ส่งการบ้านครูบา(ปอกเปลือกอัยการชาวเกาะ)

โดย อัยการชาวเกาะ เมื่อ 16 พฤศจิกายน 2008 เวลา 12:38 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 2417

ไปกทม.ครั้งแรก

ผมเติบโตมากับครอบครัวพ่อค้า ที่พ่อพยายามสอนให้เราตื่นแต่เช้า เป็นเด็กที่มีวินัย รู้จักความรับผิดชอบทั้งต่อตัวเองและสังคม ตอนเรียนชั้นประถมมีหน้าที่ทำความสะอาดร้านก่อนไปโรงเรียนซึ่งจะได้ค่าทำความสะอาดเดือนละ ๓๐ บาท กลางคืนช่วยแม่ขายขนม ตอนเช้าไปส่งขนมขายตามร้านกาแฟ เลิกเรียนมาเก็บตังค์ เสาร์อาทิตย์อาจจะต้องไปขายน้ำแข็งใส่น้ำหวานสีแดง เขียว ส้ม เป็นถุงๆ ทำกันตอนกลางคืน ผมกับพี่และน้องมีหน้าที่ผูกถุงและเอาไปเรียงในตู้เย็น บางวันก็ต้องไปขายผักโขมที่แม่เอาเมล็ดหว่านไว้หลังบ้านต้นโตอวบงามมาก การทำงานตามหน้าที่และการมีรายได้จะสอนให้เด็กรู้จักค่าของเงิน

แม่จะสอนเรื่องทำกับข้าว ทำขนมจีน ทำขนมหลายอย่าง ผมชอบไปช่วยแม่แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้ทำนานแล้วจึงลืมไปหมด แถมยังได้เห็นการทำขนมจีนสมัยก่อนกว่าจะได้กินขนมจีนไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่เหมือนเดี๋ยวนี้ อยากกินขนมจีนก็มีขายไปทั่ว หรือหากจะทำขนมจีนกินกันเองก็ทำแต่น้ำยา เส้นก็ไปซื้อเอา แต่สมัยก่อนต้องเอาแป้งมาโม่ก่อน แล้วหมักเอาไว้ค้างคืน จากนั้นเอาไปต้ม แล้วตำ เอามาใส่ที่บิดจนออกมาเป็นเส้น ลงน้ำเย็น แล้วเอามาจับเป็นจับๆ กระบวนการมันไม่ง่ายเลย พอทำน้ำแกง ก็ต้องตำเครื่องแกง ขูดมะพร้าว คั้นน้ำกะทิ ต้มปลา เอาเนื้อปลามาตำปนกับเครื่องแกง แล้วจึงเอาไปแกง เคล็ดลับของแม่อยู่ที่ไม่ทิ้งน้ำมะพร้าว เอามาคั้นกะทิจะได้น้ำกะทิที่มันอร่อย วิชาการกินไม่ได้ แต่วิชากินช่วยให้ชีวิตอยู่รอดได้

พ่อสอนให้ผมได้รู้จักโลกกว้างพาผมไปกรุงเทพฯตั้งแต่อายุ ๓ ขวบเพื่อไปผ่าตัดปลิ้นหนังตาล่าง เพราะขนตาล่างมันงอกเข้าในทำให้ตาแฉะมีขี้ตาบ่อยๆ ตอนนั้นได้ขึ้นรถราง ได้ขึ้นรถไฟ ที่จำได้เพราะมีภาพที่พ่อถ่ายไว้ พ่อสนับสนุนให้ถ่ายภาพ เพราะภาพถ่ายจะบันทึกเรื่องราวที่เป็นประวัติศาสตร์ของเรา เป็นบันทึกอย่างดี

ตอนเจ็ดขวบ ไปผ่าตัดทอนซิล ได้เที่ยวกรุงเทพอีกแล้ว ทำให้ผมได้เห็นความเจริญมากกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันอย่างเทียบกันไม่ได้ ได้ไปสถานเสาวภา ไปสวนสัตว์ดุสิตได้นั่งรถบัสจากโคกกลอยไปกรุงเทพ ได้เห็นว่าเส้นทางสมัยก่อนบางตอนต้องใช้ช้างลากรถ หรือไม่ก็ต้องใช้รถอีกคันลากขึ้นไป แถมนั่งรถกินฝุ่นหัวแดงไปหมด ตอนไปกรุงเทพคราวนั้นพ่อพาไปเยี่ยมพระที่วัดพิชัยญาติ มีคนเอาหนังสือมาขาย พ่อให้เลือกนิทานก็เลือกเอานิทานปกแข็งมาเล่มหนึ่ง พ่อถามว่าจะเอาอะไรอีกไหม ผมหยิบเอาหนังสือมันสมองของหลวงวิจิตรวาทการมาอีก ๑ เล่ม ตอนนั้นอ่านรู้เรื่องมั่งไม่รู้เรื่องมั่ง แต่รู้สึกว่ามันสมองนี่มันน่าสนใจ มาอ่านจบจริงๆตอนโตนี่แหละ อิอิ หลังจากนั้นก็ลุยอ่านหนังสือของหลวงวิจิตรวาทการ เพราะชอบภาษาการเขียนของท่าน

