ใครไม่เหงาเอามือลง

อ่าน: 1396

เฮอ รอดตายแล้วพี่น้อง ที่หายๆไป ไปนั่งปั่นต้นฉบับ ที่เขียนร่วมกันกับ พระอาจารย์ไร้กรอบคนละครึ่งเล่ม (จากนาซาสู่รากหญ้า จากรากหญ้าสู่นาซา) ที่ยี่ยักยี่หย่อนมานาน ต้นฉบับของอาจารย์เสร็จแล้ว มืออาชีพลุยคืนเดียวก็เรียบร้อย ผมเป็นเณรน้อยต้องค่อยๆสาระเนไปเรื่อยๆ ไปทดสอบลูกล่อลูกชนในFACE BOOK เพื่อหยั่งดูทิศทางลมผู้อ่าน อิ อิ

บัดนี้ เสร็จแล้ว

คาดว่าจะพิมพ์เรียบร้อยก่อนปีใหม่

แล้วจะส่งมาให้ นะ คนดี

ตอนล่าสุด ..ใครไม่เหงาเอามือลง

ในโลกใบนี้ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่อาจตีราคาประเมินเป็นมูลค่าได้ แต่เราก็ชอบประเมินอะไรเป็นตัวเงินที่มนุษย์สมมุติขึ้น แบ่งกั้นตัวเองไปต่างๆนานา ทำให้มนุษย์เข้าไม่ถึง จึงทำอะไรด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ อาจจะเป็นเพราะเราอาศัยอยู่กับสังคมที่หยาบกระด้าง ทำให้ตาบอดสีใจบูดบึ้ง จะทำอะไรก็เอาความต้องการของตนเป็นที่ตั้ง ทั้งๆที่สิ่งมีชีวิตบนโลกนี้ต่างก็มีสิทธิ์มีส่วนเท่าเทียมกันกับมนุษย์นั่นแหละ การเห็นแก่ได้เห็นแก่ตัวทำให้มนุษย์ทึกทักเอาว่าโลกนี้เป็นของตน จัดการแบ่งโฉนด แบ่งพื้นที่ แบ่งประเทศ แล้วก็ในวงล้อมที่ตัวเองขีดขอบขังไว้

นกไม่มีโฉนด ไม่มีประเทศ

ไซบีเรียหนาวนักก็ชวนกันบินมาอาบแดดในประเทศไทย

แต่เราไม่ใช่นก ก็เอาเถอะนะ เมื่อถลำลึกกันมาจนถึงชั้นนี้แล้ว

จะถอยหลังก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นตรงไหน

อิสระในชีวิตในใจเธอมีอยู่แล้ว

ลองสังเกตดอกไม้ที่แอบเบ่งบานนั่นสิ

ดอกแก้วขาวสะอาดเบิกบานชูช่อส่งกลิ่นหอมกรุ่น

ทยอยร่วงผล็อยโรยลงบนพื้นบ้าน

นางฟ้าที่ไหนหนอใจดีมาโปรยปรายดอกไม้ให้เรา

สวยจนเมินไม้กวาด..

เราจะปัดกวดบรรณาการจากสวรรค์ได้อย่างไรเล่า

ขอชมดอกแก้วดอกแล้วดอกเล่าปูพรมชานบ้านจนเป็นสวรรค์บนดิน

ถ้าใจเราสัมผัสความงดงามกับสิ่งรอบๆตัวก็จะรู้ว่า..

ชีวิตนั้นเกาะเกี่ยวกับธรรมชาติไม่น้อยกว่าพลาสติก เหล็ก ปูน กระดาษ

ถ้าซึมซับความดีที่มีอยู่ในโลกไม่ได้

จะเอาแต่โหยหาความดี ความงาม ความสงบสุข ลมๆแล้งๆ

เข้าไม่ถึง เข้าไม่ได้ ด้วยหัวใจเป็นพลาสติกไปเสียแล้ว

มิตรภาพก็เหมือนดอกแก้วนั่นแหละเธอ

ประเมินค่าไม่ได้หรอก

นึกจะมาก็มา

คงเป็นลิขิตสวรรค์กระมัง

ปีนี้โชคดีนักที่มีหลานรักเพิ่มขึ้น 2 คน

มีเพื่อนแสนดีที่เพิ่มขึ้นอีกหลายสิบหลายร้อยคน

จะมีมากมีมากี่หมื่นกี่แสนคนก็ไม่ได้เป็นภาระอะไรเลยแม้แต่น้อย

เปิดหน้าFacebook ก็เห็นหน้าตาหลานไทยีส ตาแป๋ว

แค่นี้ก็ปลื้มสุขแล้ว

ความสุขนี่นะ บทจะหาได้ง่ายก็ง่าย

บทจะหาได้ยาก ก็อย่างยากเลยนะเธอ

ขึ้นอยู่กับเครื่องเปิดเครื่องรับจะจูนคลื่นได้ดี

รีโมท ถ้ากดไม่ตรงช่องก็ดูภาพไม่ได้

ฉันใดก็ฉันนั้น

อย่านำพาหัวใจหลงเข้าป่าเข้าดงคอนกรีตจนไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน

วางตัววางใจให้อยู่ง่ายๆเบาๆสบายๆได้นี่หน่า..

ทำไมไม่ทำละ

· มีเหตุผลที่จะต้องทำให้ชีวิตพัวพันกับทุกข์อย่างนั้นหรือ

· บางคนอกหัก..เมาหัวราน้ำ

· ถูกกระทบกระเทียบว่าเมาเหมือนหมา

· ที่จริง..ไม่มีหมาตัวไหนมันเมาหรอกนะ

เพิ่งจะรู้ว่าไอโฟนนี่นะ

เพื่อนคนไหนจะ ส่งข้อมูล รูปส่ง ส่งเพลง อะไรมาให้ก็ได้

เขาไม่บอกว่าเป็นใครนี่สิ..

