เปิดศูนย์อพยพแบบชิวชิวที่ต่างจังหวัดดีไหม

อ่าน: 1660

ที่เขียนเรื่องนี้ก็เพื่อจะบอกว่า>> ศูนย์อพยพไม่จำเป็นต้องไปกระจุกอยู่เฉพาะที่กรุงเทพฯหรอกนะเธอ ถ้ามองเห็นปัญหายืดเยื้อจะตามมา ควรมีแผนเปิดพื้นที่ศูนย์ตามจังหวัดต่างๆที่ไม่ได้รับผลกระทบน้ำท่วม ยุคนี้ถนนทุกสายใช้เวลาเดินทาง5-6ชั่วโมง ก็ถึงจุดหมายปลายทางแล้ว ถ้าไม่คิดไม่ทำให้ปรุโปร่งเรื่องอพยพจะเกิดสาระพัดปัญหาให้ปวดเศรียรเวียนเกล้า ควรเปิดศูนย์ที่ โคราช เพชรบูรณ์ ชลบุรี ชัยภูมิ เลย ฯลฯ แทนศูนย์ฉุกเฉินดีไหมครับ! หนังเรื่องยาว จะจบสั้นๆง่ายๆได้จะได๋

ดูข่าวน้ำท่วม มีแต่บอกว่าอย่าแตกตื่น

ใจเย็นๆ เราป้องกันได้

โธ่! นึกถึงหัวอกคนที่ถูกตัดไฟตัดน้ำ

มืดๆอดๆอยากๆอยู่กับยุงล้อมหน้าล้อมหลัง

นอนดมน้ำเน่าเฝ้าดูน้ำขึ้นทีละนิด ละนิด


ถ้ารู้จักคนไทยดีพอ

คนไทยรับความจริงได้นะครับ

ถ้าบอกความจริง ความเจ็บปวดจะลดน้อยลงกว่านี้

เฮ้อ พูดไปมันก็เหมือนหมาเหยี่ยวใส่ตอไม้ คนทำดีก็มาก คนยอมเหนื่อยยากกับสังคมก็ไม่น้อย ธรรดาของโลก มีทั้งเรื่องที่พอใจและเสียใจ น่าจะดีใจด้วยซ้ำไป..ที่เมืองไทยเปิดตลาดน้ำพรึบเดียวครึ่งประเทศ ปรับการท่องน้ำมาเป็นการท่องเที่ยว บาบาร่าโบ๊ตก็มา เรือเจ็ตสกี เรือหางยาว เรือหางสั้น เรือกาละมัง เรือถังน้ำ เรือยาง เรือแพ เรืออีโป่ง เรือประหยัดของคนถางทาง เรือดำน้ำไม่มี มีแต่เรือจมน้ำ ชาวบ้านต้องการเรือจำนวนมาก รถจมน้ำกี่คัน เรือก็ควรจะมีสัดส่วนต่อรถ 10:1

ชื่นใจที่เห็นเหล่าดาราลงไปช่วยเพื่อนมนุษย์ เจ้าหน้าที่มูลนิธิ อาสาสมัคร ตำรวจ ทหาร อส. อบต. เทศบาล พนักงานกทม. กลุ่มสตรี นิสิตนักศึกษา พระสงฆ์ นักโทษมีความประพฤติดี เครือข่ายประชาสังคม ข้าราชการทุกหมู่เหล่า ฯลฯ คงจะเหนื่อยสายตัวแทบขาดไปอีกนาน

ที่สวนป่า ทดลองจัดลักษณะกินๆนอนๆ ..หลังจากโม้ไปพอสมควร ยังไม่มีใครกล้าเสี่ยงมาที่ศูนย์แห่งนี้ เพิ่งจะมีหมูไม่กลัวน้ำร้อนรายแรกของโลกโผล่มาเมื่อวาน จะใครเสียอีกละ ก็แห้วเจ้าเก่าของเรานี่แหละ บทจะมาก็มาแบบบ้าบิ่น หอบเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋า ไปแย่งซื้อตั๋วรถทัวร์นครชัยแอร์ได้ นั่งรถลอยหน้าลอยตาออกจากบางกอกเวลา11โมงเช้า  รถทัวร์พาอ้อมทัศนศึกษาน้ำหลากรายทาง ผ่านไปทางนครนายกแล้วค่อยวกเข้าโคราช จวนแดดร่มลมตกก็โทรศัพท์เข้ามาว่าอีกครึ่งชั่วโมงจะถึงบุรีรัมย์ การเดินทางใช้เวลามากกว่าปกติหนึ่งชั่วโมง

