เพราะชุมชนก็คือมหาวิทยาลัยของอาจารย์

139 ความคิดเห็น โดย มิสเตอร์สะตอฯ เมื่อ 27 พฤศจิกายน 2011 เวลา 5:57 (เย็น) ในหมวดหมู่ การศึกษา, ธรรมชาติ, แนวคิด ปรัชญา ศาสนา #
อ่าน: 4574

ลงพื้นที่เก็บข้อมูลน้ำท่วมและไปดูบริเวณการกัดเซาะบริเวณชายฝั่ง ได้คุยกับชาวบ้านได้ปรัชญามาหลายข้อครับ เช่น

คุยกับชาวบ้าน ชาวบ้านบอกว่า มหาลัยก็เปรียบเสมือนปากกา ชุมชนก็เหมือนกับกระดาษ ต้องอยู่คู่กัน ปากกาเขียนบนฟ้าก็เขียนไม่ติด ต้องเขียนบนกระดาษ เขียนติดแล้วมันติดอยู่ในใจ กระดาษพร้อมที่จะให้ปากกาเขียน

ผมเลยบอกว่า เราผลัดกันเป็นปากกาและกระดาษด้วยจะดีไหม เพราะชุมชนก็คือมหาวิทยาลัยของอาจารย์


การจัดการองค์ความรู้ ระบบบิ๊กแบ็กกั้นน้ำท่วมแห่งชาติ

31 ความคิดเห็น โดย มิสเตอร์สะตอฯ เมื่อ 12 พฤศจิกายน 2011 เวลา 5:57 (เช้า) ในหมวดหมู่ การศึกษา, ธรรมชาติ, ลานปัญญา, แนวคิด ปรัชญา ศาสนา #
อ่าน: 4894

เรียนทุกท่านครับ
เมื่อเวลาผ่านมากับสภาพน้ำท่วมตอนนี้ แล้วอดไม่ได้ที่จะอยากจะถามหลายๆ คำถามกับมาตรฐานต่างๆ ที่ใครต่อใครก็ไม่รู้ที่ตั้งกันขึ้นมาเพื่อรักษามาตรฐานทางการศึกษาและการวิจัย แต่พอเจอสภาวะวิกฤตแบบนี้ ผมไม่รู้ว่าเราจะสอบผ่านหรือสอบตกกันแน่ ให้ประชาชนตัดสินกันเองแล้วกันนะครับ ว่าองค์ความรู้ของเราใช้ได้จริงแค่ไหน บุคลากรของเรามีความพร้อมแค่ไหน แนวคิดการจัดการบริหารภัยพิบัติ แท้จริงแล้วใครจัดการได้ ใครรับเคราะห์ ผมไม่มีอะไรจะพูดมากแต่ขอถ่ายทอดผ่านรูปภาพด้านล่างนี้  ซึ่งจะทำให้หลายท่านคิดได้และทบทวนว่าเราจะวางแผนประเทศเราให้อยู่กับองค์ความรู้แบบไหนกันแน่ในอนาคต ทุกคนมีส่วนร่วมได้อย่างไรบ้าง

เบื้องบน หอคอย แข่งขัน ตัวเลข ขึ้นหิ้ง

เบื้องล่าง ชุมชน แบ่งปัน น้ำใจ ใช้จริง

เราจะทำอย่างไรให้คันกั้นน้ำแห่งชาติเข้มแข็งแล้วมีพลังที่แท้จริงในอนาคตเพื่อการบริหารจัดการหน้าฝน หน้าแล้ง ให้เกิดความสมบูรณ์ที่เกิดประโยชน์จริง

สำหรับผมแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศในครั้งนี้ ผมคิดว่าตัวผมเอง มีข้อมูลและองค์ความรู้ไม่พอใช้

ถ้าเรามีกระทรวงไหนสักกระทรวงนะครับ…ที่มีข้อมูลมากองไว้ตรงกลาง แล้วใครจะใช้ก็เอาไปใช้ เอาข้อมูล ข้อเท็จจริงมากองกันเลย แล้วมีนักวิจัย นักศึกษา นักวิชาการ นักสังคม นักวิทยาศาสตร์ นำข้อมูลเหล่านั้นไปสร้างและวิเคราะห์หาสารสนเทศที่จะเกิดประโยชน์ร่วมกัน ก็คงจะดีไม่น้อย แบบนี้จะเรียกว่า บูรณาการที่แท้จริง ใครมีข้อมูลที่อมกันไว้ก็เอามาปล่อยๆ กันตรงกลางเป็นหมวดหมู่ มันจะไม่เกิดความปั่นป่วนของข้อมูล แม้แต่ข้อมูลความสูงต่ำของ พื้นที่ กทม.ก็มีหลายชุดมากครับ

การบูรณาการไม่ใช่แค่ พูดว่าองค์กรนี้บูรณาการกับองค์การนี้ นั่นมันแค่เปลือก เราเอาน้ำกับน้ำมันใส่รวมกันแล้วเขย่าๆ แล้วเราบอกว่านี่ละเราได้บูรณาการแล้ว พอตั้งทิ้งไว้สักพัก มันก็แยกชั้นเหมือนเดิม แล้วเราจะเรียกว่า บูรณาการได้อย่างไร? ครับ

