Oct 28

ขอเชิญร่วมทอดกฐินสามัคคี ประจำปี ๒๕๕๔
ณ วัดยางทอง
เลขที่ ๑ ถนนนางงาม ตำบลบ่อยาง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา
วันอาทิตย์ ที่ ๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔ ตรงกับขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือน ๑๒
…………..
ด้วยวัดยางทอง ได้มีพระภิกษุอยู่จำพรรษาครบถ้วนตามพระบรมพุทธานุญาตที่วางไว้ กอรปกับมีคณะศรัทธาผู้ใฝ่บุญกุศล ได้แสดงความจำนงที่จะจัดให้มีการทอดกฐินสามัคคี ในวันอาทิตย์ ที่ ๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔ สำหรับปัจจัยที่เป็นบริวารกฐิน ทางวัดจะได้นำไปเป็นทุนสมทบในการสร้าง วิหารบ่อยาง เพื่อเป็นที่ประดิษฐานปูชนียวัตถุของวัดยางทอง จึงขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาทุกท่านร่วมงานทอดกฐินสามัคคีในครั้งนี้
รตนัตตยานุภาเวนะ ด้วยอานุภาพแห่งพระรัตนตรัย ขอทายกทายิกาทั้งหลายจงประสบจตุรพิธพรชัย กล่าวคือ อายุ วรรณะ สุขะ และพละ ทุกทิพาราตรีกาล เทอญ.

กำหนดการ
วันเสาร์ที่ ๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔ ตรงกับขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๑๒
เวลา ๑๙.๐๐ น. สมโภชองค์กฐิน ณ วัดยางทอง
วันอาทิตย์ที่ ๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔ ตรงกับขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือน ๑๒
เวลา ๐๙.๐๐ น. คณะกฐินสามัคคีพร้อมกันที่วัดยางทอง
เวลา ๑๐. ๓๐ น. พระสงฆ์ถวายพรพระ ญาติโยมตักบาตร
เวลา ๑๑.๐๐ น. พระสงฆ์กระทำภัตรกิจ ญาติโยมร่วมรับประทานอาหาร
เวลา ๑๒.๑๕ น. แสดงพระธรรมเทศนา ๑ กัณฑ์
เวลา ๑๒.๔๕ น. ถวายผ้ากฐิน พระสงฆ์อนุโมทนา ญาติโยมกรวดน้ำ เสร็จพิธี

Apr 30

ประมาณช่วงนี้ของปีที่แล้ว ท่านรองเจ้าอาวาสอาพาธจนมิอาจปฏิบัติหน้าที่แทนเจ้าอาวาสได้ ผู้เขียนจึงต้องออกจากมุมสงบส่วนตัวมาปฏิบัติหน้าที่แทน เริ่มเป็นสมภารเถื่อน… ๒๗ ธันวา ปีที่แล้วเจ้าอาวาสก็มรณภาพ ผู้เขียนก็ได้รับการแต่งตั้งให้รักษาการแทนเจ้าอาวาส เริ่มเป็นสมภารอย่างเป็นทางการ… และหลังจากจัดงานรับมอบตราตั้งเจ้าอาวาสในวันที่ ๒๒ กุมภาของปีนี้ ผู้เขียนก็เป็นสมภารโดยถูกต้องสมบูรณ์ จะเต็มใจหรือไม่เต็มใจก็ตาม…

ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ความเป็นอยู่ค่อยๆ เปลี่ยนไป เช่น จากเคยอยู่รูปเดียวไม่ค่อยพูดกับใคร ฉันอาหารพอประทังไปได้วันละมื้อ หรือบางครั้งอาทิตย์หนึ่งก็อาบน้ำหนเดียว ก็ต้องมาอยู่ในสถานที่โปร่งใส่ (ศาลาการเปรียญ) ใครไปมาพบได้ง่าย และต้องอาบน้ำทุกวันเพื่อจะได้ดูดีขึ้นบ้างในฐานะสมภาร เป็นต้น

เมื่อเริ่มเป็นสมภารเถื่อน ระยะแรกก็ใช้ทุน(เงิน)ตนเอง ซึ่งมีอยู่ประมาณสองหมื่นในการดำเนินการ เริ่มเสียค่าไฟวัดเอง ประมาณสามพันกว่าถึงห้าพันต่อเดือน ซื่อเครื่องขยายซื้อลำโพงใหม่ เอาชุดโซฟาเก่าที่ฉีกขาดไปหุ้มใหม่ และเมื่อเห็นว่าวัดอื่นมีเก้าอี้ให้ญาติโยมนั่งฟังเทศน์ จึงเริ่มหาเจ้าภาพซื้อเก้าอี้สำหรับให้ญาติโยมได้นั่งฟังธรรมตามยุคตามสมัย…

เมื่อมีงานในวัด เช่น วันสำคัญทางศาสนา หรือมีญาติโยมมาตั้งศพใช้ศาลาในวัด ปัจจัยในส่วนถวายวัดก็เริ่มเข้ามาถึงมือ หลังจากทอดกฐินปีที่แล้วซึ่งได้สามแสนกว่าบาท ก็เริ่มมีอำนาจที่จะสั่งจ่ายเงินส่วนนี้ และไม่นานมานี้ บัญชีเก่าของวัดก็ได้คืนมา หลังจากดำเนินการตามระเบียบแล้ว  ขณะนี้ ในฐานะสมภารตัวจริงเสียงจริง มีเงินอยู่ล้านกว่าบาทในบัญชีที่มีอำนาจสั่งจ่าย…

เพราะวัดมีปัญหาสั่งสมมานาน เมื่อมาเป็นสมภารใหม่ สิ่งที่ต้องแก้ไขหรือต้องการจะจัดการมีมาก ซึ่งหลายเรื่องไม่มีพื้นฐานความรู้ หรือไม่เคยคิดเรื่องนั้นเลย ก็ต้องคิดต้องปรึกษาคนโน้นคนนี้ จากการอยู่ว่างๆ เขียนบล็อกเล่นๆ ก็ค่อยๆ ขาดหายและทิ้งช่วงระยะนานขึ้นกว่าจะเขียนสักครั้ง แต่ที่เพิ่มขึ้นก็คือการบ่นในลานเจ๊าแจ๊ะ จนกระทั้ง ๔-๕ วันก่อน จึงรู้สึกว่าตั้งแต่เป็นสมภาร วันหนึ่งๆ ผ่านไปเร็วเหลือเกิน ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย และเมื่อวานเข้าไปบ่นในลานเจ๊าะแจ๊ะอีกครั้ง คุณโยมครูบาปรารภว่างานมาก ผู้เขียนก็ตอบว่าเรื่อยๆ มาเรียงๆ จะว่างานก็ใช่ มิใช่งานก็ใช่… เมื่อคืนไปนั่งงานศพเงียบๆ ที่วัดอื่น ก็คิดว่าจะเริ่มเขียนเรื่องชีวิตสมภาร โดยเริ่มหัวข้อแรกว่า งานก็ใช่ มิใช่งานก็ใช่

