ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 3 ยามสุริยันต์ทรงกลด

1 ความคิดเห็น โดย มิสเตอร์สะตอฯ เมื่อ 2 มีนาคม 2010 เวลา 12:22 (เช้า) ในหมวดหมู่ ธรรมชาติ, แนวคิด ปรัชญา ศาสนา #
อ่าน: 130

สวัสดีครับทุกท่าน

เป็นความประจวบเหมาะพอดีที่ได้รับโอกาสนี้ และจอดพลายงามเพื่อชมความงามในวันสำคัญอีกวัน ก่อนจะเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ถ่ายด้วยกล้องแบบไม่ได้รู้นะครับ ว่าตำแหน่งอยู่ตรงไหน ก็ถ่ายสุ่มๆ เอาครับ เลยนำมาฝากทุกท่านในที่นี่ด้วยครับ

ความงามมีอยู่เต็มไปหมดครับ จากสิ่งที่เราเห็นหนึ่งสิ่งจากหลายๆ ตาก็เห็นหลายๆ แบบ แต่ท้ายที่สุดแล้วทุกๆ แบบก็รวมกันเป็นสิ่งเดียวกัน

ด้วยความปรารถนาดีและมิตรภาพครับ

เม้ง


จากปัตตานี ถึง NSC 2010

5 ความคิดเห็น โดย มิสเตอร์สะตอฯ เมื่อ 22 กุมภาพันธ 2010 เวลา 8:09 (เย็น) ในหมวดหมู่ การศึกษา, คณิตศาสตร์, เทคโนโลยี #
อ่าน: 206

สวัสดีครับทุกท่านครับ

เมื่อวันที่ 11-13 กุมภาพันธ์ 2553 ที่ผ่านมา ทาง ม.อ.ปัตตานี ได้มีโอกาสเข้าไปร่วมโครงการในปีนี้จำนวน 2 โครงการ เป็นงานของนักศึกษาหนึ่งโครงการ และงานของระดับมัธยมศึกษา จากโรงเรียนสาธิต ม.อ.ปัตตานี อีกหนึ่งโครงการครับ

โครงการของนักศึกษา เป็นโครงงานตามภาพด้านล่างนี้นะครับ

เป้าหมายที่ผมวางไว้คือ หากเรามีทรัพยากรบุคคลที่สามารถลุยงานได้ ผมอยากเห็นผลงานของนักเรียนมัธยมมีคุณค่าเทียบได้กับผลงานของนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัย และผลงานของนักศึกษาระดับปริญญาตรีสามารถก้าวขึ้นไปเทียบได้กับระดับปริญญาโทครับ มีหลายๆ คนที่เดินชมงานอาจจะรู้สึกว่า เด็กมัธยมคนนี้ทำขนาดนี้เลยหรือ หรือทำไม นศ.คนนี้ทำในเรื่องลึกๆ ขึ้นไป แต่จริงๆ ยังอาจจะไปไม่ถึงเป้าหมายที่ชัดเจนมากนักครับ เพราะงานยังต้องเดินทางต่อและทำต่อไปครับ วันหนึ่งผมเชื่อว่าหากเราต่อยอดเราจะเห็นเลือดและหัวใจทำงานเป็นระบบและระบบแอลนี้ก็จะมีการเคลื่อนไหวในหัวใจได้ นำไปสู่การใ้ช้งานจริงของหมอได้จริงๆ ครับ มีหลายๆ อย่างที่ฟังจากกรรมการพิจารณาครับ ซึ่งผมคิดว่าแพทย์ที่โปแลนด์ยินดีที่จะใช้โปรแกรมตัวนี้หากเราทำสำเร็จครับ สำหรับแพทย์ไทยผมไม่แน่ใจว่าจะยากเกินไปตามที่คณะกรรมการกล่าวไว้จริงหรือเปล่าครับ แล้วเราหวังว่าสิ่งนี้จะไปได้ถึงจุดนั้นครับ โครงงานการจำลองโครงสร้างเส้นเลือดในหัวใจด้วยระบบแอล เป็นงานของนักศึกษา สิริประภา ฤทธิ์รักษา ครับ

สำหรับโครงงานของ นักเรียนมัธยม น้องล่ำซำ ทองสีนุช เมื่อปีก่อนผมให้น้องล่ำซำซึ่งอยู่ ม.5 กับ นศ.ชั้นปี 4 ในสาขาคณิตศาสตร์ประยุกต์มานั่งเรียนเดลไฟด้วยกัน ผมสอบแบบไม่ยั้งครับ เพื่ออยากจะทราบว่าเพดานของแต่ละคนอยู่ตรงไหน และพบว่าสองคนนี้มีศักยภาพในการทำงานด้านนี้ ซึ่งปีที่แล้วน้องล่ำซำทางด้านการเปรียบเีทียบไฟล์ข้อมูลและเปรียบเทียบภาพว่าเหมือนกันหรือไม่ แต่ปีนี้เป็นโครงการใหม่คือ การเขียนลายมือเขียนเป็นเสียง ส่วนหลักของงานคือการเขียนลายมือแปลงเป็นข้อความภาษาไทย แล้วส่งข้อความภาษาไทยให้เป็นเสียงผ่านไลบรารี วาจา ของเนคเทค ครับ ซึ่งจะเขียนไลบรารีเสริมให้ส่งข้อมูลถึงกันได้โดยตรงจากโปรแกรมหลัก ในโปรแกรมนี้จะมีส่วนของการฝึกลายมือเก็บไว้เทียบเึคียงเมื่อทำการทดสอบกับระบบในภายหลังครับ