ตอนเรียนหนังสือที่โคกกลอยวิทยา มีอยู่ช่วงหนึ่งที่พ่อต้องไปเป็นผู้จัดการร้านซิงเกอร์ที่ตัวจังหวัดพังงา แม่ก็ไปด้วยเราต้องอยู่กับป้า,อา,อาสะใภ้,ย่า ส่วนพี่กับน้องไปอยู่พังงากันแล้ว ที่อยู่เรียนเพื่อให้จบ ป.๔ และพอจบ ป.๔ จำได้ว่าป้าเอากระเป๋ามาดูแล้วถามว่า หนังสือหายไปไหนหมด เอามาดูมีภาษาไทยอยู่เล่มเดียวเพราะชอบอ่าน ส่วนเล่มอื่นไม่รู้ไปอยู่ไหน ชอบภาษาไทยมากตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้

จบ ป.๔ ไปต่อ ป.๕ ที่โรงเรียนเมืองพังงา ที่นี่ได้เล่นดนตรีเป็นครั้งแรก เล่นระนาดเหล็ก ในสมัยนั้นโรงเรียนอื่นครูจะเป็นคนตีระนาดเหล็ก แต่ผมเป็นเด็กที่ได้เดินตีระนาดเหล็ก เท่ห์มากขอบอก…ที่นี่ได้เรียนรู้ว่าใบไม้ชนิดไหนเอามากินเล่นได้ ผมได้กินใบปากเป็ดมีรสชาติเปรี้ยวๆ นั่นเป็นของกินเล่นของเด็กสมันนั้น เพื่อนๆเอาลูกมายมาฝาก บางทีตอนเที่ยงเราเข้าป่าหลังโรงเรียนหาลูกกอ(เกาลัดป่า)มากินกัน เราได้หัดปลูกผักก็ที่นี่ เราได้หัดช่างไม้ก็ที่นี่ เราได้เรียนวิชาลูกเสือก็ที่นี่ ได้เดินป่า ได้หัดเย็บชุนปะ ได้หัดจุดไฟด้วยไม้ขีดสามก้าน ฯลฯ

สิบเอ็ดขวบไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ(อำนวยศิลป์พระนคร) อยู่บ้านเดียวกับภรรยาท่านจาตุรนต์ กับพี่หมอทนงค์ วัฒนประสาน ซึ่งขยันเรียนหนังสือมาก อ่านหนังสือทุกวันแทบไม่มีเวลาพักผ่อนทำอย่างอื่น ผิดกับผมที่เที่ยวเล่นกับเพื่อนแถวลิโด้ สยาม สกาล่า ปีถัดมาจึงถูกส่งเข้าไปอยู่ป่าแถวบางพลัด ได้เรียนรู้เกี่ยวกับบ้านสวน อากาศสบายกว่าอยู่แถวสยามสแควร์ อีกปีหนึ่งย้ายไปอยู่กับญาติแถววัดดุสิตาราม ใกล้สะพานพระปิ่นเกล้า อยู่ได้สองสามเดือนย้ายอีกไปอยู่บ้านช่างหล่อเพราะเจ้าของเขาถูกเวณคืนที่ดินสร้างสะพานพระปิ่นเกล้านั่นแหละ และที่บ้านช่างหล่อถึงรู้ว่าสุภาษิตที่ว่าเดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัดนั้นมันไม่จริง จริงๆแล้วเดินไปก่อนผู้ใหญ่นั่นแหละหมาไม่กัด พอเราเดินตามหลังมันย่องมางับน่องเลย อิอิ

