บุนมะโหลาน งานช้างเมืองหงสา

2 ความคิดเห็น โดย silt เมื่อ 24 กุมภาพันธ 2010 เวลา 11:34 (เย็น) ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 131

บ่ได้ไปดูเอง ฝุ่น ร้อน ขี้คร้านแต่งตัว รถบ่มี ใช้รถไปส่งลูกน้องขึ้นเครื่องหลวงพระบาง

ขอบคุณภาพจาก ท่านน้องคมเพ็ด แก้วพิลา

ไปเดินซื้อผ้าทอคืนก่อน กลับหนาวมากๆ ได้ผ้ามาหลายผืนงามๆ แต่บางผืนก็ต้องซื้อเพื่อให้กำลังใจพี่น้องที่มาขาย

เดินผ่านร้านไหน เขาก็ร้องทัก อาจานเปลี่ยน อุดหนุนหน่อย ก็ต้องแวะซื้อทุกร้าน ซื้อแม้กระทั่งกระดึงแขวนคอวัว

ทราบว่าวันงานมีท่านรัฐมนตรีมาเป็นประธานร่วมกับท่านฑูตอาเมลิกา

จบข่าว เชิญชมภาพ


เชิญเที่ยว “บุญมะโหลาน” งานช้างที่หงสา

1 ความคิดเห็น โดย silt เมื่อ 16 กุมภาพันธ 2010 เวลา 12:06 (เย็น) ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 147


เมืองหงสา แขวงไชยบุรี สปป ลาว เป็นเมืองที่นักพัฒนาหลายชาติหลายสาขารวมหัวกันคิดวางแผนการอนุรักษ์พัฒนาให้เป็นเมืองแห่ง 7 E ก็มี Eco-tour Elephant Environment แล้วก็มีอีอะไรอีกสี่อี จำไม่ได้แล้ว
วันนี้จะเล่าถึง อีลาฟ็อง พูดทับศัพท์ภาษาฝรั่งเศสที่พี่น้องหงสาหลายคนยังติดปากมากกว่าภาษาอังกฤษครับ
เมืองหงสา เป็นอีกเมืองหนึ่งที่มีช้างเลี้ยงจำนวนมากมาย สมัยก่อนมีมากถึงพันกว่าตัว ตอนนี้แม้ว่าจะลอจำนวนลงบ้างแต่ก็ยังถือว่ามีมากที่สุดในประดาหัวเมืองภาคเหนือของลาว
งานช้างที่หงสาริเริ่มเมื่อสี่ปีก่อน (ปี 2007) โดยสมาคมนักอนุรักษ์ช้างจากยุโรปร่วมกับทางแขวงไชยบุรี ในปี 2008 ย้ายไปจัดที่เมืองปากลายด้วยเหตุผลว่าอยู่ใกล้เวียงจันทน์เดินทางสะดวก ปี 2009 ย้ายมาจัดที่ตัวแขวงไชยบุรี และปีนี้ 2010 เวียนกลับมาจัดงานที่เมืองหงสาอีกครั้ง
ดูตารางและแผนผังการจัดงานของปีนี้ สรุปได้เบื้องต้นดังนี้
สถานที่จัดงาน อยู่ที่บ้านเวียงแก้ว ห่างจากตัวเมืองหงสาราวสี่ กม. บ้านเวียงแก้วเป็นหมู่บ้านชาวลื้อและได้เป็นหมู่บ้านวัฒนธรรมบ้านแรกของเมือง
องค์ประกอบของงานก็มี การแสดงของช้างในวันที่ ๒๐ และ ๒๑ กุมภา มีมหกรรมขายสินค้าลาวเทค (เหมือนตลาดนัดบ้านเรา) และมีบูธแสดงจำหน่ายสินค้าหัตถกรรมสินค้าโอทอปของสิบเจ็ดหัวเมืองภาคเหนือด้วยครับ เขาเริ่มมาตั้งร้านกันตั้งแต่วันที่สิบห้าแล้วนะครับ
เรื่องที่พักเท่าที่ทราบ ตอนนี้โรงแรมเรือนพักทุกแห่งล้นแล้วครับ ยกเว้นส่วนที่เป็นโฮมสเตย์นอนกับชาวบ้านที่เวียงแก้วและหมู่บ้านใกล้เคียงยังมีอยู่ ตามใบปลิวเขามีเวปไซด์ให้คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ http://festivalelefantasia.org สำรองที่พักที่ home...@elefantasia.org ถือว่าพักกับชาวบ้านกระจายรายได้สู่ชาวบ้านครับ
ขอเล่าถึงการเดินทางเข้าหงสาครับ
๑ หากเข้าทางด่านน้ำเงิน อ.เฉลิมพระเกรียติ ขึ้นรถทัวร์มาลงที่ทุ่งช้าง จากทุ่งช้างต่อรถบัสประจำทางมาที่บ้านปอน จากนั้นวัดดวงว่าจะมีรถโดยสารมาชายแดนห้วยโกร๋นหรือไม่หากไม่มีก็เหมามาในราคา ๖๐๐บาท จากด่านชายแดนไทยเดินมาด่านลาวประมาณ ๑ กม. อย่าเอาของมามากนะครับเดี๋ยวแบกไม่ไหว ที่ด่านลาวหลังจากเข้าด่านแล้ววัดดวงต่อว่าจะมีรถไปที่สามแยกเมืองเงินหรือไม่ หากไม่มีก็เดินต่ออีกสองสามกม. (วันงานผมจะแนะนำอ้ายน้องให้จัดมอเตอร์ไซด์รับจ้างท่าจะดี) ที่สามแยกเมืองเงินก็รอต่อรถโดยสารเข้าเมืองหงสาอีกประมาณ ๓๕ กม.ครับ คิดว่าวันงานน่าจะมีรถวิ่งอยู่หลายเที่ยว เป็นรถสองแถวนะครับเตรียมผ้าปิดจมูกกันฝุ่นมาด้วย ส่วนผมไม่ต้องโกรกสีมานะครับ เดี๋ยวเส้นทางนี้จะเปลี่ยนสีให้เอง
๒ สำหรับผู้ที่มีพาสปอร์ตและมีเวลาหลายวันผมแนะนำให้ใช้เส้นทางนี้ครับ
นั่งรถทัวร์มาลงเชียงแสน เอหรือเชียงของ (จำไม่ได้แล้ว สับสน) เพื่อข้ามไปยังเมืองห้วยทรายแขวงบ่แก้ว จากนั้นนั่งเรือสำราญลำใหญ่ล่องชมทิวทัศน์สองฝั่งโขงจากเช้าจดเย็น มีฝรั่งเต็มลำเลยครับ เรือแวะนอนพักค้างคืนที่เมืองปากแบง รุ่งเช้าแปดโมงกว่าๆเดินทางต่อประมาณสิบเอ็ดโมงเรือมาถึงท่าช่วงขึ้นจากเรือตรงนี้ครับ แล้วก็นั่งรอคิวรถออกไปเมืองหงสา สามสิบกว่ากม. แต่รถเขาจะรอจนถึงห้าโมงเย็นถึงจะออกนะครับ รอรอรอไปก่อน รอไม่ไหวก็เหมามาสองพันบาท แพงไปนะผมว่า
๓ หรือสำหรับผู้ที่จะมาแวะเที่ยวหลวงพระบางก่อน หลังจากนั้นก็ขึ้นเรือสำราญแบบเดียวกันกับ #๒ข้างบน เรือออกจากท่าแปดโมงเช้า ทวนน้ำมาถึงท่าช่วงราวห้าโมงเย็น อย่าลืมห่อข้าวมาทานบนเรือด้วยครับ จากนั้นก็ขึ้นรถคิวต่อมาเมืองหงสา ขาขึ้นนี้ไม่ต้องรอรถนานครับพอเรือเทียบท่ารถก็วิ่งไปรับแล้วก็ออกเลย
ว่าด้วยช้างเมืองหงสา
ช้างเมืองหงสาเคยเป็นเพื่อนเป็นสัตว์เลี้ยงคู่เรือนที่ช่วยเหลือแรงงานให้ตามความจำเป็นมาช้านาน ในสมัยก่อนเล่ากันว่าชาวหงสาใช้ช้างไถนา (มีการขุดพบไถโบราณยาวเกือบเมตรที่ต้องใช้ช้างเท่านั้นถึงจะลากได้ที่หงสาด้วย) ใช้ช้างขนข้าวจากสวนเข้าบ้าน ใช้ช้างบรรทุกเกลือมาขาย เป็นต้น นอกจากนี้ช้างยังเป็นสิ่งแสดงฐานะของคนรวย ต่อมาเมื่อโลกภายนอกมาช่วยเมืองลาวใช้สอยไม้ซุงจากป่า อุตสาหกรรมการทำไม้โดยนายทุนทั้งในลาวเอง และจากต่างชาติต่างเข้ามาดำเนินกิจการในหัวเมืองลาวทางเหนือ ช้างของชาวหงสาก็รับบทบาทหนักในการชักลากไม้ มาจนถึงทุกวันนี้
ปัจจุบันจำนวนช้างบ้านของเมืองหงสาลดลงอย่างรวดเร็ว หลายคนที่มีช้างก็ขายช้างไปซื้อรถยนต์มารับจ้างแทน  ช้างที่มีอยู่ก็ถูกจ้างไปทำไม้ในที่ต่างๆทั่วภาคเหนือของลาว ทำรายได้ให้กับเจ้าของเป็นกอบเป็นกำ มีช้างบ้านหลายตัวได้ถูกเช่าเข้าไปให้บริการในภาคธุรกิจการท่องเที่ยว งานนี้ก็สร้างรายได้ให้กับเจ้าของจำนวนสูงเหมือนกัน
ปัญหาของช้างเมืองหงสาที่มองเห็นทุกวันนี้ สืบเนื่องจากบทบาทหน้าที่ของช้างที่เปลี่ยนแปลงไปดังกล่าวข้างต้น และสืบเนื่องจากสภาพเศรษฐกิจสังคมของเจ้าของช้าง ทำให้มองเห็นความทุกข์ของบรรดาช้างอยู่สองสามประการคือ
(หนึ่ง) ช้างทำงานหนักมากขึ้น เพราะการไปรับจ้างทำไม้ในป่าต้องทำงานชักลากทุกๆวัน ช้างบางตัวเป็นช้าง “มูลมรดก” คือเป็นช้างของคนรุ่นพ่อแม่ที่เสียชีวิตลง พอตกมารุ่นลูกๆต่างเป็นเจ้าของร่วมกัน จะแบ่งเป็นส่วนๆเหมือนที่ดินก็ไม่ได้ จีงต้องผลัดกันเป็นเจ้าของเป็นผู้พาไปรับจ้าง เจ้าของทุกคนก็อยากได้เงินมาก ต่างก็ใช้งานช้างมาก ช้างก็เลยไม่มีวันหยุด
(สอง) ช้างที่ไปบริการภาคท่องเที่ยว ต้องจากเมืองหงสาไปอยู่เมืองท่องเที่ยว เช่นหลวงพระบาง ปากแบง ทำให้แหล่งอาหารไม่เพียงพอไม่อุดมสมบูรณ์
(สาม) การนำช้างออกจากเมืองแยกย้ายไปทำงานแหล่งต่างๆกัน ทำให้ช้างขาดการปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนฝูง สัญชาตญาณ การพึ่งพาการช่วยเหลือ และโอกาสในการสืบพันธุ์ของช้างลดลง ท้าวคำสี ผู้ช่วยขับรถของผมเคยมาบ่นให้ฟังว่าสงสารลูกช้างน้อยของเขาที่แม่ไม่ยอมให้กินนม แม่ช้างของเขาเป็นแม่หัวสาวหรือแม่มือใหม่ หล่อนไม่ยอมให้ลูกกินนม พอสามสี่วันถัดมาก็ตีหน้าเศร้ามาบอกว่าลูกช้างตายแล้ว ชงนมข้นให้กินอย่างไรก็ไม่รอด
กรณีการออกลูกการเลี้ยงลูกของช้างนี่ ผมเคยได้แอบดูแม่ช้างหัวสาวออกลูกที่ลำปางสมัยทำโครงการอนุรักษ์ช้างฯ เห็นการออกลูกของช้างเป็นเรื่องใหญ่พอๆกับของคนเราเลยทีเดียว เห็นโกลาหลกันทั้งฝูงมีแม่หมอตำแยช้างมีพี่เลี้ยงมาช่วยกันเบ่ง แต่แม่ช้างมือใหม่ที่บ้านหานต้องออกลูกเองเพียงลำพังคงสร้างความลำบากให้แก่แม่ช้างไม่น้อยเลยทีเดียว
การจัดงานช้างที่หงสาและไชยะบุรีเท่าที่ผ่านมา ถือว่ามีผลดีต่อช้างเลี้ยงของเมืองหงสาไม่น้อย ช้างจากที่ต่างๆจะกลับมาบ้าน ได้อยู่ด้วยกัน ได้พักผ่อนจากงานหนัก จะได้กิ๊กกันก็ในงานช้างนี่แหละ
เชิญมาเที่ยวงานช้างเมืองหงสา แขวงไชยะบุรีกันนะครับ
ปีนี้มาไม่ทัน มาปีหน้าก็ได้ครับ