เมื่อคืนวาน จำวัดตีสี่หลังจากดูบาซ่าปะทะอินเตอร์ ตื่นมาตอนเช้าหกโมงกว่าๆ ก็เปิดศาลาและประตูวัดด้านหน้าซึ่งต้องทำทุกวัน เพียงแต่เมื่อวานเปิดสายไปนิดเท่านั้น เสร็จแล้วก็มาชงกาแฟฉันกับขนมนิดหน่อย แล้วก็เอากุญแจไปเปิดโบสถ์เพื่อให้โยมหน้าวัดมาทำงานซึ่งเป็นการติดตั้งโคมไฟที่เสาโบสถ์โดยรอบ กลับมายังศาลา ก็เจอทิดซึ่งเพิ่งสึกไปเมื่อสองวันก่อน เอาข้าวต้มโจ๊กมาถวาย ก็บอกให้จัดการเทใส่ถ้วยนำมาประเคน จะได้ฉันเลย และนี้คืออย่างแรกของสมภาร ถูกบังคับฉัน จะว่างานก็ใช่ มิใช่งานก็ใช่… คิดดูเถิด ทิดนี้บ้านอยู่ห่างจากวัดเกือบยี่สิบกิโล ขับรถเองก็ยังไม่ได้เพราะเพิ่งประสบอุบัติเหตุก่อนมาบวช ให้ญาติขับรถมาเพื่อจะได้ซื้อโจ๊กมาถวาย ตามธรรมเนียมปฏิบัติว่า ทิดสึกใหม่ต้องยกปิ่นโตมาถวายพระในวันแรก หรือถ้าศรัทธาและพอมีเวลาว่างก็ให้นำมาถวายตลอดสามวันเจ็ดวันหลังจากสึกไป จะไม่ฉันได้อย่างไร สมภารเมื่อจะรักษาน้ำใจของญาติโยมก็ต้องฉัน

ฉันโจ๊กเสร็จ ตั้งใจจะงีบเอาแรงสักหน่อย เพราะตอนบ่ายได้รับการนิมนต์ไปพิจารณาชักผ้าบังสุกูล แต่พอใกล้ๆ จะหลับ ก็ได้ยินเสียงโยมคุยกันข้างศาลา โยมคนหนึ่งจะมาซื้อน้ำมัน (วัดยางทองมีน้ำมันแก้เข็ดเมื่อยขายมานานแล้ว และค่อนข้างจะมีชื่อเสียง) จึงถามคนถีบสามล้อซึ่งมานั่งพักอยู่ คนถีบสามล้อบอกว่า เค้าไม่ทำแล้ว เพราะเจ้าอาวาสเสียแล้ว รองเจ้าอาวาสก็อยู่โรงพยาบาล (น้ำมันมีสองเจ้า คือของเจ้าอาวาสกับของท่านรอง)… ในฐานะสมภาร ผู้เชียนก็อดไม่ได้ที่จะต้องลุกขึ้นไปบอกว่า น้ำมันมี ! ตาหลวงเพิ่งบวชใหม่ทำขายอยู่ที่กุฏิหลังโบสถ์ (ตาหลวงรูปนี้ มีศักดิ์เป็นน้าของผู้เขียน บวชไม่นานเจ้าอาวาสก็มรณภาพ ท่านถูกแรงเชียร์จากพวกในวัดให้ทำน้ำมันขาย จึงทดลองทำดู ก็พอขายได้ ส่วนรายได้นั้น ไม่เก่ี่ยวกับวัด เป็นเรื่องส่วนตัวของท่าน)… นี้ก็เช่นเดียวกัน จะว่างานก็ใช่ จะว่ามิใช่งานก็ใช่

บอกแล้วก็กลับมานอนต่อ พลางถอนใจเรื่องการหลับไม่เป็นสุข ทำท่าจะหลับ เกือบตีสิบ ก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น พวกโทรอยู่หน้าศาลา (เปิดบังตาปิดประตูเหล็กไว้) ก็สะดุ้งขึ้นรับ พระจากวัดเลียบบอกว่า เจ้าอาวาสวัดเลียบนิมนต์ให้ไปมาติกาฉันข้าวด้วย ให้ไปเลยเพราะได้เวลาแล้ว ผู้เขียนจึงจำเป็นต้องลุกขึ้นมา ว่าจะอาบน้ำก่อน แต่เกรงจะไม่ทันจึงเพียงแต่ล้างหน้าแล้วครองจีวรเดินไปวัดเลียบ (กำแพงวัดห่างกันไม่เกินร้อยเมตร) พอไปถึง พระ-เณรก็มาคอยอยู่บ้างแล้ว สมภารวัดเลียบบอกว่าพิธีกรยังไม่มา ผู้เขียนจึงเดินกลับมาวัดอาบน้ำลวกๆ พอให้สดชื่นแล้วก็เดินไปทำพิธี เสร็จพิธีก็ฉันข้าวแล้วก็นอนพักที่ศาลาวัดเลียบ เพราะต้องไปพิจารณาชักผ้าบังสุกูลที่วัดโรงวาสเวลาบ่ายโมง (วัดเลียบไม่มีเมรุเผาศพ ต้องพาไปเผาวัดโรงวาสซึ่งอยู่ห่างไปไม่เกินห้าร้อยเมตร) พอใกล้ๆ จะหลับ พระก็บอกว่าถึงเวลาแล้ว จึงลุกขึ้นครองจีวรไปวัดโรงวาส…

งานศพที่เจ้าภาพพอมีกำลังและมีศรัทธา มักจะนิมนต์พระเถระจำนวนหนึ่งไปพิจารณาชักผ้าก่อนที่จะเผา ซึ่งพระเถระที่ได้รับการนิมนต์ประจำมักจะเป็นระดับเจ้าอาวาสเพื่อจะได้ทำบุญ เป็นเกียรติ หรือเอาหน้าก็ได้ ตามแต่จะมอง… ผู้เขียนไม่ชอบงานทำนองนี้เลย เพราะต้องนั่งคอยให้ทุกฝ่ายพร้อมจึงจะเริ่มพิธี น้อยที่สุดก็หนึ่งชั่วโมงหรือบางครั้งก็เกินสามชั่วโมงกว่าจะเสร็จพิธี แต่ขัดไม่ได้ เพราะถ้าไม่ไป วันหลังเค้าก็จะไม่นิมนต์ ถือว่าโกง เล่นตัว และนานๆ ไป อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่พาวัดไม่รอด… (อดีตเจ้าอาวาสบางรูป ท่านมักจะไม่ไปงานทำนองนี้ ไม่ว่าจะงานคนระดับใดก็ตาม ผู้เขียนเอาตัวอย่างอดีตเจ้าอาวาสเป็นอุทาหรณ์ ต้องการพาวัดให้รอด จึงต้องไปทุกงานถ้าว่าง)… นี้ก็เช่นเดียวกัน งานก็ใช่ มิใช่งานก็ใช่