ที่อำนวยศิลป์ได้รับเลือกเป็นสารวัตรลูกเสือ ได้รับบ่าลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่เป็นชุดแรก ๑๐ คน เพราะมีความรับผิดชอบในงาน อาจารย์สั่งให้บรรดาลูกเสือเอาเต้นท์มาทำความสะอาดเพื่อไปเข้าค่าย ทำตั้งแต่เช้ายังไม่เสร็จเพื่อนๆก็ค่อยๆหนีกลับ เหลือผมกับเพื่อนช่วยกันทำจนเสร็จอาจารย์มาจดชื่อไว้ ต่อมาทำพิธีประชุมกองและแจกบ่าให้เป็นชุดแรกในขณะที่เพื่อนนักเรียนรุ่นเดียวกันยังไม่ได้บ่า ต่อมามีการชุมนุมลูกเสือโลกครบรอบ ๖๐ ปีลูกเสือสิงคโปร์ เขียนจดหมายมาขออนุญาตพ่อ ซึ่งได้รับอนุญาตทันทีแถมยังให้ตังค์ไปซื้อกล้องถ่ายรูปแบบฮาล์ฟเฟรม เพื่อจะได้ใช้แล้วนำมาขายต่อได้กำไร จำได้ว่าซื้อมาประมาณ ๕๐๐ บาท ขายได้ ๑,๐๐๐ บาท การฝึกลูกเสือสอนอะไรให้ชีวิตมากมาย และที่นี่จะรู้สึกมีความสุขมากๆเมื่อได้ฟังอาจารย์พา ไชยเดช สวมชุดค้างคาว(ชุดปริญญา)ขึ้นเวทีสอนพวกเราในเรื่องต่างๆ รู้สึกซาบซึ้งกับคำว่าครูมากๆๆ เคยได้ต้อนรับอาจารย์ตอนเกษียณอายุแล้วไปเที่ยวแวะหาลูกศิษย์ตามจังหวัดต่างๆ ตอนมาสุราษฎร์แอบหนีลูกศิษย์ที่ตัวจังหวัดมาไชยาเพื่อมาหาท่านผู้พิพากษาหัวหน้าศาลซึ่งเป็นครูเก่าที่อำนวยศิลป์พระนคร แล้วไปทานอาหารด้วยกันสามคน ท่านยังสอนผมอีกตั้งหลายเรื่อง

จบม.๓ เพื่อนชวนไปเรียนวิชาการหนังสือพิมพ์ อยากเป็นนัก น.ส.พ. แต่เพื่อนบอกเสร็จมันไม่ไปสมัคร เราสมัครคนเดียว เรียนได้หกเดือนพ่อเรียกตัวกลับ ช่วงนั้นไปอยู่บางโพกับญาติอีกคนหนึ่ง อยู่บ้านช่วยขายของ ขายเทป เครื่องไฟฟ้า ไปตามเรื่อง พ่ออยากให้เรียนสายวิทย์ แต่เราไม่ชอบ เราชอบสายศิลป์ก็เลยแอบไปสอบเข้าโรงเรียนสตรีภูเก็ต วันไปสอบไปนอนบ้านญาติ ตื่นเช้าขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัวเสร็จเห็นที่โต๊ะมีข้อสอบเก่าของโรงเรียนสตรีฯที่ญาติเรียนอยู่วางอยู่บนโต๊ะ หยิบมาอ่านเล่นๆทุกวิชาที่วางอยู่ ดูเฉลยไปด้วย พอเข้าห้องสอบ โอ..แม่เจ้า…มันเป็นข้อสอบที่อ่านเมื่อเช้าจำได้ทั้งนั้นเลย ผลสอบออกมาได้ที่ ๒๘ โอ๊ะๆๆ

เรียนสตรีภูเก็ตหุ่นดีมากๆ สาวๆกรี๊ด สาวแซวจนขาขวิด เป็นเชียร์ลีดเดอร์ด้วยขอบอก อ้อ..สมัยนั้นพ่ออ่านฟ้าเมืองไทย บอกให้เราลองเขียนบทความสั้นๆส่งไปให้อาจินต์ ปัญจพรรค์ อ่าน อาจินต์ เอาเรื่องที่เขียนไปลงด้วย ได้เงินมา ๑๐๐ บาทมั๊งถ้าจำไม่ผิดเพราะมันนานเต็มทีแล้ว ตื่นเต้นดี ที่สตรีภูเก็ตก็คิดอยากทำวารสารของห้อง วาดหน้าปกเอง เขียนการ์ตูนเอง หาเรื่องมาลงเอง ทำเองด้วยมือทั้งเล่ม และยังมีเพื่อนช่วยเขียนแซวเพื่อนในห้อง เพื่อนต่างห้องด้วย เป็นที่ฮือฮามาก ครูประจำชั้นชมเปาะว่าครูนึกว่าเอาหนังสือวารสารมาอ่านกัน นี่วาดเองหรือ ทำให้ห้องผมดังมากเพราะห้องอื่นก็อยากอ่านว่ามีการแซวเพื่อนข้ามห้องด้วย ผมเป็นเด็กม.ศ.๔ ที่ประธานนักเรียนชั้น ม.ศ.๕ เชิญไปอยู่ในกองบรรณาธิการทำหนังสือของโรงเรียนด้วย อิอิ

