เปาฮือลาว

อ่าน: 2995

ช่วงที่น้ำหลาก ภูมิปัญญาท้องถิ่นอีสานปรับตัวไปตามสถานการณ์  โดยเฉพาะอาหารการกิน คนอีสานกินง่าย กินทุกอย่างที่วิ่งตัดหน้า มีคนเอาไปพูดว่า..อะไรวิ่งตัดหน้าคนอีสานเอามาทำกับแกล้มได้หมด แสดงว่าวิชาเปิบพิศดารคงจะมาจากฝีมือพ่อครัวชาวอีสานนี่เอง ผมได้เฝ้าสังเกตุเรื่องนี้จากห่อข้าวของคนงาน ช่วงกลางวันเขาจะตั้งวงกินข้าวปลากัน ใครมีอะไรก็เอามาแบ่งปัน คนที่อยู่ในที่ลุ่มก็เอากุ้ง หอย ปูปลา มาทำอาหารเลี้ยงกัน กระทั้งวันไหนที่ไม่ได้ห่ออะไรมา ก็จะไปสับเอาหน่อไม้มาต้มจิ้มน้ำพริก เอามะละกอมาทำส้มตำ อร่อยซู๊ดซาดผ่านไปมื้อหนึ่ง

(จุดรีๆสีขาวคือตาที่ต้องผ่าออก หอยบางตัวจะมีไข่สีแดงส้มๆ)

เมื่อวานนี้แห้วเดินไปดูคนงานล้อมวงอาหารกลางวัน

สังเกตุเมนู มีปลาตัวเล็กๆปิ้ง ส้มตำ และหอยโข่งต้มจิ้มแจ่ว

เจ้าหอยโข่งนี่ละครับที่แห้วซักไซ้ไล่เลียงว่ามันเป็นยังไงกันแน่

คนงานบอกว่า..ต้องแกะเอาตามันออกก่อน

ไม่งั้นกินไป..จะทำให้ปากเบี้ยวได้ !!

เอ๊ะ ปากเบี้ยวเพราะอะไร แห้วหันมาถาม

ผมก็จนด้วยเกล้า..ไม่แน่ใจว่าปากเบี้ยวเพราะสาเหตุอะไร

บอกคนงาน..พรุ่งนี้ขอหอยโข่งสัก 1 ตะกร้า

(น้ำจิ้มซีฟูดฝีมือแห้ว)

วันนี้ลุงอาน คนเลี้ยงวัว เอาหอยโข่งมาฝากหนึ่งถังตัวโตๆทั้งนั้น มีจำนวนปรระมาณ 40-50 ตัวได้ จึงชวนแห้วศึกษาอาหารอีสาน เผื่อจะได้เป็นต้นทุนในยามวิกฤติภายหน้า ไม่แน่นะครับ ..คนเราถ้ามีความรู้ปรับตัวได้เก่งๆ..ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ เอาไปวางไว้ตรงไหนก็เอาตัวรอดได้ ผมจึงชวนแห้วเอาหอยมาปรุงอาหาร อันดับแรกเอาหอยไปต้มก่อน แต่ของเราพิเศษหน่อย ในหม้อต้มเอาใบมะกรูด-ใบมะขาม-ผ่าผลเสาวรสใส่ลงไป2ลูก เอาเกลือใส่ลงไปประมาณหางช้อน เคล็บลับสำคัญในการลวกหอยคือ

ต้องใส่หัวน้ำส้มลงไปประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ

จะทำให้เนื้อหอยกรอบ ถ้าเป็นหอยแครงเปลือกจะอ้าจิ้มเนื้อง่าย

หลังจากผ่านกระบวนการต้มนานจนปากหอยหลุดแล้ว  เราจะเอาหอยไปแช่น้ำเย็นทันที จะเห็นว่าเมือกต่างๆจะหลุดล่อนไป เอาซ่อมจิ้มเนื้ออกมา ผ่าตรงกลางหัวหอย จะเห็นถุงกระเปาะกลมๆ ที่ชาวบ้านเรียกว่า”ตา” เท่าที่ผ่าดูผมคิดว่าน่าจะเป็นกระเพาะอาหารของหอยมากกว่า ลักษณะเป็นเหมือนเศษหญ้าหรือใบไม้ป่นที่หอยกินเข้าไป พวกไส้เครื่องในต่างๆเอาทิ้งหมด ล้างให้ดีแล้วเอาเกลือเคล้าอีกรอบ ล้างออกอีกที เอาใส่ถ้วยนำไปเว็ปประมาณ 3 นาที