เสร็จพิธีเดินกลับมาวัด ดูเวลาบ่ายสองโมงครึ่ง จะไปรดน้ำศพวัดแหลมทราย แต่บังเอิญข่ายโทรศัพท์ล้มหมด (เฉพาะสงขลาเมื่อวานนี้) จึงสอบถามรายละเอียดและติดต่อรถไม่ได้ อีกทั้งฝนก็เริ่มตก จึงตัดสินใจไม่ต้องไป… จึงเข้ามาบ่นไว้ในลานเจ๊ะแจ๊ะ จนสี่โมงเย็นก็ออกไปนั่งคุยกับโยมหน้าศาลา (ต้องนั่งอยู่เสมอทุกวัน ซึ่งจะว่างานก็ใช่มิใช่งานก็ใช่เช่นเดียวกัน)… พี่สาวของผู้ตายเป็นลูกค้าประจำของร้านดอกไม้หน้าวัด จึงมาสั่งจัดดอกไม้ร้านหน้าวัด ดอกไม้ที่จัดเสร็จแล้วก็มาอาศัยวางพักอยู่ที่ม้าหินขัดหน้าศาลา พูดกันว่า จะติดรถส่งดอกไม้ไปนั่งในงานศพด้วย พอดีเจ้าภาพพารถมารับดอกไม้เที่ยวแรก และนิมนต์ท่านสมภารไปนั่งเป็นประธานในงานศพ ดังนั้น พอหกโมงกว่าๆ จึงเปิดไฟปิดประตูศาลา แล้วติดรถเจ้าภาพไปนั่งงานศพ…

งานศพคืนแรก ทุกอย่างยังจัดไม่เสร็จ และผู้เขียนก็ไม่มีปกติเป็นเจ้ากี้เจ้าการในสิ่งที่ไม่ถนัดและไม่มีใครร้องขอ ดังนั้น จึงนั่งเงียบๆ เฉยๆ จนทุ่มหนึ่งก็ได้เวลาพระขึ้นสวด หลังจากนั้นรถส่งดอกไม้ก็ไปถึงอีกครั้ง หลังจากจัดดอกไม้เสร็จ สองทุ่มกว่าๆ จึงกลับมาวัดพร้อมรถส่งดอกไม้… คุยกับคนขับรถส่งดอกไม้ การไปนั่งงานศพเพื่อเป็นเกียรติแก่โยมที่คุ้นเคยและมีอุปการะต่อวัดทำนองนี้ จัดว่างานก็ใช่ มิใช่งานก็ใช่…

ตอนนั่งในงานศพนั่นเอง ผู้เขียนได้มีโอกาสทบทวนเรื่องทำนองนี้ จึงตั้งใจว่ากลับมาจะเขียน แต่เมื่อคืน ต้องคดีดวงเมืองของคุณหมอเบิร์ด จึงไม่ได้เขียน เช้านี้จึงรีบมาเขียน เพราะความดำริยังไม่เลือนหาย… และหลังจากโพสต์นี้เสร็จเรียบร้อย ตั้งใจว่าจะสรงน้ำแล้วไปงานฉลองพัดท่านเจ้าคุณที่วัดแจ้ง ซึ่งอยู่ห่างไปประมาณหนึ่งโล ไปร่วมมุทิตาทำบุญกับท่านแล้วฉันข้าวสักมื้อ ซึ่งนี้ก็เช่นเดียวกัน งานก็ใช่ มิใช่งานก็ใช่…

จากที่บ่นมาทั้งหมด คงจะสะท้อนให้เห็นได้ว่า การที่ผู้เขียนรู้สึกว่าวันหนึ่งๆ ผ่านไปโดยไม่ค่อยได้ทำอะไรเลย เป็นเรื่องจริง (………………)

Nov 01

ตั้งแต่ผู้เขียนเริ่มรับผิดชอบต่างๆ ภายในวัด อย่างหนึ่งที่ต้องการจะทำก็คือหนังสือสวดมนต์ทำวัตรสำหรับญาติโยมประจำวัด เพราะของเก่าแม้จะมีเกือบร้อยเล่ม แต่ก็มีหลายเวอร์ชั่น เก่าสุดก็เป็นฉบับเขียนคัดลายมือตัวโตๆ แล้วก็ถ่ายเอกสารต่อๆ กันมา ซึ่งรุ่นนี้ก็ยังหลงเหลืออยู่บ้าง ต่อมาก็เอาฉบับนี้แหละไปลอกพิมพ์ใหม่ตามรูปแบบเดิม  หรือจัดรูปแบบใหม่พิมพ์ใหม่ขึ้นมา นอกจากนี้ก็มีฉบับสวดมนต์แปล ก็มีทั้งฉบับเขียนและฉบับพิมพ์ ซึ่งก็เป็นไปทำนองเดียวกัน…

หนังสือสวดมนต์เหล่านี้ ผิดทุกเล่ม โดยเฉพาะเวอร์ชั่นหลังๆ ผิดทุกหน้าก็ว่าได้ บอกญาติโยมแล้วว่าจะรวบรวมใหม่ จะเขียนให้ถูกที่สุด ดังนั้น หลังจากทอดกฐินแล้ว จึงได้รวบรวมขึ้นมา วันนี้ก็เร่งจนเสร็จ ๓๐ เล่มเบื้องต้น เพื่อพรุ่งนี้ญาติโยมจะได้ใช้เลย (พรุ่งนี้วันพระ)

สวดมนต์ทำวัตรเช้าฉบับนี้ สั้นๆ มิได้แปล และก็พิมพ์ตัวโตๆ เพื่อผู้สูงอายุโดยเฉพาะ ผู้เขียนตั้งใจเว้นว่างไว้ในแต่ละหน้า เผื่อว่าเจอที่ผิดอีกก็จะแกะ ดึงแผ่นนั้นออกมา แล้วใส่แผ่นใหม่ที่ถูกเข้าไปแทน และต่อไปถ้ามีอะไรเพิ่มเติมก็ค่อยแกะแล้วเพิ่มเข้าไป…

คุยกับคุณโยม… เกิดความคิดว่า อาจมีประโยชน์อยู่บ้าง จึงได้นำมาลงไว้ ผู้สนใจ “สามารถโหลดได้ที่นี่