เมื่องานเสร็จแล้วทางภาควิชาก็เลยให้ นศ.ทั้ง 4 ชั้นปี เข้าฟังการเล่าประสบการณ์ของทั้งสองคน เพื่อสร้างแรงจูงใจ เผื่อว่าปีหน้าเราจะมีโอกาสส่งโครงงานที่น่าสนใจเข้ามาร่วมอีกครับ ผมคิดว่าหากนักศึกษาเล่นจริงจัง เราจะมีอะไรให้ออกมาตื่นเต้นได้อยู่เรื่อยๆ ครับ

ยังมีโครงงานอีกมากมายครับ ที่เราทำได้ในบ้านเรา และสุดท้ายขอขอบคุณคณะผู้จัดงานตั้งแต่รอบคัดเลือกจนถึงรอบสุดท้ายเป็นอย่างยิ่งครับ สิ่งที่ผมเห็นคือความสามารถของเด็กไทยกระจายอยู่ทั่วประเทศไทยครับ เพียงแต่เราจะมีการสนับสนุนและกระตุ้นให้ตรงจุดและต่อเนื่องขนาดไหนครับ ศักยภาพของนักเรียน มัธยมศึกษาตอนปลายในเรื่องของโปรแกรมมิ่งนั้นสำคัญมากๆ เลยครับ สิ่งเหล่านี้คือพื้นฐานที่ดีสำหรับมหาวิทยาลัยครับ

หากใครมีลูกหลานและชอบคณิตศาสตร์คอมพิวเตอร์ผมยินดีเป็นที่ปรึกษาทางไกลให้นะครับ เพียงแต่เด็กอาจจะต้องรับผิดชอบต่องานอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องครับ ผมเห็นแววของน้องๆ ในงานเต็มเลยครับ ขอให้ผู้ปกครองสนับสนุนนะครับ

ด้วยมิตรภาพครับ

เม้ง สมพร ช่วยอารีย์


โปรแกรมคำนวณปริมาณสารอะฟลาทอกซินในข้าวสาร

8 ความคิดเห็น โดย มิสเตอร์สะตอฯ เมื่อ 22 กุมภาพันธ 2010 เวลา 7:17 (เย็น) ในหมวดหมู่ การศึกษา, คณิตศาสตร์, เทคโนโลยี #
อ่าน: 229

สวัสดีครับทุกท่าน

สบายดีนะครับทุกท่าน ผมรู้สึกดีเสมอเมื่อมีโอกาสได้ช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานหากเราได้มีโอกาสใช้วิทยาการที่เรามีในตัวนำออกมาสร้างเป็นเครื่องมือให้ได้ใช้กัน ไม่ต้องยิ่งใหญ่หรือใหญ่โตอะไรมากแต่ใช้ได้จริง อีกอย่างไม่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ หากเครื่องมือบางส่วนเสียหรือชำรุดแล้วสามารถนำผลเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ทางด้านการประมวลผลภาพ ก็จะเป็นทางเลือกหนึ่งครับ

สำหรับวันนี้ผมจะนำเสนอโปรแกรมในการวิเคราะห์หาสารอะฟลาทอกซินในข้าวสาร ซึ่งภาพนำเข้าเป็นภาพจากการทดลองกระบวนการทางเคมีมาก่อนครับ แล้วนำภาพเหล่านี้เข้ามาประมวลผลอีกรอบแล้วใส่ข้อมูลพื้นฐานให้กับส่วนควบคุม จากนั้นก็เอาไปวิเคราะห์ส่วนที่ยังไม่ทราบค่า จะว่าไปมันก็แค่คณิตศาสตร์ระดับประถมศึกษานะครับ คือการเทียบบัญญัติไตรยางค์นั่นเอง แต่เพียงกว่าจะเทียบบัญญัติไตรยางค์ได้ ก็ใช้พลังทางการะบวนการคิดเพื่อหากลุ่มข้อมูลกลุ่มสีซึ่งได้จากการเลือกจากผู้ใช้ในการใส่เข้าไปด้วยการคลิกลากเม้าส์แล้วเลือกขอบเขตไปวางในที่ที่เหมาะสมครับ ทำอย่างไรให้น่าใช้และสะดวกรวดเร็วทันใจเมื่อเลื่อนกรอบที่ต้องการหาค่าร้อยละของสารอะฟลาทอกซินครับ

ลองมาดูภาพตัวอย่างกันเล่นๆ นะครับ

ภาพทางด้านซ้ายเป็นหลุมๆ นั่นเป็นภาพนำเข้าในโปรแกรมที่ได้จากห้องปฏิบัติการครับ ต่อไปก็คือหน้าที่ของผมคือทำหน้าที่ในการวิเคราะห์ว่า ปริมาณสีต่างๆ ในแต่ละหลุมนั้นมีสารอะฟลาทอกซินในระดับไหน ซึ่งอาจารย์นงนุชท่านบอกว่า หากข้าวสารมีสารอะฟลาทอกซินเกิน 20 % ก็ไม่สามารถจะรับประทานได้ เมื่อก่อนผมคิดว่าจะมีแต่ในพวกถั่วบดตอนกินก๋วยเตี๋ยว แต่พอมาทราบว่าในข้าวสารก็มีด้วย เลยกลัวเลยครับ ว่าตัวเองจะเจอสารพวกนี้ไหมหนอ เพราะว่ากินข้าวทุกวัน และชักให้ห่วงที่บ้านด้วยครับ เพราะว่าที่บ้านสีข้าวสารเองจากข้าวที่ปลูกกันเองครับ