น่อแล้วบือ

3 ความคิดเห็น โดย silt เมื่อ 11 กุมภาพันธ 2010 เวลา 12:37 (เช้า) ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 141

ภาษาลาววันละคำวันนี้ ขอเสนอ ภาษาของพี่น้องชาวม้ง หรือชาวลาวสูงครับ
“น่อ” แปลว่ากิน เช่น “น่อมอ” คือกินข้าว งานบุญกินเจียงหรือบุญขึ้นปีใหม่ เรียกว่า น่อเปเจา
ส่วน “บือ” แปลว่า นอน
เรื่องของเรื่องก็คือ เวลาที่เจ้านายพนักงานงานข้าราชการจากในเมืองไปลงพื้นที่ทำงานกับพี่น้องตามหมู่บ้าน ก็เอาแต่นั่งสั่งงาน ให้พี่น้องฆ่าเป็ดไก่มาเลี้ยง สั่งเอาเหล้าแรงๆมากิน กินอิ่มแล้วเมาแล้วก็นอนกลิ้งกันอยู่ตรงนั้น
พี่น้องชาวลาวสูงเขาเห็นแล้วจึงสั่งสอน เจ้าหมาที่เลี้ยงไว้ว่า
“เจ้าอย่าเฮดคือนาย ที่ น่อแล้วบือ”
หมายความว่า เจ้าอย่าทำตัวให้เหมือนพวกเจ้านาย ที่เอาแต่กินแล้วนอน
แควกๆๆๆ
เรื่องของพี่น้องชาวลาวสูงกับเจ้านายยังมีอีกเรื่องหนึ่ง
ว่ากันว่ามีอยู่วันหนึ่งเจ้านายขับรถไปทับหมาของพี่น้องตาย เจ้าของหมามาขอค่าชดเชย เจ้านายถามว่า “หมาของเจ้าเฮดอันใดได้แน” เจ้าของหมาตอบไปว่า “หมาเฮาเป็นหมาพราน แจ้งมาเฮาเกือข้าวแล้วกะพามันออกป่ามันไปไล่เอา ตัวแลน ตัวเหง็น ตัวฮอก ตัวหนู ตัวฟาน ตัวไก้(กระจง) มาให้เฮา” เจ้านายเลยบอกให้เจ้าของหมาตามไปเอาเงินที่ห้องทำงาน พี่น้องม้งอุตส่าห์เดินลงเขาเหงื่อไหลไคลย้อยมาเอาเงินค่าหมาในวันรุ่งขึ้น พอมาถึงเจ้านายตกลงจ่ายค่าหมาไปเจ็ดสิบพันกีบ แต่ก่อนกลับเจ้านายก็เรียกเจ้าของหมามาซักถามว่า “หมาเจ้าเคยได้ฟานจักโต” พี่น้องตอบไปว่า “หมาเฮาเคยได้ฟานตัวหนึ่ง ได้ไก้สี่ตัว” ครั้นเจ้านายได้ยินก็หยิบหนังสือกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองสัตว์ป่ามาเปิดอ่าน แล้วบอกพี่น้องม้งว่า “หมาเจ้ากัดสัตว์ป่าหวงห้าม เฮาจะไหมเจ้าตัวละซาวพันกีบ ทั้งหมดเป็นเงินหนึ่งแสนกีบเด้อ” สรุปแล้วพี่น้องเดินลงเขามาเหนื่อยฟรีๆ แถมยังเสียเงินค่าปรับมากกว่าที่ได้ค่าชดเชยหมาอีกต่างหาก
เดือนถัดมาเจ้านายท่านนั้นก็บังเอิญไปขับรถทับหมาอีกตัวของพี่น้องม้งผู้เคราะห์ร้ายคนเดิมเข้าอีก เจ้านายก็ลงจากรถมาบอกให้พี่น้องไปเอาเงินค่าหมาที่ห้องการเหมือนเดิม แต่คราวนี้พี่น้องส่ายหน้าบอกว่าบ่ไปแล้ว เพราะหมาตัวนี้มันบ่แม่นหมาพราน “มันเป็นหมาตัวที่เฮาเลี้ยงไว้อะนาไมอาจมของลูกเฮา”
“เจ้านายจ่ายเงินแทนบ่ได้ดอก เจ้านายเฮดหมาเฮาตาย เจ้านายต้องมากิน ขอ สระอี ไม้โท ของลุููกเฮาแทนหมา”
แควกๆๆๆ


เล่าเรื่องเมืองหงสา: “คนลี้กิ๋นนก คนผกกิ๋นฮอก”

2 ความคิดเห็น โดย silt เมื่อ 6 กุมภาพันธ 2010 เวลา 8:58 (เช้า) ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 135

เล่าเรื่องเมืองหงสา: “คนลี้กิ๋นนก คนผกกิ๋นฮอก”
โปรยหัวเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว จนคนรออ่านเลิกรอแล้วกระมัง
วันนี้ได้อ่านบันทึกพ่อครูบาฯ เรื่องมุมส่วนตัว ๒ คูณ ๔ เมตรของท่าน ทำให้เกิดแรงเหนี่ยวนำให้บรรเลงเรื่องนี้ต่อ
หากแปลตามตัวตรงๆ  “คนลี้กิ๋นนก คนผกกิ๋นฮอก” หมายถึง คนจำพวกที่แอบซุ่มตัว อำพรางไพร เพื่อจับนกจับกระรอกกิน
“ลี้” ในที่นี้หมายถึง การซุ่มดัก ซุ่มโป่ง เพื่อดักยิงสัตว์ป่า ไม่ได้หมายถึงคนอำเภอลี้จังหวัดลำพูน ที่คณะชาวเฮฯไปปลูกต้นไม้กันที่วัดพระบาทห้วยต้มแต่ประการใด
“ผก” เป็นคำลาว และคำเมืองของชาวยวน แปลว่า การแอบดู (ปกติจะใช้คู่กับคำว่า “ผ่อ” “ผกผ่อ ถึงจะแปลว่าแอบดู) การดักจับ เช่น ดักจับขโมยได้คาหนังคาเขา
“ฮอก” มาจากคำ กระรอก หมายรวมถึง สัตว์ป่าตัวเล็กตัวน้อยทั่วๆไป เช่นกระรอก กระแต หนู คนเมืองเรียกรวมๆว่า “ฮอก หนู ไหน่”
“คนลี้กิ๋นนก คนผกกิ๋นฮอก” ในที่นี้หมายถึง คนหลังเขา คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ซอกหลีกห่างไกล คนที่พวกเราชาวเมืองคิดว่า พี่น้องเหล่านั้นด้อยพัฒนา หรือขาดการพัฒนาด้านสิ่งอำนวยความสะดวก และเทคโนโลยี อันนี้ตามมาตรฐานความคิดของพวกเราเองนะ
ได้คำนี้ยินมาจากไหน ได้ยินจากปากของท่านข้าราชการผู้ใหญ่ของเมืองหงสาในกองประชุมคราวหนึ่ง ท่านกล่าวว่า “
โครงการน้ำเทิน๒น่ะ เขาย้ายคนจากป่ามาอยู่ใกล้เมือง คนเหล่านั้นเขาเป็นพวกลี้กินนกคนผกกินฮอก แค่ย้ายเขาเข้ามาอยู่เฮือนแน่นหนาฝาแอ้มไม้ เขาก็ดีใจแล้ว ไม่เหมือนกับโครงการเราที่ต้องย้ายคนจากในเมืองไปอยู่ใกล้ป่า คนของเฮาอยู่ในบ้านถี่ที่เต็ม มีทุ่งมีนา มีวัดวาอาราม หากย้ายเขาไปแล้วบ่เฮดให้ดีคือเก่า พวกเขาย่อมบ่พอใจ”
วิเคราะห์ตามคำของท่านผู้นี้ ผมก็เห็นด้วยในส่วนหนึ่ง พร้อมกับนึกชื่นชมยกย่องที่ท่านมีวิสัยทัศน์ยาวไกลกว่า หลายๆท่านที่มีตำแหน่งสูงกว่าด้วยซ้ำไป  ด้วยเหตุที่ว่าท่านไม่ได้ยึดติดกับรูปแบบการพัฒนาของโครงการน้ำเทินนั่นเอง (จะว่าไปแล้ว จะตำหนิท่านๆที่ติดยึดกับน้ำเทินก็ไม่ถูกเสียทีเดียว เพราะขนาดองค์กรสากลชาติตะวันตก ธนาคารโลกอะไรเขาก็มายกย่องชื่นชม เอ็นจีโอหลายๆกลุ่มก็เคยถูกพาไปชมผลงานในส่วนที่นำมาโฆษณากันหลายสิบคันรถบัส)
ผมเห็นพ้อง และชมเชย ท่านในแง่ที่ว่า ท่านเห็นในความแตกต่างของประชาชน ในแง่ของการพัฒนาที่ต้องขึ้นกับพื้น ฐานความแตกต่างและความต้องการของประชาชน
ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ งานฟื้นฟูวิถีชีวิตของพี่น้องที่หงสานี่ จึงเป็นงานที่ต้องวางเดิมพันไว้สูงมากๆสำหรับตนทำงาน