รับมานั่งรถ แห้วก็ฉอดๆๆๆ ผักนั้นนี่มีไหมพ่อ หนูตั้งใจจะมากินผัก เฮ้อมีลูกหลานเชื้อสายชูชกก็ยังงี้แหละ ตื่นเช้านี้พาเดินดูภักษาหารที่พอจะเขมือบได้ โอ้ยโย่! อะไรก็ถูกใจไปหมด เด็ดมาผัดกระทะร้อนจานโต นึกว่าจะเหลือ แห้วฟาดเรียบ! สมกับที่ตั้งใจจะมากินผักแข่งกับหมูจริงๆ

ชวนแห้วเดินไปเยี่ยมลูกแพะที่ออกใหม่ แห้วเพิ่งจะเคยอุ้มแพะครั้งแรกในชีวิต อุ้มออกมาจากโรงเรือน แล้วปล่อยให้คุณแม่คุณลูกออกไปเล็มใบไม้ใบหญ้า.. เดินกลับมาเด็ดผักผัดกินกับข้าวต้มร้อนๆ ร้อนจนพยาธิสะดุ้ง! ต้องยกแก้วน้ำเสาวรสคั้น100% ใส่เกลือนิดๆเติมน้ำผึ้งหน่อยๆซดจนตาค้าง หลังจากนั้นหลายชั่วโมงมาแห้วกระซิบว่า..แหม่..มันระบายดีจริงๆพ่อ..

แสดงว่า..เจี๊ยะมากแค่ไหนก็ไม่ต้องห่วง

แห้วค้นพบวิธีระบายท้องไส้ให้สมดุลกัน

ตอนบ่ายพาแว็บไปดูทุ่งกุลาร้องไห้ ยามที่ข้าวใหม่กำลังสุกเหลืองอร่ามสุดลูกหูลูกตา รถเกี่ยวข้าวกำลังเก็บผลผลิตอย่างขะมักเขม้น ไปเจอนกกระยางสีขาวสะอาดเหมือนเครื่องแบบพยาบาล เกาะกลุ่มกันบนต้นไม้ มองไกลๆเสมือนภาพศิลปะสุดสวยประทับใจ ออกจากทุ่งเข้าตลาด ซื้อน้ำพริกปลาช่อนกับซุปหน่อไม้มาอย่างละถุง มองหาดักแด้ไม่มี เจอเผือกหัวเล็กๆที่ชาวบ้านต้มมาขาย เมื่อก่อนจานละ 10 บาท มาวันนี้ 20 บาท นกเป็ดน้ำตัวละ 50 บาท มาวันนี้ขึ้นเป็น 70 บาท

มื้อกลางวันเจี๊ยะส้มตำกินกับผัดไทย ล่อกันซะพุงกาง อิ่มจนอืด บอกเย็นนี้จะไม่กินอะไรอีกแล้ว แต่ตอนบ่ายเดินไปเด็ดใบชะพลูมาตะกร้าหนึ่ง เข้าครัวยกเครื่องมือมานั่งหั่นพริกขี้หนู หัวหอม ขิง ถั่วลิสงคั่ว บอกว่าจะดัดแปลงเมนูเมี่ยงคำ ที่บังเอิญไปเจอน้ำพริกปลาช่อนกับซุปหน่อไม้ ซึ่งเป็นอาหารอีสานที่เตรียมแนะนำในยามหนีน้ำ