แห้วเป็นสาวลูกน้ำเค็มเมืองสุราษฎร์

บอกว่าวันนี้หนูจะแสดงฝีมือตำน้ำจิ้มซีฟู๊ด

ที่บ้านเคยมีเรือประมง

จึงมีทักษะทางด้านทำอาหาร

วันนี้โชว์น้ำจิ้มหอยรสเข้มถึงใจ

(หอยที่ต้มสุก-ล้าง-พร้อมนำไปปรุงอาหาร)

คนใต้กินเผ็ดแต่ก็กลมกล่อม น้ำจิ้มเหมาะกับอาหารประเภทนี้ หลังจากชิมกันคนละหมุบละหมับ แห้วให้ความเห็นว่าถ้าเอาเนื้อหอยผัดเผ็ดน่าจะเด็ดสาระตี่ ที่จริงหอยพวหนี้เอาไปแกงเผ็ด เอาไปทำลาบ หรือเอาไปยำก็อร่อยทั้งนั้นแหละ เพียงแต่เราต้องต้มให้สุกและทำตามกรรมวิธีข้างต้น ก็จะได้วัตถุดิบที่มีคุณสมบัติกรุ๊บกรอบไม่แพ้หอยเปาฮือหรือหอยประเภทใดในโลก หลังจากเจี๊ยะกันลงพุงแล้ว เราก็มาคุยกันถึงหอยที่ชาวบ้านเก็บเอาในท้องนา ไม่ต้องซื้อหาใดๆ นอกจากในน้ำมีปลา ในนามีน้ำแล้ว ยังมีหอยตัวโตๆให้เก็บมาทำอาหารอีกด้วย

(มื้อกลางวันมีต้มซุปข้อขาไก่กับหอยจิ้มน้ำจิ้มซีฟู๊ด)

หอยที่ว่านี้มี 2 ชนิด

ชนิดที่หนึ่งคือหอยโข่งพื้นถิ่นบ้านเรา

หอยชนิดนี้ไม่ต้องแกะเอาตาออก

ชนิดที่สองคือหอยเชอรี่

เข้าใจว่าน่าจะเป็นหอยสายพันธุ์จากต่างประเทศ

เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา หอยเชอรี่เข้ามาทางไหนยังไม่มีเวลาค้นประวัติ ก่อนหน้านี้มีหอยก้นแหลมขยายพันธุ์ไปทั่ว เป็นหอยที่อาศัยอยู่ในที่มีความชื้นบนบก ไต่กินใบไม้ใบหญ้า ขยายพันธุ์ได้ดีแต่ชาวบ้านไม่นิยมรับประทาน ทราบว่ามีผู้เก็บไปต้มแคะเอาเนื้อส่งจำหน่ายต่างประเทศ หลังจากนั้นก็มีหอยเชอรี่แพร่พันธุ์ง่ายระบาดรวดเร็ว ภายในไม่กี่ปีก็มีหอยทั่วทุกหนทุกแห่งในท้องนาและที่ลุ่มบ้านเรา หอยเชอรี่จะกัดกินต้นข้าวที่ปักดำใหม่ๆ บางแห่งข้าวเสียหายอย่างมาก หอยเชือรี่มีไข่สีชมพูเกาะอยู่เหนือน้ำสวยแปลกตา ชาวนาจะเก็บหอยออกไปทำปุ๋ยทำอาหารเลี้ยงเป็ด เอาเปลือกไปเผาแล้วบดผสมหัวอาหารเลี้ยงหมู แต่ก็มีชาวบ้านบางกลุ่มเอาหอยมาประกอบอาหาร เพราะลักษณะและคุณสมบัติใกล้เคียงกับหอยโข่งพื้นบ้านเราทุกอย่าง เพียงแต่ต้องแคะเอาตาออกเสียก่อนดังกล่าวข้างต้น

แสดงว่าชาวบ้านคงสังเกตุเห็นจุดพิเศษดังกล่าวนี้

ไม่ได้หลับหูหลับตาสวาปามใดๆ

คงจะมีคนปากเบี้ยวเพราะหอยประเภทนี้จนผิดสังเกตุ

เรื่องนี้เราจะได้แง่คิดในการใช้ชีวิตเชิงประยุกต์

คนอีสานยังรักษาอัตลักษณ์เรื่องเปิบพิศดารเอาไว้อย่างแน่นเหนียว

เรื่องนี้..สนับสนุนวิธีใช้ชีวิตระหว่างน้ำท่วม

อย่างน้อยคนที่ตกน้ำป๋อมแป๋มเจอหอยตัวกลมๆ..