ที่สตรีภูเก็ต รู้สึกต้องชะตากับท่านผู้อำนวยการตอนนั้นท่านเป็นครูใหญ่ ท่านเมตตาผมมาก สอนให้ผมรู้จักการกราบผู้ใหญ่ตอนวันไหว้ครู จนกระทั่งต่อมาท่านเกษียณอายุราชการ และผมได้ย้ายมารับราชการที่ภูเก็ตก็แวะเวียนไปเยี่ยมท่านเสมอ ผมเป็นนักเรียนชายที่ไปเยี่ยมท่านบ่อยที่สุด บางวันท่านเหงาท่านถามว่าวันอาทิตย์ว่างไหม มานั่งคุยกับครูหน่อย ผมก็จะซื้อขนมนมเนยไปทานที่บ้านท่านคุยกับท่านตั้งแต่เที่ยงยัน ๖ โมงเย็นท่านไม่ยอมนอนพักผ่อนตอนเที่ยง เพราะท่านบอกว่าบัณฑูรเก็บเรื่องราวได้ดี ท่านจึงอยากเล่าไว้เพราะถ้าสิ้นท่านไปแล้วหลายเรื่องคนจะไม่รู้ เช่น ท่านเป็นคนร่างหลักสูตรวิทยาลัยครูภูเก็ต ท่านเป็นแม่งานในการรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินี ด้านการแสดงถวายการต้อนรับ เรื่องในโรงเรียน เรื่องการสร้างอาคาร เมื่อครบ ๙๐ ปีสตรีภูเก็ต ใครไปเชิญท่านให้ไปร่วมงานท่านก็ปฏิเสธ ครูเก่าผมบอกว่ามีบัณฑูรคนเดียวที่จะทำได้ ส่งผมไป ผมไปพูดอ้อนวอนท่านก็บอกว่าอย่าให้ครูไปเลย ให้เป็นเรื่องของผู้อำนวยการท่านใหม่เขาเหอะ ผมกราบท่านเรียนว่า โรงเรียนครบ ๙๐ ปีทั้งที ถ้าอาจารย์ไม่ไปร่วมทำบุญตักบาตรกับลูกศิษย์แล้ว งานจะมีคุณค่าได้อย่างไร ท่านหัวเราะ เออ..มันช่างพูด ..๘ โมงบัณฑูรมารับครูที่บ้านนะ ถึงวันงานพอรถผมมาจอดที่โรงเรียน ท่านก้าวลงจากรถ ครูเก่าหลายท่านยืนยกนิ้วหัวแม่มือให้ผม วันนั้นศิษย์เก่าโรงเรียนสตรีภูเก็ตมีความสุขมาก…

สมัยเรียนที่สตรีภูเก็ตผมเป็นกลุ่มผู้นำม๊อบต่อต้านอาหารโรงเรียน สมัย ๑๔ ตุลา ก็เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้นำม๊อบไปชุมนุมกันที่สะพานหิน เป็นเป็นกลุ่มผู้นำม๊อบไล่ผู้ว่าราชการจังหวัดในสมัยนั้น ทั้งที่ไม่รู้เลยว่าไปไล่ท่านทำไม แต่สถานการณ์พาไปนักเรียนโรงเรียนต่างๆเดินขบวนแห่มายืนตะโกนเรียกโรงเรียนสตรี พวกผมก็ประชุมกันในที่สุดก็พากันออกไป พอไปถึงสะพานหิน เขาก็ให้ตัวแทนแต่ละโรงเรียนขึ้นไปพูดขับไล่ผู้ว่าฯ พอถึงคิวโรงเรียนสตรีพวกก็ถีบผมขึ้นไป แล้วผมจะด่าอะไรได้ที่ไปก็ไม่รู้ข้อมูลเลยว่าผู้ว่าฯทำชั่วอะไร แต่ขึ้นก็ขึ้น ผมพูดว่า “ผมมาจากโรงเรียนสตรี เด็กที่นี่มีแต่เด็กเรียบร้อย ด่าคนไม่เป็น” เสียงเฮ….. “แต่เรามีความเห็นเหมือนทุกคนที่อยู่ที่นี่ ด่ายังไงเราก็ด่ายังงั้นแหละ” เฮ..(เริ่มกะล่อนเป็นแล้ว อิอิ)………รุ่งเช้า ท่านผู้อำนวยการเรียกไปพบ ผมนึกว่าโดนแน่แล้วเรา แต่ผิดคาดท่านให้ผมนั่งแล้วชมว่า เมื่อวานบัณฑูรทำหน้าที่ดีมาก โรงเรียนก็ไม่เสีย ได้ใจม๊อบด้วย….เฮ้อ….
ตัวแทนนักเรียน

ผมรู้สึกว่าครูบาอาจารย์แต่ละท่านให้ความเมตตาผมทุกท่าน ผมจึงรักโรงเรียนแห่งนี้มาก อาจารย์ภาษาไทยจะให้เราเลือกละครจากหนังสือวรรณคดีไทยมาแสดงกันเอง แต่ละห้องจะไม่ซ้ำกัน เราเขียนบทกันเอง กำกับกันเอง จึงทำงานกันสนุกสนาน พอสิ้นปีเอาตัวละครเด่นๆแต่ละห้องมาแสดงร่วมกันบนเวทีใหญ่ ผมแสดงเป็นพระเวศสันดร แสดงละครจบต้องหนีแทบตายเพราะกระเทยตามเป็นฝูงใหญ่ ฮ่าๆๆ

