดศีลธรรม หรือผิดทั้งกฎหมายและศีลธรรม ข้อนี้จัดว่าเป็นการกระทำที่ทำตนให้เดือดร้อน ไม่จัดว่าดำรงอยู่ในอริยธรรมคือธรรมของผู้เจริญแล้ว
อีกอย่างหนึ่ง แม้เงินหรือโภคทรัพย์ที่ได้มาแล้วนั้น จะชอบธรรมหรือไม่ชอบธรรมก็ตาม แต่ก็ได้ใช้จ่ายอย่างไม่ชอบธรรม คือใช้จ่ายผิดลำดับความสำคัญตามนัยที่ได้แสดงมาแล้วทั้งหมด เช่น ให้ความสำคัญของคนนอกบ้านมากกว่าคนในบ้าน คือให้ความสำคัญแก่เพื่อนฝูงมากกว่าพ่อแม่หรือลูกเมีย ดังนี้จัดว่าเป็นการทำตนให้เดือดร้อน ไม่จัดว่าดำรงอยู่ในอริยธรรมคือธรรมของผู้เจริญแล้ว
หรือให้ความสำคัญแก่การทำบุญกับพระภิกษุสามเณรที่เป็นอลัชชีไม่มีความละอาย ชอบทำบุญกับคนทุศีลประเภทนี้เพื่อเอาหน้าเอาตา แต่ไม่เคยนำพาช่วยเหลือญาติพี่น้องหรือมิตรสหายผู้เป็นที่รัก หลีกเลี่ยงหรือโกงภาษีของรัฐ เป็นคนตระหนี่ถี่เหนียวในเรื่องอื่นๆ เป็นต้น ครั้นเมื่อประสบความเดือดร้อนในภายหลัง หลายๆ คนต่างก็พากันหมางเมิน ไม่มีใครยอมช่วยเหลือ บางคนเที่ยวบ่นเพ้อว่า “ทำบุญไม่ได้บุญ” เหตุที่เป็นดังนี้เพราะว่าบุญทานที่ทำไปแต่ก่อนนั้นผิดลำดับในการจัดความสำคัญการจ่ายเงิน ไม่ดำรงอยู่ในอริยธรรมคือธรรมของผู้เจริญแล้วเช่นเดียวกัน
ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสคาถาสุดท้ายไว้ในอาทิยสูตรว่า
โส เม อตฺโถ อนุปฺปตฺโต กตํ อนนุตาปิยํ
เอตํ อนุสฺสรํ มจฺโจ อริยธมฺเม ฐิโต นโร
อิเธว นํ ปสํสนฺติ เปจฺจ สคฺเค ปโมทติ
นระผู้จะต้องตาย เมื่อระลึกข้อนี้ได้ว่า ประโยชน์นั้นเราได้บรรลุแล้วตามลำดับ
การกระทำที่ไม่ตามเดือดร้อนในภายหลัง เราก็ได้กระทำแล้ว
ดำรงอยู่ในอริยธรรม (คือธรรมของผู้เจริญแล้ว)
มนุษย์และเทพยดาทั้งหลายย่อมสรรเสริญเขาในโลกนี้
เขาละโลกนี้ไปแล้ว ย่อมบันเทิงในสวรรค์

ในการดำเนินชีวิตจริง มีความหลากหลาย ซับซ้อน ไม่นิ่ง คือเปลี่ยนแปลงและแปรปรวนอยู่ตลอดเวลา การบริหารโภคทรัพย์หรือการใช้จ่ายเงินก็เช่นเดียวกัน ยากยิ่งนักที่จะนำเอาอรรถธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาแสดงให้ครบถ้วนและครอบคลุมทุกประการได้ อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนคิดว่าประโยชน์ของการใช้เงิน การจัดลำดับการใช้เงิน และการใช้จ่ายเงินมิให้เกิดความเดือดร้อนในภายหลัง จักบังเกิดผลแน่นอน ถ้าใครก็ตามใช้แนวทางตามอาทิยสูตร ซึ่งผู้เขียนได้ขยายความมาพอให้เห็นเป็นแนวทางโดยประการฉะนี้

พระมหาชัยวุธ ฐานุตฺตโม (โภชนุกูล)
๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๒