สำหรับสถาบันอุดมศึกษา…จริงๆ แล้วน่าจะเป็นการบอกว่า บุคลากร นักวิชาการ นักวิจัย นักศึกษาที่รัก ภาวะตอนนี้คือเราได้หยุดห้องเรียนห้องสี่เหลี่ยมเอาไว้ก่อน แต่เราจะเปิดห้องเรียนสี่เหลียมเป็นห้องเรียนแห่งภาวะวิกฤตที่เราจะร่วมกันแก้ปัญหา เอาความรู้ที่เรียนๆ กันไปมาลองดูซิครับ การสอบของเราครั้งนี้เราจะสอบผ่านหรือไม่ เธอออกไปดูว่าเราจะสกัดองค์ความรู้อะไรมาช่วยกันในยามวิกฤตแบบนี้ มิใช่เพียงแค่การปิดเพื่อต่างคนต่างดูแลชีวิตตัวเองเท่านั้น แต่ก็มีภาพน่าชื่นชมอีกมากมายในทางกลับกันที่มีกลุ่ม นศ.อาสาหลายคนที่ไม่ลืมสังคมลงพื้นที่มาคิดที่จะร่วมช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาอย่างน่าประทับใจ แม้แต่ในอีกซอกหนึ่งกลับมีการใช้วิกฤตนี้ในการสร้างหน้าตาให้กับตัวเองจนน่าเวทนา แบ่งกลุ่มแบ่งฝ่ายจนน่าเสียดายว่าจากวิกฤตเหล่านี้ควรจะพลิกเป็นการรวมน้ำจิตน้ำใจคนให้เป็นหนึ่งเดียว แต่กลับมีอะไรไม่น่าพึงประสงค์ที่น่าเศร้ายิ่งนัก มองปัญหาเป็นเพียงเกมแห่งชีวิต

สำหรับสถาบันการวิจัย ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยหรือสถาบันแหล่งทุน…พวกเราเหล่านักวิจัยได้ร่วมกันตีพิมพ์เพื่อให้ได้ตามจำนวนเปเปอร์ขึ้นหิ้ง เน้นโรงพิมพ์มากกว่าโรงเรือนกันมาแล้วมากมาย ถึงเวลาแล้วที่เราจะเอางานวิจัยบนหิ้งลงมาทำให้ใช้ได้จริงแล้ว จะร่วมกันทำงานอย่างไรดี พวกเราเหล่านักวิจัยเงินล้าน มาร่วมกันแก้ปัญหาลดการสูญเสียชีวิตของพี่น้องประชาชนกันอย่างไรดี มีระบบกรองน้ำมันก่อนปล่อยลงสู่ทะเลไหม? มีระบบการบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยไปสะสมไว้ที่กุ้งหอยปูปลาในอ่าวไทย ก่อนจะเอามากินกันต่อไปให้สะสมที่เราเพื่อให้เราผลิตตำราทางการแพทย์ในการเอาชนะโรคต่างๆ อีกเป็นทอดๆ อย่างไร น้ำกัดเท้าเราจะสร้างถุงเท้ายางใส่ป้องกันน้ำกัดเท้าอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าให้กับพี่น้องที่ทำงานลุยน้ำอย่างไรดี ที่น้ำไม่เข้าไปกัดง่ามนิ้วเท้าและไม่เปียกอับชื้น คำถามเหล่านี้คือบททดสอบให้กับพวกเราเหล่านักวิจัยด้วยกันทั้งสิ้น เครื่องไม้เครื่องมือสมรรถนะสูงทั้งหลายน้ำยังไม่ท่วมใช่ไหมครับ เรามารันช่วยกันจำลองน้ำท่วมได้ไหมครับอย่างน้อยก็พอจะช่วยกันหาเส้นทางที่เหมาะสมและลดความสูญเสียได้ไม่น้อย หรือเราจะรอให้สภาวะวิกฤตพ้นผ่านไปแล้วค่อยมารอ สถาบันแจกทุนวิจัยของบให้เราร่อนใบสมัครไปอ้อนวอนเพื่อของบมาทำกันแล้วพิมพ์ขึ้นหิ้งกันต่อไปตามระบบเดิม พอระบบใหม่มามันก็ใช้ไม่ได้แล้ว ซึ่งหลังจากนี้ผมก็เชื่อว่าแหล่งทุนคงร่อนการบริหารจัดการน้ำกันทั่วประเทศอีก เหมือนๆ กับหลังภัยสึนามินั่นเอง แล้วพอเกิดครั้งใหม่เราก็เป็นแบบนี้อีกร่ำไป เพราะแต่ละครั้งเหตุการณ์ไม่เคยซ้ำเดิม ทุกครั้งที่ผมลงชุมชน หากเราหาคำตอบให้ชาวบ้านไม่ได้มันน่าละอายยิ่งนักครับ