ทีนี้ลองเปลี่ยนประเด็นมาคิดกันเรื่องกันในบริบทของ “คนลี้กินนก…”กันต่ออีกสักหน่อย
สำหรับประเด็นนี้ ผมเองกลับคิดในมุมที่ต่างออกไป ผมว่าเราไม่ควรมองจากฝ่ายเราแล้วไปตัดสินว่า คนที่อยู่กับธรรมชาติ พึ่งพาธรรมชาติอย่างสมถะอย่างนั้น เป็นกลุ่มคนที่ล้าหลัง
พวกคนเหล่านั้นเขาอาจมีความสุขมากกว่าที่จะพาเขามาอยู่ในโลกที่ศิวิไลซ์ ตามที่เราตั้งมาตรฐาน โลกที่ต้องซื้อทุกอย่าง โลกที่มอมเมากันด้วยสิ่งฟุ้งเฟ้อ ต้องจ่ายค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าบัตรโทรศัพท์
เป็นไปได้ไหมที่จะปล่อยให้พี่น้องบ้านป่า อยู่กับป่าอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย
เพียงแต่พวกเราคนเมือง คนต่างถิ่นทั้งปวง อย่าได้ไปบุกรุก อย่าได้ไปเบียดเบียนพื้นที่อยู่ที่หากินของพี่น้องบ้านป่า แค่นั้นก็พอ
ที่หงสานี่ มีโครงการเงินช่วยเปล่าจากนานาชาติ มาทิ้งเงินจำนวนไม่รู้เท่าไหร่ ในการมาชวนพี่น้องชนเผ่าหันมาปลูกไม้ผลกัน มีหลักฐานการมอบกล้าไม้ให้ชาวบ้านนับล้านต้น ห้าปีให้หลังเมื่อกลับไปดู กลายเป็นป่าหญ้าคารกร้าง มองไม่เห็นต้นไม้แม้แต่ต้นเดียว
ผมละเหนื่อยใจ กลัวใจจริงๆ


อื่อข่า อื่อไปร

1 ความคิดเห็น โดย silt เมื่อ 24 มกราคม 2010 เวลา 10:19 (เย็น) ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 154

วันก่อนไปร่วมตั้งกองประชุมกับพี่น้องชาวบ้าน ร่วมกับคณะปกครองของเมืองหงสา
ทางนี้เรียกว่า “ลงเฮดเวียกแนวคิด” หากเป็นทางสากลหน่อยเขาก็เรียก Public Consultation
ตามขั้นตอนของการประชุม ต้องเริ่มที่การกล่าวรายงานจุดประสงค์ของการประชุมโดยผู้ประสานงานโครงการที่เป็นข้าราชการที่ได้รับการแต่งตั้งจากศูนย์กลาง
ตามมาด้วยคิวของผมที่นำเสนอรายละเอียด แล้วก็เลยเป็นฟาร์กระตุ้นให้ที่ประชุมแสดงความคิดเห็น แล้วก็รับหน้าที่ตอบคำถามจากที่ประชุม
จากนั้นเมื่อถึงตอนก่อนจบการประชุม ก็เป็นการประกอบความคิดเห็นจากข้าราชการผู้ใหญ่ของเมือง วันนี้มีคำพูดที่น่าสนใจอยู่คำหนึ่งคือ “อย่าอื่อข่าอื่อไปร”
ความหมายของคำ “อื่อ” เป็นคำขานรับในเชิงเห็นด้วย แบบ agree with เทียบกับคำบ้านเราจำพวกคำ เออ อือ ครับ ขอรับ ส่วนทางคนเมืองภาคเหนือและคนลาวใช้คำ “เจ้า”เหมือนกันแต่ผิดกันที่คนเมืองจะ “เจ้า”เฉพาะผู้หญิง แต่ที่ลาวนี่ “เจ้า”กันทั้งหญิงทั้งชาย
ข่า หมายถึง ชาวข่า เป็นกลุ่มคนที่พูดภาษาในกลุ่มมอญเขมร แบ่งเป็นหลายกลุ่มย่อย เช่น ข่ามุ(กิมมุ) ข่าโส้ ข่าตะโอย ข่าเมต ข่าฮอก ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นกลุ่มคนดั้งเดิมที่อาศัยในภูมิภาคนี้ก่อนที่คนกลุ่มที่พูดภาษา ไท จะมาอาศัยอยู่ร่วมดินแดนเดียวกัน ในหนังสือ ๓๐ชาติพันธุ์ในเชียงรายของบุญช่วย ศรีสวัสดิ์ ท่านว่า ชาวข่าคือกลุ่มชาวเขาที่ไม่ได้รับอิทธิพลจากจีน ส่วนกลุ่มที่ได้รับอิทธิพลจากจีนนั้นท่านเรียก ชาวแข่ ปัจจุบันในลาวเรียกพี่น้องชาวข่าว่าเป็นกลุ่ม ลาวเทิงนั่นเอง
ไปร หรือไพร แปลว่าป่า ในที่นี้หมายถึง ชาวไปร หรือที่บ้านเราเรียก ชาวลั๊วะ
อื่อข่า อื่อไปร หมายถึง การรับปากรับคำของชาวข่า ชาวไปรนั่นเอง
ความหมายหรือนัยยะของคำ เป็นเชิงดูแคลน หรือเชิงลบต่อพี่น้องชาวข่า ชาวไปร แบบกรายๆ
เป็นคำพูดในหมู่ชาวลาวลุ่ม หรือชาวเมืองที่พัฒนาแล้ว เช่นในที่ประชุม ท่านรองเจ้าเมืองพูดกับชาวบ้านว่า “รับปากแล้ว อย่าให้เหมือนอื่อข่า อื่อไปรเด้อ”
เพื่อนฝูงคนลาวลุ่มที่ทำงานพัฒนาชนบทห่างไกลในชุมชนชาวข่า ชาวไปร เล่าให้ฟังว่า
หากในที่ประชุมชาวข่า กิจกรรมใดที่พี่น้องตกปากรับคำว่า “อื่อ” นั้น กลับไปติดตามผลภายหลัง ไม่เห็นมีพี่น้องชาวข่าคนไหนรายใดปฏิบัติตามแม้แต่คนเดียว ครั้นพอถามว่า วันก่อนถามทำไมรับคำ พี่ท่านก็ตอบว่า “ก็วันนั้นเจ้านายมาบอกมาสั่ง ไม่รู้จะทำไงก็ อื่อไปให้แล้วๆ
เรื่องนี้ผมกลับมองว่า การพัฒนาชุมชนต้องให้เจ้าของพื้นที่ หรือผู้ที่เราจะเข้าไปทำงานด้วยนั้นเห็นพร้อมยินดีจากใจจริงๆ ไม่ใช่ใช้อำนาจจากขั้นเทิงหรือเบื้องบนมาสั่งการ หาไม่แล้วหากขั้นเทิงท่านกลับ ก็เหมือนกับเอาโครงการกลับไปด้วย
เขายังเล่าต่อ ในกรณีของพี่น้องชาวไปร หากงานใดที่พี่น้องขานรับว่า อื่อ แปลว่าพี่น้องรับฟังเฉยๆแต่จะไม่ทำตาม แต่หากงานใดที่พี่น้องขานรับว่า “แอ๊ะ” แล้วละก็งานนั้นพี่น้องเชื่อฟังและทำตามอย่างสุดตัว
ในกรณีนี้ แปลว่า เราต้องเข้าใจภาษาของพี่น้องให้ถ่องแท้ ไม่ใช่ใช้การตีความโดยภาษาของเราเอง
สำหรับผมแล้ว อื่อข่า อื่อไปร ไม่ได้มีความหมายในเชิงดูแคลนพี่น้องทั้งสองชาวนั้นอย่างแน่นอน หากแต่ตีความหมายว่า งานพัฒนาชุมชน ต้องมีการสื่อสารกันอย่างชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้น การที่คิดว่าจะเข้าไปช่วยให้คนอื่นดีขึ้นตามมาตรฐานของเรานั้น ต้องเข้าใจพี่น้องให้ปรุโปร่ง ต้องไม่คิดเอาเองจากฝ่ายเราแต่ฝ่ายเดียว


ครู

2 ความคิดเห็น โดย silt เมื่อ 17 มกราคม 2010 เวลา 11:16 (เย็น) ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 155