ช่วยกันเก็บมาทำกับแกล้มได้อร่อยเหอะ

ตอนเย็นเดินผ่าน..

ลุงอาน แกยังร้องบอกว่า..เอาอีกไหมหอย

โธ่ๆๆใจคอจะไม่ให้กินอย่างอื่นเลยรึลุง

จ๋อม จ๋อม จ๋อม..


เปิดศูนย์อพยพแบบชิวชิวที่ต่างจังหวัดดีไหม

อ่าน: 1654

ที่เขียนเรื่องนี้ก็เพื่อจะบอกว่า>> ศูนย์อพยพไม่จำเป็นต้องไปกระจุกอยู่เฉพาะที่กรุงเทพฯหรอกนะเธอ ถ้ามองเห็นปัญหายืดเยื้อจะตามมา ควรมีแผนเปิดพื้นที่ศูนย์ตามจังหวัดต่างๆที่ไม่ได้รับผลกระทบน้ำท่วม ยุคนี้ถนนทุกสายใช้เวลาเดินทาง5-6ชั่วโมง ก็ถึงจุดหมายปลายทางแล้ว ถ้าไม่คิดไม่ทำให้ปรุโปร่งเรื่องอพยพจะเกิดสาระพัดปัญหาให้ปวดเศรียรเวียนเกล้า ควรเปิดศูนย์ที่ โคราช เพชรบูรณ์ ชลบุรี ชัยภูมิ เลย ฯลฯ แทนศูนย์ฉุกเฉินดีไหมครับ! หนังเรื่องยาว จะจบสั้นๆง่ายๆได้จะได๋

ดูข่าวน้ำท่วม มีแต่บอกว่าอย่าแตกตื่น

ใจเย็นๆ เราป้องกันได้

โธ่! นึกถึงหัวอกคนที่ถูกตัดไฟตัดน้ำ

มืดๆอดๆอยากๆอยู่กับยุงล้อมหน้าล้อมหลัง

นอนดมน้ำเน่าเฝ้าดูน้ำขึ้นทีละนิด ละนิด


ถ้ารู้จักคนไทยดีพอ

คนไทยรับความจริงได้นะครับ

ถ้าบอกความจริง ความเจ็บปวดจะลดน้อยลงกว่านี้

เฮ้อ พูดไปมันก็เหมือนหมาเหยี่ยวใส่ตอไม้ คนทำดีก็มาก คนยอมเหนื่อยยากกับสังคมก็ไม่น้อย ธรรดาของโลก มีทั้งเรื่องที่พอใจและเสียใจ น่าจะดีใจด้วยซ้ำไป..ที่เมืองไทยเปิดตลาดน้ำพรึบเดียวครึ่งประเทศ ปรับการท่องน้ำมาเป็นการท่องเที่ยว บาบาร่าโบ๊ตก็มา เรือเจ็ตสกี เรือหางยาว เรือหางสั้น เรือกาละมัง เรือถังน้ำ เรือยาง เรือแพ เรืออีโป่ง เรือประหยัดของคนถางทาง เรือดำน้ำไม่มี มีแต่เรือจมน้ำ ชาวบ้านต้องการเรือจำนวนมาก รถจมน้ำกี่คัน เรือก็ควรจะมีสัดส่วนต่อรถ 10:1

ชื่นใจที่เห็นเหล่าดาราลงไปช่วยเพื่อนมนุษย์ เจ้าหน้าที่มูลนิธิ อาสาสมัคร ตำรวจ ทหาร อส. อบต. เทศบาล พนักงานกทม. กลุ่มสตรี นิสิตนักศึกษา พระสงฆ์ นักโทษมีความประพฤติดี เครือข่ายประชาสังคม ข้าราชการทุกหมู่เหล่า ฯลฯ คงจะเหนื่อยสายตัวแทบขาดไปอีกนาน