น้ำขึ้น อาหารการกินก็ขึ้น

น้ำลดราคาอาหารจะลดตามน้ำไหมนี่

กลับมาถึงบ้าน เอาซุปหน่อไม้กับน้ำพริกปลาช่อนไปเว็ปให้ร้อนๆหน่อย ยกออกมาเรียงล่ายซ่าย เติมข้าวคั่วลงไปนิด หยิบถั่วลิสงคั่วโปรยลงหน่อย เด็ดยี่หร่า ผักแพ้วมาเป็นเครื่องเคียง ปากที่บอกว่าจะไม่กินอะไรมื้อเย็น แต่โซ้ยทุกอย่างจนเกลี้ยงโต๊ะ สมกับที่ตั้งใจจะหนีน้ำมากินผักจริงๆ

ยังมีเมนูยั่วกระเพาะอีกหลายสำหรับ แห้วอิ่มแล้วก็นอนดูข่าวน้ำท่วม แนวโน้มมีแต่จะท่วม ท่วม อีกยาวนาน แห้วบอกว่าพรุ่งนี้จะซักเสื้อผ้าเผื่อจะอยู่ยาว จะได้มากินมานอนเผื่อพี่น้องไส้กิ่วที่บางกอก อีกทั้งจะได้ลุ้นว่าแม่วัวจะออกลูกเป็นตัวผู้หรือตัวเมีย

ลูกแพะตั้งชื่อหนูสายฝน

ลูกวัวจะตั้งชื่อว่าอะไร?

เฮ้อ! นอกจากจะช่วยอะไรใครไม่ได้แล้ว

ก็ไม่รู้ว่าจะทุกข์จะเครียดไปทำไม

น้ำเชี่ยวอย่าเอาเรือขวาง


ผมไม่ขวางใครหรอกนะ เกรงว่าคนตาขวางมันจะเตะเอา

แต่ก็นั่นแหละ  ยังตะขิดตะขวางใจนิดๆ

วัฒนธรรมไทยเป็นอย่างนี้หรือเปล่า

คนไทยจึงอยู่กันมาแบบ..ป้ากับปู่กู้อีจู้

อีจู้ไม่รู้จัก รู้แต่อีหลักอิเหลื่อ

รัฐฯควรเปิดศูนย์อพยพที่เหมาะสม แทนศูนย์อพยพฉุกเฉิน ผู้อพยพจะอาศัยช่วงสั้นได้สะดวก จัดทำกิจกรรมฟื้นฟูจิตใจ  เปิดศูนย์ที่วัดบ้านวัดป่า ฟังพระท่านพาสวดมนต์ทำบุญ ฝึกสมาธิ หรือเปิดตามศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ชวนกันปลูกผัก ทำกับข้าว ออกกำลังกาย เปิดหลักสูตรวิธีสู้ชีวิต ติวเข้มเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงอีกรอบ ส่วนคนไข้ที่เจ็บป่วย โรงพยาบาลในต่างจังหวัดน่าจะช่วยบรรเทาเรื่องนี้ได้

ขอให้ใคร่ครวญว่า

วิกฤติครั้งนี้เกินที่เมืองหลวงจะแบกรับภาระได้ทั้งหมด

รีบๆนะครับ

อย่าเอาคนไปกระจุกอยู่ในที่จำกัดและไม่พร้อมอย่างนั้นเลย

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ควรจะจัดบุคคลากรไปช่วยเหลือ

และมีงบประมาณไปหล่อลื่นเท่าที่จำเป็น

อาสาสมัครและชาวจิตอาสาในต่างจังหวัด

จะมีช่องทางเข้ามาช่วยเหลืองานได้สะดวก

ช่วยแบ่งภาระหนักอึ้งที่ศูนย์อพยพเฉพาะกิจกำลังล้าเต็มที

จ๋อม จ๋อม จ๋อม

« « Prev : วันที่ฉันทนากลับมาถึงบ้าน

Next : เปาฮือลาว » »