คุณครูในดวงใจ
๑๖ มกรา วันครูแห่งชาติไทย
ผมเองก็เหมือนกับทุกๆคนที่ได้ผ่านการหล่อหลอมจากครูมากมายหลากหลายท่าน  ขอจารึกบุญคุณของครูบาอาจารย์ทุกๆท่านไว้ณที่นี้ โดยเฉพาะคุณครูในดวงใจ ครูที่ประทับใจ ที่มีอิทธิพลต่อตัวผมอย่างมากมาย จึงขอเอ่ยนามของท่านที่จดจำได้มาไว้ในบันทึกนี้ครับ
ครูพัด เป็นครูอนุบาล เป็นครูคนแรกที่สอนให้รู้จักตัวหนังสือ ก.ไก่ ข.ไข่ ขอบคุณครูพัดครับ
ครูจันทร์สม เป็นครูชั้นป.๑ เป็นครูคนแรกที่สอนผมเมื่อย้ายมาเข้าโรงเรียนหนองหล่มวิทยาคาร ที่ผมยังจดจำได้ดีอยู่เสมอ ตอนนั้นรู้สึกว่าเสียงของท่านดูทรงพลังมากๆ
ครูชะลี่ สิริสุขะ ท่านเป็นครูประถมต้นอีกท่านหนึ่งที่ยังจดจำได้ แม้ว่าจะไม่ได้เป็นครูประจำชั้นแต่วันเสาร์อาทิตย์และช่วงปิดเทอมก็ได้เคยติดตามเพื่อนๆไปเรียนพิเศษกับท่านบ่อยๆ จำได้ว่าท่านเลี้ยงข้าวเด็กๆที่ไปเรียนหนังสือที่บ้านพักครูท่านด้วย
ครูเบญจมาภรณ์ เป็นครูประจำชั้น ป.๔ ที่สนิทสนมเป็นพิเศษถือว่าท่านเป็นครูที่สอนผมจนสอบชิงทุนได้ที่๑ของอำเภอ
คุณครูในดวงใจ สมัยที่เรียนอยู่ชั้นประถมปลายที่โรงเรียนสันมหาพลวิทยาก็มีหลายท่านครับ
ครูอัมพร เป็นครูประจำชั้นที่ดูแลตั้งแต่ป.๕  ถึง ป.๗
ครูเกษม เพียรสุขุม ท่านเป็นครูคนแรกที่สอนให้รู้จักตัว เอ บี ซี ดี
ครูสายัญ สอนวิชาภาษาไทย
ครูสุจินต์ สอนวิชาศีลธรรม แล้วยังมีครูบุญสนอง ครูบุญวาทย์ และคุณครูปรีเปรมที่สอนวิชาเลข
ครูในดวงใจสมัยเรียนชั้นมัธยม ท่านที่ผมรักมากที่สุดคือ ครูอ้ายโล้ อาจารย์ชูศักดิ์ พงษ์เจริญ ท่านสอนวิชาเรขาคณิตตอนชั้นม.ต้น และวิชาฟิสิกส์ในชั้นม.ปลาย ท่านนี้เองที่ผมทำร้ายจิตใจท่านโดยการหนีออกจากโรงเรียนเทอมสุดท้าย มาแวะเรียนสวนดอก แต่ท่านก็ทำนายไว้กับคนอื่นๆว่า “ผมเชื่อว่าเจ้านี่มันจะไม่หยุดอยู่แค่นั้น” ผมไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้นจริงๆครับครู
ครูพิมสวาท ท่านเคี่ยววิชาภาษาอังกฤษให้จนมั่นใจมาถึงทุกวันนี้
ครู จรัล สรรพศรี ท่านสอนวิชาพิชคณิต และยังสอนให้เล่นอังกะลุงอีกด้วย
ครูวิไลลักษณ์ สอนวิชาประวัติศาสตร์
ครูศรีนวล สอนวิชาภูมิศาสตร์ ส่วนครูภาษาไทย ก็มีครูวนิดา กับครูชวนพิศ
พอออกมาเรียนผู้ช่วยพยาบาล ได้อาจารย์ผู้ดูแลชื่อ อาจารย์วัชรี แต่ผมกลับจำอาจารย์เดือนฉาย เนียมทรัพย์ กับอาจารย์กลอยใจ เนตราคม ได้ดีกว่าเพราะท่านสอนวิชา terminology การต่อศัพท์อ่านศัพท์แพทย์ต่างๆที่ผมชอบ และได้ใช้ประโยชน์มาจนทุกวันนี้
สมัยที่มาเรียนต่อโรงเรียนผู้ใหญ่ภาคค่ำ ที่วัฒโนฯ ก็มีอาจารย์หลายท่านที่คอยแนะนำให้กำลังใจ โดยเฉพาะอาจารย์สองท่านที่สอนวิชาเคมี กับฟิสิกส์ เสียดายจำชื่อท่านไม่ได้เสียแล้ว ท่านสอนว่ามาเรียนต้องมีจุดมุ่งหมาย ไม่ใช่คิดว่ามาเรียนภาคค่ำเพียงเพื่ออยากปรับวุฒิ ตอนหลังมาได้เจอท่านตอนที่ผมใส่ชุดนักศึกษามหาวิทยาลัย ผมสัมผัสได้ถึงความยินดีในแววตาของท่านที่เห็นลูกศิษย์ภาคค่ำเอนทรานซ์ติด
สมัยอยู่คณะเกษตร อาจารย์ที่ปรึกษา ชื่อ ท่านอาจารย์อักษร เสกธีระ ท่านดูแลตอนอยู่ปี ๑ และปี ๒
ส่วนอาจารย์ในหมวดวิชาพื้นฐานที่จำได้ คือ อ.พวงเพชร ท่านสอนวิชาภาษาอังกฤษ ผมเรียนกับท่านสามเล่มเพราะ section ของอาจารย์นั้นเด็กเกษตรจะกลัวกันมากๆเลยว่างสำหรับผมเสมอ ท่านเอาใจใส่นักศึกษาแม้กระทั่งสังเกตเห็นว่าใครแอบมองนาฬิกาข้อมือ แสดงว่าไม่อยากเรียน อิ อิ (คนคนนั้นคือผมนั่นเอง ก็ลงเวรดึกมาง่วงนอนนี่ครับ) แต่ท่านอ.พวงเพชรก็แสดงความทึ่งชม(ทึ่งบวกชื่นชม)ผมหลายครั้งที่สามารถอธิบายองค์ประกอบของsyring หรือตับใตไส้พุง ในบทของการอ่านเอาเรื่องได้ดี (พร้อมทั้งหันไปค้อนนศ.คณะพยาบาล และคณะฝั่งสวนดอกว่า ดูอย่างนายเปลี่ยนสิ เรียนเกษตรแท้ๆเขายังรู้เรื่อง) แหะๆ ก็ผมล้างอุปกรณ์ทำแผลอยู่ทุกวัน น้องๆเขาเพิ่งเข้าเรียนปี๒ เองครับอาจารย์
มีอาจารย์คณะวิทยาศาสตร์อีกท่านหนึ่งที่สอนวิชา math ตอนเรียนปี๑กับปี๒ ท่านนี้ก็ประทับใจ ท่านเอาใจใส่เด็กเกษตรมาก(เพราะกลัวว่าจะเป็นฐานให้คณะอื่น) เสาร์อาทิตย์ท่านให้เราไปติวที่แฟลตของท่านพวกเราไปนั่งทำการบ้านอยู่เต็มทางเดินหน้าห้องของอาจารย์
เลือกเข้าเรียนภาควิชาปฐพี ได้อาจารย์ ดร.มัตติกา ท่านดูแล อาจารย์ท่านลาไปอบรมร่วมปีช่วงนั้นก็ได้อาจารย์ ดร.เมธี มาช่วยดูแล อาจารย์ท่านอื่นๆในภาคฯปฐพี ที่ได้อบรมสั่งสอนก็มี อ. สุพจน์ สอนเคมีดิน และดินน้ำขัง อ. สิทธิพร สอนวิชาอุตุฯ อ.ดร.จิตติ ปิ่นทอง สอนเรื่องการสำรวจจำแนกดิน อ. จรูญ สอนการจัดการลุ่มน้ำ
พอเปลี่ยนสาขาวิชาจากฟิสิกส์ของดินมาเรียนทางด้านความอุดมสมบูรณ์ของดินในชั้นป.โท ก็ได้รับการอุ้มชูดูแลจาก อาจารย์ ดร. มานัส แสนมณีชัย เป็นที่ปรึกษาใหญ่ ดร. สุชาติ เป็นที่ปรึกษาใหญ่รองลงมา และมีอาจารย์ที่ร่วมดูแลวิทยานิพนธ์อีกสองท่าน คือ ดร. ดุสิต มานะจุติ กับ อาจารย์ ทรงเชาว์ อินสมพันธ์ นอกจากนั้นก็ยังมีอาจารย์อีกหลายท่านในภาคที่ได้สั่งสอนวิชาดินขั้นสูง ในนั้นก็มี อ.ดร. อำพรรณ พรหมศิริ สุดยอดของครูผู้ให้อีกท่านหนึ่ง
นอกจากครูบาอาจารย์ในสถาบันการศึกษาแล้ว ก็ยังมีครูที่ได้สอน ที่เป็นแบบอย่างให้ลักจำ ในการทำงานอีกหลายท่าน อาทิเช่น ดร. สมาน พานิชย์พงส์ ปรมาจารย์ด้านดิน ดร.สนิท สมัครการ ปรมาจารย์ด้านมานุษยวิทยา และเจ้านายคนจ่ายเงินเดือนทุกวันนี้ คุณอำนาจ พรหมสูตร ท่านนี้สอนแบบดุเดือด แต่อย่างไรก็โกรธกันไม่ลงเพราะหากเอาไปปรับตามแล้ว รายงานออกมาดีจริงๆ ผิดกับครูของผมอีกท่านที่สอนแบบไม่เคยดุแบบสุดยอดใจดี ก็ท่านพี่บางทรายของชาวเรานี่เอง
วันครูของไทยเรา วันที่ ๑๖ มกราคม แต่ที่นี่ที่หงสา และทั่ว สปป ลาว วันครูท่านกำหนดไว้ที่วันที่ ๗ ตุลา ครับ
วันที่ ๗ ตุลา เป็นวันที่ ท่านนายครูคำ ครูนักต่อสู้กับลัทธิอาณานิคม นักปลดปล่อย นักปฏิวัติ ท่านถูกทำร้ายจนเสียชีวิตลงในวันนี้ ทางการลาวจึงถือเอาวันที่ ๗ ตุลา เป็นวันนายครูแห่งชาติด้วยประการฉะนี้


คนบ้าเกมส์ ว่าด้วยเรื่องเกมส์คอมพิวเตอร์

4 ความคิดเห็น โดย silt เมื่อ 9 มกราคม 2010 เวลา 10:03 (เช้า) ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 222