ที่สวนป่า ทดลองจัดลักษณะกินๆนอนๆ ..หลังจากโม้ไปพอสมควร ยังไม่มีใครกล้าเสี่ยงมาที่ศูนย์แห่งนี้ เพิ่งจะมีหมูไม่กลัวน้ำร้อนรายแรกของโลกโผล่มาเมื่อวาน จะใครเสียอีกละ ก็แห้วเจ้าเก่าของเรานี่แหละ บทจะมาก็มาแบบบ้าบิ่น หอบเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋า ไปแย่งซื้อตั๋วรถทัวร์นครชัยแอร์ได้ นั่งรถลอยหน้าลอยตาออกจากบางกอกเวลา11โมงเช้า  รถทัวร์พาอ้อมทัศนศึกษาน้ำหลากรายทาง ผ่านไปทางนครนายกแล้วค่อยวกเข้าโคราช จวนแดดร่มลมตกก็โทรศัพท์เข้ามาว่าอีกครึ่งชั่วโมงจะถึงบุรีรัมย์ การเดินทางใช้เวลามากกว่าปกติหนึ่งชั่วโมง

รับมานั่งรถ แห้วก็ฉอดๆๆๆ ผักนั้นนี่มีไหมพ่อ หนูตั้งใจจะมากินผัก เฮ้อมีลูกหลานเชื้อสายชูชกก็ยังงี้แหละ ตื่นเช้านี้พาเดินดูภักษาหารที่พอจะเขมือบได้ โอ้ยโย่! อะไรก็ถูกใจไปหมด เด็ดมาผัดกระทะร้อนจานโต นึกว่าจะเหลือ แห้วฟาดเรียบ! สมกับที่ตั้งใจจะมากินผักแข่งกับหมูจริงๆ

ชวนแห้วเดินไปเยี่ยมลูกแพะที่ออกใหม่ แห้วเพิ่งจะเคยอุ้มแพะครั้งแรกในชีวิต อุ้มออกมาจากโรงเรือน แล้วปล่อยให้คุณแม่คุณลูกออกไปเล็มใบไม้ใบหญ้า.. เดินกลับมาเด็ดผักผัดกินกับข้าวต้มร้อนๆ ร้อนจนพยาธิสะดุ้ง! ต้องยกแก้วน้ำเสาวรสคั้น100% ใส่เกลือนิดๆเติมน้ำผึ้งหน่อยๆซดจนตาค้าง หลังจากนั้นหลายชั่วโมงมาแห้วกระซิบว่า..แหม่..มันระบายดีจริงๆพ่อ..

แสดงว่า..เจี๊ยะมากแค่ไหนก็ไม่ต้องห่วง

แห้วค้นพบวิธีระบายท้องไส้ให้สมดุลกัน

ตอนบ่ายพาแว็บไปดูทุ่งกุลาร้องไห้ ยามที่ข้าวใหม่กำลังสุกเหลืองอร่ามสุดลูกหูลูกตา รถเกี่ยวข้าวกำลังเก็บผลผลิตอย่างขะมักเขม้น ไปเจอนกกระยางสีขาวสะอาดเหมือนเครื่องแบบพยาบาล เกาะกลุ่มกันบนต้นไม้ มองไกลๆเสมือนภาพศิลปะสุดสวยประทับใจ ออกจากทุ่งเข้าตลาด ซื้อน้ำพริกปลาช่อนกับซุปหน่อไม้มาอย่างละถุง มองหาดักแด้ไม่มี เจอเผือกหัวเล็กๆที่ชาวบ้านต้มมาขาย เมื่อก่อนจานละ 10 บาท มาวันนี้ 20 บาท นกเป็ดน้ำตัวละ 50 บาท มาวันนี้ขึ้นเป็น 70 บาท

มื้อกลางวันเจี๊ยะส้มตำกินกับผัดไทย ล่อกันซะพุงกาง อิ่มจนอืด บอกเย็นนี้จะไม่กินอะไรอีกแล้ว แต่ตอนบ่ายเดินไปเด็ดใบชะพลูมาตะกร้าหนึ่ง เข้าครัวยกเครื่องมือมานั่งหั่นพริกขี้หนู หัวหอม ขิง ถั่วลิสงคั่ว บอกว่าจะดัดแปลงเมนูเมี่ยงคำ ที่บังเอิญไปเจอน้ำพริกปลาช่อนกับซุปหน่อไม้ ซึ่งเป็นอาหารอีสานที่เตรียมแนะนำในยามหนีน้ำ