เจริญพร

Aug 27

คุณโยม Logos แจ้งมาว่าจะเขียนลงใน เจ้าเป็นไผ หรือไม่ ? โดยประสงค์จะเอาชีวิตหลังบวชแล้ว ก็จะลองเล่าวิถีชีวิต ๒๕ พรรษาภายใต้ร่มเงากาสาวพัสตร์หรือเรียกกันตามสำนวนเก่าว่าดงขมิ้น แต่จะเล่าโดยย่อพอเห็นแนวทางและจะปูพื้นโดยชีวิตฆราวาสก่อนเล็กน้อย…

บทนำ : ฆราวาสวิสัย

ผู้เขียนเกิดที่ไหนไม่รู้ มาจำความครั้งแรกได้ว่าเป็นเด็กตำบลคูขุดซึ่งอยู่ติดกับทะเลสาบสงขลา นั้นเป็นบ้านเดิมของโยมแม่ ส่วนโยมพ่อเป็นคนตำบลกระดังงาซึ่งอยู่ใกล้ทะเลหลวงฝั่งอ่าวไทย ทั้งสองตำบลนี้อยู่ในอำเภอสทิงพระ จึงรวมความว่าผู้เขียนเป็นชาวอำเภอสทิงพระโดยกำเนิดและในวัยเด็กได้ซึมซับวิถีชีวิตชาวบ้านทั้งสองฝั่งทะเลตามที่ควรจะเป็นไป…

เริ่มเรียนหนังสือครั้งแรกที่โรงเรียนวัดคูขุดในปี ๒๕๑๒ จนกระทั้งจบชั้นป.๕ ครอบครัวจึงย้ายมาอยู่ในตัวอำเภอเมืองสงขลา จึงย้ายมาเรียนโรงเรียนเทศบาล ๓ เมื่อจบป.๗ แล้วก็เข้าเรียนม.ศ.๑ โรงเรียนมหาวชิราวุธ พอขึ้นม.ศ.๒ ก็หนีออกจากบ้าน ปีนั้นจึงพักการเรียนไป กลับมาเรียนใหม่จนขึ้นม.ศ.๓ ก็ย้ายไปเรียนโรงเรียนสทิงพระวิทยา แล้วก็ไปต่อระดับปวช.ที่วิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ พอขึ้นปีที่ ๒ ก็ออกมาเที่ยวบ้างทำงานบ้าง อีกปีจึงกลับไปเรียนปีที่ ๓ ต่อ โดยยังค้างของปีสองเทอมสองไว้ จนอายุ ๒๑ จึงเข้ามาบวชครั้งแรกที่วัดแหลมวัง อำเภอสทิงพระ บวชอยู่เดือนกว่าแล้วก็ลาสิกขากลับไปเรียนของปีสองที่ค้างไว้ แต่ยังไม่ทันจบก็กลับมาบวชอีกครั้งที่วัดท่าแซ อำเภอหาดใหญ่ และก็อยู่เรื่อยมาจนกระทั้งปัจจุบันเป็นเวลา ๒๕ พรรษา

เรื่องราวต่อไป จึงเป็นวิถีชีวิตตลอด ๒๕ พรรษา ซึ่งผู้เขียนจะเล่าเป็นรายปี ตามที่พอจะำรำลึกได้

พรรษาแรก (๒๕๒๘)

วัดท่าแซ มีพ่อท่านแดงเป็นเจ้าอาวาส ซึ่งผู้เขียนเคยหนีออกจากบ้านไปอยู่กับท่านตอนยังเรียนชั้นประถม (ไม่แน่ใจว่า ป.๖ หรือ ป.๗) และตอนบวชครั้งแรก (๒๕๒๗) ผู้เขียนก็ได้มาอยู่กับท่านประมาณหนึ่งเดือน ดังนั้น ครั้งนี้เมื่อจะบวช จึงได้ไปกราบท่านบอกว่าจะบวชอีก ก็อยู่วัดเป็นนาคอยู่ประมาณหนึ่งเดือน เรียนบทขานนาคและอื่นๆ ตามสมควรแล้ว ท่านก็กำหนดวันให้มาแจ้งทางบ้าน ผู้เขียนก็ได้บวชสมใจในปลายเดือนเมษา อยู่ปรนนิบัติรับใช้ท่านอยู่เดือนกว่า บังเอิญคุณอาน้องของโยมพ่อถึงแก่กรรม จึงได้กลับมายังกระดังงา ญาติก็ชักนำว่าลองไปอยู่สำนักสงฆ์นวชีวัน ดังนั้น จึงได้ย้ายจากวัดท่าแซไปอยู่สำนักสงฆ์นวชีวัน…

อาศรมนวชีวัน สภาพเป็นป่าละเมาะ ริมทะเลหลวง อยู่ที่ตำบลชุมพล อำเภอสทิงพระ เป็นสำนักปฏิบัติธรรม ไม่มีการทำวัตรสวดมนต์ ไม่มีกิจนิมนต์ ไม่มีพิธีกรรมอะไรเลย มีเพียงแค่บิณฑบาตฉันแล้วก็อยู่ไปวันๆ เงียบสงบ ปราศจากผู้คนไปมาหาสู่ มีเพียงงูดินและแย้เป็นเพื่อน ผู้เขียนก็ฝึกหัดปฏิบัติและอ่านหนังสือธรรมะอยู่ที่นี้ประมาณสองเดือน ก็ไปเข้าพรรษาที่วัดกระดังงา ตามคำขอของก๋ง ซึ่งท่านไม่เห็นด้วยกับการอยู่ที่นั้น และวัดกระดังงาก็ยังมีพระจำพรรษาไม่ครบห้ารูปเพื่อจะได้รับกฐินด้วย…

จำพรรษาแรกที่วัดกระดังงา ท่านเจ้าอาวาสสร้างกุฏิมุงจากกั้นจากเรียบฟากไม้ไผ่ให้หนึ่งหลัง อาศัยแสงไฟจากตะเกียง แม้ในวัดจะมีไฟฟ้าก็ไม่ใช้ เรียนนักธรรมตรีโดยตนเองที่นี้ ออกพรรษาสอบนักธรรมเสร็จ จนถึงต้นเดือนธันวา ผู้เขียนก็ถูกส่งไปร่วมปฏิบัติธรรมเทิดพระเกียรติที่พุทธมณฑล นครปฐม ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีแรก และตอนนั้นพุทธมณฑลก็ยังไม่สำเร็จเรียบร้อยดังเช่นปัจจุบัน…