แอบส่งเพลงมาให้ท่ามกลางความเงียบสงัด

ไอโฟน>> ส่งความเหงาก็ได้ด้วยยย..

ใครหนอ..มาล้วงตับคนเหงา..

เธอส่งเพลงมาอีกแล้ว

ไม่รู้จักชื่อเพลงนี้หรอกหนา..

นอนฟังหลายรอบไม่รู้ ต้นเพลง-กลาง-หรือท่อนท้าย

ได้แต่ฟังวนเวียนหลายร้อยรอบ ฟังดูสิครับ > >

อยู่ตรงนั้นเธอเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ ฝากเพลงนี้ให้ไปถามเธอดู อยากจะรู้ในความเป็นไป เธอยังคิดถึงฉันทุกนาทีหรือเปล่า เธอยังจำเรื่องเราในวันวานได้หรือไม่ เธอยังมีใจให้ฉันคนเดียว อยู่รอฉันแค่คนเดียว เธอยังเป็นเหมือนเดิมอยู่ใช่ไหม เธอยังคิดถึงฉันทุกเวลาหรือเปล่า

..ฉันยังเป็นคนที่รักเธอหมดใจ ฉันยังได้แต่คิดถึงเธอเรื่อยไป ฉันยืนดูรูปถ่ายที่เราชิดใกล้อยู่ทุกวัน ฉันยังรอคอยเธอกลับมา..

เพื่อนคนไหนหนอ ทำไมเหงาเศร้าได้ถึงเพียงนี้ เว้าวอนผ่านเสียงเพลง เหมือนกับจะหาเพื่อนร่วมเหงา ..เธอมาถูกที่แล้วละเพื่อนเอ๋ย เหงาก็เหงา เหงาเสียให้เข็ด เธอได้สิ่งนั้น..แล้วนะ

ถ้าอยู่ใกล้จะกอดปลอบใจ..

แต่นี่ อยู่ไกล อยู่ไหน ก็ไม่รู้ จะทำอะไรได้

ขอล้มตัวนอน ฟังเพลงเงียบๆต่อไป

อยากจะบอกว่า..

ที่นี่..ยินดีเปิดรับฝากความเหงา

มีที่ว่างในใจเยอะที่จะรองรับ..

ฮึฮือ ฮึฮือ..


ตื่นมาหง๋อย..

อ่าน: 1211


นอนอิ่มหนึ่งจึงตื่นมานั่งต๊อกๆ..น่าจะนอนต่อสักนิด แต่คงจะคล้ายๆกับเด็กติดเกมส์กระมัง ชอบออกมานั่งเขียนอะไรเล่นๆ ช่วงที่ฟ้ายังไม่รุ่งสางนั้นเงียบสงบสงัดนัก ..เดินไปเสียบปลักต้มน้ำ หยิบผ้าพันคอที่ลูกสาวซื้อมาให้ เปิดประตูออกไปเด็ดยอดสะระเหน่มาใส่ถ้วยน้ำร้อน เฮ้อ! หอมระเหยชุ่มคอชื่นจิต เมื่อใจกระชุ่มกระชวย ก็พร้อมแล้วที่จะพาความคิดถึงโบยบินไปแอบดูคนนอนคุดคู้

..ฝันดีกันบ้างไหมหนอ

..ขอให้ตื่นมาพบวันใหม่ที่อบอุ่นใจเหมือนแสงอรุณฉาย

..อาบแดดเช้าสักแวบหนึ่งเพิ่มพลังสุริยะเทพ

..ประคองอารมณ์ให้ราบรื่นตลอดวันนี้นะน้อง

คนเรามีเวลากำจัดกันทุกคน 20ปี 50ปี 70ปี 80ปี 90ปี ใครโชคดีก็ได้ผ่านช่วงวัยเด็กที่สนุก วัยหนุ่มสาวที่ซู่ซ่า วัยก่อร่างสร้างตัว แล้วเข้าสู่วัยรำพึงรำพัน ถ้าย้อนหลังไปดู เราอาจจะเสียดายที่ไม่ได้ทำอะไรเท่าที่ควร กาลเวลาเดินหน้าตลอด ไม่อาจที่จะย้อนกลับไปซ่อมแซมอดีตได้ ยังดีที่เรามาอยู่ร่วมสมัยในยุคออนไลน์ อย่างน้อยก็ได้ถ่ายเทเรื่องค้างคิดค้างใจฝากไว้ให้คนระหว่างทางผ่านได้บ้าง เปรียบเสมือนโอ่งดินบรรจุน้ำเย็นไว้มุมบ้าน มีกระบวยห้อยไว้ข้างๆ คนจรผ่านมาได้อาศัยดื่มดับกระหาย ฟื้นเรี่ยวแรงก้าวเดินต่อไปให้บรรลุเจตนารมณ์