Oct 10

ประโยชน์ของเงินหรือโภคทรัพย์ข้อสุดท้าย ผู้เขียนได้ระบุไว้ว่า “บำเพ็ญทักษิณาบุญในพระสงฆ์ผู้ประกอบด้วยสมณธรรม” ซึ่งเป็นการแปลงสำนวนให้กระชับและเข้าใจง่ายตามสังคมพุทธศาสนิกชน แต่ถ้าจะแปลตรงตัวตามคัมภีร์ก็จะได้ว่า “บำเพ็ญทักษิณา มีผลสูงเลิศ เกื้อกูลแก่สวรรค์ มีวิบากเป็นสุข ยังอารมณ์เลิศให้เป็นไปด้วยดีในสมณพราหมณ์ ผู้เว้นจากความมัวเมาประมาท ตั้งอยู่ในขันติและโสรัจจะ ผู้มั่นคง ฝึกฝนตนให้สงบระงับดับกิเลสโดยส่วนเดียว” หรืออาจสรุปให้สั้นๆ ง่ายๆ ได้ว่า “ทำบุญกับพระภิกษุสามเณรผู้ประพฤติดีประพฤติชอบ” ก็ได้
คำว่า “ทักษิณา” มีหลายความหมาย เช่น “ใต้” คือทิศใต้หรือภาคใต้ (ภาษาไทยใช้ว่า “ทักษิณ”) และ “ขวา” คือข้างขวา ด้านขวา หรือขวามือ ซึ่งตามธรรมเนียมอินเดียโบรานนั้น ด้านขวามือจัดว่าเป็นด้านที่ควรแก่การเคารพ ดังเช่นการเวียนขวาที่เรียกว่า “ปทักษิณ” เป็นการแสดงถึงความเคารพ แต่ในที่นี้ ทักษิณาหมายถึง “ของทำบุญ” คือของที่ถวายด้วยความเคารพ เป็นการถวายเพื่อหวังความสุขความเจริญแก่ตนเองในภายภาคหน้า…
ส่วนผู้รับทักษิณาหรือของทำบุญนี้เรียกว่า “ปฏิคาหก” จะเห็นได้ว่าพระพุทธเจ้าทรงเน้นถึงคุณสมบัติของสมณพราหมณ์หรือพระภิกษุสามเณรผู้เป็นปฏิคาหกอย่างยิ่ง นั่นคือ ถ้าทำบุญกับผู้มีคุณสมบัติดังกล่าวก็จะมีผลสูงเลิศ เกื้อกูลแต่สวรรค์ มีวิบากเป็นสุข…
คำสอนทางพระพุทธศาสนามีการจำแนกผู้รับทักษิณาทานหรือปฏิคาหกไว้หลายระดับตั้งแต่สัตว์เดรัจฉานซึ่งให้ผลต่ำสุด ไปจนถึงถวายสงฆ์โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นประธานว่ามีผลสูงสุด และแม้ในที่นี้ พระองค์ก็ทรงเน้นปฏิคาหกเช่นเดียวกันว่าต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติประพฤติดีประพฤติชอบ กล่าวคือ เว้นจากความมัวเมาประมาท ตั้งอยู่ในขันติคือความอดทน โสรัจจะคือความสงบเสงี่ยม มีความมั่นคงหนักแน่นโดยมุ่งที่จะฝึกฝนตนเองในการสงบระงับดับกิเลสโดยส่วนเดียว นั่นคือ ถ้าเราทำบุญกับปฏิคาหกที่ถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติทำนองนี้แล้ว ผลแห่งบุญก็จะสูงหรือมีผลมาก แต่ถ้าทำบุญกับปฏิคาหกที่มีคุณสมบัติบกพร่อง ผลแห่งทานก็จะไม่สูงดังที่เราคาดหวังหรือมีผลน้อยลงมาตามที่ควรจะเป็น
และพระองค์ยังทรงเน้นถึงเจตนาในการให้หรือในการทำบุญด้วยว่าต้อง “มีอารมณ์เลิศให้เป็นไปด้วยดี” นั่นคือ ถ้าทำไปอย่างเสียมิได้ อย่างขอไปที หรือฝืนทำ แม้ผู้รับจะมีคุณสมบัติครบถ้วน แต่ผลลัพธ์ก็อาจไม่เต็มเปี่ยม ซึ่งพระองค์เคยตรัสไว้ทำนองว่า ถ้าเจตนาในการถวายทานแรงกล้าและประกอบด้วยความศรัทธาปสาทะคือความเชื่อและความเลื่อมใสอันบริสุทธิ์แล้ว ผลแห่งทานที่ถวายไปนั้นจะมีผลน้อยหามิได้เลย ดังเช่นนิทานธรรมบทเรื่องลาชเทวธิดาว่า สาวน้อยเฝ้านาข้าวสาลีคนหนึ่งทำข้าวตอกพระมหากัสสปะซึ่งเพิ่งออกจากฌานสมาบัติ ไม่นานนักเธอก็ถูกงูกัดตายแล้ว ด้วยผลแห่งทานนี้ทำให้นางไปเกิดเป็นเทพธิดาบนสวรรค์เป็นต้น
สรุปว่าประโยชน์ของเงินหรือโภคทรัพย์ข้อสุดท้ายก็คือใช้ทำบุญเพื่อความสุขความเจริญในภายภาคหน้า ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสให้เน้นถึงผู้รับของทำบุญว่าต้องเป็นพระภิกษุสามเณรที่ประพฤติดีประพฤติชอบ และทรงเน้นถึงเจตนาในการถวายด้วยว่าต้องมีอารมณ์เลิศเป็นไปด้วยดี นั่นคือต้องมีใจบริสุทธิ์ในการถวายทักษิณาทานนั้นๆ เพื่อความบังเกิดผลสูงสุดแห่งทานที่ได้ถวายไปนั่นเอง

ผู้เขียนได้ขยายความสิ่งที่ต้องใช้จ่ายด้วยเงินหรือโภคทรัพย์ที่หามาได้ครบถ้วนทั้ง ๕ ประการแล้ว จะประมวลความอีกครั้ง กล่าวคือ ต้องเลี้ยงคนที่ควรเลี้ยงให้เป็นสุข คนที่ควรเลี้ยงนั้นจำแนกเป็นภาคบังคับและภาคสมัคใจ ภาคบังคับก็คือคนภายในบ้านซึ่งจัดลำดับความสำคัญดังนี้ ตัวเราเอง แม่ พ่อ ลูก เมียหรือผัว และคนใช้หรือลูกน้อง ภาคสมัครใจคือคนนอกบ้านได้แก่มิตรสหายหรือเพื่อน ต่อไปก็ต้องเก็บไว้ใช้ป้องกันปัดเป่าอันตรายที่จะพึงบังเกิดขึ้นตามโอกาส เช่น ไฟไหม้ น้ำท่วม อันตรายจากเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไม่ประกอบด้วยธรรม จากโจร และจากทายาทคือลูกหลานผู้ไม่เป็นที่รักเป็นต้น
อันดับต่อมาคือ การทำพลิกรรม ๕ ประการเพื่อให้การดำเนินชีวิตของเรามีความมั่นคงเข้มแข็งยิ่งขึ้น ซึ่งให้ความสำคัญแก่การช่วยเหลือญาติมากกว่าแขกหรือคนทั่วไป ให้ความสำคัญคนเป็นมากกว่าคนตาย ให้ความสำคัญคนที่มีฐานันดรเท่าเทียมกันมากกว่าผู้เป็นเจ้าเป็นนาย และให้ความสำคัญแก่อำนาจในโลกแห่งชีวิตจริงคืออำนาจรัฐมากกว่าอำนาจที่มองไม่เห็นหรือผีส่างเทวดา
ส่วนประการสุดท้ายก็คือทำบุญทำทานเพื่อความสุขความเจริญในภายภาคหน้า โดยเน้นที่ผู้รับว่าจะต้องเป็นคนดีมีศีลธรรมประพฤติชอบ และเจตนาในการให้ต้องบริสุทธิ์เพื่อความมีผลมากแห่งบุญที่ได้กระทำไป…