โปรแกรมนี้จะวิเคราะห์ % ให้เรียบร้อยพร้อมบันทึกข้อมูลจากการวิเคราะห์ให้เรียบร้อยครับ พร้อมแสดงกราฟหน้าตาว่าสีมีระดับปริมาณไหนแต่ละค่าครับ

และมีข้อมูลให้ดังต่อไปนี้ครับ

# Aflatoxin Analysis using Image Processing
ID Red Green Blue Gray % Aflatoxin
1 66 127 144 110 0
2 84 135 150 121 4
3 115 142 151 135 10
4 118 140 149 134 20
5 147 150 156 150 40
6 54 126 146 107 0
7 78 134 149 119 3.27
8 45 127 146 105 0
9 56 120 138 103 0
10 36 122 143 98 0
11 30 117 142 94 0
12 33 123 144 98 0
13 31 120 143 96 0
14 30 116 142 93 0
15 43 128 147 105 0
16 31 123 143 97 0
17 89 130 143 119 3.27
18 115 138 149 132 8.71
19 79 132 147 118 2.91
20 74 129 145 115 1.82
21 54 128 146 108 0
22 65 134 150 115 1.82
23 73 130 147 115 1.82
24 58 129 146 110 0
25 67 125 141 109 0
26 75 129 145 115 1.82
27 64 132 148 114 1.45
28 75 128 143 114 1.45
29 95 135 149 125 5.71
30 105 141 152 131 8.29
31 124 145 152 140 27.5
32 115 143 151 136 22.5

—————————————————-
email : csom...@bunga.pn.psu.ac.th

คงดูยากหน่อยครับในหน้านี้ครับ แต่ในผลของโปรแกรมจะดูง่ายกว่านี้ครับ

*** ผมพัฒนาต่อให้ดูภาพง่ายขึ้นโดยเอาหมายเลขและเปอร์เซ็นต์ใส่กำกับเข้าไว้กับแต่ละหน่วยทดลองครับ ดังภาพนี้ครับ

จะเห็นว่าสองภาพด้านบนนี้ กำหนดขนาดวงกลมในการหยิบข้อมูลขึ้นมาขนาดวงรีต่างกัน จะส่งผลต่อข้อมูลกราฟที่แตกต่างกันครับ ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลต่อ % อะฟลาทอกซินด้วยแน่นอนครับ ดังนั้นการนำภาพเข้าในระบบจึงมีความสำคัญมากเพื่อช่วยในการลดข้อผิดเพี้ยนครับ

วันนี้ทราบผลการพิจารณาโครงการที่ส่งเข้าไปเพื่อพิจารณา ปรากฏว่าผลการพิจารณตกหมดทั้งสองโครงการ แสดงว่าที่เราทำๆ อยู่มันยังไม่เข้าตากรรมการ แต่อย่างไรก็ตามเราก็ต้องทำต่อไป ไม่ใช่หยุดตรงที่ไม่มีทุนสนับสนุน หากวันใดผมสามารถจะเชื่อมโยงระหว่างบริษัทเอกชนมาทำวิจัยร่วมกับสถาบันมหาวิทยาลัย วันนั้นคือวันที่ผมคิดว่าภารกิจทางการวิจัยผมเริ่มจะมีชีวิตจริงแล้ว เพราะนั่นคืองานต้องนำไปใช้ได้จริง มันเกินกว่าจะแค่ตีพิมพ์หรือขึ้นหอคอยครับ

ลืมบอกไปครับ ว่าโครงการที่ผมเสนอไปคืออะไร มันเกี่ยวข้องกับทะเล กระแสน้ำชายฝั่งในอ่าวปัตตานีและโยงไปถึงศึกษาการกัดเซาะทั้งอ่าวไทยและซูมเข้าไปดูในแต่ละพื้นที่ได้ครับ  และอีกโครงการเป็นการสร้างเครื่องมือในการอำนวยความสะดวกในการใช้งานเครื่องมือที่เสื่อมสภาพแล้ว แต่หากพัฒนาต่อยอดให้ใช้งานได้ต่อ เป็นเครื่องมือทางเทคโนโลยียางครับ ซึ่งเครื่องมือมีราคาสูงกว่าล้านบาท หากเราสามารถเล่นแล้วพัฒนาให้ใ้ช้ต่อได้ ก็จะดีไม่น้อยครับ

งานวิจัยบางทีเริ่มจากอะไรเล็กๆ น้อยๆ ครับ แล้วค่อยๆ ต่อยอดให้พัฒนาสูงขึ้นครับ

ขอเป็นกำลังใจสำหรับผู้ที่กำลังเริ่มต้น อย่างเช่นเดียวกับผมครับ จริงๆ เวทีในการวิจัยเดินมายาวพอสมควรครับ แต่เวทีการทำวิจัยแบบของบประมาณจากรัฐเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้นครับ

ด้วยมิตรภาพครับ

เม้ง


นานาประการที่การศึกษาล้มเหลว….

5 ความคิดเห็น โดย มิสเตอร์สะตอฯ เมื่อ 30 พฤศจิกายน 2009 เวลา 9:44 (เช้า) ในหมวดหมู่ การศึกษา, ลานปัญญา, เทคโนโลยี, แนวคิด ปรัชญา ศาสนา #
อ่าน: 355

สวัสดีครับทุกท่าน

วันนี้มานั่งทานข้าวกันแล้วก็พูดถึงระบบการศึกษาไทย และมีกรอบของการศึกษาไทย TQF อะไรออกมาอีกสำหรับอุดมศึกษา ผมเลยขอนำเสนออีกนัยหนึ่งเพื่อแลกเปลี่ยนกันแบบตรงไปตรงมาเผื่อว่าใครจะมา อ่านเข้าบ้างครับ มาคุยแลกเปลี่ยนกันแบบตรงๆ กันเลยเช่นว่า ทำไมการศึกษาไทยถึงล้มเหลว บัณฑิตถึงตกงานเยอะ และต่อไปจะตกงานเยอะกว่านี้อีก

นานาประการที่การศึกษาล้มเหลว….