หลังจากเลิกงาน พระ-เณรแต่ละรูปที่ไปร่วมจะมีหนังสือเดินทางกลับฟรีหนึ่งฉบับ หลายท่านสมัครไปที่อื่นต่อ ผู้เขียนก็เช่นเดียวกัน สมัครใจเดินทางไปอยู่ที่วัดแพมกลาง อำเภอปาย แม่ฮ่องสอน ตามคำชวนของท่านเจ้าอาวาส ก็อยู่อำเภอปาย ๒-๓ เดือน แล้วเดินทางกลับมาเชียงใหม่ แบกกลดเดินออกจากเชียงใหม่มาลำพูน ถึงลำปางก็มีน้องเณรชวนไปอยู่ที่วัดม่อนธาตุ ตำบลกล้วยแพะ ได้รับการแนะนำให้ไปอยู่วัดดอยม่วงคำซึ่งตอนนี้ไม่มีพระอยู่ (ใกล้ๆ จะร้าง) ผู้เขียนก็ไปอยู่รูปเดียวบนดอย อยู่ได้ประมาณ ๑-๒ เดือน ก็จะเดินทางกลับ ต้องการจะไปเที่ยวศรีสัชนาลัยแล้วเข้าสุโขทัย แต่หลงทางจึงเข้าไปนอนแพร่หนึ่งคืนแล้วก็นั่งรถไปเชียงราย ไปเข้าปริวาสที่วัดผาเงา เชียงแสน แล้วก็ไปต่อที่วัดถ้ำผาจม แม่สาย ก่อนจะเดินทางกลับปักษ์ใต้บ้านเรา…

มาถึงก็ได้รับทราบผลว่าสอบนักธรรมตรีได้ ก็ไปเยี่ยมพ่อท่านแดงที่วัดท่าแซบ้าง กลับมาอยู่วัดกระดังงาบ้าง เที่ยวอยู่ตามวัดอื่นๆ บ้าง จนเข้าพรรษาที่สอง…

พรรษาสอง (๒๕๒๙)

ก็เข้าพรรษากุฏิหลังเดิม เรียนนักธรรมโทโดยตนเอง ออกพรรษาสอบนักธรรมเสร็จแล้ว ผู้เขียนต้องการไปเที่ยวอีสาน โดยจะไปเยี่ยมเพื่อนสหธรรมิกที่เคยรู้จักมักคุ้นตอนปฏิบัติธรรมพุทธมณฑลปีที่แล้ว เป้าหมายครั้งแรกคือ วัดประชานิมิตร อำเภอบัวใหญ่ โคราช ไปเยี่ยมหลวงพี่ณรงค์ ท่านจำปาฏิโมกข์ และได้ชักชวนให้ผู้เขียนเรียนโดยมอบหนังสือให้หนึ่งเล่ม จึงเริ่มท่องปาฏิโมกข์ที่นี้ พักอยู่บัวใหญ่ประมาณ ๑-๒ เดือนก็จากลามาโดยไม่ได้เจอหลวงพี่ณรงค์ (ท่านไปเฝ้าอาจารย์ซึ่งอาพาธอยู่ที่ชัยภูมิ) ไปเที่ยวอำเภอชนบท ๒-๓ คืน แล้วมาเข้าปริวาสที่อำเภอนาเชือก ๑๐ ราตรี อัพภาณแล้วก็แบกกลดเดินไปบ้างนั่งรถบ้างจนไปถึงวัดกลางกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อเยี่ยมหลวงพี่อัสมาลา พักอยู่ ๔-๕ คืน ก็เดินทางไปสกลนคร เลยไปอุดรเพื่อเที่ยวบ้านเชียง แล้วก็ย้อนกลับมาเพื่อขึ้นไปยังนครพนม พักอยู่กับท่านพระครูฯ (จำชื่อไม่ได้) ที่วัดปทุม ตำบลนามะเขือ อยู่จนถึงานไหว้พระธาตุพนม (ประมาณ ๒-๓ เดือน) ท่านพาไปเที่ยวงานแล้วก็กราบลาท่านย้อนลงมาศรีษะเกษ มาเยี่ยมท่านพระครูบุญมาที่วัดศรีโพนดวน มาทันงานบุญข้าวจี่ เพ็ญเดือนสามที่นี้ ใคร่จะพักกับท่านนานๆ แต่คิดถึงบ้านเต็มที่แล้ว ดังนั้น พักได้เพียง ๔-๕ คืน ก็กราบลาท่านกลับปักษ์ใต้บ้านเรา…

มาถึงวัดกระดังงาก็ทราบข่าวว่าสอบนักธรรมโทได้ หนังสือบาลีซื้อไว้ตั้งแต่บวชได้เดือนแรก แต่ก็ยังไม่ได้เริ่มเรียนจากครู จึงเริ่มจะหาสำนักเรียนบาลี พอดีเจอหลวงพี่ซึ่งเป็นญาติห่างๆ กลับมาเยี่ยมบ้าน ชักชวนว่าน่าจะไปเที่ยววัดสะปำ ภูเก็ต ที่นั้นเป็นสำนักปฏิบัติ ถ้าจะไปเรียนบาลีในเมืองก็ได้ จึงได้ไปอยู่วัดสะปำ ซึ่งต้องตื่นตีสี่ทำวัตรสวดมนต์ นั่งสมาธิ เดินจงกรม ตอนเย็นเริ่มจากหกโมงไปสิ้นสุดสองทุ่ม อาจารย์ช่วงเจ้าสำนักวัดสะปำเป็นพระปฏิบัติที่ผู้เขียนนับถือด้วยใจรูปหนึ่ง ตามที่เคยประสบพบมา

ต่อมาก็ไปสมัครเรียนบาลีที่วัดวิชิตสังฆาราม (วัดควน) ในตัวเมือง ก็ย้ายไปอยู่วัดควนได้ประมาณ ๒-๓ เดือน พอเริ่มเรียนบาลีได้ไม่นาน ก็มีความเห็นแย้งกับอาจารย์สอน จึงกราบลาท่านเจ้าคุณ ตั้งใจจะมาเรียนที่วัดใหม่พัฒนาราม สุราษฎร์ฯ แต่ท่านเจ้าคุณฯ ส่งมาอยู่วัดเขาสุวรรณประดิษฐ์ ดอนสัก ผลสุดท้ายก็ตัดสินใจมาสมัครเรียนวัดเลียบ สงขลา โดยมาจำพรรษาที่สามที่วัดสุวรรณคีรี

(คืนนี้ เหนื่อยแล้ว ค่อยเขียนต่อ ยี่สิบห้าพรรษา เพิ่งผ่านไปสองพรรษาเท่านั้น 5 5 5…)