Oct 10

“ราชพลี” คำนี้แปลกันหลายสำนวน เช่น บำรุงพระราชา ช่วยเหลือทางราชการ เสียภาษีให้รัฐ ฯลฯ ส่วนผู้เขียนคิดว่าถ้าจะแปลให้ได้ตรงตัวตามสำนวนปัจจุบันที่สุด ควรจะแปลว่า “การกระทำให้มีกำลังโดยอาศัยอำนาจรัฐ” นั่นคือการช่วยเหลือทางราชการจะทำให้เราเป็นที่รู้จักและได้รับความเคารพเกรงใจจากเจ้าหน้าที่บ้านเมือง และยังอาจได้รับประกาศเกียรติคุณหรือเหรียญตราตามระเบียบราชการด้วย ดังมีเรื่องเล่าตามข้อเท็จจริงในสมัยรัชการที่๕-๖ ทำนองเดียวกันว่า…
อาตี่หอบเสื่อผืนหมอนใบจากเมืองจีนมาพึ่งโพธิสมภารเจ้ากรุงสยาม ด้วยความฉลาด ขยันทำมาหากิน และเก็บหอมรอมริบจนกระทั้งได้เป็นเจ้าสั่ว ภายหลังจึงคิดตอบแทนแผ่นดินด้วยการช่วยเหลือทางราชการ เช่น สร้างถนนสร้างสะพาน ซื้อที่ดินบริจาคให้ทางราชการ ฯลฯ ความทราบไปถึงล้นเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาจึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นคุณหลวง คุณพระ หรือพระยา ตามสมควรแก่บุคล ทำให้ฐานะของเจ้าสั่วเหล่านี้มีความมั่นคงยิ่งขึ้น… นี้เป็นตัวอย่างของการทำราชพลีในสมัยที่พอยังเล่ากันได้
อนึ่ง ตามตัวอย่างคำแปลที่ยกมา การบำรุงพระราชาโดยตรง (เช่นการทูลเกล้าถวายสิ่งใดสิ่งหนึ่ง) แสดงถึงความจงรักภักดีอย่างชัดเจน การช่วยเหลือทางราชการก็จะได้รับการยกย่องตามสมควรแก่กรณี ส่วนการเสียภาษีให้รัฐโดยถูกต้องก็ไม่ต้องวิตกกังวลว่าจะมีเจ้าหน้าที่รัฐมาขู่กรรโชกเรื่องภาษีย้อนหลัง
อย่างไรก็ตาม ราชพลีโดยนัยใดก็ตาม ต้องใช้โภคทรัพย์หรือเงินเกือบทั้งนั้น ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสประโยชน์ของการแสวงหาเงินก็เพื่อใช้เป็นราชพลีดังกล่าวมา

และพลิกรรมข้อสุดท้ายคือ “เทวตาพลี” คือการทำบุญอุทิศให้เทพยดา ซึ่งข้อนี้ก็เช่นเดียวกับปุพพเปตพลีการทำบุญอุทิศให้ผู้ล่วงลับไปแล้ว นั่นคือ เป็นสิ่งที่แสดงโดยข้อเท็จจริงไม่ได้ว่าจะทำให้เรามีกำลังเข้มแข็งหรือมั่นคงในการดำเนินชีวิตอย่างไร แต่การบูชาบ่วงสรวงเทพยดาก็มีอยู่ทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็นชนชาติศาสนาใด ต่างกันก็แต่เพียงรายละเอียดเท่านั้น
มีเรื่องปรากฏอยู่ในมหาปรินิพพานสูตรตอนหนึ่งว่า สุนีธะและวัสสการะซึ่งเป็นอำมาตย์ผู้ใหญ่แห่งแคว้นมคธได้รับราชโองการเพื่อมาสร้างเมือง (คือค่ายทหาร) ที่ปาฏลีคามเพื่อป้องกันการรุกรานจากแคว้นของพวกวัชชี การตัดต้นไม้ปราบพื้นที่เป็นต้นเพื่อสร้างเมืองนั้นก่อให้เกิดความเดือดร้อนและไม่พอใจแก่บรรดาเทพยดาซึ่งสิงสถิตอยู่ในสถานที่นั้นๆ พระพุทธเจ้าเสด็จผ่านมา บรรดามหาอำมาตย์จึงนิมนต์พระพุทธเจ้าพร้อมภิกษุทั้งหลายฉันภัตตาหารเพื่อเป็นการฉลองเมืองใหม่ หลังจากเสร็จภัตรกิจแล้ว พระพุทธเจ้าได้ตรัสอนุโมทนาด้วยบทว่า ยสฺมึ ปเทเส กปฺเปติ ฯ ซึ่งคำแปลว่า

“บัณฑิตยชาติสำเร็จการอยู่ในประเทศใด ย่อมเชื้อเชิญท่านผู้มีศีล
ผู้สำรวมแล้วประพฤติพรหมจรรย์ ให้บริโภคในประเทศนั้น
ได้อุทิศทักษิณาทานให้แก่เทวดาที่มีอยู่ ณ ที่นั้น
เทวดาเหล่านั้นได้รับบูชาแล้ว ย่อมบูชาตอบเขา
ได้รับความนับถือแล้ว ย่อมนับถือตอบเขา
แต่นั้น ย่อมอนุเคราะห์เขา เหมือนมารดาอนุเคราะห์บุตรซึ่งเกิดแต่อกฉะนั้น
บุรุษผู้อันเทวดาอนุเคราะห์แล้ว ย่อมเห็นความเจริญทุกเมื่อ”