ไก่ต๊อกที่เกาะกิ่งไม้นอนข้างบ้าน

ส่งเสียงจิกๆจักๆ

ไม่รู้ว่าละเมอหรือปลุกกันตื่น

ถ้าแสงไฟไปรบกวนยามนิทราก็ขออภัยด้วยเพื่อนเอย

คืนนี้ยากจะสะกดใจ คิดถึงคนไกลที่อยู่สุดหล้าฟ้าเขียว

คิดที่ไรก็เสียดายที่ทำให้เธอเสียใจ

บาปนี้ติดใจแกะยังไงก็ไม่ออก

ขอโทษก็ไม่ได้..เพราะห่างไกลจนไม่รู้เธอไปอยู่ ณ สวรรค์ชั้นไหน

น้อยใจแค่ไหนหนอ..ไม่ยอมแม้แต่จะเข้ามาในความฝันสักครั้งเดียว

ไม่รู้จะติดต่อ..ท่านสตีฟจอบส์..ได้ยังไง

ถ้าเจอคนผุดผ่องยิ้มพราย เอาแต่อายพูดน้อยๆ

ช่วยบอกเธอด้วยว่า..คนป่าคิดถึงสม่ำเสมอ

อยากจะเจอสักครั้ง

จะมาหา หรือจะให้ไปหา

ไม่ว่าที่ดาวดวงไหน ไ ก ล แ ส น ไ ก ล กี่ ล้ า น ปี แ ส ง

ก็ จ ะ ไ ป . .

ความหลัง ความเสียดาย ที่เกาะกุมอยู่ตลอด

จึงเป็นสิ่งที่อยากจะบอกคุณเธอทั้งหลายว่า..

อย่ามองข้ามคนดีที่เขามีความภักดีให้เธอ

ทะนุถนอมและเข้าใจกันให้เนียนสนิท

จะได้ไม่ต้องมานั่งเย็นชืดเว้าวอนผีป่าเทวดานางไม้ ณ เวลานี้

แผลใจนั้นพึ่งยาแดงหรือเทนโซพาสไม่ได้หรอก..

นอกจากรักษาไม่ได้แล้ว ลืมก็ไม่ได้ด้วย

คนเรา..ยังมีอะไรน่าเวทนา..กว่านี้อีกหรือ..

มีถ้วยชา 2 ใบ แต่ทำไหม..นั่งดื่มอยู่คนเดียว ฮึฮือ ฮึฮือ


ย้ายดีกว่า

อ่าน: 976

พม่าย้ายเมืองหลวง ภายในไม่กี่ปีก็เรียบร้อย ข้อดีก็คือจะได้วางผังเมืองใหม่หมดทั้งระบบ ออกแบบให้มันเรียบร้อยทุกด้าน ลงมือทำเป็นขั้นเป็นตอน กรุงร่างกุ้งไม่ได้มีปัญหาจนตาเหลือกเหมือนพี่ไทย เขาก็ยังคิดทำอะไรๆให้มันพัฒนาแบบยั่งยืน สามารถวิ่งเข้าลู่เป็นมหานครสมัยใหม่ เขาไม่เซ่อปรับปรุงซากเน่าๆเมืองเก่าให้เสียเวลา

หันมาดูไทยแลนด์ดินแดนแ-ดกทุกอย่างที่ขวางหน้า พวกไม่มีน้ำยามันก็คิดและทำแบบย่ำแหยะ คนบางกอกอยู่อย่างทุกข์ทรมานด้วยกันทั้งนั้นแหละ ทำเป็นเฉิดฉายไปอย่างนั้นเอง คุณภาพชีวิตไม่มีหร๊อก..

หน้าฉากดูดีทั้งนั้น

แต่หลังฉากเฮอะไม่อยากจะเซด

การคิดขยับขยายย้ายเมืองหลวง กับการทุ่มเทปฏิสังขรณ์เหมือนที่ไอ่จิ้งโกร่งมันคุย จะป้องกันภัยธรรมชาติให้ได้อย่างเบ็ดเสร็จภายในปีหน้า แหม.. ขี้ฟันมันเหม็นกระจายฟุ้งมาจนถึงที่นี่ คิดว่าเราขี้โม้แล้ว มันโม้เก่งกว่าล้านเท่า ถ้าเอางบที่มันจะสร้างกำแพงล้อมแอ่งกระทะเมืองเน่าๆนี้ แบ่งไปสร้างเมืองหลวงใหม่ ภายใน 15 ปี น่าจะเห็นหน้าเห็นหลัง

แล้วบางกอกละจะทำยังไง..เมื่อมันแบ่งสรรทุกอย่างไปเมืองใหม่ เมืองหลวงเก่าก็จะไม่แออัด ค่อยๆปรับปรุงให้เป็นเมืองท่องเที่ยว ถ้าน้ำท่วมมากก็ปรับให้เป็นเวนิชตะวันออกเสียเลย น้ำมาแค่ไหนก็ไม่ต้องกลัว เป็นผลดีต่อเมืองบริวารที่อยู่ตอนเหนือด้วย ฤดูน้ำหลาก>> น้ำตรงลิ่วมาได้ไม่ติดขัดอะไร

ทำธุรกิจด้านการท่องเที่ยวทางน้ำ ทำเรื่องค้าๆขายๆ ก็ว่ากันไป

กระทรวง/กรมกอง/ส่วนของราชการทั้งหมดไปอยู่เมืองหลวงใหม่

ถ้าตรงนี้ออกไปอย่างอื่นก็เฮโลตามไปเอง

ปัญหาเชิงโครงสร้างจะสามารถปรับอะไรได้อย่างสะดวกใจ กรุงเทพเหลวเละเกินไปจนไม่คุ้มที่จะปฏิสังขรณ์ จะรอให้เกิดสงครามโลก มีระเบิดมาถล่มพังพินาศ ค่อยถือโอกาสสร้างใหม่ก็คงจะนานเกินไป ย้าย ไม่ย้าย ย้าย ไม่ย้าย..