น้ำขึ้น อาหารการกินก็ขึ้น

น้ำลดราคาอาหารจะลดตามน้ำไหมนี่

กลับมาถึงบ้าน เอาซุปหน่อไม้กับน้ำพริกปลาช่อนไปเว็ปให้ร้อนๆหน่อย ยกออกมาเรียงล่ายซ่าย เติมข้าวคั่วลงไปนิด หยิบถั่วลิสงคั่วโปรยลงหน่อย เด็ดยี่หร่า ผักแพ้วมาเป็นเครื่องเคียง ปากที่บอกว่าจะไม่กินอะไรมื้อเย็น แต่โซ้ยทุกอย่างจนเกลี้ยงโต๊ะ สมกับที่ตั้งใจจะหนีน้ำมากินผักจริงๆ

ยังมีเมนูยั่วกระเพาะอีกหลายสำหรับ แห้วอิ่มแล้วก็นอนดูข่าวน้ำท่วม แนวโน้มมีแต่จะท่วม ท่วม อีกยาวนาน แห้วบอกว่าพรุ่งนี้จะซักเสื้อผ้าเผื่อจะอยู่ยาว จะได้มากินมานอนเผื่อพี่น้องไส้กิ่วที่บางกอก อีกทั้งจะได้ลุ้นว่าแม่วัวจะออกลูกเป็นตัวผู้หรือตัวเมีย

ลูกแพะตั้งชื่อหนูสายฝน

ลูกวัวจะตั้งชื่อว่าอะไร?

เฮ้อ! นอกจากจะช่วยอะไรใครไม่ได้แล้ว

ก็ไม่รู้ว่าจะทุกข์จะเครียดไปทำไม

น้ำเชี่ยวอย่าเอาเรือขวาง


ผมไม่ขวางใครหรอกนะ เกรงว่าคนตาขวางมันจะเตะเอา

แต่ก็นั่นแหละ  ยังตะขิดตะขวางใจนิดๆ

วัฒนธรรมไทยเป็นอย่างนี้หรือเปล่า

คนไทยจึงอยู่กันมาแบบ..ป้ากับปู่กู้อีจู้

อีจู้ไม่รู้จัก รู้แต่อีหลักอิเหลื่อ

รัฐฯควรเปิดศูนย์อพยพที่เหมาะสม แทนศูนย์อพยพฉุกเฉิน ผู้อพยพจะอาศัยช่วงสั้นได้สะดวก จัดทำกิจกรรมฟื้นฟูจิตใจ  เปิดศูนย์ที่วัดบ้านวัดป่า ฟังพระท่านพาสวดมนต์ทำบุญ ฝึกสมาธิ หรือเปิดตามศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ชวนกันปลูกผัก ทำกับข้าว ออกกำลังกาย เปิดหลักสูตรวิธีสู้ชีวิต ติวเข้มเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงอีกรอบ ส่วนคนไข้ที่เจ็บป่วย โรงพยาบาลในต่างจังหวัดน่าจะช่วยบรรเทาเรื่องนี้ได้

ขอให้ใคร่ครวญว่า

วิกฤติครั้งนี้เกินที่เมืองหลวงจะแบกรับภาระได้ทั้งหมด

รีบๆนะครับ

อย่าเอาคนไปกระจุกอยู่ในที่จำกัดและไม่พร้อมอย่างนั้นเลย

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ควรจะจัดบุคคลากรไปช่วยเหลือ

และมีงบประมาณไปหล่อลื่นเท่าที่จำเป็น

อาสาสมัครและชาวจิตอาสาในต่างจังหวัด

จะมีช่องทางเข้ามาช่วยเหลืองานได้สะดวก

ช่วยแบ่งภาระหนักอึ้งที่ศูนย์อพยพเฉพาะกิจกำลังล้าเต็มที

จ๋อม จ๋อม จ๋อม



Main: 0.031131982803345 sec
Sidebar: 0.070410966873169 sec