1. ความไม่เสถียรของการเมือง ที่อมระบบการศึกษาเอาไว้ขึ้นกับรัฐบาลมากเกินไป เปลี่ยนรัฐบาลใหม่ทีเปลี่ยนกระบวนการ มาตรฐานทางการศึกษาที แล้วเมื่อไรการศึกษาไทยถึงจะไปถึงเป้าหมายกันครับ เปลี่ยน รมว.กระทรวงศึกษาทีก็เปลี่ยนแนวคิดที มันเป็นระบบการศึกษาของหนูที่พร้อมจะให้ทดลองอยู่เรื่อยๆ เมื่อไรจะเข้าสู่การเสถียร ระบบวัดการเข้าศึกษาต่อก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย โดนด่าทีก็เปลี่ยนที เพราะระบบต้องรอที่จะเอาอกเอาใจคนเพื่อความอยู่รอดของทางการเมือง
2. ประเทศนี้ไม่ได้ให้ความสนใจกับการศึกษาที่แท้จริง โดยเฉพาะรัฐบาลไม่ให้ความสำคัญกับการศึกษาอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการผลิตครู การผลิตบัณฑิต ความสำคัญของอาชีพครู ชีวิตเด็ก การศึกษาในระดับล่าง ประถมฯ มัธยม แม้ว่าจะบอกว่าให้เรียนฟรี แต่ก็ยังมีอีกปีละกี่หมื่น ที่ต้องออกจากระบบการศึกษาก่อนจะจบ ม.3 เราเคยพูดความจริงเรื่องเหล่านี้กันไหม ก่อนจะไปเปลี่ยนระบบอะไรที่เล่นกันไปเรื่อย เมื่อไรการศึกษาไทยจะเริ่มทำ ทำโดยที่ไม่ใช่เล่นเหมือนการเมืองนะครับ
3. เราให้การศึกษาอยู่บนความพื้นฐานของความต้องการของชุมชน สังคมหรือไม่ หากเราสร้างบัณฑิตให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน สังคมอย่างแท้จริง ผมรับรองว่าจำนวนบัณฑิตตกงานจะน้อยมากๆ แต่ที่เราผลิตกันมันสอดรับกับแผนการสร้างคนของชาติจริงหรือไม่ สาขาที่ขาดแคลนอย่างไรก็ขาดอยู่อย่างนั้น ผลิตอย่างไรก็ขาดแคลน เพราะแนวทางการสร้างคนไม่สมดุล การศึกษาจึงเป็นแบบแฟชั่น เรียนตามแฟชั่นกัน เหมือนกับการทำเกษตรแฟชั่นนั่นละครับ
4. ครูมีคุณภาพลดลง เพราะอาชีพนี้ หากเราสังเกตเราจะทราบว่า เส้นทางการมาเป็นครูเป็นอย่างไร จะแตกต่างกันครับ คนที่มาเรียนครูเพื่อเป็นครูมีเส้นทางมาอย่างไร ใครจะเลือกเรียนครูเป็นอันดับแรกแล้วเรียนครับ ส่วนใหญ่แล้วไม่รู้จะเลือกอะไรท้ายที่สุดก็ลงมาที่ครู หากจะรักด้วยใจจริงจะดีมากๆ ครับ แต่หากเป็นเพราะดีกว่าไม่มีงานทำแบบนี้ก็น่าเศร้าละครับ ผมไม่ได้จะต่อว่าครูนะครับ แต่ผมก็เป็นครูเช่นกัน เราต้องกล้าที่จะทบทวนตัวเอง ไม่อย่างนั้นอนาคตของชาติอยู่บนความรับผิดชอบของเรานี่ละครับ
5. มีหลักสูตรมากมายที่สร้างขึ้นมาเพื่อเงินมากกว่าการสร้างคุณภาพคน พูดกันง่ายๆ ตรงๆ ก็คือ เป็นระบบการศึกษาแบบธุรกิจครับ ผมว่าหากคนคิดนโยบายว่างๆ ลองบินไปแถวๆ ยุโรปหลายๆ ประเทศดูงานของประเทศทางยุโรป หรือประเทศที่เค้าเน้นการศึกษาฟรีบ้างก็น่าจะดีนะครับ เผื่อจะได้ดูว่าเค้าทำได้อย่างไร เผื่อคนไทยจะคิดทำแบบนั้นบ้าง น่าจะดีกับการให้ความสำคัญทางการศึกษาแบบฟรีบ้าง ไม่ใช่เป็นหนี้กันตั้งแต่เข้าโรงเรียนหรือเข้าอนุบาล เด็กจบมาจะได้หันมาสนใจเรื่องการทำงานเพื่อสังคมมากกว่าจะหันมาหางานทำเพื่อ ใช้หนี้ที่กู้ยืมมา จะได้ไม่ต้องหันมาสร้างวิธีการว่าจะ จิตสาธารณะกันอย่างไร เผื่อว่าจะมีบัณฑิตจบไหนเดินผันตัวเองขึ้นดอยไปทำงานที่ธุรกันดารกันบ้างนะ ครับ หรือกลับไปพัฒนาบ้านเกิดเมืองนอนตัวเองบ้าง ไม่ใช่มุ่งเน้นแต่ทรัพย์สินเงินทองเป็นหลัก
6. การศึกษาไม่ใช่สูตรอาหารเหมือนการเลี้ยงหมู หรือเลี้ยงแมว ดังนั้นการศึกษาไม่ควรจะเป็นการติว ปริมาณสถาบันติวหรือกวดวิชาที่เกิดขึ้นนั้นส่งผลให้เห็นชัดว่าการศึกษานั้น ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เพราะอะไรหรือครับ เพราะแสดงว่าการศึกษาในภาคปกติจากสถาบันการศึกษามันไม่ได้เรื่องนะครับ เด็กถึงต้องไปหันมาติวเพื่อแข่งขันกัน ตรงนี้เป็นจุดจบของการศึกษา ยิ่งตอนนี้มีการติวกันถึงระดับมหาวิทยาลัย ผมไม่แน่ใจว่าต่อไปอาจจะมีการติวกันทุกๆเรื่อง การเลี้ยงลูก การมีครอบครัว การทำงาน ลองไปดูครับว่าต่างประเทศเค้ามีสถาบันติวกันเกลื่อนประเทศแบบนี้หรือไม่ครับ มีได้นะครับไม่ใช่ห้ามมีแต่มีแล้วเป้าหมายของสถาบันติวกับสถาบันการศึกษามัน คนละอย่างกันครับ เราต้องการจะสร้างคนแบบไหนครับ หากต้องการคนแบบสถาบันติวที่ต้องการแค่สอบผ่าน สอบเข้าได้ แต่เข้าไปแล้วใช้ชีวิตอย่างไร จะทำอย่างไรต่อ หากทำกันแบบนั้นแล้วตรงกันต่อไปสถาบันการศึกษาก็มีคนเพียงแค่ 5 คนก็เพียงพอ คือหัวหน้าสถาบัน เลขาฯ คนทำความสะอาด เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย พนักงานขับรถ ก็น่าจะครบแล้วครับ ส่วนผู้เรียนก็ไปเข้าเรียนในสถาบันกวดวิชา เมื่อสอบผ่านก็มาให้แต่ละสถาบันที่ผ่านเกฑณ์ให้หัวหน้าสถาบันเซ็นจบให้ได้ เลย ได้ปริญญาออกมาเลยแบบนี้ไม่ดีกว่าหรือครับ