ผู้ใช้ Facebook สามารถให้ความเห็นที่นี่ได้ โดยกด Like เพื่อแสดงตัว

8 ความคิดเห็น

  • #1 อุ๊ยสร้อย ให้ความคิดเห็นเมื่อ 21 ตุลาคม 2011 เวลา 3:55

    เห็นด้วยค่ะ ครูบา

    ตอนที่เห็นน้ำท่วมภาคเหนือตอนบน เคยสงสัยว่า รัฐบาลเคยมีแนวคิดไหมว่าจะจัดที่พักเช่นโรงแรมในจังหวัดที่น้ำไม่ท่วมให้ชาวบ้านโดยจัดเป็นศูนย์อพยพชั่วคราว หนึ่งห้องหนึ่งครอบครัว ..บริการเสริมไม่ต้องก็ได้ แต่มีอาหารและที่นอนแต่ก็มีคนบอกว่า เป็นไปไม่ได้หรอกเพราะไม่เคยเห็นรัฐบาลชุดไหนทำ….อืม…. พอเห็นทหารมีแนวคิดจัดที่พักในค่ายให้ …รู้สึกว่าได้ใจมากเลย

    ถึงตอนนี้ ถ้าดูระยะยาวแล้ว คงไม่มีใครอยากรับความช่วยเหลือไปตลอด

    การจัดหาที่พักที่ให้คนที่บ้านน้ำท่วม เรือกสวนไร่นาจมน้ำ ได้มีที่นอนอุ่น มีกิจกรรมทำในสวนในบรรยากาศที่ไม่เครียดไม่แออัดจนต้องมองหน้ากันไปมองหน้ากันมาในศูนย์อพยพ แต่มีที่ทางให้ได้ลงมือช่วยตัวเองเรื่องกินอยู่บ้าง …จะบรรเทาเรื่องความเครียดความกลุ้มกังวลไปได้ระดับหนึ่งเลยค่ะ

    ถ้าตามแนวคิดของครูบาที่ว่าเอาวัดเป็นศูนย์อพยพ ก็เห็นด้วยค่ะ วัดมีมากมายกระจายทั่วประเทศ….ในยามนี้ถ้าหากว่าสามารถเป็นที่พักพิงทั้งกายและใจได้ คงจะวิเศษไม่น้อยค่ะ

  • #2 สาวตา ให้ความคิดเห็นเมื่อ 21 ตุลาคม 2011 เวลา 6:56

    ขอแลกเปลี่ยนประสบการณ์นะคะพ่อครู ถ้าเข้าใจคนที่โดนน้ำท่วมแบบเข้าไปนั่งอยู่ในใจ โดยเฉพาะคนที่ปากกัดตีถีบมานานกว่าจะตั้งตัวได้ มีบ้านอยู่ มีของใช้ ผูกพันกับบ้านที่ตัวเองอยู่ ศูนย์อพยพที่พวกเขาต้องการมากที่สุด คือ ที่นอน ที่มีกิน ที่เข้าไปยัง “บ้าน” ได้เร็วที่สุด เดินทางสั้นที่สุดแหละค่ะ

    มีแต่คนที่มีทางเลือก พร้อมที่จะช่วยคนเอง พึ่งตัวเองได้ และพร้อมจะช่วยคนอื่นด้วย ที่จะยินดีกับศูนย์อพยพที่ไกลบ้าน เพื่อปลดห่วงจากสมาชิกครอบครัว ในยามที่ต้องการเวลาไปดูแลคนอื่น

    ยามนี้น่าจะเปิดทางช่วยเหลือ หาที่อยู่อาศัยชั่วคราว สำหรับรับฝากผู้สูงอายุและเด็กไว้ดูแล เพื่อให้คนที่ยังมีแรงทำอะไรได้ หายพะวง ได้ตั้งสติวางแผนให้ครอบครัวได้เต็มที่ มีที่ให้แจ้ง-ขอความช่วยเหลือในด้านต่างๆที่จัดการเองไม่ได้ ด้วยเหตุแห่งความรู้ไม่พอใช้ไว้ให้พึ่งพา จะช่วยบรรเทาความเครียดได้มาก