เขียนมาเพื่อทบทวนตัวเองกันครับ ว่าที่เราๆ ทำกันอยู่มันชุดความรู้อะไรท่ามกลางวิกฤตการณ์แบบนี้ เกิดนวัตกรรมเชิงวิกฤตอะไรกันบ้าง

“True success in not in learning, but in its application to the benefit of mankind.”, Prince Mahidol

ด้วยมิตรภาพครับ

สมพร ช่วยอารีย์


ยิ่งกั้น ยิ่งสูง ยิ่งแรง ยิ่งแทง ยิ่งพัง น้ำท่วม น้ำใจ น้ำไหล น้ำบ่า น้ำตา

40 ความคิดเห็น โดย มิสเตอร์สะตอฯ เมื่อ 19 ตุลาคม 2011 เวลา 6:45 (เช้า) ในหมวดหมู่ การศึกษา, คณิตศาสตร์, เทคโนโลยี #
อ่าน: 5611

หยุดคิดที่จะเอาชนะธรรมชาติได้แล้วครับ

ลองมองน้ำเป็นเพื่อนร่วมโลกดูครับ แล้วเข้าใจน้ำเค้าเยอะๆ ว่าเค้ามีข้อดีอย่างไรบ้าง มีนิสัยอย่างไรบ้าง ยิ่งกั้นคันสูงยิ่งเสี่ยงสูง ซึ่งน้ำภาคกลางไม่ใช่น้ำป่าไหลหลากนะครับ เป็นเพียงแค่น้ำท่วมทุ่ง ท่วมลานกว้าง เพราะฉะนั้นน้ำจะไหลปรับระดับไปเรื่อยๆ น้ำก็ไหลไปเรื่อยๆ ตามที่ไหลได้ แต่พอไปเจอคันกั้นสูง น้ำก็จะสูงขึ้น มีพลังงานสะสมพร้อมที่จะแตก ยิ่งด้านนึงน้ำสูง อีกด้านน้ำไม่มี หากพังลงมาก็จะกลายเป็นน้ำหลากในตรงนั้น นั่นคือ น้ำหลากจะเกิดจากคนทำเอง การเอาดินใหม่ไปถมก็เหมือนกับการเอาน้ำพริกไปละลายแม่น้ำ เพราะดินเหล่านั้นก็จะไหลไปกับน้ำครับ พอขาดพลังงานเยอะคราวนี้ก็ท่วมแล้วไหลได้เร็วขึ้นในช่วงนั้นครับ ปัญหาก็เกิดต่อกระทบกับพื้นที่ทางใต้คันกั้นน้ำครับ แต่หากมีคันธรรมชาติอยู่แล้วที่สร้างมานานแล้วดินแน่นแล้วก็พอไหวครับ สิ่งสำคัญตอนนี้คือ ทำอย่างไรให้ระดับน้ำไหลไปตามที่ควรจะเป็น กั้นได้ในบางจุด การบริหารจัดการน้ำควรจะมองในภาพใหญ่หน่อยครับ

ยิ่งกั้น ยิ่งสะสมพลังงาน ยิ่งแรง ถามว่าถุงทรายช่วยได้ไหม ตอบว่าช่วยได้ครับ แต่ศึกษาพื้นที่ให้ดีครับ โดยเฉพาะคันดินใหม่ครับ ตอนนี้เป็นแค่เพียงเริ่มต้นเองนะครับ ยังมีปริมาณน้ำรอที่จะมาและผ่าน กทม.อยู่ทั้งทางซ้ายและขวาของ กทม.หรือไม่ก็ผ่ากลาง

สิ่งที่รัฐควรจะทำผมว่า รัฐควรมองที่การให้ความรู้กับประชาชนให้มากที่สุด สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น ให้ข้อมูลความจริงจากสถานการณ์ต่างๆ ผมว่าให้ข้อมูลความจริงดีกว่าปกปิดหรือกลัวว่าคนจะตกใจ เพราะนี่เป็นน้ำท่วม เรายังลอยคออยู่ได้ครับ แค่บททดสอบในเบื้องต้นที่เราพึงจะต้องเรียนรู้ร่วมกัน โดนน้ำมาด้วยกัน แล้วในที่สุดเราจะได้มาวางแผนร่วมกันเพราะเราร่วมลอยคอกันมาด้วยกัน

ขอเป็นกำลังใจนะครับผมบอกนักศึกษาที่เรียนกับผมว่า ถ้าเธอจะมาเรียนเล่นๆ กับผม อย่ามาเรียนเลยมันเสียเวลา หากจะเรียนกับผมต้องเรียนเอาจริง เราจะได้ใช้ความรู้พวกนี้ได้ ใช้ได้เป็น นำไปใช้ร่วมกับคนอื่นได้ในยามคับขัน