7. การปรับเปลี่ยนกระบวนการทางศึกษาเราเน้นให้เรียนอะไรไกลตัวจนเข้าไม่ถึง ชุมชนหรือรากเหง้าที่แท้จริงของชุมชนหรือสังคมที่อยู่ที่นั่น ซึ่งจริงๆ แล้วแต่ละที่ก็มีความงามของแต่ละพื้นที่ แต่ความมาตรฐานที่ส่วนกลางกำหนดนั้น มันไม่ได้สอดรับกับพื้นที่นั้นๆ โดยส่วนใหญ่ทำให้การศึกษาเข้าไม่ถึงหัวใจของชุมชน จริงๆ แล้วนโยบายควรจะกำหนดกว้างๆ ไว้ให้แต่ละสถาบันหาจุดที่จะเข้าถึงชุมชนหรือสังคมนั้นๆ ด้วยตัวเอง การผลิตคนที่สำคัญคือผลิตให้เค้ากลับไปพัฒนาบ้านเกิดของตัวเอง เพราะเค้ามาจากที่นั่น ก็มาศึกษาก็ควรจะกลับไปรับใช้ที่นั่น ที่ที่เค้าเคยเติบโตมา ความรักต่อชุมชนบ้านเกิด
8. กระบวนการวัดและประเมินผลของการศึกษาไม่ได้อยู่ที่การวัดตอนศึกษาอยู่ หรอกครับ แต่การวัดที่แท้จริงอยู่ที่สังคมวัดคุณค่าของบัณฑิตเรา ตรงนั้นคือเป้าหมายสำคัญ ดังนั้นการวัดพื้นฐานเป็นเพียงตัวเลขที่ปลอมๆ นะครับ มันบอกอะไรไม่ได้มากหรอกครับ แต่สังคม เอกชนจะชื่นชมหากสถาบันนั้นผลิตคนแล้วสอดรับกับความต้องการของเค้าได้ มิใช่คนวางนโยบายฝันไปทาง แต่คนรอรับบัณฑิตวางเป้าหมายไปอีกทาง แบบนี้บัณฑิตก็เดินเกลื่อนถนนซิครับ
9. เราสร้างบัณฑิตให้ลุยโคลน ลุยน้ำ ลุยรากเหง้าของชาติเราได้จริงไหม อย่างที่มีคนบอกว่า จะมีสักกี่ครุยที่ลุยโคลน สักกี่ครุยที่ขุดดิน ที่ทำเกษตรได้ อยู่บนรากเหง้าของสังคม แล้ววันหนึ่งเราจะต้องเจอกับปัญหาเหล่านี้อย่างไร หากไม่มีใครทำงานในงานพื้นฐานอย่าง เกษตรกร เราสร้างบัณฑิตเกษตรกรได้ไหมครับ ที่รักการเกษตรและทำเพื่อการเกษตรจริงๆ มีกระบวนการต่างๆ ในการพัฒนาต่อยอด มิใช้สักแต่ว่าทำ ทำ ทำ ไปวันๆ แต่เน้นเรื่องกระบวนการและคุณภาพในทุกๆ ขั้นตอน
10. คนออกนโยบายเข้าใจกระบวนการศึกษาของชาติโดยภาพรวมมากน้อยแค่ไหน อย่าได้เพียงแค่นั่งเทียนหรือนั่งฝันเอาบนโต๊ะทำงานหรือห้องแอร์นะครับ เพราะนั่นมันหมายถึงว่าประตูความเสียหายต่อการศึกษาไทยได้เปิดอ้ากว้างแล้ว ครับ ดังนั้นจะศึกษาระบบการศึกษาจะพัฒนาตรงไหน ก็ขอให้ท่านๆ ลงพื้นที่จริงๆ นะครับ ไปนอนกับชาวบ้านชุมชนที่ท่านต้องการจริงๆ อย่าไปดูงานที่อื่นๆ ประเทศอื่นๆ แล้วมานั่งฝันเอาว่าคนไทย บัณฑิตไทยต้องทำแบบนั้น เป็นแบบนั้น เพราะฉะนั้นนั่นละครับ ว่าท้ายที่สุดเปลืองงบประมาณครับ
11. นโยบายต่างๆ หรือมาตรฐานต่างๆ ที่เราออกมากันมากๆ ถามว่าบัณฑิตปัจจุบันแตกต่างจากเมื่อก่อนมากน้อยแค่ไหน ในเรื่องของคุณภาพและอื่นๆ หากเทียบกับจำนวนนโยบายและมาตรฐานที่เราสร้างกันมากมายในปัจจุบัน เพราะว่าสถาบันการศึกษาที่เคยผลิตกันในอดีตก็ผลิตคนมากมายในประเทศนี้ หากจะตอบว่าปัจจุบันด้อยกว่าอดีต ต้องระวังนะครับ บัณฑิตไม่ได้ผิดอะไรเลย คนที่ต้องปรับปรุงก็คือคนที่มีส่วนในการเปลี่ยนแปลงระบบนั่นละครับ
12. เราไม่ได้วางแผนระยะยาวสำหรับการศึกษาไทยอย่างแท้จริง แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ เราก็ไม่มี เรามีเพียงแค่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ลองวางกันดูไหมครับ เผื่อว่ารัฐบาลไหนเข้ามาก็ต้องทำตามแผนเหล่านี้มันจะได้ต่อเนื่องกันบ้าง ไม่ต้องมาขึ้นอยู่กับสมองของ รมว. หรือคณะที่ปรึกษาของกระทรวงเพียงอย่างเดียวครับ น่าจะเกิดประโยชน์ในภาพรวมครับ
13. การศึกษาไทยยังต่อยอดไม่ถึงงานวิจัยอย่างแท้จริง ทำให้เห็นว่าการเรียนไปนั้น นำไปใช้จริงไม่ได้โดยเฉพาะวิชาพื้นฐานทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ซึ่งเรายังขาดแคลนตลอดเวลา เรานิยมซื้อของจากต่างประเทศ ประเภทซื้อมาก็จ่ายไปแล้วก็จบกันแค่นั้น แต่พัฒนาต่อยอดเองหรือสร้างเองได้น้อย ตรงนี้คือจุดบอดที่เชื่อมโยงไม่ได้ ซึ่งจะสอดคล้องกับข้อก่อนๆ ที่กล่าวมาครับ