เป็นเรื่องยากและใหญ่ แต่ถ้ามีเหตุสุดวิสัย และมีวิสัยทัศน์เชิงรุก ปัญหาสุกงอมจนจะต้องย้ายก็คงได้ย้าย โจทย์ข้อนี้อยู่ในใจของผู้คนหลายคณะหลายฝ่าย ไม่แน่นะเธอ..ตอนนี้มันอาจจะซุ่มทำโปรเจ็คนี้ไปไกลแล้วก็ได้ สั่งลูกเอ้กว้านซื้อที่ดินไปตุนไว้แล้วก็ได้ ราคาที่ดินบ้านนอกมันออกอาการแปลกๆ

ถามว่า..ถ้ามันไม่ยอมย้ายละ

แหม..จะไปวอรี่อะไร?

เราก็ย้ายตัวเองสิครับ

พี่น้องแซ่เฮที่อยู่บางกอกควรจะคิดๆๆๆเรื่องนี้ไว้บ้าง

บ้านลูกสาวท่านบางทราย

ถ้าปีหน้าท่วมอีกก็เผ่นเถอะ

จะไปอยู่ให้ขี้ไคเกาะทำไม

กลับบ้านเฮา..เสียงคูณดอกแคนรออยู่..อิ อิ

ช่วงนี้อยากชวนรอกอดมาดู

กลอย-เผือก-มัน-กล้วย-มะละกอ กองกันอยู่เต็มสวน

ยุไอ่แห้วมาปลูกเสาวรสใส่ต้นไม้ใหญ่สัก 5,000 ต้น

ปลูกมันเลือดสัก 1,000 ต้น

ปลูกกลอยสัก 1,000 ต้น

แค่นี้ก็เก็บจนตับแลบแล้ว

ตะกี้มีพวกเวียดนามมาหา

ไม่รู้ใครไปหลอกมันว่าที่นี่เป็นฟาร์มเลี้ยงแพะขนาดใหญ่

มันจะมาเหมาซื้อแพะไม่อั้นให้ราคาดี

โธ่ๆๆๆ มีที่ไหนแพะ ร้องแบ๊ๆอยู่ไม่กี่ตัว

ถ้ามันซื้อขี้แพะละพอไหว

จะให้แห้วนั่งนับขี้แพะขาย อิ อิ..


จากรากหญ้าสู่นาซา

อ่าน: 2338


(ถ้ามองเห็นต้นไม้สวยก็ใกล้ความจริงแล้วละครับ)

สรรพสิ่งในโลกนี้พึ่งพากันในทุกชีวิต เพียงแต่คมชัดลึกกับเรื่องเหล่านี้เราก็จะซึมซับอยู่แล้ว ความสำคัญขึ้นอยู่กับคุณภาพของไมตรี จุดพอดีพอได้พอใจหาให้เจอ รายละเอียดขึ้นอยู่กับต้นทุนแต่ละคนจะคิดจะมอง ซึ่งไม่มีอะไรผิดอะไรถูกหรอกนะ ความเป็นไปเป็นมาสัมพันธภาพชีวิตกับสภาพสังคมที่อยู่รอบตัว เป็นพิมพ์เขียวส่วนตัวของใครของมัน อาจจะเกี่ยวกับ-ค่านิยม-นิสัย-ความรู้ความคิด-ประสบการณ์-ล้วนเป็นตัวแปรทั้งนั้นนะเธอ

ถ้าเปิดกว้างที่จะเรียนให้รู้ว่า “เจ้าเป็นไผ”

เราก็จะค่อยๆเก็บความเข้าใจตัวเองและคนอื่นมากขึ้น

เมื่อรู้แล้วจะวางน้ำหนัก “คำว่ารู้จัก” รู้จริง รู้แจ้ง อย่างไร

เพื่อนรัก-เพื่อนสนิท-คนรู้จัก-คนที่รู้ใจ

ความเข้าใจ จะพัฒนาไปเป็นความตั้งใจ

ตั้งใจที่จะดูแลความรู้สึกของกันและกัน

ใครไม่มีเพื่อนสนิทน่าเศร้านัก

เพื่อนเป็นอะไรๆที่มากกว่าจะตั้งคำจำกัดความ

อุ้ยจันตา เคยบอกว่า >>

ยามเหงาเศร้าก็มีคนเล่าเรื่องให้หัวเราะ

ยามต้องการคนปะเลาะ..ก็มีบ่าให้ซับน้ำตา

กวีวรรคทองบอกว่า..

โลกแสนกว้างแต่ทำไมมองไปแคบ

มุมเคยแอบซับน้ำตาหาไม่ได้

อกที่เคยซุกอุ่นหมุนเปลี่ยนไป

จุดที่จับจองไว้ไม่ว่างแล้ว

เราควรจะมีเพื่อนอย่างน้อยสักร้อยคน ผมมีคุณป้าคุณลุงคุณน้าคุณอาแห่งชาติ มีลูกสาวหลานสาวแห่งชาติ ลองย่องไปดูที่กลุ่มเฮฮาศาสตร์ จะเห็นใบหน้าเปื้อนยิ้มเบิกบานเป็นจานเชิง เจอกันหม่องไหนก็จะโผกอดกันอุ้มลุ่ม..