Feb 09

นอนฟังรายการวันมาฆบูชา ซึ่งผู้จัดทำรายการอ้างว่า โอวาทปาฏิโมกข์เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ผู้เขียนก็แย้งในใจว่า นั่นเป็นเพียงมติเดียวเท่านั้น ยังมีมติอื่นๆ อีก… จึงถือโอกาสนี้ นำมาเล่าเป็นพุทธบูชาในวันนี้…

หัวใจพระพุทธศาสนา หมายถึง หลักคำสอนสั้นๆ ที่สามารถประมวลเอาคำสอนหรือแนวคิดของพระพุทธศาสนาไว้ทั้งหมดนั่นเอง ซึ่งประการแรกที่ยอมรับกันทั่วไป ก็คือ คาถาสุดท้ายใน โอวาทปาฏิโมกข์ ว่า…

  • สพฺพปาปสฺส อกรณํ      กุสลสฺสูปสมฺปทา
  • สจิตฺตปริโยทปนํ           เอตํ พุทฺธาน สาสนํ
  • การไม่กระทำบาปทั้งปวง ๑ การยังกุศลให้ถึงพร้อม ๑
  • การชำระจิตของตนให้สะอาด ๑ สามอย่างนี้ เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

………….

บางมติอ้างถึงพระบาลีใน ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสในคราวปฐมเทศนา แล้วโกญฑัณญะฤาษี (หัวหน้าฤาษีปัญจวัคคีย์)ได้บรรลุโสตาบัน โดยมีความเห็นชอบเบื้องต้นว่า…

  • ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ
  • สิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา

…………

บางมติอ้างถึงคาถาที่ พระอัสสชิเถระ (อดีตฤาษีปัญจวัคคีย์) สรุปหลักคำสอนของพระบรมศาสดจารย์แก่อุปติสสปริพพาชก (ต่อมาก็คือ พระสารีบุตร) ด้วยข้อความสั้นๆ ว่า….

  • เย ธัมมา เหตุปปะภะวา     เตสัง เหตุง ตะถาคะโต
  • เตสัญจะ โย นิโรโธ จะ      เอวังวาที มหาสมโณ
  • ธรรมทั้งหลายมีเหตุเป็นแดนเกิด พระตถาคตเจ้าตรัสถึงเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น
  • และตรัสถึงการดับแห่งเหตุเหล่านั้น  พระมหาสมณเจ้า มีปกติตรัสอย่างนี้

หมายเหตุ พิมพ์บาลีเป็นคำอ่านแบบไทยๆ เพราะ เหตุง ไม่สามารถพิมพ์นิคคหิตซ้อนได้

………..

ส่วนท่านอาจารย์ พุทธทาส ผู้ได้รับการยกย่องว่า นาคารชุนแห่งสยามประเทศ มีความเห็นส่วนตัวของท่านเองว่า หัวใจของพระพุทธศาสนา คือ

  • สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย
  • สิ่งทั้งปวง ไม่ควร ยึดมั่นถือมั่น  (ธรรมทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควร เพื่อเข้าไปยึดถือ)

……….

ขณะที่บางมติกลับชอบใจ ปัจฉิโมวาท ของพระพุทธเจ้า ซึ่งตรัสในวันเป็นที่เสด็จปรินิพพานว่า

  • วยธมฺมา สงฺขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ
  • สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลาย จงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด

………..

ฟังว่า พระบาลีที่ยกมาเหล่านี้ มีจารึกอยู่ในศิลาจารึกเก่าๆ ที่ขุดพบได้ในหลายๆ ที่ทั่วโลก…. ซึ่งที่ใดก็ตาม เมื่อเจอข้อความเหล่านี้ ก็เป็นหลักฐานยืนยันว่า พระพุทธศาสนาเคยไปถึงสถานที่นั้นแล้ว…..