ผมก็ขอจบไว้เพียงแค่ 13 ข้อความเป็น The Lucky Number ถามว่าใครจะเป็นคนเปลี่ยนแปลงการศึกษาไทยให้พัฒนาต่อไปได้ดี และเกิดคุณค่าที่แท้จริงในการสร้างคน มันก็ไม่ได้อยู่ที่เพียงแค่ครูหรอกนะครับ ทุกคนก็มีส่วนร่วมเสมอ เพียงแต่จะช่วยในบริบทใดครับ หากท่านจะต่อยอดก็เชิญบรรเลงได้เลยนะครับ ที่ผมเขียนมาทั้งหมดนี้เพียงจะบอกว่า หากเตรียมคนไว้ไม่เพียงพออนาคตเราจะแย่ครับ

การที่ยกต่างชาติขึ้นมาในข้อดีหรือยกมาเปรียบเทียบนั้น ไม่ได้หมายความว่าผมจะเทิดทูนต่างชาติสุดชีวิตนะครับ แต่เราควรจะมองในจุดที่ดีของเค้าแล้วนำมาปรับใช้ในบ้านเรา แน่นอนว่าไม่มีใครดีสมบูรณ์หมด ตลอดจนการที่เราจะพัฒนาชาติเราได้เราก็ต้องดูว่าเราล้มเหลวตรงไหน บกพร่องตรงไหนและพร้อมแล้วหรือยังที่จะหันมาพัฒนาร่วมกัน มองจุดด้อย ซ่อมแซมมันเสีย วิจารณ์นำไปสู่การปรับให้ดีขึ้น และก็ไม่ได้กดประเทศไทยด้วยนะครับ เพราะหากจะพัฒนาชาติก็ต้องพร้อมจะวิจารณ์ การวิจารณ์ไม่ได้งอมืองอเท้าครับ และเชื่อว่าเรามีทางออกที่จะพัฒนาต่อไปครับ
การสร้างตึกใหม่นั่นแค่เพียงหว่านเม็ดเงิน แต่การสร้างสมองใส่ตึกนั้นซิยากยิ่งกว่า