จบม.ศ.๕ พวกเราก็เหมารถไปกรุงเทพฯ สอบเอนทรานซ์ไม่ได้ เพื่อนๆผู้ชายที่ไปจากภูเก็ตนัดหมายกันไปเรียนกฎหมายที่รามคำแหงกันเกือบสิบคน พอเอาเข้าจริงสมัครเรียนนิติศาสตร์เพียง ๔ คน ขณะนี้เป็นอัยการสองคน อยู่การไฟฟ้าฝ่ายผลิต ๑ คน อีกคนไม่จบหันไปเรียนรัฐศาสตร์ ที่เหลือมันเรียนรัฐศาสตร์กันเดี๋ยวนี้เป็นเซลแมน เป็นเจ้าของกิจการกันเป็นแถวๆ ระหว่างเรียนรามคำแหง สโมสรไลออนส์มีโครงการเข้าค่ายเยาวชนที่เมืองโตซานโซ ประเทศญี่ปุ่น พ่อถามว่าอยากไปไหม ตอบว่าอยากไป พ่อจึงให้ไปทั้งๆที่พ่อไม่เคยไปญี่ปุ่นมาก่อน ที่นั่นได้เห็นโลกกว้างมากมาย ได้เห็นสิ่งที่คนไทยอีกหลายคนไม่เคยเห็น ความคิดอ่านของเราจึงก้าวหน้ากว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน

ถ้าถามว่าเรียนเก่งไหม ตอบได้เลยว่าไม่ได้เรื่อง เพราะเวลาเรียนไม่เรียน มัวอยากจะเล่นดนตรี แต่พอจะสอบจะอ่านหนังสืออย่างเอาเป็นเอาตาย แถมมีสมาธิดีตอนมีเสียงรอบตัว อ่านหนังสือบนรถเมล์นี่จำได้ดีมาก ส่วนใหญ่จะอ่านสามวันก่อนสอบ อิอิ อย่ามาเอาอย่างผมเป็นความสามารถเฉพาะตัว ห้ามลอกเลียนแบบ จบปริญญาตรีด้วยเกรด ๒.๒๖ เท่านั้น สมัยสอบเนติบัณฑิต รับปากกับพ่อว่าจะเรียนให้จบภายใน ๓ ปี ผมแต่งงานมีครอบครัวก่อนจนกระทั่งได้ลูกชาย ตั้งชื่อว่า “เนติกร” ชื่อเล่นชื่อ “เนติ์” พ่อก็ทวงคำสัญญา บอกกับพ่อว่าผมต้องทำได้ (คำว่า “ต้อง”ก็จำเป็นนะท่าน..อิอิ) แล้วผมก็อ่านหนังสืออย่างจริงจัง ผมอ่านหนังสือ ๑๕ วันก่อนสอบ อ่านทั้งวันทั้งคืน ง่วงตอนไหนหลับตอนนั้น ตื่นตอนไหนอ่านหนังสือทันที แต่ตรวจสอบข้อสอบเก่าว่ามาตราไหนที่เคยออกข้อสอบบ่อย คำพิพากษาฎีกาไหนที่วินิจฉัยแปลกๆ จำได้ ตอนนั้นความจำดีมาก และผมก็ทำสำเร็จ

ตอนสอบอัยการก็เหมือนกัน ตั้งมั่นว่าจะต้องสอบทีเดียวได้ เพื่อครอบครัว(เห็นไหม ผมใช้คำว่าต้อง อีกแล้ว แต่ใช้กับตัวเองครับ อิอิ) ผมอ่านตำราหลายเล่ม ตอนนั้นแม่นกฎหมายมาก ใครถามอะไรตอบเป๊ะๆเลย ประกาศผลสอบออกมาดีใจกันยกใหญ่เพราะสอบได้และบรรจุรุ่นแรก (พวกผมบรรจุถึง ๓ รุ่น กว่าจะหมด)

ระหว่างเป็นอัยการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์มาเปิดสอนที่ภูเก็ต ก็เลยไปสมัครเรียน ตอนสอบสัมภาษณ์อาจารย์ถามว่า เป็นนักกฎหมายอยู่ดีๆทำไมมาเรียนบริหาร ผมตอบว่า สำนักงานอัยการสูงสุดมีนักกฎหมายเยอะ แต่นักบริหารน้อย ผมอยากเป็นนักบริหาร จึงอยากมาเรียน กับเหตุผลประการที่สอง อยากเรียนให้ลูกดูว่าผมสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต และเมื่อพ่อจบปริญญาโท ลูกเรียนจบปริญญาโทก็ถือว่าเท่ากับพ่อ แต่ถ้าลูกเรียนจบปริญญาเอก ลูกก็จะเป็นอภิชาตบุตร อาจารย์เลยไม่ถามเรื่องอื่นเลย ผ่านง่ายๆเลย อิอิ

