พระจันทร์สีรุ้ง๔

โดย อัยการชาวเกาะ เมื่อ 24 กรกฏาคม 2009 เวลา 22:45 ในหมวดหมู่ กฎหมายในละคร, เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 2179

ผมเขียนบทนี้เป็นบทสุดท้ายของพระจันทร์สีรุ้ง ตอนแรกก็คิดว่าข้อกฎหมายมันจบแล้ว แต่พอมานั่งนึกๆดู เอ..มันยังมีเรื่องที่อยากจะบอกผู้อ่านอีก นั่นคือเรื่องหนี้ของอรดีที่น่าสนใจ เพราะในตอนจบพวกเจ้าหนี้ส่งคนมาจัดการกับอรดีที่พยายามหนีหนี้อันเกิดจากการพนัน แต่สิ่งที่เราเข้าใจกันก็คือเมื่อเป็นหนี้ก็ต้องจ่าย ถ้าไม่จ่ายเขาเรียกตำรวจจับ เรากลัวตำรวจเราไม่ได้กลัวหนี้ ในตอนที่ ๒ ได้เล่าให้ฟังเรื่องหนี้จากการกู้ยืมไม่เป็นความผิดอาญา ถ้าเป็นหนี้จากการกู้ยืมตามปกติตำรวจไม่เกี่ยว แต่เดี๋ยวนี้มีการอาศัยเครื่องมือกฎหมายมาหากิน เช่น แทนที่จะทำสัญญากู้ตามปกติ ก็จะเป็นสัญญาเช่าซื้อทองหรือซื้อขายทองเงินผ่อน โดยระบุกรรมสิทธิ์ยังไม่ตกเป็นของผู้ซื้อ เมื่อผิดสัญญาไม่คืนเงินที่กู้ยืมไปก็งัดสัญญาเช่าซื้อหรือซื้อขายทองเงินผ่อนมาเป็นเครื่องจับกุมผู้กู้โดยอ้างว่ามีการยักยอกทองไปไม่ยอมคืน เพราะฉะนั้นจะกู้ยืมเงินใครก็ดูให้ดีว่าเขาให้เซ็นสัญญาอะไรนะครับ

แต่สิ่งที่ผมจะบอกจริงๆ ก็คือการพนันไม่ก่อให้เกิดหนี้ครับ ทั้งนี้เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๕๓ ซึ่งระบุว่า

“อันการพนันหรือขันต่อ ท่านว่าหาก่อให้เกิดหนี้ไม่ สิ่งที่ได้ให้กันไปในการพนันหรือขันต่อก็จะทวงคืนไม่ได้ เพราะเหตุหามูลหนี้อย่างหนึ่งอย่างใดมิได้
ข้อบัญญัติที่กล่าวนี้ ท่านให้ใช้ตลอดถึงข้อตกลงเป็นมูลหนี้อย่างหนึ่งอย่างใดอันฝ่ายข้างเสียพนันขันต่อหากทำให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งเพื่อจะใช้หนี้เงินพนันหรือขันต่อนั้นด้วย”

ดังนั้น เล่นไฮโล เล่นไพ่ เล่นรูเลตต์ หรือการพนันอย่างใดก็ตาม เกิดแพ้และเป็นหนี้ไม่มีเงินจ่าย ฝ่ายเจ้าหนี้ก็เอาหนี้มาฟ้องศาลไม่ได้ แต่ถ้าเอาเงินหรือทรัพย์สินอื่นชำระหนี้ไปแล้วจะเอาคืนก็ไม่ได้ด้วยเหมือนกัน อิอิ ดังนั้นการปฏิบัติการทวงหนี้จึงต้องมีแบบในละครนั่นแหละครับ ทำร้ายร่างกายบ้าง ฆ่าทิ้งเสียบ้าง มันจึงพอกันทั้งสองฝ่าย เฮ้อ..ใครบอกใครเตือนเรื่องเล่นการพนันไม่เชิ่อ ผมโดนมาตั้งแต่เป็นเด็กแล้วไม่ชอบการพนันทุกชนิดจนถึงปัจจุบัน อิอิ

เมื่อผมดูละครมาถึงตอนใกล้จบ บทละครให้อรดีสำนึกผิดที่ทำกับลูกไว้มาก ลูกเอาชีวิตเข้าเสี่ยงบังกระสุนถึงค่อยรู้สึกรักลูกขึ้นมาบ้าง แต่พอลูกขอร้องให้แม่อยู่เมืองไทยด้วยกัน เขาจะดูแลแม่เอง อรดีบอกว่า แม่ขายทรัพย์สินทั้งหมดแล้ว พอได้รับเงินค่าขายทรัพย์สินแล้วแม่จะไปอยู่เมืองนอก ผมดูมาถึงตอนนี้ ใครคิดยังไงไม่รู้แต่ผมคิดว่า จนถึงขณะนี้แล้ว อรดียังคิดถึงตัวเอง แถมเอาเงินของลูกไปผลาญไม่รู้กี่สิบล้าน ถึงเวลาแทนที่จะคิดยกทรัพย์สมบัติคืนให้ลูกกลับขายทรัพย์สมบัติที่มีอยู่เอาเงินไปอยู่ต่างประเทศ งงๆ อยู่เหมือนกันว่าสำนึกผิดจริงหรือ อิอิ