ด้วยมิตรภาพ

สมพร ช่วยอารีย์


ผักสวนครัว ระเบียงพอเพียง

4 ความคิดเห็น โดย มิสเตอร์สะตอฯ เมื่อ 24 ตุลาคม 2009 เวลา 2:40 (เย็น) ในหมวดหมู่ การศึกษา, การเกษตร, ครอบครัว, ธรรมชาติ #
อ่าน: 329

สวัสดีครับทุกท่าน

ผ่านไปหลายเดือนไม่ค่อยได้เขียนบทความบ่อยนักครับ วันนี้ถือโอกาสวันก่อนเปิดเทอมจึงขอนำเสนอความสุขเล็กๆ น้อยๆ กับชาวแฟลต ระเบียงพอเพียง

จากเคยนำเสนอ

มาวันนี้…. กาลเปลี่ยนมีพัฒนาการ

จากเป็นเมล็ด เริ่มแตกใบ ใต้เงาร่มระเบียงแฟลตนี้

รากที่ฝังลงกระถางใบนี้ ชีวิตนี้ไม่เคยอดตาย

เติบโตเต็มตาม ต้นใหญ่นั้น ร่มเงาใบงามสุขใจ

หลากชีวิตเรา หมุนเวียนเปลี่ยนไป ใต้ระเบียงไม่ใหญ่ แห่งนี้……

ด้วยมิตรภาพครับ

เม้งครับ


ได้เวลาปรับแก้เครื่องคอมพ์

2 ความคิดเห็น โดย มิสเตอร์สะตอฯ เมื่อ 7 ตุลาคม 2009 เวลา 11:46 (เย็น) ในหมวดหมู่ การศึกษา #
อ่าน: 270

จากที่ได้ติดตั้งโปรแกรมไปหลายโปรแกรมในภาคการศึกษาที่่ผ่าน เปิดโปรแกรมได้ไม่เกินสี่โปรแกรมก็หน่วยความจำเป็นทุกครั้งไป ทั้งๆที่มีหน่วยความจำหลัก 4 กิก แต่มาวันนี้เข้าไปใน msconfig แล้วเอาพวกที่ให้ startup ออกเกือบหมด ปรากฏว่าพอบูทใหม่ เปิดโปรแกรมได้เพียบเลย ซึ่งไม่รู้โปรแกรมไหนไปทำหน้าที่บล็อกโปรแกรมอื่นไม่ให้ทำงาน หรือไม่ก็ไปจับจองหน่วยความจำไว้…..

คราวนี้ก็พอหายใจคล่องหน่อยครับ เปิดโปรแกรมได้เต็มประสิทธิภาพเหมือนแต่ก่อน จะได้ลุยงานได้เต็มที่ครับ

พรุ่งนี้ก็ไปหาดใหญ่อีกครับ ประชุมวางแผนงานสำหรับงานประชุมวิชาการที่จะมีในปี 2011 ครับ

สนุกในการทำงาน เทอมหน้ามีอะไรให้ท้าทายความสามารถรอคอยเราอยู่อีก โดยเฉพาะการเอาชนะใจคนให้หันมาตั้งใจทำอะไรสักอย่าง….

ด้วยมิตรภาพครับ


ผักสวนครัวระเบียงเริ่มกินได้

อ่าน: 557

สวัสดีครับญาติมิตรพี่น้องทุกท่าน

วันนี้ตื่นมาตอนเช้าก็หยิบกล้องมาถ่ายวงศาคณาพืชที่ระเบียง มีระเบียงอยู่สองส่วน ตอนนี้โดนครอบครองไปด้วยต้นไม้เรียบร้อยแต่การจัดสรรพื้นที่อาจจะยังไม่ลงตัวเท่าที่ควรครับ แต่ก็มีหลายๆ อย่างที่เอามาปลูกต่อจากที่ซื้อมาจากตลาดครับ นี่ละความงามของการได้อยู่ของประเทศไทย แม้ว่าจะปลูกในกระถางก็ธรรมชาติ เทวดาช่วยดูแลเป็นอย่างดีครับ ต่างจากการปลูกที่เยอรมันครับ ที่จะต้องคอยโยกย้ายแม้แต่การให้น้ำก็ต้องคิดก่อนว่าน้ำที่ให้มันเย็นจัดไปหรือว่าอุ่นจัดไป ต้องคิดถึงใจของรากต้นพืชก่อน ส่วนบ้านเราไม่ต้องคิดมากเพราะสภาพมันโอเคของมันอยู่แล้ว เรียกได้ว่าเหลือแต่ทำเท่านั้นหากทำแล้วก็ได้ผลออกมาเอง

มาดูต้นพืชต่างๆ สนุกๆ นะครับ เพราะเป็นการปลูกในระเบียงแบบมือสมัครเล่น พอเห็นอะไรแพงที่ผมซื้อมาจากตลาดผมก็เอามาปลูกเสียเอง ส่วนจะได้กินไม่ได้กินไม่ใช่ปัญหา อย่างน้อยใจเราก็ยังมีสีเขียวอยู่บ้างที่ยังปรารถนาจะดูอะไรเขียวๆ ข้างๆ ระเบียงห้อง ดีกว่าเห็นแต่กำแพงอย่างเดียว ว่างๆ ได้ผลพลอยได้มีรังนกและลูกนกให้เรามาดูแลทักทายตามโอกาสครับ

ต้นพืชที่มีอยู่ในระเบียงก็มีหลายๆ ชนิดมากขึ้นครับ เช่น ต้นกล้วยบัว ตำลึง ฟักทอง เล็บครุฑ ยอดมันปู โมก เล็บมือนาง พริกขี้หนู บัวบก โหระพา ทับทิม เตยหอม ชวนชม เฟื่องฟ้า