หากวันหนึ่งเธอตื่นขึ้นมา พบกว่าน้ำท่วมคอพวกเราทุกคน พระเจ้าที่เรานับถือกันลอยลงมาจากฟ้า พวกเราแหงนหน้าฟังท่าน ท่านบอกว่าหากลูกๆ ทุกคนจะผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ ลูกๆ ต้องใช้ความรู้ที่มีอยู่ด้วยกันในการแก้ปัญหาแล้วน้ำจะค่อยๆ ลดลง หรือลูกๆ จะแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกับทรัพยากรที่เหลืออย่างจำกัดกันดี แต่สุดท้ายก็ตายอยู่ดี คราวนี้หากพวกเราจะใช้ความรู้แก้ปัญหา เราจะใช้ความรู้อะไรในหัวเราที่มีอยู่ เรามีความรู้อะไรบ้างที่จะเอาไปร่วมใช้กับเพื่อนๆ ของเรา นี่ละที่เธอต้องตั้งใจเรียนรู้ศึกษาให้เก่งกว่าครู ดังนั้นเรียนเล่นๆ พ่อแม่เธอจะจ่ายเงินให้เธอแล้วจะคุ้มค่าได้อย่างไร

แล้วตอนนี้ละประเทศไทยเรา ใช้องค์ความรู้อะไรในการแก้ปัญหาน้ำท่วมครั้งนี้ เรามีบุคลากรพอแล้วจริงเหรอในการจะช่วยวิเคราะห์น้ำ หรือว่าวิเคราะห์กันโดยไม่ดูตาม้าตาเรือเลยว่าน้ำจะไหลไปทางไหน จะร่วมผ่านวิกฤตเหล่านี้อย่างไรร่วมกันดีครับที่ผ่านมาไม่ว่าจะเรือดันผิวน้ำ หรือแพไม้ไผ่ ช่วยได้แค่ทางจิตวิทยานะครับ ผมว่าเอาเวลาไปให้คนพร้อมที่จะพึ่งตนเองได้ในเบื้องต้น จัดการลดการเกิดภัยที่อาจจะเกิดได้ก่อนครับ อพยพคนในพื้นที่อาจจะเสี่ยงภัยก่อน

น้ำจะรักษาความเสมอภาค หากผิวน้ำไม่เสมอกัน ปล่อยทิ้งไว้น้ำจะปรับระดับให้เสมอภาคเองเพราะธรรมชาติสร้างน้ำมาทำหน้าที่นี้

ไม้ไผ่ปล่อยให้เค้าช่วยดูดน้ำในดินสู่ชั้นบรรยากาศจะดีกว่านะครับ เพราะต้นไม้คือเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ทำงานทั้งกลางคืนและกลางวัน ดวงอาทิตย์ช่วยได้แค่กลางวันเท่านั้นครับ น้ำที่ต้นไม้ดูดเข้าไป 99% เพื่อสูบขึ้นชั้นบรรยากาศนะครับ จะไว้ใช้สังเคราะห์อาหารแค่ 1% เท่านั้น แพไม้ไผ่จึงไม่น่าจะจำเป็นสำหรับเวลานี้ ผมยังนิยมเสื้อชูชีพขวดน้ำที่พี่น้องอาสาฯ หลายๆ กลุ่มทำกันครับหลังจากนี้ ทุนวิจัยจะออกมาเกลื่อนเพื่อให้วิจัยกันเรื่องน้ำท่วม การบริหารจัดการน้ำ การเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งก็คือการหารอยเท้าวัวหลังจากที่โดนขโมยซึ่งก็ต้องทำ แต่ทำไมเราไม่เตรียมคนให้ไปเรียนในแต่ละด้านให้มันสอดคล้องกับสภาพของประเทศละครับ ไม่ใช่เรียนในสาขาที่เป็นแฟชั่นอย่างเดียว เราจะทำอย่างไรกันต่อไป น้ำท่วมครั้งนี้จะแปลงวิกฤตเหล่านี้มาสร้างความเข้มแข็งทางกาย ทางใจ ทางสติความคิดอย่างไร ไม่อย่างนั้น เราก็เดินวนๆ กันในอ่างน้ำนี่ละครับ พอภารกิจล้างเมืองมาทีก็สูญเสีย ประเมินค่ากันไม่ได้อยู่ตลอดไป

เศรษฐกิจเสียหาย น้ำยังขังท่วมยาวนาน แล้วเราจะทำอย่างไร กับปล่อยน้ำให้ปไปในทางที่ควรไป ตามใจน้ำ สุดท้ายก็ลงทะเล น้ำมีเป้าหมายคือที่ต่ำ มาจากที่สูงไหลลงที่ต่ำ แต่คนเราจะขึ้นไปนั่งที่สูง
ธุรกิจจะเสียหายกี่แสนพันล้านก็ตาม หากสุดวิสัยผมว่าก็ควรจะต้องเข้าใจบริบทครับ แต่อย่าให้คนเสียชีวิตมากเกินไปก็เกินคุ้มแล้วครับระบบการวิเคราะห์น้ำ ถ้ากระทรวง ICT ทำข้อมูลให้เป็นระบบ นักวิจัยสามารถจะเข้าถึงข้อมูลได้แล้วนำมาช่วยกันวิเคราะห์ได้ คันน้ำตรงนั้น ตรงนี้แตก ผมก็อยากจะช่วยจำลองให้นะครับ ว่าน้ำจะไหลไปทางไหนได้บ้าง แต่ไม่รู้จุดพิกัด นักข่าว คนลงพื้นที่ ควรจะมี GPS ติดตัวไปด้วย เก็บข้อมูลไปด้วยช่วยเหลือคนไปด้วย เอาข้อมูลมาวางแผนกันต่อ ใครช่วยได้ก็ช่วยกัน ผมอยู่ปัตตานี อยากช่วย แต่ผมช่วยได้มากกว่าการไปช่วยขนกระสอบทรายประกอบกับมีภารกิจอื่นๆ หากข้อมูลเป็นระบบก็จะมีข้อมูลได้ตรงกัน ก็จะช่วยได้มากขึ้น บทเรียนครั้งนี้ ก็คงไม่เหมือนครั้งไหน เพราะต่างกันที่เวลาและบริบทครับ