มีแม่เหล็กแห่งความคิดถึงดึงดูดเข้าหากัน

ช่วงมีลมหายใจนี่แหละเพื่อนเอ๋ย อย่าเมินเฉยกับนาทีทองของชีวิต คุยกันบ้าง พบปะกันบ้าง.. ช่วงน้ำท่วมที่ใครๆทุกขเวทนา ผมกลับได้สิ่งตรงกันข้าม ลูกฮักชาวกรุงอพยพมาอยู่ด้วย ก่อนหน้านั้นเธอก็เคยมา แต่มาแบบไฟลนก้น รีบไปรีบกลับเพื่อจะบอกตัวเองว่าได้มา จึงสัมผัสชีวิตชีวาวิถีอีสานแบบผิวเผิน มาคราวนี้อยากจะทำอะไรก็ได้ทำจนจุใจ

ตื่นเช้าๆหิ้วตะกร้าเดินโฉบฉายรอบบ้าน ท่ามกลางแดดอุ่นลมเย็นๆเห็นนกเขาป่ามาคันคูโชว์ลูกคอ รับบรรณาการจากสวรรค์ที่มอบให้แก่มวลมนุษย์ ไม่ต้องตาตื่นแต่งตัวเพื่อไปเอือมระอากับไฟเขียว-ไฟแดงตามสี่แยก สิ้นเปลืองเวลาของชีวิตไปอย่างสิ้นท่า จะทำยังไงได้ บางคนบอกว่า..มันถลำมาแล้วนี่..

ชีวิตอยู่ในกำมือเรา

จะกำหรือจะแบ ก็แค่นั้น>>แค่นี้จริงๆ

โลกอยู่มาไม่รู้กี่ล้านๆๆๆๆๆปี

ถ้าเทียบกับอายุโลกกับอายุของเรา ก็คงแว๊บเดียวเท่านั้น

เอาเวลาล้านๆปีหารกับเวลาหนึ่งร้อยปี

มันยิ่งกว่าเม็ดทรายในทะเลทรายเสียอีก


(ฝีมือแห้วคั้นน้ำเสาวรสเรียงล่ายซ่ายทุกวัน)

คุณแห้วมาพำนักอยู่ที่นี่ > >

แรกๆเห็นผลเสาวรสหล่นเกลื่อนดิน

เธอรีบเก็บๆๆ..เต็มตะกร้า อ้าว !

ทำไมมันมากอย่างนี้ละค่ะพ่อ

ไม่รู้สิ

พ่อขุดเอาต้นอ่อนไปปลูกข้างๆต้นไม้ใหญ่

หลังจากนั้นก็ไม่ได้ทำอะไรเลย

เสาวรสค่อยๆเติบโตโอบกอดต้นไม้ขึ้นไปกิ่งโน้นกิ่งนี้

แล้วก็ออกดอกสวยๆ

ติดผลกลมๆใสๆเรียงตามลำดับไหล่ข้อเถาว์

และแล้วมหกรรมลูกเหลืองๆก็ทยอยหล่น ตุ บ ตั บ ทุ ก วั น

ถ้าเอาไปคั้นน้ำผลไม้ขาย

1 ผล/ 1 แก้ว น่าจะได้ประมาณวันละ 100 แก้ว

ถ้าผสมให้เจือจางแบบร้านเครื่องดื่มน่าจะได้ประมาณ 500 แก้ว

โอ้โห ! ทำไมมันง่ายอย่างนี้ละพ่อ

ความยากง่ายมันมีอยู่แล้วในธรรมชาติ

อยู่ที่คนเราจะเลือกอย่างหนักๆ หรืออย่างเบาๆ

พ่อเป็นคนขี้เกียจ..ก็ออกแบบทำอะไรๆตามประสาชะลอหลังยาว

อ า ศั ย ต้ น ไ ม้ กิ น ไ ป วั น ๆ

ผักหญ้าภักษาหารมีอยู่รอบบ้าน

มะละกอสุกที่อยู่สูงๆเป็นอาหารของกระแตและนก

เก็บลูกที่เอื้อมถึงก็หิ้วจนแอ่นเอามาฝากไก่ และนกกระจอกเทศ

ผมแอบดูแห้วเงียบๆ ดูสิว่าแต่ละวันเธอจะทำอะไรในวาระที่ชีวิตมีอิสระ ไม่อยู่ในกรอบ ไม่อยู่ในกติกาที่คนอื่นตั้งให้ ลองมาใช้ชีวิตบางเบา เว้นวรรควิถีมนุษย์เงินเดือน โยนตารางทุกชนิดออกไปจากสาระบบเดิมๆ เธอได้เป็นตัวของตัวเองครั้งแรกในชีวิต แรกๆเธอก็เก็บเสาวรสทุกวัน เข้าครัวเอามีดมาผ่าแคะเนื้อใส่กะละมัง แล้วกรองด้วยผ้าตาข่ายเอาน้ำสีเหลืองใส่ขวดแช่เต็มตู้เย็น

เธอแอบปรุงรสตามชอบ

เติมเกลือนิดน้ำผึ้งหน่อยค่อยๆชื่นชิม

ลิ้มรสอย่างออกรสออกชาติด้วยฝีมือตัวเองล้วนๆ

ชิมเอง อร่อยเอง เข้าห้องน้ำเอง..

เช้า-เที่ยง-เย็น หลังอาหารทุกมื้อ

ผ่านไป10วัน เธอบอกว่าน้ำหนักลดไปหลายกิโล

เมื่อชิมทุกวันก็เกิดความคุ้นชิน

ช่วงว่างตอนบ่ายๆ เธอก็จะหิ้วตะกร้าไปเก็บต้นโน้นต้นนี้ พร้อมกับมาเล่าว่า แหม พ่อ หนูนึกว่าจะมีต้นเดียว ที่ไหนได้ตรงโน้นก็เยอะตรงนี้ก็มาก ไม่มีคนเก็บ ลูกแห้งทิ้งรอยสัตว์แทะก็มาก หนูเสียดาย ..เก็บไม่ไหว เว้นวรรคไปบ้าง 2-3 วันไปเก็บมาหลายเข่ง ตั้งหน้าตั้งตาคั้นน้ำเสาวรส

และแล้วเธอก็ได้เรียนรู้ว่า

เสาวรสที่หล่นมาหลายวัน

จะคั้นน้ำได้ง่ายและหวานหอมอร่อยกว่าลูกสดๆ

อาจจะตรงกับที่ชาวบ้านบอกว่า..ผลไม้เก็บมาไว้ให้มันลืมต้นจะหวาน

เธอเริ่มได้คิดว่า..