    เห็นด้วยกับน้องสร้อยว่า วัดจะเป็นที่พึ่งทางใจได้ดีในยามนี้ ถ้าพักพิงได้ทั้งกายและใจแจ๋วเลย แต่ก็ควรมีทีมเข้าไปช่วยเหลือพระ ในการจัดการให้เกิดความเป็นระบบ ให้ได้ลิ้มความสะอาด อยู่อุ่น นอนอิ่ม ไว้รองรับพระ และต้อนรับคนที่นำเข้าไปด้วย ให้เกิดกิจกรรมพัฒนาวัดไปด้วย จะเป็นเรื่องดีๆที่เกิดขึ้นในยามนี้แทนที่

    ถ้าวัดเป็นพื้นที่โดนน้ำท่วมด้วย หรือเป็นวัดที่สงบเงียบมาก่อน แล้วมาพลุกพล่าน พระเองก็ต้องการการดูแลทางใจด้วยเช่นกันนะคะ

  • #3 sutthinun ให้ความคิดเห็นเมื่อ 21 ตุลาคม 2011 เวลา 7:46

    1 รัฐฯ ควรจัดงบประมาณให้วิทยาลัยเทคนิค หรือหน่วยงานอื่นเร่งผลิตเรือไฟเบอร์ ส่งคนไปสอน ส่งคนไปฝึกการผลิต เรือจำเป็นต้องใช้ด่วนจำนวนมาก จะมารอขอบริจาค ขอชาวเรือช่วยในยามวิกฤติอย่างนี้มันทื่อๆเกินไป มีกลไกในมือก็ควรจะบริหารความเสี่ยงให้เป็น
    2 เรื่องการอพยพแบบเหมาะสม เริ่งตั้งศูนย์รองรับที่จังหวัดรอบนอก รีบจัดตั้งทีมงานประสาน ทีมดำเนินการ ให้จังหวัด วัฒนธรรมจังหวัด ป้องกันจังหวัด ออกไปประสาน/เร่งทำงาน
    3 วางแผนอพพยคนไปสู่ค่ายอพยพต่างจังหวัด ในข้อ(2) รีบจัดตั้งให้คนเห็นความเหมาะสม คนที่มีความจำเป็นก็จะแยกแยะเขาเอง ว่าควรจะเคลื่อนไปที่ไหนอย่างไร ก็คงมีคนที่ต้องการไป และคนที่เฝ้าที่เดิม รัฐฯควรมีทางออก คำตอบ ทางเลือก ที่ชัดเจน
    4 เรื่องน้ำ อาหาร จะดำเนินการวางระบบอย่างไร ถ้าเป็นอีสาน คนงาน มีข้าวเหนียวนึ่งคนละปั้นก็บรรเทาได้ แต่คนกรุงจะต้องคิดและทำอย่างไร อย่ามุ่งไปที่อาหารกล่อง ให้มองการผลิตอาหารยามสงคราม กินไม่อร่อย ยังดีกว่าไม่มีอะไรจะกิน
    5 เรื่องเจ็บป่วย จะลำเลียงคนไปยังโรงพยาบาลที่อยู่ต่างจังหวัดอย่างไร โรคเครียดถึงกับยิงกันตายมาแล้ว
    6 สรุปวิกฤติ แจ้งความจริง วันนี้มีโลงผุผีแตกลอยฟ่อง
    7 โรคสับสน โรควิตกจริต หมอ พระ นักจิตวิทยา จะออกมาช่วยกันอย่างไร ควรมีแผนกวางแผนดำเนินการในเรื่องนี้
    8 คนไทยช่วยกันคิดเรื่องดูแลพี่น้องยามฉุกเฉิน คิดๆๆๆหาทางออก ทางเลือก วางแผนในระยะยาว 3 เดือน 6 เดือนเป็นอย่างน้อย
    9 พรุ่งนี้ น้ำจะท่วมบางกอกหนักกว่านี้อีก มีแผนจะหนีสุดขีดอย่างไร คนเป็นหมื่นๆแสนๆ จำนวนคนที่กระทบมากกว่าต่างจังหวัดมากนัก ควรเปลี่ยนวิธีรายงานข่าว มุ่งเรื่องจะขนคนออกต่างจังหวัดเป็นสำคัญ
    10 รัฐฯควรมีคณะทำงานเป็นเรื่องๆ ให้ชัดเจน ใครเป็นเจ้าภาพอะไร รัฐฯ ต้องเป็นหลัก ส่วนความช่วยเหลือภาคสังคมถือเป็นส่วนเสริม ส่วนที่เป็นหลักไม่มี ไม่เห็น โธ่ๆๆๆ