สุดท้ายก็ได้ระบายแล้วหลังจากดูมายาวนาน ดูการแก้ปัญหามาพอสมควร จริงๆ อยากจะขอข้อมูลจากสำนักข่าวที่ออกๆ ทีวีกันนะครับ ว่าคันนั้นคันนี้ มีข้อมูลให้เอามาจำลองได้บ้างไหม ติดต่อไปขอกับใครกันดี

ลักษณะน้ำจากวันที่ 16 ต.ค. 2554 ครับ ขอบคุณแหล่งข้อมูลจากพี่คอนดักเตอร์ จากลานซักล้าง และเว็บ http://cernunosat05.cern.ch/gp/flex/tha/

น้ำท่วม น้ำตา น้ำไหล น้ำใจ คนไทยไม่ทิ้งกัน แต่เราไม่ควรปล่อยให้เรื่องเหล่านี้เงียบไปอีก การตระหนักเตรียมได้จากประสบการณ์ที่เคยประสพจริง แล้วตระหนักจะเกิดมากกว่าตระหนก

ขอเป็นกำลังใจครับ

ด้วยมิตรภาพจากคนใต้


ความคิดโง่ๆ ของผม ที่คิดว่าน่าจะช่วยภัยแล้งน้ำดื่มได้บ้าง

269 ความคิดเห็น โดย มิสเตอร์สะตอฯ เมื่อ 12 เมษายน 2011 เวลา 2:37 (เช้า) ในหมวดหมู่ การศึกษา, การเกษตร, ธรรมชาติ #
อ่าน: 7716

สวัสดีครับทุกท่าน

หลังจากเจอภัยพายุดีเปรสชั่นในพื้นที่เมื่อปลายปีก่อน ก็ได้มีโอกาสลงพื้นที่ช่วยเหลือชาวบ้านบ้างสักเล็กๆ น้อยๆ เท่าที่พอจะช่วยได้จากก้อนสมองที่พอมี ทำให้เราได้ทบทวนบทบาทของตัวเรา บทบาทขององค์กร บทบาทของนักวิชาการที่มีต่อสังคม ในขณะที่อีกโลกหนึ่งกำลังปั่นผลงานต่างๆ กันอย่างบ้ากระห่ำเพื่อดันให้มีพลังทางภูมิปัญญากัน ภาคใต้เจอน้ำท่วมอย่างไม่คาดคิด หรือคาดฝันว่าจะท่วมได้ในช่วงต้นของหน้าร้อน ประมาณว่าลอยกระทงวันสงกรานต์ มันขัดแย้งในความน่าจะเป็นที่จะเกิดแต่พอเกิดมันเกิดเต็มร้อย ว่าไปแล้วธรรมชาติก็ไม่ได้รับรู้หรอกว่า เดือนไหนเป็นมกราคม เมษายน ไม่ได้รู้หรอกว่านี่คือเอเชีย อเมริกา ไม่ได้รู้หรอกว่านี่ฤดูกาลอะไร คนเราตั้งค่าเรียกเอาเองทั้งนั้น จนคิดว่าคงใช่แล้วจากการสังเกตบ้างตั้งทฤษฏีไรต่างๆ มากมายเพื่อให้ข้อสังเกตของตนเองนั้นมีคนเชื่อ แต่พอสภาพบริบทเปลี่ยนสิ่งที่เคยตั้งไว้จึงเปลี่ยนแนวทาง เริ่มผิดจากที่เคยตั้งข้อสังเกต จากอิสานเคยท่วมขังยาวนานนับเดือนก็หายไปในที่สุดตอนนี้ก็แล้งแห้งกันตามบริบทของอิสานกับภาพความแห้งแล้ง