ว่าไปแล้ว บางทีคนจัดละครเขาอาจไม่ได้นึกอย่างที่เราคิด อย่างเช่นบทนางเอกที่ตอนเรียนมัธยมปลายมีลูกรัฐมนตรีมาชอบ พ่อซึ่งเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และแม่เห็นดีเห็นงามว่าเขาเป็นแฟนกัน ผู้จัดละครอาจไม่นึกอะไร แต่ในฐานะพ่อของลูก ในฐานะประธานกรรมการสถานศึกษา ในฐานะที่เข้าไปเป็นกรรมการชุดต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเด็ก ผมกลับรู้สึกว่าทำไมต้องมีบทพวกนี้ พ่อเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่คิดได้แค่นี้หรือ เด็กยังอยู่ในวัยศึกษาแท้ๆ พ่อแม่กลับสนับสนุนให้ลูกมีแฟนออกหน้าออกตา ดีที่นางเอกไม่ท้องก่อนแต่ง..อิอิ เด็กดูแล้วรู้สึกอย่างไร หรือรู้สึกว่านี่คือเรื่องธรรมดาของสังคมปัจจุบัน แล้วเราควรกระตุ้นให้มันเกิดในสังคมนี้หรือ หรือว่าผมคิดมากไป แฮ่ะๆ

อีกบทหนึ่งก็คือบทพ่อของนางเอกถูกป้ายความผิดแล้วแฟนเก่าของนางเอกมาแสดงบทเป็นผู้ปกป้องโดยมีข้อแลกเปลี่ยนให้นางเอกแต่งงานกับตนโดยพ่อของแฟนเก่าซึ่งเป็นนักการเมืองจะช่วยเหลือพ่อนางเอก แม้เหตุการณ์อย่างนี้จะเกิดขึ้นจริง แต่มันบอกอะไรเราบ้าง ผมมองว่าสังคมเราตั้งความหวังนักการเมืองมากเกินไปหรือเปล่า นักการเมืองมีทั้งดีและเลว แต่นักการเมืองเลวเข้าใจอำนาจของตัวเองผิดไปหรือเปล่า ข้าราชการเข้าใจหน้าที่ของตัวเองหรือเปล่า อะไรๆก็ต้องวิ่งหานักการเมืองโดยไม่ต้องดูว่าเขาดีหรือเลว เพียงแต่ให้ตัวเราได้ประโยชน์อย่างนั้นหรือ ท่านยอมให้นักการเมืองเลวๆกำหนดชะตาชีวิตราชการของท่านหรือ ผมก็ได้แต่ห่วงเท่านั้นแหละ สำหรับผมถ้ามันไม่ถูกต้อง ใหญ่แค่ไหนผมไม่ยอมจริงๆด้วย…

ละครจบลงไปแล้ว อารักษ์ฟื้นความจำได้แล้ว พระเอกนางเอกหมั้นกันเองแล้วเข้าใจกันแล้ว อรดีก็ไปต่างประเทศแล้ว ผมเกิดคำถามว่าละครเรื่องนี้ให้อะไรกับเราบ้างหรือเปล่า แต่ที่ประทับใจก็คือที่อารักษ์สอนตะวันเรื่องพระจันทร์สีรุ้ง มันมีความสวยงามเพราะมันประกอบด้วยสีหลายสี แต่ในขณะเดียวกันสีเหล่านั้นมันก็มีสีที่เราชอบและไม่ชอบรวมกัน เราจึงมองพระจันทร์สีรุ้งสวย เหมือนกับคนเราแม้จะไม่ชอบใจอะไรไม่พอใจอะไรก็ต้องอดทนเพื่อให้มองเห็นความงามอยู่เบื้องหน้า และตะวันก็ให้สัญญากับพ่อว่าเขาจะอดทน

ละครเรื่องนี้แสดงให้เห็นความงามของความรักของพ่อที่บริสุทธิ์ แม้จะไม่ใช่พ่อผู้ให้กำเนิดแต่เมื่อเขาได้ทุ่มเทให้ความรักกับเด็กที่เขาเรียกว่าลูกอย่างจริงใจ ความกำพร้าแม่หาได้ทำให้ตะวันกลายเป็นเด็กมีปัญหาแต่อย่างใดไม่ เว้นแต่ตอนที่ความจำเขามีปัญหาจากสมองที่กระทบกระเทือนโดยอุบัติเหตุ

ท่านล่ะ…เห็นอะไรดีๆในละครเรื่องนี้บ้างไหม มาเล่าสู่กันฟังเพื่อช่วยกันเติมเต็มให้กับบทความนี้กันดีไหมครับ…แล้วผมสัญญาว่าจะหาละครมาให้อ่านกันอีก จริงๆนะ..อิอิ

Post to Twitter Post to Facebook

« « Prev : พระจันทร์สีรุ้ง๓

Next : เมื่อผมไปเป็นทนายให้หมอและพยาบาล » »


ผู้ใช้ Facebook สามารถให้ความเห็นที่นี่ได้ โดยกด Like เพื่อแสดงตัว

182 ความคิดเห็น


แสดงความคิดเห็น

ท่านอยากจะเข้าระบบหรือไม่


*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Click to hear an audio file of the anti-spam word


Main: 0.18393802642822 sec
Sidebar: 0.15786194801331 sec