  • #4 sutthinun ให้ความคิดเห็นเมื่อ 21 ตุลาคม 2011 เวลา 8:50

    โห ท่านประชา พรหมนอก ออกข่าวเช้านี้
    รัฐบาลมีแผนรองรับอยู่แล้ว ถ้าเกิดวิกฤติขนาดป้องกันอะไรไม่ได้
    แต่แถลงไม่ได้ เกรงว่าจะแตกตื่นเหยียบกันตายกระมัง
    การที่ไม่ทยอยบอกข่าวเป็นระยะ ให้ความจริง
    มาอั้นเอาไว้ รอวันฝีแตก มันก็วิกฤติสุดขีดอย่างนี้ละครับ

    น้ำซึม ออกมาจากด้านล่างกระสอบทราย
    แต่น้ำตาซึม ไหลมาจากข้างบน

  • #5 Logos ให้ความคิดเห็นเมื่อ 21 ตุลาคม 2011 เวลา 9:48

    สงสัยจะเป็นวิทยายุทธที่ลึกล้ำมากครับ เหมือนฝรั่งว่า KISS คราวนี้คงเป็นปรัญชาไทยว่า “ตคตมกผก” (ตัว-ใคร-ตัว-มัน-สระอู-เผ่น-ก่อน)

  • #6 sutthinun ให้ความคิดเห็นเมื่อ 21 ตุลาคม 2011 เวลา 10:46

    หลวงพ่อโกย มาตรการข้ันสุดท้าย.

  • #7 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 21 ตุลาคม 2011 เวลา 12:15

    จากคนที่ลงพื้นที่ขอเสนอผ่ากลางปล้องปัญหาค่ะพ่อครู
    เสนอให้รบ.ประกาศหยุดงาน-รร. สักยี่สิบวันก็ได้ เอาคนออกจากกทม.-ปริมณฑลให้หมด ใครมีพี่น้องต่างจังหวัดกลับไปอยู่กับเค้าก่อน เอาให้เหลือพื้นที่เมืองพอใช้รับน้ำ-ชะลอน้ำ เพื่อผันลงให้เร็วที่สุด เพราะทุกวันนี้ทุกพื้นที่มีปัญหาเรื่องคน+ของ มันเกะกะไปหมดค่ะ คนที่ต้องช่วยก็เยอะ คนที่ลงไปช่วยก็เยอะ ของก็มากมาย ในขณะที่การจัดการมีไม่พอ

    เอาคนออกให้เหลือน้อยที่สุด จะเห็นภาพการจัดการเยอะขึ้นค่ะ สงกรานต์ กทม.ยังว่างได้เลย แล้วทุ่มกำลังลงไป หาทางเอาน้ำออกให้เร็ว สิ่งที่ต้องทำ ต้องคิดจะมีน้อยกว่ามะรุมมะตุ้มกับทุกปัญหาอย่างกับลิงแก้แหแบบนี้ค่ะ

  • #8 sutthinun ให้ความคิดเห็นเมื่อ 21 ตุลาคม 2011 เวลา 12:35

    ความคิดนี้เข้าท่ามาก
    ลดคน ลดปัญหา
    ยกตัวอย่างเปรียบเทียบระหว่างสงกรานต์ชัดเจน
    น่าดำเนินการถึงจะช้าไปบ้าง
    รัฐฯก็ควรจะฟันธงได้แล้ว
    ไม่รู้รัฐฯจะเห็นจุดพิเศษนี้หรือเปล่า
    เสนอๆๆๆ เพี๊ยงๆๆๆ

    วันนี้หลายโรงเรียนเริ่มประกาศปิดบ้างแล้ว


แสดงความคิดเห็น

ท่านอยากจะเข้าระบบหรือไม่


*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Click to hear an audio file of the anti-spam word


Main: 0.046318054199219 sec
Sidebar: 0.047707080841064 sec