ตามนัยนี้ จะเห็นได้ว่าการทำบุญอุทิศให้เทพยดา จะทำให้เป็นที่ชอบใจ ยินดี เป็นที่รักของเทพยดา และเทพยดาเหล่านั้นจะได้คอยช่วยเหลือ คุ้มครอง ป้องกันให้เป็นอยู่สุขสบาย นั่นคือ โอกาสที่จะเดือดร้อนในเรื่องต่างๆ ก็จะหมดไปหรือน้อยลง โอกาสที่จะมีความเจริญรุ่งเรืองก็จะมีมากขึ้น
ดังนั้น การทำบุญอุทิศให้เทพยดา จึงจัดเป็นพลีกรรม คือการกระทำให้มีกำลังอีกอย่างหนึ่ง และพระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่าการแสวงหาโภคทรัพย์ก็เพื่อเทวตาพลีทำนองนี้นั่นเอง

บรรดาพลิกรรมเหล่านี้ บางท่านอาจสงสัยว่ามีการจัดลำดับความสำคัญอย่างไร ความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน บรรดาญาติพี่น้องสำคัญกว่าแขกหรือคนทั่วไป ดังนั้น จึงจัดญาติพลี(การสงเคราะห์ญาติ) ไว้ก่อนอติถิพลี (การต้อนรับแขก) ส่วนปุพพเปตพลี (การทำบุญอุทิศให้ผู้ล่วงลับไปแล้ว) ซึ่งเป็นคำกลางๆ นั่นคือ ผู้ตายที่เราทำบุญอุทิศไปให้จะเป็นญาติหรือไม่เป็นญาติก็ได้ จัดเป็นลำดับที่สาม ประเด็นนี้บ่งให้เห็นว่า คนเป็นสำคัญกว่าคนตาย
อันดับที่สี่คือราชพลี (ช่วยเหลือทางราชการ) และอันดับสุดท้ายคือเทวตาพลี (ทำบุญอุทิศให้เทพยดา) จะเห็นได้ว่า ราชการและเทพยดาทั้งสองนี้ จัดเป็นผู้มีอำนาจทั่วไปเหนือเราหรือเป็นผู้ปกครองดูแลและอาจให้คุณให้โทษแก่เราได้ โดยราชการมีอำนาจในโลกแห่งชีวิตจริงที่รับรู้กันโดยทั่วไป ส่วนเทพยดามีอำนาจเหนือโลกซึ่งยากที่จะสังเกตได้ การที่จัดราชพลีให้ก่อนเทวตาพลี อาจบ่งชี้ได้ว่า อำนาจในโลกแห่งชีวิตจริงมีความสำคัญกว่าอำนาจเหนือโลก
อนึ่ง สามข้อแรกเบื้องต้น (ญาติพลี อติถิพลี และปุพพเปตพลี) มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเราและมีความเท่าเทียมเสมอกันโดยฐานันดร ส่วนสองข้อเบื้องปลาย (ราชพลี และเทวตาพลี) มีความสัมพันธ์กับเราในลักษณะผู้ปกครองกับผู้ใต้ปกครอง หรือเป็นผู้มีอำนาจเหนือกว่าเราโดยฐานันดร ตามนัยนี้อาจบ่งชี้ได้ว่า คนทั่วไปที่มีฐานะเท่าเทียมกันโดยฐานันดรมีความสำคัญกว่าผู้ที่เป็นเจ้าเป็นนาย
ตามที่วิเคราะห์มาอาจสรุปอีกครั้งได้ว่า ญาติสำคัญกว่าชาวบ้าน คนเป็นสำคัญกว่าคนตาย อำนาจในโลกแห่งชีวิตจริงสำคัญกว่าอำนาจเหนือโลก และคนทั่วไปที่มีความเท่าเทียมกันโดยฐานันดรมีความสำคัญกว่าผู้ที่เป็นเจ้าเป็นนาย…
และเมื่อมาพิจารณาความเป็นอยู่ของใครบางคนในโลกนี้ บางคนเอาแต่ชาวบ้านไม่เอาญาติพี่น้อง บางคนชอบแต่ประจบประแจงเจ้านายแต่ไม่ใส่ใจคนระดับเดียวกัน หรือบางคนบ้าแต่บูชาผีส่างเทวดาแต่ไม่ใส่ใจนำพาคนเป็นๆ โดยที่สุดแม้แต่เพื่อนบ้าน… เขาเหล่านี้ จัดว่าเป็นผู้กระทำพลิกรรมผิดหลักการตามลำดับที่พระพุทธเจ้าทรงวางไว้ใช่หรือไม่ ? ถ้าใช่ แสดงว่าเขาเหล่านั้นได้ใช้เงินหรือโภคทรัพย์กระทำพลีกรรมผิดไปจากที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนนั้นแล

Oct 10

“ทำพลี ๕ อย่าง” เป็นข้อที่สี่ นั่นคือ เราต้องแสวงหาเงินหรือโภคทรัพย์มาใช้จ่ายเพื่อกระทำพลิกรรม ได้แก่
• ญาติพลี คือ บำรุงญาติ
• อติถิพลี คือ ต้อนรับแขก
• ปุพพเปตพลี คือ ทำบุญอุทิศให้ผู้ตายไปแล้ว
• ราชพลี คือ บำรุงราชการ
• เทวตาพลี คือ ทำบุญอุทิศให้เทพยดา