การทำงานแบบไม่มีรีบร้อนไม่เป็นหนูถีบจักรมีเหตุผลแฝงเร้น

ง า น เ ก ษ ต ร อิ ง ธ ร ร ม ช า ติ

ง า น อุ ต ส า ห ก ร ร ม อิ ง เ ค รื่ อ ง จั ก ร แ ล ะ ด อ ก เ บี้ ย

ทุกงานมีจุดดีจุดด้อยแตกต่างกัน

(ต้นไม้ต้นเดียวยังเป็นอะไรได้อีกมากนัก)

เธอบอกว่า..โห!พ่อ..มีต้นไม้ใหญ่ๆเป็นพันๆต้น

ถ้าเอาเมล็ดเสาวรสไปหยอดทิ้งไว้ อีกหน่อยเสาวรสก็จะเกิดเต็มป่า เก็บได้วันละหลายรถปิกอัพ ไม่เห็นพ่อต้องไปใส่ปุ๋ยไปดูแลอะไรเลย งานง่ายๆอย่างนี้ทำไมพ่อไม่ทำๆเยอะๆ..ต้นดีปลี ต้นพริกไทย ต้นหวาย ต้นกลอย ต้นมันเลือด ต้นตำลึง ต้นมะระขี้นก ต้นชมจันทร์ ต้นบักอีโกย ต่างปีนป่ายขึ้นตามต้นไม้ พื้นล่างยังมีพืชล้มลุกพืชสมุนไพร ขมิ้นขาว ขิง ข่า ตะไคร้ กระชายดำ ไพล กระเจียว ฯลฯ

ยังมีผักป่าที่หนูไม่รู้จักอีกมาก คนงานบอกว่าบริเวณนี้แหละ..ที่เห็ดละโงก เห็ดน้ำหมาก เห็ดเหลือง เห็ดโคนขึ้นทั่วไป คนแห่มาเก็บกันทั้งวันทั้งคืน เธอเห็นคนงานไปขุดหัวกลอยมาฝานแช่น้ำเกลือไว้ แล้วเอามานึ่งร้อนๆมาให้ชิม โห อย่างนี้ก็มีด้วย ของอร่อยๆทั้งนั้น กลอยต้นหนึ่งๆนึกว่าจะมีไม่กี่หัว กอเดียวนี่แหละขุดออกมาได้เป็นเข่ง ขุด 3 ต้นได้หัวกลอยหนึ่งรถไสน้ำ

วันที่คณะดร.วรภัทร ภู่เจริญ มาเยี่ยม พ่อให้คนงานขุดมันเลือดข้างบ้านโชว์ให้เห็นกันจะๆ .. กอเดียวใช้เวลาขุด2ชั่วโมง กว่าจะขนหัวมันออกมาได้หมด กองมันเลือดที่ว่านี้มีปริมาณ 5 เข่ง น้ำหนักร่วมร้อยกิโล พ่อบอกว่าถ้าไม่พิสูจน์ เดี๋ยวจะหาว่าขี้โม้ จึงต้องทำให้ตาโตโอ้โฮๆกันอย่างนี้

พ่อก็มีวิธีโชว์แบบของพ่อ

ให้แม่หวีเอาหัวมันไปฝานใส่ข้าวต้ม

และทำมันบวชชี

อาคันตุกะบอกว่าอร่อยมาก

ขอแบ่งปันพันธุ์ไปปลูกที่โคราช

ก็พ่อก็หยอดความคิดไว้ว่า..

เอามันเลือดมาผลิตเป็นไอครีมรสใหม่ดีไหม?

เรื่องพวกนี้พ่อคิดมานานแล้ว ทำเงียบๆง่ายๆตามประสาคนขี้เกียจ ถึงเวลาที่พิสูจน์ประมวลผล เราก็จะได้ผลผลิตมาเป็นตัวชี้วัด ว่าถ้าคิดดีอร่อยและอิ่มปากอิ่มท้องแน่ๆ ไม่ต้องทำนาอยู่ในป่าก็มีของอยู่ของกินเพียบ ป่าไม่มีค่าเป็นเพียงซุปเปอร์มาเก็ทอย่างที่เขาพูดกันหรอกนะ

ป่าของพ่อเป็นซุปเปอร์สโตว์

พ่ออยากจะบอกแห้วว่า >>

ถึ ง พ่ อ จ ะ ขี้ เ กี ย จ ยั ง ไ ง

ต้ น ไ ม้ ข อ ง พ่ อ ไ ม่ ไ ด้ ขี้ เ กี ย จ ด้ ว ย นะ

ทุกต้นขยันขันแข็งอย่างมาก

พ่อจะต้องไปขยันแข่งกับต้นไม้ทำไมละแห้ว

พ่อแก่แล้ว..ขอผูกอู่นอนเล่นบ้างเถอะนะ

พ่อค่ะ..หนูไม่อยากให้พ่อเลี้ยงสัตว์เลย ..