ผมเลยจึงตั้งข้อสังเกตแบบโง่ๆ จากคนที่ไม่เคยไปอิสานว่าหากเป็นผม ผมต้องแก้ไขให้คนมีน้ำดื่มก่อนเป็นสำคัญ การที่เราจะทราบอยู่แล้วว่าหากฝนตกน้ำจะท่วม พอฝนไม่ตกพื้นที่จะแล้งแห้งในหลายพื้นที่ ผมเลยไม่แน่ใจว่า หากเราเอาน้ำใส่โอ่งไว้ปิดฝาไว้สักห้าใบสิบใบรอบบ้าน เชื่อมแต่ละใบให้น้ำไหลไปมาถึงกันได้ รับน้ำจากหลังคาจากโอ่งเดียวแล้วให้ระบบมันปรับของมันเอง แล้วต่อก๊อกไปใช้น้ำ  การจะมีโอ่งสักห้าใบหรือสิบใบ หรือกี่ใบนั้น เราก็น่าจะมีการเก็บข้อมูลว่า ช่วงแล้งยาวนานที่สุดในรอบปีนั้นกี่เดือน เช่น สี่เดือนฝนจะไม่ตกเลยติดต่อกัน ถือว่าน้ำในโอ่งไม่มีการเติมลงไปเลยจากน้ำฝน เรามีสมาชิกกี่คน คนนึงใช้น้ำดื่มวันละเท่าไร ลองคำนวณดูเล่นๆ ดูว่าน้ำดื่มในช่วงสี่เดือนต้องการสักเท่าไร แล้วบวกเพิ่มไปให้อยู่ได้อีกสักเดือนเผื่อไว้  ผมเชื่อบนฐานว่าไม่ว่าจะร้อนสักแค่ไหนจากสภาพอิสาน น้ำในโอ่งฝาปิดน่าจะยังไม่เหือดแห้งเหมือนน้ำบ่อหรือน้ำจากห้วยแม่น้ำเป็นแน่  อย่างที่บ้านผมคำนวณดูแล้วโอ่งเจ็ดใบใช้ได้สบายทั้งปี เพราะช่วงแห้งแล้งยาวนานน้ำไม่หมด ส่วนหน้าฝนก็จะมีน้ำเติมเต็มตามโอกาสที่ฝนตก

หากบอกว่าชาวบ้านยากจนไม่สามารถซื้อโอ่งได้ ผมคิดว่าเราเสียเงินไปกับมือถือ กับอะไรต่ออะไรกันเยอะไปหมดเราน่าจะเก็บหอมเพื่อสิ่งนี้เพราะชีวิตเราเจอภัยพิบัติมือถือใช้ไม่ได้ก็ไม่ตาย แต่หากอดน้ำ(แม้ว่าน้ำจะท่วมแต่ขาดน้ำดื่ม) เราก็อยู่ไม่ได้ ดังนั้นน้ำดื่มนับว่าสำคัญมากๆ สำหรับชีวิต ผมจึงคิดว่าภาวะแล้งแห้งในอิสานน่าจะมีวิธีการ เวลาดูข่าวในทีวีแล้วเศร้า ผมคิดว่าน่าจะมีวิธีการอื่นไม่ว่าจะแผนอะไร แทนที่รัฐจะมานั่งแจกน้ำเอาเวลาไปส่งเสริมด้านอื่นต่อไปก็น่าจะดีกว่าครับ

ที่นำเสนอเหล่านี้เป็นความคิดโง่ๆ ของผมที่คิดว่าพอจะช่วยได้บ้างในเบื้องต้นครับ โอ่งหรือปล่องน้ำสามารถทำได้ จะออกแบบให้อยู่บนดินทั้งหมดหรือว่า ฝังดินครึ่งเหนือดินครึ่งก็ทำได้ครับ น้ำส่วนหนึ่งก็จะเย็นครับ

เราน่าจะอยู่กับความรู้ฉบับลมหายใจตนเองเป็นสำคัญครับ เราอาจจะต้องหายใจเข้าปอดด้วยตัวเราเองแล้วเราจะอยู่ได้ครับ เครื่องช่วยหายใจไว้ใช้เป็นทางสุดท้ายครับ

ด้วยความเป็นห่วงครับ


หลักสูตรพื้นฐานปริญญาสามัญ 2 เดือน ผ่านไปแล้ว

299 ความคิดเห็น โดย มิสเตอร์สะตอฯ เมื่อ 20 มิถุนายน 2010 เวลา 11:05 (เช้า) ในหมวดหมู่ การศึกษา, แนวคิด ปรัชญา ศาสนา #
อ่าน: 8353

สวัสดีครับทุกท่าน

วันนี้พอจะมีโอกาสมานั่งเขียนอะไรบ้างสั้นๆ ตั้งแต่วันที่ 12 เมษายน มาถึง วันนี้ 20 มิถุนายน 2553 ได้เข้าหลักสูตรปริญญาสามัญที่ตั้งขึ้นเอาเอง มั่วเอาเอง ซึ่งก็คือการอุปสมบทเป็นเวลา 2 เดือนพอดี เกินจากที่วางไว้คืออย่างน้อยหนึ่งเดือน จริงๆ การบวชนี้จะบวชนานแค่ไหนก็คงได้เช่นกัน หากไม่มีภาระทางโลกให้ต้องเป็นห่วง ก็คือการพัฒนาคนเช่นกันในอีกทางหนึ่ง ทางจิตวิญญาณ