จะเห็นได้ว่า คำว่า พลี หรือ พลิกรรม นั้น ความหมายในภาษาไทยแปลยักเยื้องได้ตามความเหมาะสม เพราะหาคำเดียวกันที่ใช้ให้ตรงความหมายไม่ได้ หรือบางครั้งก็ใช้ทับศัพท์ ซึ่งผู้เขียนสงสัยอยู่เกินสิบปีกว่าจะขบประเด็นปัญหานี้ออกมาได้
คำว่า พลี แยกศัพท์ออกมาเป็น พล+อี = พลี โดย พละ แปลว่า กำลัง ส่วนสระ อี เป็นปัจจัยในตัทธิตโดยใช้แทนความหมายว่า มี ดังนั้น พลี จึงแปลว่า มีกำลัง … พลี+กรรม = พลิกรรม แปลว่า การกระทำให้มีกำลัง
“ญาติพลี” คือ การช่วยเหลือญาติ บำรุงญาติ นั่นก็คือ ถ้าเราช่วยเหลือญาติพี่น้องแล้วก็จะทำให้เราเข้มแข็งยิ่งๆ เช่น ในบางคราวก็อาจอาศัยญาติพี่น้องเป็นที่พึ่งพิงช่วยเหลือได้ คนที่ถูกกล่าวขานว่ามีญาติพี่น้องมากและได้รับการยอมรับจากบรรดาญาติพี่น้องน่าจะเป็นคนที่ได้รับความเกรงใจในสังคมยิ่งกว่าคนที่หัวเดียวกระเทียมลีบ คนที่มีน้ำใจต่อญาติพี่น้อง ย่อมได้รับการยกย่องสรรเสริญจากวงศาคณาญาติต่างจากคนที่ไร้น้ำใจซึ่งย่อมได้รับการติฉินนินทา ดังนั้น การช่วยเหลือและมีน้ำใจต่อญาติพี่น้องจึงจัดว่าเป็นการกระทำให้เกิดกำลังต่อตนเองในความเป็นอยู่
การจะช่วยเหลือญาติพี่น้องได้ก็ต้องอาศัยเงินหรือโภคทรัพย์ แม้จะไม่ใช่ทุกกรณีก็ตาม ดังคำพังเพยที่ว่า “มีเงินก็นับว่าน้อง มีทองก็นับว่าพี่ หมดเงินหมดทอง พี่น้องไม่มี” ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสเรื่องญาติพลีไว้ว่าเป็นการใช้ประโยชน์จากโภคทรัพย์ที่แสวงหามาได้

“อติถิพลี” คือ การต้อนรับแขกตามแต่กรณี จัดว่าเป็นการกระทำให้เรามีกำลัง มีความมั่นคงในการใช้ชีวิตในสังคมยิ่งขึ้น เพราะบรรดาแขกที่ได้รับการต้อนรับ บางคนอาจนำคุณของเราไปสรรเสริญในสถานที่ต่างๆ เราอาจได้รับการเกรงใจหรือต้อนรับเมื่อเข้าสู่สังคมอื่นๆ ในภายหลัง หรือบางคราวที่ไปเป็นแขกก็อาจได้รับการต้อนรับตอบแทน ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสเรื่องการต้อนรับแขกหรืออติถิพลีว่าเป็นการใช้ประโยชน์จากโภคทรัพย์ที่แสวงหามาได้

“ปุพพเปตพลี” คือ การทำบุญอุทิศให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ประเด็นนี้ยากที่จะยกข้อเท็จจริงมาแสดงว่า ผู้ที่ตายไปแล้วจะช่วยเพิ่มกำลังหรือทำให้เรามีความมั่นคงเข้มแข็งในการใช้ชีวิตได้อย่างไร แต่การทำบุญอุทิศให้ผู้ตายก็ยังมีในยุคปัจจุบัน และถ้าจะสืบต่อไปยังอดีต จะเห็นได้ว่าชนทุกชาติศาสนาก็มีพิธีกรรมทำบุญอุทิศให้ผู้ที่ตายไปแล้ว เพียงแต่รายละเอียดเท่านั้นที่แตกต่างกันไป และน่าจะกล่าวได้ไม่เกินความจริงว่าเรื่องทำนองนี้มีอยู่คู่กับมนุษย์
ในติโรกุฑฑสูตร พระพุทธเจ้าได้สรุปอานิสงส์การทำบุญอุทิศให้ผู้ตายที่สังเกตได้ในโลกนี้ไว้ ๔ ประการ กล่าวคือ
โส ญาติธมฺโม จ อยํ นิทสฺสิโต
เปตาน ปูชา จ กตา อุฬารา
พลญฺจ ภิกฺขูนมนุปฺปทินฺนํ
ตุมฺเหหิ ปุญฺญํ ปสุตํ อนปฺปกํ
ญาติธรรมนี้นั้น ได้แสดงให้ปรากฏแล้ว
การบูชาผู้ที่จากไปอย่างโอฬาร ได้กระทำแล้ว
กำลังของภิกษุทั้งหลาย ได้ให้การสนับสนุนแล้ว
บุญมีประมาณไม่น้อย ท่านทั้งหลายก็ได้ขวนขวายบำเพ็ญแล้ว

ซึ่งจะทำบุญอุทิศให้ผู้ที่ตายได้นั้น ก็ต้องอาศัยเงินเป็นทุนเช่นเดียวกัน ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสประโยชน์ของการแสวงหาโภคทรัพย์ว่าเพื่อใช้ในการทำบุญให้ผู้ตายในข้อนี้

Oct 10

ในข้อแรก บุคลควรเลี้ยงภาคบังคับ พระพุทธเจ้าได้ตรัสลำดับความสำคัญไว้ดังนี้ คือ ตัวเราเอง แม่ พ่อ ลูก เมีย (ผัว) และ คนใช้ จะเห็นได้เพียงแค่การแสวงหาโภคทรัพย์หรือเงินเพื่อมาเลี้ยงคนที่ควรเลี้ยงภาคบังคับนี้ก็ยากยิ่งแล้ว แต่เรายังมี “มิตรสหาย” หรือเพื่อน ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสไว้เป็นข้อต่อมา…