ตอนเรียนปริญญาโท อ่านหนังสือแทบเป็นแทบตายสอบได้ B ก็เลยไม่อ่านคอยฟังเพื่อนติว คุยแสดงความคิดเห็น ผลออกมาได้ A- มั่ง A มั่ง B+ มั่ง จบด้วยเกรด ๓.๔๖ ไม่มีสิทธิเรียนปริญญาเอก อิอิ แต่พอแล้ว..ไม่เรียนแล้ว เรียนรู้จากหนังสือ จากบล็อก และมาเรียนกับลุงเอกดีกว่า…

ถอดบทเรียนชีวิต

  1. พ่อแม่เป็นผู้ชี้นำทางให้เราได้เป็นอย่างดี ถ้าพ่อแม่ไม่ทำตัวอย่างที่ดี ลูกไม่มีทางดีได้
  2. ความมีน้ำใจกับผู้คน ถ้าพ่อแม่แสดงให้เห็นอยู่เป็นประจำ ลูกจะซึมซับมาเอง
  3. ครูบาอาจารย์เข้าใจลูกศิษย์ จะทำให้ลูกศิษย์เคารพในความเป็นครูและรักสถาบัน
  4. การเรียนหลายแห่ง สร้างสมประสบการณ์สำคัญกับการอยู่ร่วมกันในสังคม
  5. การมอบหมายหน้าที่รับผิดชอบตั้งแต่เล็ก จะทำให้เขารู้จักรับผิดชอบต่อตัวเองและสังคม
  6. การไปทัศนศึกษาทำให้เขามองโลกกว้างขึ้นมากกว่าคนที่ไม่ได้ไปเห็น ทำให้มีทัศนคติที่ดี
  7. การมีรายได้ระหว่างเรียนจะทำให้เขารู้จักค่าของเงิน
  8. เดินตามผู้ใหญ่โดยไม่สนใจรอบข้าง หมาไม่กัดผู้ใหญ่แต่มันจะย่องมางับน่องเรา
  9. การตามกระแสบางครั้งไม่เกิดประโยชน์อะไรเลยหากเราไม่รู้ความจริง
  10. การทำอะไรก็ตามถ้ามีความตั้งมั่นแล้ว ทุกอย่างจะสำเร็จ
  11. วิชาการกินไม่ได้ วิชากินเอาชีวิตรอดได้ เด็กยุคใหม่ต้องเรียนทั้งวิชาการและวิชากิน เพราะภัยธรรมชาติเกิดบ่อยมาก
  12. คำว่า “ต้อง” ใช้ได้กับตัวเอง แต่อย่าไปใช้กับคนอื่น

Post to Twitter Post to Facebook

« « Prev : เรื่องของเมีย

Next : ส่งการบ้านครูบา(ปอกเปลือกอัยการชาวเกาะ๒) » »


ผู้ใช้ Facebook สามารถให้ความเห็นที่นี่ได้ โดยกด Like เพื่อแสดงตัว

15 ความคิดเห็น

  • #1 Logos ให้ความคิดเห็นเมื่อ 16 พฤศจิกายน 2008 เวลา 13:58

    เรื่องความละเอียดละออ ช่างสังเกต ในการบันทึกเรื่องราว มีที่ไปที่มาไหมครับ

  • #2 อัยการชาวเกาะ ให้ความคิดเห็นเมื่อ 16 พฤศจิกายน 2008 เวลา 15:25

    ความละเอียดละออ มีที่มาแน่นอน เพราะสมัยเป็นเด็กพ่อชอบพูดว่าผมเป็นลูกที่สะเพร่าที่สุดของบ้าน ฮ่าๆๆ ก็เลยต้องเพิ่มความละเอียดในการทำงาน เพราะพ่อเป็นคนละเอียดมาก เขียนหนังสือสวย คิดเลขเก่ง งานของพ่อจะเรียบร้อยทุกอย่าง
    การที่พ่อให้ไปต่างประเทศ พ่อมักจะให้กลับมาเล่าว่าไปเห็นอะไรมาบ้าง เราจึงต้องบันทึกในรายละเอียด และมุมมองที่เรามองพ่อบอกว่าถ้าเรามองเหมือนคนอื่นเราก็ไม่ต่างอะไรจากคนอื่น ผมก็เลยหามุมที่คนไม่ค่อยมองครับ อิอิ
    นี่กำลังคิดจะเขียนต่ออีกนะเนี่ย…เอิ้กๆๆ

  • #3 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 16 พฤศจิกายน 2008 เวลา 15:38

    อมยิ้มกับเรื่องราวชีวิตที่ยอดเยี่ยมค่ะ
    เบิร์ดเห็นความคล้ายกันหลายอย่างของเฮฯ เช่นความเป็นผู้นำ ความเป็นตัวของตัวเอง ช่างคิด ช่างจดจำ ละเอียดรอบคอบ ไม่กดดันคนอื่นและมีอารมณ์ขัน