มีเรื่องมาสารภาพว่า ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ชอบเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์มากๆ จนเกือบจะเรียกได้ว่าติด
น่าจะเป็นเรื่องปกติธรรมดาของคนที่ชอบอยู่คนเดียว
แรกๆสมัยคอมหน้าจอสีเขียวก็เล่นเกมส์แมงแง๊บๆ (picpac) พอคอมฯพัฒนาขึ้นเป็นจอสีเทาๆเกมส์ก็พัฒนาจากเจ้าตัวกลมๆอ้าปากพะงาบๆมาเป็นตัวแมงมุม
นอกจากชอบเล่นเกมส์คอมฯแล้ว ยังเคยติดเกมส์รถถังที่เล่นผ่านจอโทรทัศน์ เป็นเรื่องที่สารภาพเรื่องต่อไปก็คือ ว่าตอนที่ติดเกมส์รถถังขั้นที่ ๑๙ ทำอย่างไรก็ไม่ผ่าน ตอนนั้นเรียนป.โทปีสองเลยไปขอ Drop วิชาเรียนกับอาจารย์หลอกท่านว่าที่ทำงานส่งไปอบรมต้องขึ้นเวรเช้าตลอดมาเรียนไม่ได้ อิ อิ สุดท้ายต้องร่วมมือกับเพื่อนคนหนึ่งบุกคนหนึ่งระวังหลัง จึงสามารถผ่านด่านได้ เรื่องนี้สรุปบทเรียนได้ว่า การงานใดก็ตามหากเหลือกำลังของคนผู้เดียวแล้ว หากมีการช่วยเหลือกันและกันก็สามารถสำเร็จลุล่วง
ประดาเกมส์ถอดไพ่ต่างๆ ที่มากับ windows นี่ก็เคยติดจนแทบไม่เป็นอันทำการทำงาน แต่ก็มองเห็นข้อดีว่าเกมส์ไพ่แบบ free cell นั้นช่วยในการทำสมาธิได้ดีระดับหนึ่ง
พอคอมพิวเตอร์มีรุ่นจอสี ผมก็เริ่มบ้าเกมส์ยิงปืน เกมส์ช่วยตัวประกัน ต่อสู้ ล่าผู้ร้าย ทั้งเกมส์ Vcop และ house of Dead เล่นจนบางคืนนอนฝันว่าโดนหมาในเกมส์กัดก็มี ยืนยันได้เลยว่าการเล่นเกมส์ต่อสู้นี่ทำให้คนเล่นก้าวร้าวขึ้นได้จริงๆ บางทีความอยากชนะทำให้ต้องยิงทิ้งดะ ไม่เลือกว่าเป็นผู้ร้ายหรือตัวประกัน
เกมส์ที่ติด ชื่นชม จนถึงขั้นเรียกได้ว่าหลง ก็คือ age of Mythology ครับ เล่นมาห้าหกปีไม่ยอมเบื่อ หากคอมฯ พังต้องลงโปรแกรมใหม่ทำให้เจ้าเกมส์นี้หายไปจากเครื่อง ต้องดิ้นรนไปหาเจ้าต้าลูกน้องคนสนิทถึงที่มุกดาหาร เพื่อขอให้ช่วยติดตั้งเกมส์นี้ให้ใหม่ แม้ว่าหลังๆมานี่เจ้าต้าร์นำเสนอเกมส์ใหม่ๆก็ไม่ทำให้เปลี่ยนใจได้ ที่ชอบ ชอบตรงที่กราฟฟิกสวย คลาสสิค ชอบตรงที่คอมฯที่เล่นเป็นฝ่ายตรงข้ามเหมือนจะคิดได้เองเป็น ไม่รู้คนเขียนโปรแกรมเขาทำได้อย่างไร ชอบตรงที่เป็นเรื่องราวในยุคเพ้อฝันเหมือนเทพนิยาย เกมส์นี้เป็นเรื่องราวของการสร้างอาณาจักร มีการหาอาหาร การตัดไม้ การขุดทอง การสร้างป้อมปราการ และกองทหาร มีเรื่องสารภาพว่าผมเล่นเกมส์นี้มาห้าหกปี อย่างน้อยอาทิตย์ละสองสามครั้ง แต่นับจำนวนครั้งที่สามารถเอาชนะได้ไม่มากกว่ายี่สิบครั้งเท่านั้น ไปเรียกเจ้าต้ามาช่วยติวให้ก็ชนะเพียงในเกมส์ที่เขานั่งเล่นให้ดู พอเล่นคนเดียวทำอย่างไรก็ไม่ชนะ เจ้าต้าร์เห็นผมเล่นแล้วทายว่า อีกสิบปีพี่ก็ไม่ชนะ ทำไมนะหรือครับ ก็ผมไม่ฆ่าสัตว์ ดังนั้นใน level ที่๑ในระยะสร้างบ้านแปงเมือง ทีมงานของผมก็ตระเวนไปเก็บผักผลไม้ หรือไปขุดทองไปตัดไม้มาสร้างแปลงผัก ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามที่เล่นโดยคอมฯมันเจอช้างฆ่าช้าง เจอกวางล่ากวาง เจอแมวน้ำชำแหละแมวน้ำ แต้มขึ้นพรวดๆกว่าจะค่อยๆเก็บสะสมเสบียงอาหารให้ผ่านขึ้น level๒ ที่สามารถสร้างกองทัพได้ ฝ่ายโน้นเขาขึ้นlevel๓ เรียบร้อย และยกกำลังมาทำลายเมืองเราราบเป็นหน้ากลอง นอกจากไม่สั่งให้ชาวบ้านล่าสัตว์แล้ว ผมยังเสียดายต้นไม้ให้ชาวบ้านตัดฟันเท่าที่จำเป็น ส่วนกองทัพของผมก็ตั้งโปรแกรมให้ทำแค่ป้องกันตัวไม่ให้ก้าวร้าวเที่ยวไปฆ่าใครเขาก่อน และไม่เคยยกกองทัพไปบุกเมืองใดเลย เล่นอย่างนี้นี่เองทำอย่างไรก็ไม่ชนะ เล่นมาได้หกเจ็ดปีท่าจะได้นอกใจ age of mythology ก็คราวนี้
เพราะเมื่อสองสามสัปดาห์ก่อน ไปเจอเกมส์ทำสวนใน facebook เข้า เกมส์นี้ดี เป็นการทำสวนเสมือนจริง ไม่ต้องฆ่าสัตว์ไม่มีศัตรูมาบุก ทำให้ใช้จินตนาการบวกกับการวางแผนการเพาะปลูกได้อย่างเยี่ยมยอด ตั้งใจไว้ว่าจะทำสวนแบบพอเพียง สวนเกษตรผสมผสาน ปลูกพืชหมุนเวียนกับถั่วเพื่อรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน เน้นการปลูกไม้ยืนต้นเพื่อลดการไถพรวนดิน ไม่ใช้เครื่องจักรกลไม่เน้นความสวยงาม การตกแต่งประดับประดา เอาเข้าไปนั่นเดี๋ยวเจ้าต้าร์มาเห็นก็จะหัวเราะให้อีก ได้เจอเพื่อนฝูงที่รู้จักมักคุ้นหลายท่านทำสวนในฝันไว้ในนั้นเหมือนกัน การทำสวนนี่ก็สามารถใช้เป็นกุศโลบายที่ผมบังคับให้น้องๆหลานๆได้ฝึกฝนภาษาอังกฤษไปด้วย อย่างน้อยก็จะได้รู้ว่า ฟักแฟงแตงโมรั้วไม้วัวควายแพะแกะเขาเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่าอย่างไร
วันนี้วันเด็กและเยาวชนแห่งชาติของไทย ผู้ปกครองควรสอดส่องลูกหลานให้เล่นเกมส์ที่ประเทืองปัญญาครับ


ว่าด้วยบุญพระเวส วัดโพนไซ

1 ความคิดเห็น โดย silt เมื่อ 1 มกราคม 2010 เวลา 11:32 (เช้า) ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 223

ไปวัดมาครับ ถือว่าได้โอกาสเข้าวัดทำบุญส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่
เป็นการเข้าสู่ศักราชใหม่ ที่อิ่มอกอิ่มใจ หลังจากที่ผ่านช่วงเวลาแสนยุ่งยากวุ่นวายในช่วงก่อนสิ้นปี
ก็มีทั้งรายงานประจำปี รายงานประจำเดือน งานบุญงานกีฬาต้อนรับปีใหม่ของหลายหน่วยงาน งานแต่งงานเกือบสิบคู่ในรอบสัปดาห์สุดท้ายของปีที่ได้รับบัตรเชิญ ทำเอากระเป๋าแบนไปหลายแสน(กีบ) สามวันสุดท้ายก่อนสิ้นปีนั่งถ่างตาปั่นรายงาน รวมเวลาที่ได้หลับไม่ถึงสองชั่วโมง
ความเหนื่อยล้า บวกกับการได้ข่าวการจัดบุญพระเวสบ้านโพนไซ  ทำให้ผมยกเลิกแผนการเดินทางท่องเที่ยวช่วงวันหยุด ตั้งใจจะอยู่ทำบุญข้ามปี
ตั้งใจจริงๆ แต่ไม่รู้ว่าช่วงจังหวะไหนควรไป และจะไปร่วมทำบุญอย่างไร ก็ทุกทีเคยแต่ไปตักบาตรตอนเช้า แต่งานบุญพระเวสนี่เขามีตั้งสามสี่วัน เลยไม่รู้ว่าจะไปวันไหนดี ว่าแล้วก็สอบถาม ซักถามคนรอบข้าง ปรากฏว่าถามสิบคนก็ได้คำตอบสิบอย่าง แต่ที่แน่ๆทุกรายล้วนชวนไปกินเบียร์งานบุญพระเวสที่บ้าน ประมวลคำตอบแล้ว สรุปได้ว่า สำหรับคนหงสารุ่นใหม่ที่อายุสี่สิบห้าปีลงมา งานบุญพระเวส เป็นงานรื่นเริงเฉลิมฉลองอย่างหนึ่ง ที่มีการไปเก็บดอกไม้ป่ามาประดับวัด(พร้อมกับการกินเหล้า) การตั้งกองบุญที่บ้าน(กินเหล้ามากกว่าเก่า) การแห่ครัวทานเข้าวัด(เมามาย) จากนั้นก็มอบให้เป็นบทบาทของพระและผู้เฒ่าผู้แก่ไม่กี่คน ส่วนคนหน่มสาวก็ถือว่าหมดหน้าที่
นั่นทำให้ผมต้อง(แอบ)สังเกต และเข้าไปร่วมกิจกรรมอย่างตั้งใจ เพื่อที่จะบันทึกไว้ถ่ายทอดก่อนที่ความหมายที่แท้จริง และประเพณีที่งดงามจะเลือนหาย สิ่งที่ผมพบเห็นเป็นดังนี้
ขั้นตอนของบุญพระเวส บ้านโพนไซ เมืองหงสา
ก่อนวันแรก ประมาณ ๑ศีลใหญ่(๑๕วัน) บรรดาแม่บ้านวัยคุณป้าจะพากันพาดผ้าเบี่ยงไปเล่าบุญ บอกบุญตามหมู่บ้านต่างๆทั่วเมืองหงสา
วันเรก ๒๙ธันวา วันเก็บดอกไม้ป่า หนุ่มสาวจะพากันออกไปหาเก็บดอกไม้จากป่าชายบ้านนำมาที่วัด น้ำเมามีการบทบาท ตั้งแต่วันนี้ คนสูงวัยเล่าว่าสมัยก่อนวันเก็บดอกไม้หนุ่มสาวจะถือโอกาสได้พบปะอยู่กันตามลำพังห่างจากสายตาผู้ใหญ่ เป็นความทรงจำที่งดงามที่ได้ฟังจากป้าๆทั้งหลาย
วันที่ ๓๐ ธันวา วันประดับประดาวัด เตรียมข้าวของเครื่องใช้ในพิธี ตอนเย็นมีการแห่พระอุปคุตมาจากท่าน้ำ ด้วยความเชื่อว่าอัญเชิญท่านมาช่วยคุ้มครองให้งานบุญราบรื่น ส่วนที่บ้านที่เป็นเจ้าศรัธทาที่ตั้งกองบุญ (ปกติจะมีประมาณ ๒๐  กอง) จะเริ่มแต่งดาเครื่องไทยทาน แน่นอนงานเลี้ยง น้ำเมา ดนตรี ครบถ้วน เพื่อต้อนรับเพื่อนบ้านที่มาร่วมทำบุญ เรียกว่าการงัน(ฉลอง)กัณฑ์เทศน์
วันที่ ๓๑ธันวา ที่บ้านกองบุญมีการ “งัน”กันอย่างต่อเนื่องจนถึงยามบ่าย พอถึงเวลา

