พระพุทธเจ้าฉันปลาร้าหรือไม่

โดย withwit เมื่อ 17 January 2012 เวลา 8:43 am ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1737

พุทธศาสนา”ไม่ใช่”วิทยาศาสตร์

 

นักวิเคราะห์หลายท่านมักแสดงความคิดว่า พุทธศาสนานี้ดี เพราะเป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์ กล่าวคือ สามารถพิสูจน์ให้เห็นจริงได้ด้วยตนเอง ….ซึ่งผมว่าเป็นการ “ลบหลู่” ศาสนาพุทธประการหนึ่ง

 

อาจจะฟังยากสักหน่อยที่ว่าลบหลู่ศาสนา เพราะเราท่านที่เป็นชาวพุทธส่วนใหญ่จะบังเกิดความยินดีพอได้ฟังคำนิยมว่าศาสนาของเรานี้เก่ง “เท่า” วิทยาศาสตร์ของฝรั่งเชียวนะ

 

แต่ผมขอเสนอความเห็นแย้งว่า แท้จริงแล้วหลักศาสนาพุทธนั้น “สูง” กว่าหลักวิทยาศาสตร์มากนัก

 

หลักการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ของฝรั่งนั้น ไม่ต่างอะไรกับคำพังเพยไทยโบราณที่ว่า สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่ามือคลำ ไปได้ กล่าวคือ ใช้เวทนา ๖ แห่ง “ประสาทสัมผัส” เป็นเครื่องพิสูจน์  หนีไม่พ้นอายตนะทั้งหก คือ ตาหูจมูกลิ้นกายใจ

 

ส่วนหลักการสำคัญของพุทธศาสนานั้น มันเลย “เวทนา๖” ไปเสียอีก ซึ่งเป็นหลักสำคัญของทฤษฎีปฏิจจสมุปบาท  ความตอนหนึ่งว่า เมือมีอายตนะ ก็มีผัสสะ(การสัมผัส)  ก็มีเวทนา ตัณหา อุปทาน   …อุปทานคือการยึดติด ในที่นี้ก็คือการยึดติดกับ “ความจริง” นั่นเอง

 

ผมได้เขียนบทความไว้หลายบทที่พยายามจะบอกว่า มนุษย์เราทุกวันนี้กำลัง “งมงายในเหตุผล” ที่มาพร้อมกับวิทยาศาสตร์และตรรกศาสตร์  ซึ่งผมว่ามันน่ากลัวยิ่งเสียกว่าการงมงายในไสยศาสตร์เสียอีก

 

วิทยาศาสตร์นั้น ผมว่าเป็นเพียงบันไดขั้นแรกของพุทธศาสตร์เท่านั้นเอง คือ ในช่วงแรกศาสนาพยายามใช้เหตุผลชักจูง ชี้นำ เพื่อให้บุคคลเกิดศรัทธาในศาสนา พอมีศรัทธาแล้วก็จะปฏิบัติหนักขึ้นเรื่อยๆ จนหลุดพ้นในที่สุด

 

สภาวะแห่งการหลุดพ้นนั้นมัน “นอกเหตุเหนือผล” (วลีทีเด็ดของหลวงพ่อชา วัดหนองป่าพง)  ฝรั่งอาจเรียกว่า transcendental หรืออะไรก็แล้วแต่ ท่านพุทธทาสภิกขุก็บอกว่า “จงหลุดพ้นเสียจากการหลุดพ้น”  ส่วนหลวงพ่อโตวัดระฆังก็สอนนักวิทยาศาสตร์ฝรั่งที่เข้ามาสอดแนมในสมัย ร ๕ แบบกลายๆ ว่า “โลกเรานี้มีอายุเท่าอาตมานี่แหละ”

 

หลวงพ่อชาสอนอีกจุดว่า “คิดเท่าไรก็ไม่รู้ เมื่อหยุดคิดจึงได้รู้”   อันนี้ก็ต่างจากคำสอนของไอน์ไสตน์มาก ที่สอนว่า “จงคิด คิด คิด…แล้วท่านจะรู้”

 

สภาวะแห่งการหลุดพ้นนั้น ผมเชื่อว่า ไม่อาจ “คิด” เอาได้ เพราะถ้าเช่นนั้นคนจีเนียสที่ไอคิวสูงๆ คงตรัสรู้กันหมดแล้ว แต่ในขณะเดียวกัน พวกโง่ปานบัวเหล่าที่สี่ก็คงยากที่จะตรัสรู้ได้

 

ท่านพุทธทาสเคยพูดว่า พวกฝรั่งมันฉลาดมาก ช่างคิดค้นอะไรในเชิงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีได้มากมายอย่างเหลือเชื่อ  ถ้าพวกเขาจะอุทิศเวลามาศึกษาพุทธธรรมกันมากๆ คงจะได้บรรลุกันมากหลายทีเดียว  แต่นั่นแหละจะไปสอนให้แมลงวันเลิกตอมอาจม แล้วหันมาดูดน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ มันคงยากอยู่  แม้แต่คนเรา เช่น คนอีสาน นิยมกินปลาร้าเหม็นๆ คนเหนือกินแอบสมองหมู ลาบเลือด หรือคนภาคกลางกินน้ำพริกกะปิเหม็นๆ  ก็ว่ามันอร่อย จะไปสอนให้มาหัดกินเจรสจืด ก็แสนยากพอกัน

 

การทำจิตให้ว่างนั้น หาใช่ว่ามันว่างแบบไม่มีอะไรเลย แท้จริงแล้วมันมี ..แต่มันมีแบบไม่มี  (มุกนี้ท่านพุทธทาสภิกขุท่านหยอดไว้ได้ถึงใจดีนักแล)

 

…คนถางทาง (๑๗ มค. ๒๕๕๔)

« « Prev : ศาสนาและความรุนแรง(๒)

Next : กินอร่อยคอยนรก (ลิ้นลวงโลก ตอนที่ ๑) » »


ผู้ใช้ Facebook สามารถให้ความเห็นที่นี่ได้ โดยกด Like เพื่อแสดงตัว

ความคิดเห็นสำหรับ "พระพุทธเจ้าฉันปลาร้าหรือไม่"

ไม่มีความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

ท่านอยากจะเข้าระบบหรือไม่


*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Click to hear an audio file of the anti-spam word


Main: 0.041629791259766 sec
Sidebar: 0.037395000457764 sec