อลสสฺส กุโต สิปฺปํ อสิปฺปสฺส กุโต ธนํ
อธนสฺส กุโต มิตฺตํ อมิตฺตสฺส กุโต สุขํ
อสุขสฺส กุโต ปุญฺญํ อปุญฺญสฺส กุโต วรํ
คนเกียจคร้านจักมีความรู้แต่ที่ไหน คนไม่มีความรู้จักมีทรัพย์แต่ที่ไหน
คนไม่มีทรัพย์จักมีมิตรแต่ที่ไหน คนไม่มีมิตรจักมีความสุขแต่ที่ไหน
คนไม่มีความสุขจักมีบุญแต่ที่ไหน คนไม่มีบุญจักประเสริฐแต่ที่ไหน

ตามบาลีภาษิตนี้ จะเห็นได้ว่ามิตรสหายหรือเพื่อน จะทำให้เรามีความสุขได้ และการคบมิตรนั้น บางครั้งก็จำเป็นต้องมีโภคทรัพย์หรือเงิน และถ้าไม่มีเงินหรืออื่นๆ โดยประการทั้งปวงแล้ว ก็ยากยิ่งที่จะมีใครนิยมชมชอบหรือคบหาสมาคมด้วย นี้คือโลกแห่งชีวิตจริง ดังเช่นคำกลอนแบบไทยๆ ว่า
เมื่อมั่งมีมากมายมิตรหมายมอง เมื่อมัวหมองมิตรมองเหมือนหมูหมา
เมื่อไม่มีหมดมิตรมุ่งมองมา เมื่อมอดม้วยแม้นหมูหมาไม่มามอง

ดังนั้น “มิตรสหาย” หรือเพื่อน พระพุทธเจ้าจึงตรัสเป็น “ผู้ที่ควรเลี้ยง” ในข้อที่สอง เหตุที่แยกออกมาจากข้อแรก ผู้เขียนคิดว่าเพื่อนนั้น มิใช่ภาคบังคับ แต่เป็นภาคสมัครใจ และจัดเป็นคนนอกบ้าน นั่นคือ เราไม่มีหน้าที่โดยตรงต้องเลี้ยงดูเพื่อนตลอดไป
เมื่อมาพิจารณาเพื่อนกับคนใช้หรือลูกน้อง จะเห็นได้ว่าอยู่ต่างข้อกัน และพระพุทธเจ้าตรัสให้คนใช้หรือลูกน้องสำคัญกว่าเพื่อน ยิ่งไปกว่านั้นเพื่อนยังเป็นภาคสมัครใจ มิใช่ภาคบังคับเหมือนแม่ พ่อ ลูก เมีย (ผัว) และคนใช้ ซึ่งเป็นคนภายในครอบครัว ดังนั้น ใครก็ตามที่เป็นคนมากน้ำใจ ชอบเลี้ยงเพื่อน ช่วยเหลือเพื่อน จนบางครั้งสิ่งที่ทำไปเพื่อเพื่อนเป็นสาเหตุให้ตนเองและครอบครัวเดือดร้อน แต่ตรงกันข้าม กลับไม่ค่อยใส่ใจหรือรับผิดชอบครอบครัวหรือคนของตนเอง ถือว่าเขาผู้นั้นประพฤติผิดหลักการจัดลำดับความสำคัญตามนัยนี้

“ใช้ป้องกันอันตรายที่จะบังเกิดขึ้นจาก ไฟ น้ำ พระราชา โจร และทายาทผู้ไม่เป็นที่รัก เป็นต้น” นี้คือประโยชน์ของเงินหรือโภคทรัพย์ข้อที่สาม ซึ่งข้อนี้มีคำว่า “เป็นต้น” เพิ่มเติมไว้ นั่นก็คือ เงินใช้ป้องกันอันตรายต่างๆ ได้ ดังที่ใครบางคนบอกว่า “เงินใช้แก้ปัญหาได้ดีที่สุด แม้จะแก้ไม่ได้ทุกอย่างก็ตาม” เราลองมาพิจารณาตัวอย่างที่พระพุทธเจ้าทรงระบุไว้
ตัวอย่างของอันตรายจากไฟก็เช่นไฟไหม้ ส่วนอันตรายจากน้ำก็เช่นน้ำท่วม คราวใดก็ตามถ้าเกิดไฟไหม้หรือน้ำท่วม คนที่มีเงินก็อาจแก้ปัญหาได้ไม่ยากนัก หรือแม้ไฟยังไม่ไหม้หรือน้ำยังไม่ท่วม แต่คนที่มีเงินมากก็อาจหาวิธีป้องกันได้ง่ายและรัดกุมยิ่งกว่าผู้ที่มีเงินน้อย ดังนั้น โภคทรัพย์หรือเงินจึงใช้ป้องกันอันตรายจากไฟและน้ำได้…
“อันตรายจากพระราชา” ข้อความนี้ ต้องจินตนาการย้อนไปถึงยุคสมัยโน้น พระราชาก็คือเจ้าเหนือชีวิต ผู้ปกครอง ซึ่งมิใช่ว่าจะเป็นคนดีประกอบด้วยคุณธรรมและมีเหตุผลทุกคนหรือตลอดเวลา ดังเช่นนิทานธรรมบทเรื่องหนึ่งเล่าว่า พระราชามีพระประสงค์จะพิสูจน์ว่าผัวเมียคู่หนึ่งเป็นคนมีโภคทรัพย์จริงหรือไม่ตามคำบอกเล่า จึงรับสั่งให้มีการจัดงานรื่นเริงขึ้นทุกหลังคาเรือน มิฉะนั้นจะถูกลงอาญา… นี้คือตัวอย่างแห่งความเดือดร้อนหรืออันตรายที่จะบังเกิดขึ้นได้จากพระราชาตามตำนาน
เมื่อพิจารณาสังคมปัจจุบัน คำว่าพระราชาตามตำนานก็คือผู้ปกครองหรือเจ้าหน้าที่บ้านเมือง เช่น กำนัน นายอำเภอ ตำรวจ ตลอดเจ้าหน้าที่ของรัฐทั่วไป ซึ่งก็เป็นไปตามทำนองเดียวกัน บางคนก็อาจไม่ประกอบด้วยคุณธรรม เมื่อเขาเหล่านั้นเกิดความไม่พอใจ ก็อาจกลั่นแกล้ง ใส่ร้าย เบียดเบียน หรือขูดรีดเอากับเราได้ตามแต่กรณีนั้นๆ… ทำนองนี้อาจสงเคราะห์เข้าในคำว่าอันตรายจากพระราชาในยุคสมัยปัจจุบัน ซึ่งเงินหรือโภคทรัพย์ก็อาจช่วยป้องกันและปัดเป่าอันตรายที่บังเกิดจากเจ้าหน้าที่บ้านเมืองผู้ไม่ประกอบด้วยธรรมหล่านี้ได้