  • ตอนเที่ยงมีพิธีฮดสรงน้ำพระเณรที่วัด
  • ๔โมงเย็นก็เริ่มเคลื่อนขบวนแห่กัณฑ์ที่ประดับประดาอย่างสวยงามไปรวมกันที่วัดถวายทาน
  • จากนั้นก็หมดภาระของคนหนุ่มสาว เป็นเรื่องราวที่ผมต้องไปตามดูเองแล้วละครับ
  • ๑ ทุ่มผมพาดผ้าเบี่ยงหลบหลีกวงเลี้ยงฉลองส่งท้ายปีเก่าเกือบสิบแห่งที่พยายามเชิญชวนฉุดรั้งให้ร่วมวงด้วย ในที่สุดก็ลัดเลาะมาถึงวัดจนได้
  • ที่ศาลาวัดวันนี้ประดับประดาสวยงาม โดยเฉพาะแท่นที่พระนั่งสวดวันนี้มีผ้าขาวกางกั้นสีขาวบริสุทธิ์มีอุบาสก อุบาสิกาวัยย่างเจ็ดสิบปีนุ่งขาวหม่ขาวราวยี่สิบคนนั่งพนมมือฟังพระสองรูปสวดอยู่ ข้างหน้าของแต่ละท่านมีพานดอกไม้ธูปเทียน และจุดเทียนไว้ตลอดเวลา ผมเข้าไปนั่งข้างพ่อเฒ่าสองท่านที่นั่งกำกับฆ้องและกังสดารอยู่ ท่านหันมารับไหว้บอกว่ากำลังเริ่มกัณฑ์บั้นต้น เดี่ยวจบผูกนี้แล้วให้รอดูเขาจุดบอกไฟดอกนั่งได้สักพักเห็นมีคุณป้าคุณยายที่ไม่ได้นุ่งขาว ทยอยกันพาดผ้าเบี่ยงถือพานเข้ามาร่วมฟังเทศน์ด้วย แต่ท่านไม่ได้ขึ้นมาบนศาลามณฑลพิธี เพียงแต่เอาเสื่อมาปูรอบๆชายคา
  • ระหว่างฟังพระสวด มีแม่บ้านเอาน้ำขมมาบริการ เป็นน้ำต้มใส่บอระเพ็ดกับเกลือ
  • พระสวดจบแรก ที่คุณตาบอกว่าเป็นบทบั้นต้นจบ มีการย่ำฆ้อง และตีกังสดาร แล้วก็อาราธนาบทสวดที่สอง คุณตาบอกว่าสวดอิติปิโส ในขณะเดียวกันที่ลานวัดมีการจุดบั้งไฟดอก ถึงตอนนี้ไม่รู้คนหนุ่มสาวจากไหนกัน มาเฮบั้งไฟดอกกันอย่างสนุกสนาน ปีนี้มีศัรธทาถวายบั้งไฟ ๓ อันใหญ่ๆ เมื่อจุดเสร็จคนหนุ่มสาวก็ไปตักบาตรสวรรค์ ปีนี้ทางวัดท่านยกติ้วเซียมซีมาที่หอตักบาตรสวรรค์ด้วย
  • ระหว่างที่มีการจุดบั้งไฟ บนศาลาพระท่านก็สวดบทอิติปิโส แบบสวดคู่ต่อไป บทสวดจบหลังการจุดบั้งไฟนานพอควร ส่วนผมตอนนี้รับหน้าที่ต่อเทียนให้คุณตาสามสี่ท่าน แต่ละท่านมีพานจุดเทียนของตนเอง เทียนไขเล่มเล็กสีเหลืองจุดไม่ถึงสิบนาทีก็ไหม้หมดต้องรีบจุดเล่มใหม่ คราวนี้คุณตาตีฆ้องคุมคิวคงเห็นว่านั่งทนได้ เลยชวนอยู่ต่อให้ฟัง “บทสังกาด”ก่อน(เขียนตามคำบอกไม่ทราบที่จริง สัง-กาด เขียนอย่างไร) คุณตาคุณยายรอบๆข้างก็เชียร์ว่าให้อยู่ฟังก่อน เพราะเป็นบทสำคัญมาก
  • บทสังกาด สวดเดี่ยวโดยพระรูปใหม่ คราวนี้เป็นภาษาลาวพอฟังออก สลับด้วยคาถาบาลีเป็นช่วงๆ สำเนียงและเสียงของท่านน่าฟังมาก บางตอนมี โอ้ละหนอเล่นลูกคอลูกเอื้อนราวกับหมอลำทางยาว แต่ก็ไม่มากจนทำให้ขาดความขลัง เท่าที่ฟังไปนั่งต่อเทียนไปจับใจความได้ว่า เป็นคำกล่าวถึงที่ไปที่มาของการเทศน์มหาชาติ กล่าวถึงพญามารมาผจญพระพุทธองค์ มีพระแม่ธรณีมาบีบมวยผมให้น้ำท่วม แล้วก็กล่าวถึง ๕พันขวบพรรษาที่พระพุทธองค์มาโปรด ว่าคิดเป็นกี่วันพระใหญ่ วันพระย่อย ประมาณนั้น
  • ระหว่างฟังสวดมีคุณนายรองเจ้าเมืองมาเป็นเจ้าภาพเลี้ยงกาแฟอุ่นๆ สวดบทนี้ใช้เวลานานจนถึงสามทุ่มกว่า แล้วคุณตาก็บอกให้ผมกลับ เพราะเขาเมืองเขาเคอร์ฟิวสี่ทุ่มเดี่ยวโดนจับ ส่วนด้านบนเณรกำลังสวดอีกสองผูกคือมาลัยหมื่น กับมาลัยแสน
  • ผมแวะไปตักบาตรสวรรค์ เณรจับเซียมซีให้ได้หมายเลข ๘ ” ใบที่แปด มโหสถกับต่าว อุสาปะ อำพอนเป็นร้าง ท่านนี้ช่าง หนีจากพงพันธุ์ คิดถึงกัน แสนทุกข์แสนโศก ภัยและโรคบ่มาเบียดเบียน” สาธุ
  • ส่วนบรรดาคุณตาคุณยายทั้งหลายท่านเตรียมเครื่องนอนมานอนเฝ้ากัณฑ์ ท่านบอกว่าตีสามจะปลุกพระขึ้นมาเริ่มสวดพระเวสกัณฑ์แรก เริ่มต้นจากทศพร ไป หิมพานต์ เรื่อยๆไปจนจบที่กัณฑ์นครรวม ๑๖กัณฑ์ หากเริ่มสวดตีสามจะจบเอาตอนสี่โมงเย็น
  • ผมคงตื่นไปฟังสวดตั้งแต่กัณฑ์แรกไม่ไหว จึงฝากเงินคุณตาไว้ยี่สิบใบ วานช่วยใส่กัณฑ์เทศน์ทุกๆตอน ท่านจึงเรียกเอาบรรดาพ่อขาวแม่ขาวทั้งหลายมาให้พรเสียยืดยาว
  • ท่านบอกว่าพรุ่งนี้ว่างให้มาฟังได้ตลอดวัน แต่จะให้ดีให้เตรียมด้ายมาด้วย เพราะหากตั้งใจฟังพระสวดหากท่านสวดถึงตอนที่เป็นภาษาบาลี หรือคาถาให้ขอดด้ายไว้หนึ่งขอด เมื่อฟังจนจบให้มาดูว่าขอดได้ครบตามจำนวนคาถารึเปล่า เป็นกุศโลบายที่ท่านอยากให้ตั้งใจฟังจิตใจไม่วอกแวก

๑ มกรา ผมตื่นไปวัดอีกครั้ง ฟังพระสวดกัณฑ์จุลพล และกัณฑ์มหาพลแล้วก็กลับมาด้วยความอิ่มบุญ
ร่วมรับบุญปีใหม่กับผมนะครับ

 


ขนมลำเจียก กับคู่แฝดที่หลวงพระบาง

5 ความคิดเห็น โดย silt เมื่อ 17 ธันวาคม 2009 เวลา 10:54 (เช้า) ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 267

๑๕ ธันวา หลังจากแว๊ปมาขอนแก่นได้ ๔๘ ชั่วโมง มีเวลาแค่ไปหาหมอ ๒ หมอ กับหาซื้อแปรงสีฟันชนิดนุ่มพิเศษ แล้วก็ต้องรีบเผ่นออกนอกประเทศ เพราะเขาหาไฟล์ที่จะนำเสนองานกับท่านเจ้าแขวงไม่เจอกัน

เที่ยวบินอุดร-หลวงพระบางที่ประกาศว่าเดลี่ไฟท์บ้าง บินเดย์๒๕๗บ้างนั้นกลับไม่มีบิน ทั้งๆที่ผมไปซื้อตั๋วเดินทางวันอังคารแท้ๆ (อันที่จริงไม่มีก็ดีไปอย่างช่วยประหยัดไปเยอะ ก็ค่าตั๋วหลวงพระบางมาอุดรเที่ยวเดียวตั้ง ๔พันกว่าบาท แต่หากข้ามไปบินเวียงจันทน์-หลวงพระบางค่าตั๋วเพียง ๒พันกว่าบาท)

คราวนี้ผมเลยใช้วิธีนั่งรถทัวร์สายขอนแก่น-เวียงจันทน์ ของ บขส. บ้านเรา สภาพรถนั่งสบายใช้เวลาเพียง ๔ชั่วโมงค่าโดยสารเพียง ๑๘๐บาท แล้วค่อยไปต่อเครื่องเที่ยวเย็นที่วัตไตไปหลวงพระบาง