เริ่มจากงานธรรมดา ที่ผู้มาร่วมงานเกิดจากความรู้สึกอยากมาร่วมโดยไม่ต้องยัดเยียดมาต้องมา ไม่ได้แจกบัตร จึงนับได้ว่าผู้ที่มาส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดมาเพราะหัวใจและน้ำใจที่อยากจะมาร่วมงาน เหมือนกับตอนที่ผมสอนนักศึกษาโดยที่เข้าเรียนโดยไม่มีการเช็คชื่อเพื่อให้คะแนน ผมนิยามศรัทธาง่ายๆ แบบนี้ ก็จะมีญาติมิตรจากหลายๆ ที่เดินทางมาร่วม ทั้งในลานปัญญา และญาติจากที่ทำงาน ตลอดจนคู่เกลอและญาติมิตรในละแวกบ้าน อย่างน้อยคุณแม่ก็ได้ทราบว่าการจัดงานโดยที่ไม่ต้องเชิญแขกก็ยังทำได้อยู่ในปัจจุบัน และแน่นอนว่าหลายๆ คนที่ศรัทธาอยากจะมาร่วมบุญในละแวกบ้านที่ไม่ทราบก็ย่อมเสียใจเป็นธรรมดา โดยเฉพาะย่าของผมสามท่านไม่ไดมาร่วม ท่านคงเสียใจพอสมควร แต่ท่านได้มานั่งในโรงฉันตอนที่ได้บวชเป็นพระแล้ว

(เริ่มตั้งแต่ก่อนปลงผม และปลงผมเพื่อจากแฟนท่อม สองเดือน มีญาติจากลานปัญญามาร่วมงานกันตรึมน้ำใจไหลหลั่ง)

อ่านต่อ »


ลาอุปสมบท 2 เดือน แผนที่ แผนดัชนีตัวชี้วัด (Map and Plan of Temple Indicator)

อ่าน: 2427

กราบสวัสดีทุกท่าน

คิดว่าทุกท่านคงสบายดีนะครับ เนื่องด้วยกระผมจะเป็นตัวชี้วัดอย่างแท้จริงโดยการขอลาอุปสมบทเป็นเวลา 2 เดือน (15 เมษายน 2553 ช่วงบ่าย ทำขวัญนาค และ 16 เมษายน 2553 อุปสมบทเข้าโบสถ์ และศึกษาเพื่อเป็นตัวชี้วัดเป็นเวลา 2 เดือน จนกระทั่ง 14 มิถุนายน 2553) เป็นช่วงของการฝึกกาย ใจ และสติปัญญา ทางธรรม ธรรมชาติ ในชุมชนที่ข้าพเจ้าได้เกิดมาหรือชุมชนที่ได้สร้างข้าพเจ้ามาในวัยเด็กจนถึงก่อนเข้ามหาวิทยาลัย

เพื่อให้ญาติพี่น้องที่ศรัทธาจะไปร่วมงานได้ไปร่วมงานได้ ข้าพเจ้าขอเอาแผนที่มาลงให้เพื่อจะได้อำนวยความสะดวกพื้นฐานให้นะครับ ดังต่อไปนี้นะครับ


จากปัตตานี ถึง NSC 2010

5 ความคิดเห็น โดย มิสเตอร์สะตอฯ เมื่อ 22 กุมภาพันธ 2010 เวลา 8:09 (เย็น) ในหมวดหมู่ การศึกษา, คณิตศาสตร์, เทคโนโลยี #
อ่าน: 2200

สวัสดีครับทุกท่านครับ

เมื่อวันที่ 11-13 กุมภาพันธ์ 2553 ที่ผ่านมา ทาง ม.อ.ปัตตานี ได้มีโอกาสเข้าไปร่วมโครงการในปีนี้จำนวน 2 โครงการ เป็นงานของนักศึกษาหนึ่งโครงการ และงานของระดับมัธยมศึกษา จากโรงเรียนสาธิต ม.อ.ปัตตานี อีกหนึ่งโครงการครับ

โครงการของนักศึกษา เป็นโครงงานตามภาพด้านล่างนี้นะครับ

อ่านต่อ »


โปรแกรมคำนวณปริมาณสารอะฟลาทอกซินในข้าวสาร

100 ความคิดเห็น โดย มิสเตอร์สะตอฯ เมื่อ 22 กุมภาพันธ 2010 เวลา 7:17 (เย็น) ในหมวดหมู่ การศึกษา, คณิตศาสตร์, เทคโนโลยี #
อ่าน: 3696

สวัสดีครับทุกท่าน

สบายดีนะครับทุกท่าน ผมรู้สึกดีเสมอเมื่อมีโอกาสได้ช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานหากเราได้มีโอกาสใช้วิทยาการที่เรามีในตัวนำออกมาสร้างเป็นเครื่องมือให้ได้ใช้กัน ไม่ต้องยิ่งใหญ่หรือใหญ่โตอะไรมากแต่ใช้ได้จริง อีกอย่างไม่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ หากเครื่องมือบางส่วนเสียหรือชำรุดแล้วสามารถนำผลเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ทางด้านการประมวลผลภาพ ก็จะเป็นทางเลือกหนึ่งครับ