“อันตรายจากโจร” ประเด็นนี้ชัดเจน เงินอาจช่วยป้องกันอันตรายจากโจรได้ ตั้งแต่ใช้เงินซื้อกุญแจ สร้างกำแพงและประตูสถานที่อาศัยให้มั่นคง ติดตั้งเครื่องกันขโมย จัดหาอาวุธไว้ประจำตัว ตลอดใช้เงินไถ่ถอนสิ่งที่ถูกลักขโมย หรือรักษาชีวิตเอาไว้ได้เมื่อให้เงินและทรัพย์สินแก่โจรไป เป็นต้น
ส่วนในกรณีว่ามีเงินและทรัพย์สินจำนวนมากจนเป็นสาเหตุให้โจรทำอันตรายนั้น แตกต่างไปจากประเด็นนี้ จะไม่อ้างถึง

ประเด็นสุดท้ายที่พระพุทธเจ้าทรงอ้างมาเป็นตัวอย่างคือ “ทายาทผู้ไม่เป็นที่รัก” ก็คือลูกๆ หลานๆ บางคนที่ทำตัวเหลวไหล เช่นบางคนติดยาเสพติดก็อาจมาขู่บังคับญาติผู้ใหญ่เพื่อจะเงินไปซื้อยา หรือบางคนประพฤติตัวเยี่ยงโจรชักชวนเพื่อนโจรด้วยกันมาลักขโมยของภายในบ้าน ถ้ามีเงินก็พออาจให้พวกเขาไปเพื่อป้องกันชีวิตตนเองและครอบครัวให้ปลอดภัยได้
นัยตรงข้าม ลูกๆ หลานๆ บางคนอาจทำตัวเหลวไหล เช่นไปขโมยสิ่งของผู้อื่น หรือไปเที่ยวทำร้ายร่างกายก่อการทะเลาะวิวาทกับผู้อื่น เป็นหน้าที่ของพ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่ต้องใช้เงินเพื่อช่วยเหลือปัดเป่าลูกหลานให้พ้นภัย และรักษาชื่อเสียงวงศ์ตระกูลไว้… แม้นัยนี้ก็สงเคราะห์เข้าในข้อว่าใช้โภคทรัพย์เพื่อป้องกันอันตรายจากทายาทผู้ไม่เป็นที่รักได้เช่นเดียวกัน
ในการดำเนินชีวิตนั้น สิ่งที่จัดว่าอันตรายมีมากมาย ซึ่งโภคทรัพย์หรือเงินอาจช่วยป้องกันได้ ตามที่พระพุทธเจ้าทรงยกมาเป็นตัวอย่างนั้น เพราะสังเกตได้ง่าย แต่อันตรายทั้งหลายบรรดามี มิใช่ว่ามีตลอดเวลา มิใช่ว่าเกิดขึ้นทุกอย่าง ดังนั้น จึงจัดความสำคัญเป็นลำดับที่สาม

Oct 10

เงินเพื่ออะไร ?

สำหรับฆราวาส คือผู้ครองเรือน หรือชาวบ้านทั่วไป คงจะมีคำตอบอยู่ในใจแล้ว ถ้าจะมีใครถามว่า “ที่ทำงานหาเงินอยู่ทุกวันนั้นเพื่อประโยชน์อะไร ?” และเมื่อจะค้นหาคำตอบนี้ ผู้เขียนคิดว่าแต่ละคนคงจะให้คำตอบไม่แตกต่างกันนัก ส่วนที่แตกต่างกันน่าจะอยู่ที่ประโยชน์ซึ่งแต่ละคนเล็งเห็นและการจัดลำดับความสำคัญแห่งประโยชน์เหล่านั้นต่างหาก…
ประเด็นนี้น่าจะเป็นเรื่องสำคัญ เพราะพระพุทธเจ้าเคยตรัสอธิบายให้อนาถบิณฑิกเศรษฐีฟังในอาทิยสูตร โดยจัดประโยชน์ในการแสวงหาโภคทรัพย์ไว้ ๕ ประการ กล่าวคือ
๑. เลี้ยงตนเอง มารดาบิดา บุตร ภรรยา และคนใช้ ให้เป็นสุข
๒. เลี้ยงมิตรสหาย ให้เป็นสุข
๓. ใช้ป้องกันอันตรายที่จะบังเกิดขึ้นจาก ไฟ น้ำ พระราชา โจร และทายาทผู้ไม่เป็นที่รัก เป็นต้น
๔. ทำพลีกรรม ๕ ประการ กล่าวคือ
๔.๑. ญาติพลี (บำรุงญาติ)
๔.๒. อติถิพลี (ต้อนรับแขก)
๔.๓. ปุพพเปตพลี (ทำบุญอุทิศให้ผู้ตายไปแล้ว)
๔.๔. ราชพลี (บำรุงราชการ)
๔.๕. เทวตาพลี (ทำบุญอุทิศให้เทพยดา)
๕. บำเพ็ญทักษิณาบุญในพระสงฆ์ผู้ประกอบด้วยสมณธรรม