๑๖ ธันวา เช้าตรู่ก่อนจะรีบนั่งรถผ่าดงฝุ่นไปข้ามน้ำโขงเพื่อประชุมที่ไชยะบุรี เจ้าลูกน้องตัวดีก็โทรมาจากหงสา สั่งซื้อพันธุ์ผักไปปลูกเพิ่มในแปลงสาธิตของเรา (น่าจะเปลี่ยนให้เป็นเจ้านายแทน…สั่งตรูเหลือเกิน..) เขาอยากได้ “โปเตแตง” คือหัวมันฝรั่ง “เม็ดหัวกาโรด”คือแครอท และ “หมากเลนจ๊ะเหย่อ”คือมะเขือเทศชนิดผลใหญ่ เอ้าจัดให้คร๊าบเจ้านาย ว่าแล้วก็วานรถให้วนกลับไปแวะซื้อให้ที่ตลาดเช้า

ซื้อของที่ต้องการเสร็จ แวะแผงขนมหวานซะหน่อย (หมู่นี้เพิ่งไปหาหมอมากินได้สบายเอาไว้ใกล้ๆจะไปเจาะเลือดรอบใหม่ค่อยอด แหะ แหะ) แล้วผมก็ไปปิ๊งเอาขนมอยู่ถาดหนึ่ง ลักษณะเป็นม้วนกลมๆ เปลือกนอกเป็นแป้งสีขาวคล้ายๆแป้งของโรตีสายไหม ใส้ข้างในเป็นมะพร้าวทึนทึกคั่วใส่น้ำตาล กัดชิมคำแรกหวานฉ่ำแทบจะละลายลิ้นไปด้วยเลยทีเดียว แต่กินได้แค่ชิ้นเดียวก็หมดความอยาก สงสัยอดของหวานมานานจนไม่คุ้นกับรสหวานๆ ถามอ้ายน้องคนขับรถ กับสาวๆญาติของเขาที่ขออาศัยรถกลับด้วยก็ไม่มีรู้จักชื่อว่าที่นี่เขาเรียกขนมอะไร ตัวเองก็ พยายามนึกว่าเคยกินขนมนี้ที่ไหนหนอ จำได้ว่าเคยได้ชิมได้ช่วยทำด้วย อร่อยกว่านี้มากแล้วก็สนุกมากๆด้วย แต่นึกไม่ออกว่าที่ไหนเมื่อไหร่ เริ่มหงุดหงิดกับความจำแบบครึ่งๆกลางๆของตัวเองจนกระทั่งรถแล่นมาได้แปดสิบกว่ากิโลมาถึงท่าเดื่อริมแม่น้ำโขง ได้เห็นเรือจอดอยู่ที่ท่าหลายลำ ภาพเรือมาเป็นตัวกระตุ้นให้นึกออกให้จำได้

ให้จำได้ว่า เหมือนกับขนมลำเจียกที่ผมเคยกินครั้งหนึ่งในชีวิตที่ อำเภอวิเศษชัยชาญบ้านพี่บางทรายนั่นเอง เคยได้ไปกินสมัยผมอยู่ปีสาม ยี่สิบปีที่แล้วโน่นแหนะ  สมัยนั้นยังไม่รู้จักพี่บูธแต่ไปแวะบ้านพี่สาวของอาจารย์ป๋า ดร.จิตติ ปิ่นทอง ได้ไปช่วยหลานสาวคุณป้าท่านทำด้วย ท่านว่าเป็นขนมที่มีขายที่เดียวที่ตลาดวิเศษฯนี้เท่านั้น จำได้ว่าวิธีทำคล้ายๆกับทำโรตีสายไหม คือเอาแป้งมาทาบนกะทะร้อนทีละแผ่น เอาใส้ที่เตรียมไว้ใส่แล้วม้วนเป็นท่อนๆ ได้กินเพียงครั้งเดียวก็ไม่เจออีก สงสัยมีขายที่เดียวอย่างที่คุณป้าท่านบอกจริงๆ จนกระทั่งมาเจอคู่แฝดของเขาในวันนี้ แต่รับรองว่าเหมือนแต่รูป ส่วนความอร่อยนั้นขนมลำเจียกกินขาดไปหลายขุม

ที่ได้ไปแวะอ่างทองนั้น เนื่องด้วยทางภาควิชาดินฯ โดยอาจารย์ป๋าท่านเป็นหัวหน้าภาคฯจัดทัศนศึกษาให้นักศึกษาทั้งภาควิชาไปเปิดหูเปิดตา ไปดูดินทั่วทุกภาคของประเทศไทยว่าต่างกันอย่างไร นักศึกษาทั้งภาควิชาฯสมัยนั้นก็มีไม่ถึงยี่สิบคนหรอกครับ เป็นพี่ปีห้าที่เรียนนานกว่าปกติ(ซูเปอร์)สามคน พี่ปีสี่สิบกว่าคน ผมปีสามคนเดียว(กว่าจะกระหน่ำขึ้นเวรสะสมวันหยุดได้พอ เล่นเอาพรรคพวกเลื่อนแล้วเลื่อนอีก) และน้องปีสองอีกหนึ่งคน รวมกับนักศึกษาแลกเปลี่ยนชาวฝรั่งอีกสี่ห้าคน พากันขึ้นรถสองแถวของคณะไป

ออกจากเชียงใหม่ จุดหมายแรกท่านพาไปเยี่ยมโครงการ “อีสานเขียว” ที่ทางมช.ได้รับผิดชอบในพื้นที่ภูเขียวจังหวัดชัยภูมิ พากันขุดดูดินชุดโคราช ดูแปลงปลูกหม่อนที่ต้องต่อสู้กับปลวกที่มากัดกินรากกินท่อนลำที่ปลูกใหม่ และไปดูการฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของป่าทำเลเลี้ยงสัตว์โดยการหว่านเมล็ดถั่วฮามาต้า

จากชัยภูมิเราก็ตีขึ้นไปจังหวัดเลย แล้วเราก็ลัดเลาะเลียบโขง สมัยนั้นยังมีด่านตำรวจทุกหนึ่งกิโลไปเยี่ยมสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดหนองคาย ได้เรียนรู้วิธีการจัดการที่นาที่น้ำจากแม่โขงเอ่อท่วมได้อย่างเหมาะสม ทำให้เห็นความแตกต่างของระบบภูมินิเวศที่แห้งแล้งของชัยภูมิกับ พื้นที่น้ำท่วมของหนองคาย

จุดต่อไปท่านพาแวะศึกษางานของ JICA ที่มาตั้งศูนย์วิจัยด้านดินที่ขอนแก่น ได้เห็นเครื่องทำฝนเทียมเพื่อศึกษาเรื่องการชะล้างพังทลายของดิน และชมหน้าตัดดินที่มีข้างล่างเป็นหินเกลือ พร้อมทั้งดูห้องปฏิบัติการที่มีอุปกรณ์ที่ทันสมัยวิเคราะห์ได้ถึงระดับอะตอม อันที่จริงข้อมูลด้านดินหรือไม่ว่าด้านอื่นใดก็ตาม ผมว่าเราได้มีการศึกษาเชิงวิทยาศาสตร์มามากๆแล้วที่มีข้อมูลอยู่ในมือ แต่ทำอย่างไรดีถึงจะเอาข้อมูลเหล่านั้นมาเผยแพร่มาประยุกต์ให้พี่น้องเกษตรกรใช้ประโยชน์กันได้

จากขอนแก่นท่านพาไปขุดดูไส้เดือนแถวอำเภอนาเชือก ท่านสอนว่าที่ไหนดินเค็มให้ดูว่าตัวไส้เดือนจะตัวยาวตัวโตกว่าปกติมาก แวะดูดินเค็มและคราบเกลือหน้าดิน การปลูกข้าวในดินเค็ม แล้วเราก็ไปแวะขุดดูดินชุดบรบือ ที่ตัวอำเภอบรบือ ก่อนจะนั่งรถชมทุ่งกุลาร้องไห้แล้วเลยไปนอนที่อีสานใต้ น่าจะเป็นที่วิทยาลัยครูศรีษะเกษ ที่นั่นเราสร้างวีรกรรมหนีไปเที่ยวดิสโก้กัน ตอนเช้ามาถูกป๋าอัดซะน่วม

แล้วท่านก็พาเราลัดเลาะไปโผล่ที่สถานีประมงแถวแหลมงอบ ชาวดอยได้เห็นประมงน้ำกร่อย น้ำเค็มกันก็หนนั้นแหละ เราพากันไปดูดินที่ยังดิบหรือดินที่อายุน้อยตามที่อาจารย์สอน ขุดดูดินแถวริมป่าโกงกาง ดินที่ปลูกต้นสนทะเล ชาวดอยพากันเล่นน้ำทะเลกันจนบ่าย ก่อนที่จะถูกเรียกต้อนขึ้นรถห้อตะบึงไปยังป้ายหน้า อำเภอวิเศษฯบ้านของอาจารย์เอง ถึงวิเศษฯมืดค่ำคุณป้ากับหลานสาวต้มปลาแกงปลาทอดปลาที่ซื้อมาจากทะเลกินกันจนลืมอิ่ม แล้วผมก็ไปช่วยเขาทำขนมลำเจียก ที่นี่เองเจ้าขนมลำเจียกได้บรรจุเข้าในหน่วยความทรงจำของผม ปัดโธ่เก็บไฟล์ไว้นาน จนกระทั่งมาเห็นคู่แฝดของเขาเข้าในวันนี้จึงได้รื้อฟื้น คืนนั้นนอนชานเรือนตอนหัวรุ่งสะตุ้งตื่นกับเสียงหลังคาเรือโยงขาทวนแม่น้ำน้อยขึ้นมาขนข้าว เรือเปล่าเวลาลอดใต้สะพานเสียงหลังคาเรือครูดกับท้องสะพานดังก้องคุ้งน้ำ

ตอนเช้ากินน้ำพริกกะปิแสนอร่อย กับดอกโสนลวกราดด้วยหัวกระทิ กับข้าวสวยร้อนๆ นึกแล้วยังอร่อยไม่รู้ลืม ก่อนอำลาวิเศษฯ ขึ้นมาดูดินแถวกำแพงเพชรที่มีจุดพิเศษคือมีจอมปลวกจำนวนมากจริงๆ จำได้ว่ามาถึงเชียงใหม่เวลาสี่ทุ่มเศษ มาถึงก็แวะอาบน้ำเปลี่ยนเป็นชุดขาวขึ้นเวรดึกต่อทันที