  • สนฺติฎฐตุ ชินสาสนํ อนาคเต กาเล
Jan 09
  • หม้อใบนี้มิใช่หม้อเนยใส มิใช่หม้อน้ำมัน มิใช่หม้อน้ำผึ้ง โทษของหม้อใบนี้มีอยู่มิใช่น้อย ท่านจงฟังโทษเป็นอันมากที่มีอยู่ในหม้อใบนี้.
  • บุคคลดื่มน้ำชนิดใดแล้วเดินโซเซตกลงไปยังบ่อถ้ำหลุมน้ำครำและหลุมโสโครก พึงบริโภคของที่ไม่ควรบริโภคแม้มากได้ ท่านจงซื้อหม้อนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำชนิดนั้น.
  • บุคคลดื่มน้ำชนิดใดแล้วไม่มีกฎเกณฑ์ในใจ เที่ยวหยำเปไป เหมือนโคกินกากสุราฉะนั้น เป็นเหมือนขาดที่พักพิง ย่อมฟ้อนรำได้ขับร้องได้ ท่านจงซื้อหม้อใบนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำชนิดนั้น.
  • บุคคลดื่มน้ำชนิดใดแล้วแก้ผ้าเปลือยกาย เที่ยวไปตามตรอกตามถนนในบ้าน เหมือนชีเปลือย มีจิตลุ่มหลง นอนตื่นสาย ท่านจงซื้อหม้อใบนี้ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำชนิดนั้น.
  • บุคคลดื่มน้ำชนิดใดแล้วลุกขึ้นโซเซ โคลงศีรษะและยกแขนขึ้นร่ายรำ เหมือนรูปหุ่นไม้ฉะนั้น ท่านจงซื้อหม้อใบนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำชนิดนั้น.
  • บุคคลดื่มน้ำชนิดใดแล้วนอนจนถูกไฟไหม้ และกินอาหารที่เหลือเดนสุนัขได้ ย่อมถึงการถูกจองจำถูกฆ่า และความเสื่อมแห่งโภคะ ท่านจงซื้อหม้อใบนี้ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำชนิดนั้น.
  • บุคคลดื่มน้ำชนิดใดแล้วพูดคำพูดที่ไม่ควรพูด นั่งพร่ำในที่ประชุม ปราศจากผ้าผ่อน เลอะเทอะ นอนจมอยู่ในอาเจียนของตน มีแต่เรื่องฉิบหาย ท่านจงซื้อหม้อใบนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำชนิดนั้น.
  • บุคคลดื่มน้ำชนิดใดแล้ววางมาดเป็นคนสำคัญ นัยน์ตาขุ่นขวาง เข้าใจว่าบ้านเมืองเป็นของเราคนเดียว พระราชาแม้มีมหาสมุทร ๔ เป็นขอบขัณฑสีมาก็ไม่เสมอเรา ท่านจงซื้อหม้อใบนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำชนิดนั้น.
  • บุคคลดื่มน้ำชนิดใดแล้วถือตัวจัด ก่อการทะเลาะวิวาท ยุยงส่อเสียด มีผิวพรรณน่าเกลียด เปลือยกายวิ่งไป อยู่อย่างนักเลงเก่า ท่านจงซื้อหม้อใบนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำชนิดนั้น.
  • น้ำชนิดนี้ทำตระกูลทั้งหลายในโลกนี้อันมั่งคั่งบริบูรณ์มีเงินทองตั้งหลายพันให้ขาดทายาทได้ ท่านจงซื้อหม้อใบนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำชนิดนั้น.
  • ข้าวเปลือก ทรัพย์สิน เงินทอง ไร่ นา โค กระบือ ในสกุลใดย่อมพินาศไป ตระกูลที่มั่งมีทั้งหลายขาดสูญไป เพราะดื่มน้ำชนิดใด ท่านจงซื้อหม้อใบนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำชนิดนั้น.
  • บุรุษดื่มน้ำชนิดใดแล้วเป็นคนหยาบช้า ด่ามารดาบิดาได้ แม้ถึงเป็นพ่อผัวก็พึงหยอกลูกสะใภ้ได้ ท่านจงซื้อหม้อใบนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำชนิดนั้น.
  • นารีดื่มน้ำชนิดใดแล้วกลายเป็นคนกักขฬะหยาบช้า ด่าพ่อผัวแม่ผัวและสามีได้ แม้เป็นทาสเป็นคนใช้พึงรับเป็นสามีของตนได้ ท่านจงซื้อหม้อใบนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำชนิดนั้น.
  • บุรุษดื่มน้ำชนิดใดแล้วฆ่าสมณะ หรือพราหมณ์ผู้ตั้งอยู่ในธรรมได้ พึงไปสู่อบายเพราะกรรมนั้นเป็นเหตุ ท่านจงซื้อหม้อใบนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำชนิดนั้น.
  • ชนทั้งหลายดื่มน้ำชนิดใดแล้วประพฤติทุจริตทางกายทางวาจาหรือทางใจได้ ย่อมไปสู่นรกเพราะประพฤติทุจริต ท่านจงซื้อหม้อใบนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำชนิดนั้น.
  • ชนทั้งหลายแม้จะยอมสละเงินเป็นอันมาก มาอ้อนวอนบุรุษใดซึ่งไม่เคยดื่มสุรา ให้พูดเท็จย่อมไม่ได้ บุรุษนั้นครั้นดื่มสุราแล้วย่อมพูดเหลาะแหละเหลวไหลได้ ท่านจงซื้อหม้อใบนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำชนิดนั้น.
  • คนรับใช้ดื่มน้ำชนิดใดแล้ว เมื่อถูกเขาใช้ไปในกรณียกิจรีบด่วน ถูกซักถามก็ไม่รู้เนื้อความ ท่านจงซื้อหม้อใบนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำชนิดนั้น.
  • ชนทั้งหลายดื่มน้ำชนิดใดแล้ว ถึงจะเคยมีความละอายใจอยู่ ก็ย่อมจะทำความไม่ละอายให้ปรากฏได้ ถึงแม้จะเป็นคนมีปัญญาก็อดพูดมากไม่ได้ ท่านจงซื้อหม้อใบนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำชนิดนั้น.
  • ชนทั้งหลายดื่มน้ำชนิดใดแล้ว นอนคนเดียวไม่มีเพื่อน คล้ายลูกสุกรนอนเดียวดายด้วยชาติกำเนิดอันต่ำฉะนั้น อดข้าวปลาอาหารย่อมเข้าถึงการนอนเป็นทุกข์อยู่กับแผ่นดิน สิ้นสง่าราศรีและต้องครหานินทา ท่านจงซื้อหม้อใบนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำชนิดนั้น.
  • ชนทั้งหลายดื่มน้ำชนิดใดแล้วย่อมนอนคอตก หาเป็นเหมือนโคที่ถูกลงปฏักฉะนั้นไม่ ฤทธิ์สุราย่อมทำให้คนอดทนได้(ไม่กินข้าวกินน้ำ) ท่านจงซื้อหม้อใบนี้ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำชนิดนั้น.
  • มนุษย์ทั้งหลายย่อมเว้นดื่มน้ำชนิดใด อันเปรียบด้วยงูมีพิษร้าย นรชนคนใดเล่าควรจะดื่มน้ำชนิดนั้นอันเป็นเช่นยาพิษมีในโลก ท่านจงซื้อหม้อใบนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำชนิดนั้น.
  • โอรสทั้งหลายของท้าวอันธกเวณฑะ ดื่มสุราแล้วพาหญิงไปบำเรออยู่ที่ริมฝั่งสมุทร ประหารกันและกันด้วยสาก ท่านจงซื้อหม้อใบนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำชนิดนั้น.
  • บุรพเทพคืออสูรทั้งหลาย ดื่มน้ำชนิดใดแล้วเมามาย จนจุติจากไตรทิพย์คือดาวดึงสเทวโลก ยังสำคัญตนว่าเที่ยง เป็นไปกับด้วยอสุรมายา ดูก่อนมหาราชเจ้า บุรุษผู้ฉลาดเช่นกับพระองค์ เมื่อทราบว่าน้ำดื่มชนิดนี้เป็นน้ำเมา หาประโยชน์มิได้ จะดื่มทำไม?
  • ในหม้อใบนี้ไม่มีเนยข้นหรือน้ำผึ้ง พระองค์รู้อย่างนี้แล้ว จงซื้อเสีย ดูก่อนท่านสัพพมิตต์ สิ่งที่อยู่ในหม้อนี้ ข้าพเจ้าบอกแก่ท่านแล้วตามความเป็นจริงอย่างนี้แหละ.

บางตอนจาก กุมภชาดก ต้องการอ่านทั้งหมด (คลิกที่นี้)

Dec 12

สิ่งที่คาดหวัง กับ สิ่งที่เป็นจริง ช่องว่างของสองสิ่งนี้จะแคบลงหรือกว้างออกไป ขึ้นอยู่กับการปรับสิ่งทั้งสอง…

  • สิ่งที่คาดหวัง เราอาจลดระดับลงมาเพื่อให้ใกล้กับสิ่งที่เป็นจริงได้
  • สิ่งที่เป็นจริง เราค่อยๆ สร้างขึ้นมาเพื่อให้ใกล้เคียงกับสิ่งที่คาดหวังได้
  • ใครก็ตามที่ดำเนินชีวิตสอดคล้องกับสิ่งที่คาดหวัง อาจกล่าวได้ว่าเป็น ผู้ใฝ่ฝัน
  • แต่ผู้ที่ดำเนินชีวิตขัดแย้งกับสิ่งที่คาดหวัง อาจกล่าวได้ว่าเป็น ผู้เพ้อฝัน
  • คนเรานั้น จะมี ๓ อย่าง คือ ความใฝ่ฝัน ความเพ้อฝัน และ ความเป็นจริง