เมื่อถือเอาตามนัยนี้ จะเห็นได้ว่าที่แสวงหาเงินก็เพื่อนำมาใช้จ่าย ๕ ประการเหล่านี้นั่นเอง ซึ่งผู้เขียนจะนำมาขยายความเพิ่มเติมเพื่อความชัดเจนยิ่งขึ้น
ข้อแรกและข้อที่สองนั้น พระพุทธเจ้าตรัสสรุปไว้ในพระคาถาว่า “เลี้ยงคนที่ควรเลี้ยง” ซึ่งคนที่ควรเลี้ยงในข้อแรกคือ “ตนเอง มารดาบิดา บุตรภรรยา และคนใช้” จะเห็นได้ว่าบุคลเหล่านี้คือผู้ที่เราเกี่ยวข้องโดยตรง มีลักษณะเป็นภาคบังคับว่าเราจะต้องเลี้ยงหรือรับผิดชอบมิอาจเพิกเฉยได้ ส่วนข้อที่สองคือ “มิตรสหาย” หรือเพื่อนนั้น จัดเป็นคนนอกบ้าน ไม่มีลักษณะเป็นภาคบังคับ แต่เป็นภาคสมัครใจ นั่นคือเราจะเลี้ยงหรือไม่เลี้ยงก็ได้ ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสแยกออกมาเป็นสองข้อ…
มาพิจารณาเฉพาะข้อแรก คนที่ควรเลี้ยงภาคบังคับ พระพุทธเจ้าทรงระบุ “ตนเอง” ขึ้นก่อน นั่นคือผู้ที่เราต้องเลี้ยงและรับผิดชอบเป็นเบื้องต้น ผู้เขียนคิดว่าน่าจะไม่มีใครเถียงหรือคัดค้านว่าเราต้องเลี้ยงตัวเราเองให้ได้หรือพาตัวเราเองให้รอดก่อน เพราะถ้าเอาชีวิตตัวเองไม่รอดแล้ว จะป่วยกล่าวไปใยถึงคนอื่นๆ นี้เป็นเรื่องธรรมดา
ส่วนคนอื่นๆ “มารดาบิดา” คือบุคลที่เราต้องรับผิดชอบถัดมา ตามสำนวนบาลี มารดาคือแม่จะต้องขึ้นก่อนบิดาคือพ่อเสมอ นั่นคือ แม่มีความสำคัญกว่าพ่อ ดังนั้น คนที่ควรเลี้ยงสำคัญที่สุดนอกจากตัวเราเองก็คือแม่ ถัดต่อมาก็เป็นพ่อ
“บุตรภรรยา” เป็นลำดับต่อมาก็ทำนองเดียวกัน ตามสำนวนบาลี บุตรคือลูกจะต้องขึ้นก่อนภรรยาคือเมียเสมอ นั่นคือ ลูกมีความสำคัญกว่าเมีย ดังนั้น คนที่ควรเลี้ยงต่อจากแม่และพ่อแล้วก็คือลูกและเมีย
อนึ่ง ผู้อ่านที่เป็นผู้หญิงหรือสตรีเพศ อาจคิดว่าตนเองต่างหากเป็นคนหาเลี้ยงสามีหรือผัว มิใช่ผัวเป็นผู้หาเลี้ยงตนเอง ประเด็นนี้ก็ถูกต้อง เพราะอาจอรรถาธิบายนัยตรงข้ามได้ว่า คนที่ควรเลี้ยงต่อจากแม่และพ่อแล้วก็คือลูกและผัว ซึ่งนัยตรงข้ามทำนองนี้คัมภีร์รุ่นต่อมาได้บ่งชี้ไว้ชัดเจน แต่ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าบุตรภรรยาเพราะพระองค์ทรงแสดงให้อนาถบิณฑิกเศรษฐีที่เป็นผู้ชายหรือบุรุษเพศฟังนั่นเอง
คนอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นภาคบังคับตามความเป็นอยู่ยุคปัจจุบันก็คือ “คนใช้” หรือลูกน้อง (ตามคัมภีร์ระบุ “ทาส” ไว้ด้วย) คนเหล่านี้ตราบใดที่ยังทำงานอยู่กับเรา ยังอาศัยอยู่ภายใต้ร่มเงาของเรา ก็จัดว่าเป็นความจำเป็นที่จะต้องเลี้ยงดูพวกเขาให้เป็นสุขตามสมควรตราบนั้น แต่หากพวกเขาเป็นอิสระไปจากเราก็อาจถือว่าเป็นเพียงคนอื่นหรือคนรู้จักเท่านั้น และมิใช่คนที่ควรเลี้ยงภาคบังคับอีกต่อไป

Aug 06
  • ไป เถิดไปที่โน้น                ที่ไหน
  • ไม่ ไม่ได้ดั่งใจ                  แห่งข้า
  • กลับ มาอย่าเลยไป            จงอยู่ ที่นี้
  • หลับ หน่อยแต่อย่าช้า         เร่งสร้าง ความเพียร
  • ไม่ เลิกแม้พลาดพลั้ง           แห่งข้า
  • ตื่น ตื่นจงตื่นมา                 เร่งเร้า
  • ฟื้น เถิดอย่ามัวช้า              รีบเร่ง ดำเนิน
  • ไม่ นิ่งเฉยเร็วเข้า               เร่งสร้าง ความดี
  • ี ความดีมั่นไว้                  จำเริญ
  • หนี ความชั่วอย่าเพลิน         จักช้ำ
  • ไม่ หยุดอยู่นานเกิน            เพราะมั่ว มัวเมา
  • พ้น ไม่พ้นตอกย้ำ              แน่แท้ บารมี