ที่ยังไม่ได้ลงกระถาง ก็มีขมิ้น ตะไคร้ มะเขือ และอื่นๆ ครับ

เคยคิดจะเลี้ยงปลาดุกด้วยครับ อิๆๆ แต่ระงับโครงการไปก่อนครับ อิๆๆ

คนเราคับที่อยู่ได้ คับใจอยู่ยาก ส่วนต้นไม้นั้น คับที่ก็อยู่ได้แต่ไม่โต แต่พอมีที่พอดีสารอาหารพอดี น้ำพอดี เค้าจะโตได้ดี

ประเทศไทยไม่ได้ขาดคนเก่งหรอกนะครับ เพียงแต่โอกาสในการให้คนแสดงฝีมือมันอาจจะแตกต่างกันไป แม้แต่โอกาสและเวทีในการแสดงออกของเด็กก็จำเป็นต้องสร้างเวทีให้กับเด็กครับซึ่งสำคัญมากเช่นกันครับ

ด้วยมิตรภาพครับ

เม้ง


อะตะละวะบ่น

อ่าน: 251

สวัสดีครับทุกท่าน

สบายดีไหมครับ

ประเทศไทยเรานี้น่าจะมีทีวีช่องที่ว่าด้วยรายงานข่าวอย่างเดียว สักช่องนะครับ
ที่ฟรีและคนเข้าถึงข่าวสารได้จริงๆ อย่างตอนนี้ อยากจะรู้ว่าเพื่อนบ้านเราชาวจีนได้รับผลกระทบอย่างไรบ้างจากพายุที่กำลังซัดเข้าฝั่ง เพื่อการวางแผนอะไรสักอย่าง จะช่วยเหลือ หรืออะไรก็ว่าไป น่าจะทำให้คนไทยตามกระแสโลกได้ทันบ้างครับ…..

มีทีวีช่องที่สร้างแรงจูงใจให้กับคน ในสาขาอาชีพต่างๆ เพื่อกระจายคนสู่การวางแผนคนให้เหมาะกับงานในด้านต่างๆ แทนการเรียนกันตามแฟชั่น ตามแรงกระตุ้นจากเงินเดือนอย่างเดียว น่าจะมีแรงจูงใจไปสู่อุดมการณ์กันบ้าง แม้อุดมการณ์จะกินไม่ได้สำหรับคนในยุคทุนนิยมแต่มันก็ยังหอมหวานในความหมายทางสังคมอยู่และทำให้เห็นว่าอุดมการณ์ก็กินได้ในทางสายกลางที่พอเหมาะพอดี ดีกว่าจะเป็นเพียงต้นถั่วงอกเอนเข้าหาแสงครับ

ช่องทีวีที่นำเสนอเรื่องว่าด้วยของศาสตร์ ทางวิทย์ เหนือวิทย์ ทางสังคม ทางศิลปะวัฒนธรรม นวัตกรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย มันน่าจะเจริญหูเจริญตามากกว่าการป้อนละครหรือเกมส์การ์ตูนบางอย่างที่มากจนเกินไป จินตนาการไม่ได้มีอยู่แค่ในโลกการ์ตูนหรอกนะครับ มีไหมครับ ช่องที่ทำหน้าที่กระตุ้น กระตุกให้คนมานั่งขบคิดในบริบทของตัวเองแบบพึ่งพาตัวเองให้ได้เป็นหลัก การแบมือเปลี่ยนจากมือว่างเปล่าให้เป็นมีสิ่งของในมือแล้วยื่นออกไปนะครับ ผมว่าจะทำให้สังคมไทยแบบเก่าๆ ย้อนกลับมาได้ไม่มากก็น้อยละครับ

ประเทศไทย หากคนไทยไม่คิดทำ แล้วจะให้ใครหันมาช่วยคิดช่วยทำละครับ… หลายๆ ชุมชนที่เป็นตัวอย่างแล้วนำร่องทำไปแล้ว แต่ยังมีอีกไม่น้อยที่ยังลอยในวังวนที่น่าเป็นห่วงครับ แล้วเมื่อไรละครับที่ความเป็นอยู่ของคนจะเข้าสู่ค่ากลางที่แต่ละคนพอจะได้หายใจได้เต็มปอดอย่างสบายใจ พอใจ อิ่มใจ

พอมองทุกอย่างเป็นเงินเป็นทองไปหมด…อะไรๆก็เกิดขึ้นได้ยากจริงๆ

ด้วยมิตรภาพครับ

เม้ง


The Cherry TeamWork Algorithm

อ่าน: 427

สวัสดีครับทุกท่านครับ

เมื่อวานไปทดสอบสมรรถภาพความเป็นลิง…. เลยได้อัลกอริทึมใหม่มาอีกชื่อนึงครับ

ท้ายสุดได้มาหนึ่งกะละมังครับ ทิ้งให้ลืมต้นสักหน่อยเดี๋ยวหวานกว่านี้ครับ เลยเอามาแบ่งๆ ชาวลานปัญญากันนะครับ

สิ่งที่เรียนรู้ อ่านต่อ »


Interactive Leaf Segmentation (การแยกพื้นที่ใบแบบโต้ตอบ)

อ่าน: 652

สวัสดีครับ

วันนี้นั่งโปรแกรมงานต่ออีกหน่อยครับ เอามาฝากกันครับผม

การเลือกใบไม้เบื้องต้นแบบทึบ
http://www.schuai.net/conference2009/HPSC/Leaf-ALGM.wmv

อ่านต่อ »



Main: 0.663245916367 sec
Sidebar: 0.112899065018 sec