เพียงแต่ว่า บางคนแยกแยะสิ่งเหล่านี้ได้ชัดเจน… ส่วนบางคนกลับทำให้สิ่งเหล่านี้ผสมปนเปกัน ทำให้ยากในการทำความเข้าใจตนเอง…

หมายเหตุ : เข้าไปโพสต์เล่นๆ ที่นี้ (คลิก) รู้สึกว่าเข้าท่า (หลงตัวเอง 5 5 5…) จึงมาโพสต์ไว้ที่นี้…

Nov 24
  • ดูกรแม่ภัททาสุริยวัจฉสา  ฉันขอไหว้ท้าวติมพรุบิดาเธอ โดยเหตุที่เธอเกิดเป็นนางงาม ปลูกความปลื้มให้แก่ฉัน เหมือนลมเป็นที่ปรารถนาของผู้มีเหงื่อ  หรือน้ำดื่มเป็นที่ปรารถนาของผู้ระหาย  เธอผู้จำรัสโฉม  เป็นที่รักของฉัน  คล้ายกันกับธรรมเป็นที่รักของเหล่าพระอรหันต์ฉะนั้น  ขอเธอช่วยดับความเร่าร้อน  เหมือนช่วยวางยาคนไข้ผู้กระสับกระส่าย  หรือให้โภชนะแก่ผู้หิว  หรือดับไฟที่ลุกอยู่ด้วยน้ำ  ขอให้ฉันซบลงจด ณ ถันและอุทรของเธอ  เหมือนช้างผู้ร้อนจัดในหน้าร้อนหยั่งลงสระโบกขรณี  มีน้ำเย็นประกอบด้วยละอองแห่งเกสรดอกปทุมฉะนั้น  ฉันมึนเมาแล้ว  เพราะช่วงขาอันสมบูรณ์ด้วยลักษณะ  ไม่รู้สึกถึงเหตุการณ์  เหมือนช้างเหลือขอ  ไม่ยอมรับรู้แหลนและหอกซัด  ด้วยถือว่าตนชนะแล้วฉะนั้น  ฉันมีใจจดจ่อในเธอ  ฉันไม่อาจกลับดวงจิตที่แปรปรวนไปแล้ว  เหมือนปลาที่กลืนเบ็ดเสียแล้วฉะนั้น  นางผู้เจริญ  ขอเธอเอาขาซ้ายกระหวัดฉันไว้  ขอเธอผู้มีดวงตาอันอ่อนหวาน  จงกระหวัดฉันไว้  ขอเธอผู้งดงามจงสวมกอดฉัน  นั่น !  เป็นข้อที่ฉันปรารถนายิ่งนัก  ความใคร่ของฉันในเธอผู้มีผมเป็นลูกคลื่น  ถึงจะมีน้อยก็เกิดผลมาก  เหมือนทักษิณาที่ถวายในพระอรหันต์ฉะนั้น  บุญอันใดที่ฉันได้ทำไว้แล้วในพระอรหันต์  ผู้คงที่  มีอยู่  ดูกรนางผู้งามทั่วสรรพางค์  ขอบุญอันนั้นของฉัน  จงอำนวยผลแก่ฉัน  พร้อมกับด้วยเธอ  บุญอันใดที่ฉันได้ทำไว้ในปฐพีมณฑลนี้  มีอยู่  ดูกรนางผู้งามพร้อม  ขอบุญอันนั้นของฉันจงอำนวยผลแก่ฉัน  พร้อมกับด้วยเธอ  ดูกรแม่สุริยวัจฉสา  ฉันปรารถนาเธอ  เหมือนพระศากยบุตรพุทธเจ้า  ทรงเข้าฌานอยู่พระองค์เดียว มีพระปัญญารักษาพระองค์ ทรงมีพระสติ  เป็นมุนี  ทรงแสวงหาอมตะ  พระผู้จอมปราชญ์ได้บรรลุพระสัมโพธิญาณอันสูงสุดแล้ว  พึงชื่นชม  ฉันใด  เธอผู้งดงาม  ถ้าฉันได้อยู่ร่วมกับเธอ  ก็จะพึงชื่นชม  ฉันนั้น  ถ้าท้าวสักกะผู้เป็นอิสระของพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์  จะประทานพรแก่ฉันไซร้  ฉันจะพึงเลือกเอาเธอเป็นแท้  ความอยากได้ของฉันมั่นคงถึงเพียงนี้  ดูกรแม่ผู้เฉลียวฉลาด  ท่านผู้ใดมีธิดาเช่นนี้  ฉันขอน้อมไหว้ท่านผู้นั้น  ซึ่งเป็นบิดาของเธอ  ซึ่งเป็นประดุจสาลพฤกษ์เผล็ดดอกไม่นานฉะนั้น ฯ

บางตอนจาก สักกปัญหสูตร ( คลิกที่นี้)

Oct 07
  • แก๊ซน้ำตา มาแล้วโว้ย แก๊ซน้ำตา
  • ใครโวยมา แก๊ซน้ำตา เอามั้ยโว้ย
  • ใครทำถูก ใครทำผิด ใครโอยโอย
  • มาแล้วโว้ย แก๊ซน้ำตา รัฐสภาไทย
  • ก๊ซน้ำตา สร้างน้ำตา เพื่อน้ำตา
  • ไหลรินมา น้ำตา จากกายใจ
  • แก๊ซน้ำตา ทำไม ใช้ทำไม
  • เหตุไฉน  ใยใช้  แก๊ซน้ำตา
Sep 05
  • เหนื่อยหน่ายนักพักเถิดประชาวอน
  • หลายขั้นตอนผ่านมาน่าอดสู
  • ความเห็นต่างร่างแถลงแปลงสารสู้
  • อดทนอยู่ทำไมใครบงการ
  • คนหนึ่งนั้นหนึ่งใจหนึ่งความคิด
  • โลกวิปริตผิดหรือถูกควรปลูกสมาน
  • อนาธิปไตยเพราะไร้ธรรมาภิบาล
  • ปรับปรุงการเทพหรือมารงานบ่งชี้
  • ตนเตือนตนทุกคนรู้ควรสำเนียก
  • เหตุไฉนเรียกร้องเค้าหรือเราดี
  • เราคนไทยควรสละเพื่อชาติพลี
  • รบต่อยตีกันเองนักเลงทราม
  • ควรคำนึงถึงประเทศถึงเศรษฐกิจ
  • ควรโน้มจิตคิดสงบจบคำถาม
  • คำพ่อหลวงน้อมใส่เกล้าทุกเขตคาม
  • แม้นทำตามดังว่ามาน่าดีเอย ฯ