    ฟ้าเมืองไทยปาป๊ากับแม่อ่านค่ะ คุณลุงอาจินต์ ปัญจพรรค์เป็นบก.ที่คุ้นชื่อเสียงมาก เรื่องราวในนั้นก็น่าอ่านนะคะ แต่จะเกี่ยวกับการบ้านการเมืองไม่น้อย อิอิอิ นักเขียนสมัยก่อนมีความปราณีตในการใช้คำ น่าเสียดายที่ปิดตัวไป หนังสือรุ่นเก่ามีต่วยตูนมั้งคะที่ยังคงอยู่

  • #4 bangsai ให้ความคิดเห็นเมื่อ 16 พฤศจิกายน 2008 เวลา 17:08

    ประทับใจจริงๆ…
    คุณพ่อสอนลูกเก่งมาก  แบบนี้แหละที่เรียกว่า เรียนจากชีวิตจริง ของแท้..

    หนังสือ…
    พ่อผมเป็นครูจึงอ่านวิทยาสาร ชัยพฤกษ์ และเสรีภาพ และ สยามรัฐ ชอบทุกเล่มครับ

    วันนี้คุณหมอวันชัย วัฒนศัพท์ มาอบรมสันติวิธีที่ขอนแก่น เด็กที่บ้านเขาเรียนจบนิติศาสตร์ และทำงานที่สำนักงานทนายความเลยเข้าไปอบรมด้วย  ก็คงจะมาเล่าให้ฟังครับ

    คุณหมอวันชัยเป็นหุ้นส่วนใหญ่โรงเรียนสองภาษาที่ขอนแก่น เคยเป็นคณะกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนา มข.ที่คนข้างกายผมทำงานอยู่ ช่วงนั้นผมก็เป็นกรรมการด้วย(ในนาม NGO) ท่านจัดรายการวิทยุด้วย.. เมื่อเด็กที่บ้านมาเล่าว่าเข้าอบรมเรื่องนี้เลยนึกถึงท่านอัยการ ลุงเอก ท่านครูบา…ครับ

  • #5 sutthinun ให้ความคิดเห็นเมื่อ 16 พฤศจิกายน 2008 เวลา 17:34

    คงไม่ต้องบอกว่าดีใจที่ได้อ่านขนาดไหน
    เรื่องตอนเข้าไปเรียนกทม.ย่านที่อยู่นี่มีหลายๆจุดตรงกัน
    และชอบใจที่บอกว่า รูปหล่อ  เออ เสียงก็หล่อ อะไรๆก็หล่อ
    ผมจึงดีใจที่ได้อ่านเรื่องคนหล่อหลอมอะไรๆได้จ๊าบส์มาก

    คิคิ

  • #6 อัยการชาวเกาะ ให้ความคิดเห็นเมื่อ 16 พฤศจิกายน 2008 เวลา 21:00

    สวัสดีครับน้องเบิร์ด
    คุณพ่อผมชอบอ่านฟ้าเมืองไทยและชุดเหมืองแร่มาก ผมก็อ่านเหมือนกัน รอพ่อวางก็จะรีบไปหยิบอ่าน แต่พ่อให้อ่านเพราะไม่มีพิษมีภัย ดังนั้นพอเขาทำหนังเรื่องมหาวิทยาลัยเหมืองแร่ น้องชาย(ชื่อโกไข่)ไปทำเพลงให้กับหนังเรื่องนี้ พอคุณอาจินต์ได้ยินเพลงก็บอกว่า ใช่เลย ที่เหมืองเป็นเพลงแบบนี้ ใครเป็นคนทำเพลงนี้วะ พอรู้ว่าน้องผมเป็นเด็กพังงา ก็เลยบอกผู้กำกับว่าทำไมไม่ให้ไอ้หมอนี่แสดงด้วยล่ะ และเมื่อไปเทสต์หน้ากล้องน้องผมก็ผ่าน บทคนขายกาแฟในหนังเรื่องนั้นแหละ น้องผม พ่อผมจึงรู้สึกดีใจมากๆที่น้องได้แสดงหนังเรื่องนี้

  • #7 อัยการชาวเกาะ ให้ความคิดเห็นเมื่อ 16 พฤศจิกายน 2008 เวลา 21:06

    สวัสดีครับพี่บางทราย
    ผมก็แค่เล่าเรื่องราวที่เป็นชีวิตผมครับ นี่ผมยังตั้งใจว่าจะเล่าต่ออีกนะเนี่ย อิอิ เพราะเพิ่งเล่าเฉพาะการเรียน แต่ยังไม่จบเลย ยังไม่ได้เล่าเรื่องเรียนรู้การถ่ายภาพ การเขียนภาพ การเล่นดนตรี ร้องเพลง บันทึกเสียง /การทำงาน การต่อสู้กับความไม่ถูกต้อง/เรื่องการเลี้ยงลูก  กลัวแต่ว่าพอเขียนเยอะเขาขี้เกียจอ่านนะสิ อิอิ