พอนึกได้นิดหนึ่ง ปรากฏว่าความจำที่ลืมเลือนมันไหลมาเป็นสายน้ำ แทบพิมพ์ไม่ทันทีเดียว รีบบันทึกไว้ก่อนที่จะลืมไปอีกรอบ แต่ก็ดูเหมือนเป็นบันทึกที่สับสนจับต้นชนปลายไม่ถูก อย่างไรก็ตามจากบันทึกอันสับสนข้างบน ผมได้ข้อสรุปสองสามประเด็นได้แก่
ประการแรก คือ ประโยชน์ของการจัดทัศนศึกษา ให้คนที่ไม่เคยเห็นได้รู้ได้เห็น อันนี้มีประโยชน์แน่นอน ต้องมีสักคนที่ได้ประโยชน์ ฉะนั้นคุณครูบาอาจารย์ทั้งหลายได้โปรดพาเด็กไปเที่ยวเสียดีๆ
ประการที่สอง คือ พิสูจน์ได้ว่าความรู้ไม่ได้มีเฉพาะในห้องเรียน
และประการที่สาม คือ คุณประโยชน์ของเครือข่าย ของสายพัวพันมิตรสหาย ผมว่าที่อาจารย์ป๋าท่านสามารถนำพาลูกศิษย์ไปเยี่ยมชมที่ต่างๆได้มากมาย ได้รับการต้อนรับอย่างดี ได้เปิดโลกทัศน์ กว้างไกล นั่นเพราะท่านมีเครือข่าย มีมิตรสหายมากมายที่พึ่งพาได้นั่นเอง

ว่าไปแล้วก็เหมือนกับคนกลุ่มหนึ่งที่ชอบไปรุมตัวกันแถวสวนป่าสตึกนะครับ ไหนๆก็ว่าแล้วก็ขอประชาสัมพันธ์เชิญชวนกันท่านผู้สนใจไปมุกดาหารในวันไทบรูลูกเผ่าของผม ประชาชนของพี่บางทรายช่วงต้นเดือนกุมภานะครับ ได้ข่าวแว่วๆมาว่าปีนี้เขาจะจัดกันอีก (สำหรับท่านที่เคยไปสัมผัสชาวไทบรูตอนเฮฯดงหลวงแล้วยังไม่จุใจ หรือสำหรับท่านที่ยังไม่เคยรู้จักไทโส้ )ใคร่ขอเชิญ 
 


แก่นตะเวน ทานตะวัน อุ่นเดือน มัดแขนแอน้อย แก้กำเนิด….เกี่ยวกันไหมเนี่ย

2 ความคิดเห็น โดย silt เมื่อ 11 ธันวาคม 2009 เวลา 8:30 (เช้า) ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 212

ไม่รู้จะบันทึกอะไรในวันที่ชีวิตวุ่นวายช่วงเดือนสิ้นปีอย่างนี้…แต่ก็ยังอยากเขียน
วันพักเหลือเพียบ แต่กลับไม่ได้ วันนั้นต้องรอประชุมนี่ วันนี้ต้องรอประชุมโน้น  พอมีช่วงว่างตั๋วกลับไม่มี เครื่องบินน่านกรุงเทพเลิกให้บริการอีก เอ้าบ่นบ่น
เมื่อตอนเย็นนั่งเชียร์ลาวเตะบอลกับสิงคโปร์ ทางช่องลาวสตาร์ได้ภาษาฟุตบอลมาเล่าสองสามคำ
บาลเตะ คือ ฟุตบอล
บานไหม คือ ลูกโทษ
ลูกแจ๋ คือ ลูกเตะมุม
เมื่อตอนบ่ายไปเดินดูแปลงปลูกทานตะวันของพี่น้อง ดอกทานตะวันที่หงสาเรียกว่า ดอกแก่นตาเวน ครับ
เรื่องราวที่ไปที่มาของการปลูกทานตะวันที่หงสานี้เริ่มต้นเมื่อปีกลาย ผมไปเห็นปลูกอยู่ที่ริมรั้วหน้าบ้านของเจ้าสมจิตลูกน้อง (คนเดียวที่มีอยู่) เห็นออกดอกติดเมล็ดงามดี ถามดูได้ความว่านำเมล็ดพันธุ์มาจากสมัยเป็นนักศึกษาอยู่ที่วิทยาลัยเกษตรหลวงพระบาง จึงบอกให้เก็บเมล็ดไว้ขยายต่อ หลังจากฤดูเก็บเกี่ยวข้าวในนาเสร็จ ผมก็ควักกระเป๋าตัวเอง ๒๐๐๐ บาทเป็นทุนให้ไถที่ ทำน้ำหมักชีวภาพสูตรบำรุงต้น สูตรบำรุงเมล็ด และสูตรไล่แมลง  ซื้อขนมมาล่อชวนให้เด็กๆแถวนั้นมาช่วยกับปลูก มาถอนหญ้า หากวันไหนไม่มีงานก็ให้สมจิตพักงานกลับมาดูแล ผลงานของเจ้าสมจิตเข้าตาพี่น้องชาวหงสาอยู่ไม่น้อย ปุ๋ยชีวภาพสูตรของเราน่าจะได้ผล ต้นทานตะวันสูงท่วมหัวดอกบานเท่าชามใบโต เมล็ดเต็ม โดยไม่ต้องง้อโบรอนเหมือนที่เคยปลูกที่มอชอ. แปลงปลูกแก่นตาเวนของเราอยู่ใกล้ถนน แถวนั้นมีไร่แตงโมหลายเจ้า ที่เก็บแตงมาวางแผงขายริมทาง เจ้าของสวนแตงยิ้มกันหน้าบานเพราะวัยรุ่นชวนกันมาถ่ายรูป พากันซื้อแตงโมไปผ่ากินกันในแปลงทานตะวันของเรา เจ้าสมจิตรายงานว่าเมียกระเทาะได้เม็ดทานตะวันร้อยกว่ากิโล ขายกิโลละสิบพัน (๔๐บาท)ได้เงินพอสมควร
ปีนี้มีคนมาขอเมล็ดพันธุ์ไปปลูกสิบกว่ารายแล้วครับ เลยมอบหมายให้ท่านสมจิตไปสอนทำปุ๋ยชีวภาพ ขยายองค์ความรู้ ขยายสมาชิกเกษตรปลอดเคมีได้อีก นับว่าเงิน ๒๐๐๐บาท ที่ลงทุนไปนั้นคุ้มค่า

ชาวหงสาซื้อเมล็ดทานตะวันไปทำอะไร
เอาไปรับแขก ไว้แทะเล่นแก้เหงาปาก เขาว่าอย่างนั้น (ไม่เหมือนที่ผมเคยไปปล่อยไก่ที่ยุโรป ผมกับพรรคพวกไปซื้อมาแทะเล่นกันคนเขามองแปลกๆ อ้าวที่แท้ที่โน่นเขาเอาไว้เลี้ยงนกกัน…) ถามเขาต่อว่าแขกอะไร เขาก็ตอบว่าแขกที่มาเวลามีงานที่บ้าน เช่น งานศพ มาเยี่ยมคนป่วย และมา “อุ่นเดือน”
“อุ่นเดือน” คือการมาเยี่ยมเยียน มาอยู่เป็นเพื่อน ครอบครัวที่เพิ่งคลอดลูกใหม่ หรือที่ภาคกลางเรียกว่า อยู่ไฟ นั่นเอง แต่ทางเหนือกับทางลาวเรียกเหมือนกันว่า “อยู่เดือน” แต่การอยู่เดือนของชาวยวนเจียงใหม่ กับชาวลาวหงสาจะต่างกัน ชาวล้านนาแม่ลูกอ่อนจะเก็บตัวเงียบๆในห้องห้ามไม่ให้ได้กลิ่นอะไรที่ฉุนแรง ท่านว่าประเดี๋ยวจะ “เป็นลมผิดเดือน” แต่ที่หงสากลับเป็นว่าผู้คนมาเยี่ยมมาอยู่เป็นเพื่อนกันคึกคัก คนเฒ่าคนแก่มานอนเป็นเพื่อน กลางคืนก็เล่านิทานกันจนค่อนรุ่ง คนหนุ่มก็ตั้งวงร่ำสุรากันเฮฮา สาวๆหนุ่มๆเล่นไพ่กันหลายวงหลายแบบ ดึกๆก็มีต้มเป็ดต้มไก่เลี้ยงกัน เขาจะมาอยู่เป็นเพื่อนกันอย่างนี้ตั้งแต่เริ่มคลอดจนครบหนึ่งเดือน เมล็ดทานตะวันของผมจึงมีบทบาทในการรับแขกอย่างนี้นี่เอง เคยถามเขาว่าตลอดเดือนต้องให้เมล็ดทานตะวันรับแขกราวยี่สิบสามสิบกิโล ทีเดียว
เมื่อครบหนึ่งเดือนแล้ว ก็ต้องมีพิธีรับขวัญเด็ก หรือ การ “ผูกแขนแอน้อย” เป็นงานใหญ่ชนิดต้องแจกบัตรเชิญ บางบ้าน (ส่วนใหญ่) ถึงกับมีดนตรีมาเล่น มีการจัดรอบรำวงกันทั้งวันทั้งคืน ส่วนเหล้ายาอาหารนั้นมีเพียบ ล้มหมู ล้มวัวกันก็มี บางงานถึงกับเชิญเจ้าเมืองมาเป็นประธานเลยเชียว
พิธีที่เกี่ยวกับเด็กเล็กที่เคยเห็นอีกอย่างก็คือ การแก้กำเนิด ครับ เขามักทำพิธีในรายที่เด็กเลี้ยงยาก เจ็บไข้ได้ป่วยบ่อยๆ โดยมีความเชื่อว่า เด็กมีพ่อเกิด แม่เกิดมาอยู่ด้วยไม่ยอมไปไหน หากปล่อยไว้พ่อเกิดแม่เกิดอาจจะพากลับคืน จึงจำเป็นต้อง “เจรจา”ขอเด็กมาเป็นกรรมสิทธิ์ ในการจัดพิธีก็ต้องไปเชิญหมอพราหมณ์ มาตั้งเครื่องบายศรี มีเครื่องคาวหวานสังเวย มีเงินหมันเงินฮางโบราณเตรียมไว้ซื้อตัวเด็ก จากนั้นก็เป็นหน้าที่ของหมอพราหมณ์ท่านจะโอมพระเวทคาถาไม่รู้กี่บท มีการเจรจาต่อรองกับพ่อเกิดแม่เกิดของเด็ก (ขั้นตอนนี้ใช้เวลาสามสี่ชั่วโมงพ่อหมอท่านช่างอดทนจริงๆ) เพื่อขอเด็กมาเลี้ยงดู เริ่มพิธีตั้งแต่เช้าบ่ายคล้อยโน่นถึงจะเสร็จพิธีกรรม

จากแก่นตาเวน ลากไปหาพิธีแก้กำเนิดได้อย่างไรก็ไม่รู้
จบละครับ



Main: 1.19681692123 sec
Sidebar: 0.0364370346069 sec