สำหรับวันนี้ผมจะนำเสนอโปรแกรมในการวิเคราะห์หาสารอะฟลาทอกซินในข้าวสาร ซึ่งภาพนำเข้าเป็นภาพจากการทดลองกระบวนการทางเคมีมาก่อนครับ แล้วนำภาพเหล่านี้เข้ามาประมวลผลอีกรอบแล้วใส่ข้อมูลพื้นฐานให้กับส่วนควบคุม จากนั้นก็เอาไปวิเคราะห์ส่วนที่ยังไม่ทราบค่า จะว่าไปมันก็แค่คณิตศาสตร์ระดับประถมศึกษานะครับ คือการเทียบบัญญัติไตรยางค์นั่นเอง แต่เพียงกว่าจะเทียบบัญญัติไตรยางค์ได้ ก็ใช้พลังทางการะบวนการคิดเพื่อหากลุ่มข้อมูลกลุ่มสีซึ่งได้จากการเลือกจากผู้ใช้ในการใส่เข้าไปด้วยการคลิกลากเม้าส์แล้วเลือกขอบเขตไปวางในที่ที่เหมาะสมครับ ทำอย่างไรให้น่าใช้และสะดวกรวดเร็วทันใจเมื่อเลื่อนกรอบที่ต้องการหาค่าร้อยละของสารอะฟลาทอกซินครับ

ลองมาดูภาพตัวอย่างกันเล่นๆ นะครับ

อ่านต่อ »


นานาประการที่การศึกษาล้มเหลว….

29 ความคิดเห็น โดย มิสเตอร์สะตอฯ เมื่อ 30 พฤศจิกายน 2009 เวลา 9:44 (เช้า) ในหมวดหมู่ การศึกษา, ลานปัญญา, เทคโนโลยี, แนวคิด ปรัชญา ศาสนา #
อ่าน: 1909

สวัสดีครับทุกท่าน

วันนี้มานั่งทานข้าวกันแล้วก็พูดถึงระบบการศึกษาไทย และมีกรอบของการศึกษาไทย TQF อะไรออกมาอีกสำหรับอุดมศึกษา ผมเลยขอนำเสนออีกนัยหนึ่งเพื่อแลกเปลี่ยนกันแบบตรงไปตรงมาเผื่อว่าใครจะมา อ่านเข้าบ้างครับ มาคุยแลกเปลี่ยนกันแบบตรงๆ กันเลยเช่นว่า ทำไมการศึกษาไทยถึงล้มเหลว บัณฑิตถึงตกงานเยอะ และต่อไปจะตกงานเยอะกว่านี้อีก

นานาประการที่การศึกษาล้มเหลว….

1. ความไม่เสถียรของการเมือง ที่อมระบบการศึกษาเอาไว้ขึ้นกับรัฐบาลมากเกินไป เปลี่ยนรัฐบาลใหม่ทีเปลี่ยนกระบวนการ มาตรฐานทางการศึกษาที แล้วเมื่อไรการศึกษาไทยถึงจะไปถึงเป้าหมายกันครับ เปลี่ยน รมว.กระทรวงศึกษาทีก็เปลี่ยนแนวคิดที มันเป็นระบบการศึกษาของหนูที่พร้อมจะให้ทดลองอยู่เรื่อยๆ เมื่อไรจะเข้าสู่การเสถียร ระบบวัดการเข้าศึกษาต่อก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย โดนด่าทีก็เปลี่ยนที เพราะระบบต้องรอที่จะเอาอกเอาใจคนเพื่อความอยู่รอดของทางการเมือง

อ่านต่อ »


ผักสวนครัว ระเบียงพอเพียง

5 ความคิดเห็น โดย มิสเตอร์สะตอฯ เมื่อ 24 ตุลาคม 2009 เวลา 2:40 (เย็น) ในหมวดหมู่ การศึกษา, การเกษตร, ครอบครัว, ธรรมชาติ #
อ่าน: 2681

สวัสดีครับทุกท่าน

ผ่านไปหลายเดือนไม่ค่อยได้เขียนบทความบ่อยนักครับ วันนี้ถือโอกาสวันก่อนเปิดเทอมจึงขอนำเสนอความสุขเล็กๆ น้อยๆ กับชาวแฟลต ระเบียงพอเพียง

จากเคยนำเสนอ

มาวันนี้…. กาลเปลี่ยนมีพัฒนาการ

จากเป็นเมล็ด เริ่มแตกใบ ใต้เงาร่มระเบียงแฟลตนี้

รากที่ฝังลงกระถางใบนี้ ชีวิตนี้ไม่เคยอดตาย

เติบโตเต็มตาม ต้นใหญ่นั้น ร่มเงาใบงามสุขใจ

หลากชีวิตเรา หมุนเวียนเปลี่ยนไป ใต้ระเบียงไม่ใหญ่ แห่งนี้……

ด้วยมิตรภาพครับ

เม้งครับ



Main: 0.1681821346283 sec
Sidebar: 0.03855299949646 sec