  • #8 อัยการชาวเกาะ ให้ความคิดเห็นเมื่อ 16 พฤศจิกายน 2008 เวลา 21:09

    สวัสดีครับพ่อครู
    พอเขียนแล้วผมทำท่าจะติดลมนะสิ เพราะมีเรื่องอยากเล่าเยอะแยะไปหมด อิอิ ถ้าเอามารวมเล่มได้ เอาภาพประกอบใส่เข้าไป เราจะได้หนังสือชื่อ “ตัวตนคนแซ่เฮ” มาเล่มใหญ่ แต่ไม่รู้ว่าจะมีคนซื้ออ่านไหม นะ อิอิอิ

  • #9 sutthinun ให้ความคิดเห็นเมื่อ 17 พฤศจิกายน 2008 เวลา 2:22

    ไม่ง้อคนซื้อ หนังสือเล่มนี้ ใครได้อ่านถือว่าวาสนาดี เพราะทรงคุณค่าไม่แพ้ตำราเล่มใด เท่าที่อ่านของใครๆ ฟันธงได้ว่าไม่ธรรมดาอยู่แล้ว ครบเครื่องเหมือนเข้าร้านขาประจำ สั่งอะไรมาอร่อยไปหมด ตับหวาน ส้มตำ ต้มยำ ลาบ ลูกชิ้นปิ้ง ข้าวเหนียว มันไม่ด้อยกว่าที่แม่ช้อยแนะนำแม้แต่น้อย กลับจะแซงหน้าด้วยซ้ำ ถ้ามีตอน2 ก็เหมือนเราเข้าไปร้านที่ชอบ นั่งลงก็สั่งๆ.. อร่อยๆมาอีก ถูกใจถูกคอเสียแล้ว เหมือนเสพย์ติดลีลา “ตัวตนคนแซ่เฮ”

  • #10 อุ้ยจั๋นตา ให้ความคิดเห็นเมื่อ 26 พฤศจิกายน 2008 เวลา 6:08

    กลับมาอีกรอบเพราะรูปเด็กชายอัยการ…น่ารักมากค่ะ..แล้วลงท้ายมาขำขำกับรูปเมื่อมีสาวๆนัวเนีย…อิอิ

    บล็อกสวยนะคะ เปลี่ยนใหม่?

  • #11 อัยการชาวเกาะ ให้ความคิดเห็นเมื่อ 26 พฤศจิกายน 2008 เวลา 10:39

    สวัสดีครับอุ้ยจั๋นตา
    ก็เพราะอุ้ยเอารูปสาวน้อยน่ารักมาใส่ไว้นั่นแหละ ลองหาไฟล์ที่copy จากอัลบั้มของพ่อและเซฟไว้ในเครื่องอยู่ตั้งนานจำไม่ได้ว่าอยู่ใน Folder ใดก็เลยเอามาลงได้ แต่ก็หาวิธีอยู่พักหนึ่งและมันยังไม่ลงตัวกำลังจะหาวิธีใหม่ให้มันอยู่ในกลุ่มตัวอักษรครับ เพราะมีรูปเก่าๆที่เข้ากับเรื่องได้ เช่น นอนฟังเพลงโปรดเถิดดวงใจ โปรดได้ฟังเพลงนี่ก๋อน…อิอิ

  • #12 ลานไผเป็นไผ » เจ้าเป็นไผ… สะท้านยุทธจักร(ตอนรวมจอมยุทธ์) ให้ความคิดเห็นเมื่อ 1 กุมภาพันธ 2009 เวลา 13:14

    [...] อัยการชาวเกาะ      ส่งการบ้านครูบา(ปอกเปลือกอัยการชาว… [...]

  • #13 krupu ให้ความคิดเห็นเมื่อ 2 กุมภาพันธ 2009 เวลา 18:59

    เบ้าใหญ่ ๆ ย่อมสร้าง คนได้ “ใหญ่โต” จริง ๆ เลยค่ะ ^_^

  • #14 Cheap Michael Kors Handbags China ให้ความคิดเห็นเมื่อ 12 ตุลาคม 2014 เวลา 21:47

    There are actually components that supplement the quickbooks checks like labels and the envelopes
    Cheap Michael Kors Handbags China

  • #15 Coach Factory Online Sale ให้ความคิดเห็นเมื่อ 20 ตุลาคม 2014 เวลา 1:41

    Its like you read my mind! You seem to know so much about this, like you wrote the book in it or something. I think that you could do with a few pics to drive the message home a bit, but other than that, this is great blog. An excellent read. I’ll definitely be back.
    Uggs Outlet Store Coach Diaper Bag Outlet Cheap Uggs Sale Cheap Uggs China.


แสดงความคิดเห็น

ท่านอยากจะเข้าระบบหรือไม่


*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Click to hear an audio file of the anti-spam word


Main: 0.084065914154053 sec
Sidebar: 0.071570158004761 sec