แห้วเอ๋ย..เราอยู่กับธรรมชาติ เราควรจะเลียนแบบธรรมชาติ

เธอเห็นไหมในป่ามีแต่ต้นไม้อย่างนั้นรึ

มันเป็นโลกแห่งชีวิตที่สมบูรณ์กว่าของมนุษย์เสียอีก

ความสมดุล.. คือหัวใจของสภาพแวดล้อม

ถ้าขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไปมันก็จะไม่เห็นความเชื่อมโยง

แห้วเห็นไหม

พ่อเลี้ยงวัว เลี้ยงแพะ เลี้ยงนกกระจอกเทศ เลี้ยงปลา เลี้ยงเป็ด ไก่ ห่าน

ก็เลี้ยงแต่พอประมาณ ไม่ได้เลี้ยงบ้าเงินบ้าทองอยากร่ำอยากรวย

พ่อจะรวยไปทำไมละ น อ น อ ยู่ เ ฉ ย ๆ ก็ พ อ มี อ ยู่ มี กิ น

แม่หวีบอกว่า แพะกับนกกระจอกเทศ ชอบกินใบโสม-ใบอ่อมแซบ-ใบกระดุมเงิน ใบกระถินเป็นพิเศษ วัชพืชพวกนี้เป็นผักที่เกิดเองในธรรมชาติ นอกจากประหยัดอร่อยแล้ว ยังปลอดภัยจากสารพิษล้านเปอร์เซ็นต์ ก่อนหน้านี้แห้วเรียกร้องที่จะกินผักกุ่ยฉ่าย แม่หวีเขาก็ปลูกไว้ให้ แต่พอมาเด็ดยอดอ่อมแซบอ่อนผัดกระทะร้อน แห้วลืมผักทุกชนิดในโลก กินได้กินดีไม่เบื่อเอาซะเลย แม่หวีมีแผนที่จะปลูกขยายพืช4ตัวนี้ในแปลงอินทผลัม เพื่อจะไว้ให้คนและสัตว์เจี๊ยะตามอัธยาศัย

(อ่อมแซบ หรือ เบ็ญจขันธ์ เป็นสมุนไพรที่หมอยาพื้นบ้านรู้สรรพคุณดี)

พ่อเลี้ยงวัวไว้เพื่อการวิจัยแบบไทบ้าน ทดลองเอากิ่งไม้ใบไม้ไปให้วัวกิน วัวกินแล้วก็ขี้ออกมาเป็นปุ๋ย พ่อไม่ต้องไปซื้อปุ๋ย ฝนหน้าพ่อจะขนปุ๋ยไปใส่มันเลือด เผือก กลอย เสาวรส ให้ระเบิดระเบลอไปเลย เอาให้คนเก็บเสาวรสเอสเคล็ดเอวอ่อนเลยแหละ ลองนึกดูสิว่า ถ้าปริมาณเสาวรส มันเลือด กลอย เพื่อขึ้น 1 พันเท่า จะเป็นอย่างไร ใครจะมาเก็บ ใครจะมาแปรรูป ใครจะมาเอาไปขาย

ก า ร เ พิ่ ม ผ ล ผ ลิ ต ข อ ง พ่ อ ง่ า ย ดั ง พ ลิ ก ฝ่ า มื อ

ภายในปีหน้านี่แหละพ่อจะทำให้เจ้าเห็น

พ่อคิดเล่นๆ..แต่เอาจริงนะโว้ยยย

เพียงแต่จะต้องมีคนมาช่วยบริหารจัดการผลผลิตประมาณ 10 คน เห็นแล้วยังละว่า ถ้าคิดอย่างแห้วทำอย่างแห้ว พ่อจะต้องเสียสละความขี้เกียจที่อุตส่าห์รักษาไว้อย่างแน่นเหนียวแค่ไหน ยังมีเรื่องต้นไม้ที่จะต้องสางออกมาสร้างบ้านอีกละ ถ้าเอาจริงก็จะต้องมีรายการขายบ้านน็อคดาวน์อีก ถ้าอยากได้เงินก็มาทำเอานะแห้ว

พ่อไม่เงิน แต่มีทุน

ทุนของพ่ออยู่ในอากาศ อยู่ในพื้นดิน อยู่ในใต้ดิน และอยู่ในหัวใจ

เรื่องขี้โม้อย่างนี้ เล่ายังไงก็คงไม่จบหรอกนะเธอ

น้ำหยดลงหิน ทุกวันหินมันยังกร่อน

น้ำท่วมกรุงเที่ยวนี้..ไม่รู้กี่ล้านๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆหยด

หัวใจอ่อนๆของคนกรุงจะไม่ช้ำเลือดช้ำหนองได้อย่างไร

จ า ก ก า ร ส น ท น า ป ร ะ ส า ค น รู้ ใ จ

ผม กับ อาจารย์ วรภัทร ภู่เจริญ

จะชวนตัวหนังสือให้กระโดดออกมาจากหน้ากระดาษ

พระอาจารย์วรภัทร จะเขียนในส่วน จากนาซา สู่รากหญ้า

พ่อจะเขียนในส่วน จากรากหญ้า สู่นาซา

คาดว่าจะพิมพ์เสร็จก่อนปีใหม่

เพื่อเป็น ส...ของขวัญ ของฝาก จากใจของคนขี้เกียจ

โปรด ติดตามด้วยความระทึกระทวยใจ > >


ช่วยๆกันรักประเทศไทยดีไหมครับ

อ่าน: 1046

ตอน ปลูกต้นไม้แล้วได้อะไร

พื้นที่ๆผมมาปักหลักปลูกต้นไม้ ผ่านการปลูกพืชเชิงเดี่ยวมายาวนาน จากที่เคยอุดมสมบูรณ์ปลูกอะไรก็งาม ไม่ว่าจะเป็นข้าวไร่ เดือย ถั่วลิสง ปอ เพราะเพิ่งผ่านการบุกเบิกพื้นที่ใหม่ หลังจากจัดการกับตอไม้และสิ่งรกเรื้อออกไปแล้ว ได้ปลูกสวนนุ่น สมัยนั้นฟ้าฝนก็ดี โรคแมลงก็ไม่มี เทคโนโลยีก็ยังไม่มา ได้เลี้ยงควายฝูงหนึ่งไว้ไถสวน เป็นระยะพึ่งพาตนเอง100%อย่างแท้จริง นุ่นเจริญงอกงามมาก ฝักงามจนบางครั้งกิ่งถึงกับหัก ช่วงที่ดอกนุ่นบานจะมีผึ้งหลวงและผึ้งมิ้มมาอยู่จำนวนมาก เป็นเสมือนฟาร์มเลี้ยงผึ้งโดยธรรมชาติ

เด็กบ้านป่ากินลูกผึ้งน้ำผึ้งเป็นของหวาน

พอผ่านยุคเรื้อสวนนุ่นที่ต้นแก่ผลิตลดลงออกไป มันสำปะหลังก็เข้ามาเป็นตัวเลือกใหม่ เนื่องจากสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป ความชุ่มชื้นน้ำหมอกน้ำค้างหายไป ปุ๋ยในดินก็หดหายไป ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงเริ่มเข้ามาเยือน เกษตรกรช่วงนี้อยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านมาปลูกพืชเชิงเดี่ยวมากขึ้น อ้อย มันสำปะหลัง เป็นตัวเลือก อยู่ที่สูงดินร่วนปนทราย มันสำปะหลังและถั่วลิสงยังปลูกคู่เคียงกัน ตอนท้ายๆลดมาปลูกมันสำปะหลังตัวเดียว แรกๆหัวมันก็เติบโตดี ต่อๆมาหัวมันก็เล็กลงๆ จนเหลือขนาดแขนเด็กๆ

ทำให้ฉุกคิด

ถ้าเราปลูกพืชล้มลุก..เราก็คงล้มลุกคลุกคลานอย่างนี้แหละ

ถ้าปลูกพืชยืนต้น..เราน่าจะยืนหยัดมั่นยืนตลอดไป

คำถามก็คือ..จะปลูกต้นอะไร

มีใครยึดอาชีพปลูกสร้างสวนป่าบ้าง

พบว่า..งานปลูกป่าไม้จะอยู่ในส่วนงานราชการ เช่น ออป. และมีการสัมปทานป่าไม้ให้แก่ภาคเอกชนรายใหญ่บ้าง รายเล็กรายน้อยส่วนมากจะปลูกต้นไม้ตามหัวไร่ปลายนา ยังไม่มีการปลูกอย่างเป็นล่ำเป็นสัน เพราะการปลูกต้นไม้นั้นต้องใช้ทุนใช้เวลานาน ประกอบกับยังไม่มีนโยบายส่งเสริมในเรื่องนี้

ไปขอกู้เงินปลูกป่าไม้ พนักงานธนาคารหัวเราะ

“นับเป็นโครงการที่ดี แต่ธนาคารยังไม่มีนโยบายในเรื่องนี้”

ดังนั้น จึงไม่ต้องสงสัยนะครับว่า ทำไมป่าไม้เมืองไทยจึงอยู่ในสภาพนี้

คนไทยเก่งแต่ตัดไม้ แต่ไม่สนใจที่จะปลูกต้นไม้

เพราะคนไทยมองว่าป่าไม้ต้นไม้เป็นของฟรีมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง

เลือกตัดมาใช้สอยกันสบายๆ ทำไมจะต้องไปปลูกด้วย

รุกป่าตัดไม้ไม่พอยังเผาป่ากันไม่บันยะบันยัง

ในเมืองเชียงใหม่ปลูกต้นยางนา2ข้างทางถนนสารภี-ลำพูนตั้งแต่สมัย ร.5

ในกรุงเทพฯปลูกต้นตะเคียนทองไว้ทำเรือตั้งแต่สมัย ร.1

ในหลวงได้ปลูกไม้ยางนาและไม้อื่นในวังสวนจิตลดา

แต่ก็ยังหาคนยึดอาชีพปลูกสร้างสวนป่าน้อยมาก มาในชั้นหลังๆกรมป่าไม้ได้สนับสนุนเกษตรกรปลูกสร้างสวนป่า ทำให้เกิดเกษตรกรตัวอย่างทางด้านนี้ รับการคัดเลือกไปรับรางวัลเกษตรกรดีเด่นสาขาปลูกสร้างสวนป่า เนื่องในวันพระราชพิธีจรดพระนางคัลแรกนาขวัญที่สนามหลวงทุกปี เกษตรกรบางรายที่มีการพัฒนาการต่อเนื่อง

บางปี FAO.จะคัดเลือกให้รับรางวัลเนื่องในวันอาหารโลก

ในปี พ.ศ. ผมได้รางวัล …

FAO.ไม่ได้ให้เป่าหยิงฉุบแจกรางวัลหรอกนะ

คงมีการติดตามดูว่าใครปลูกและทำอย่างไรมาบ้างพอสมควร

ช่วงที่ตัดสินใจเปลี่ยนผ่านการงานอาชีพ ซึ่งไม่มีลู่ทางหรือปัจจัยเกื้อหนุนอะไรเลย แต่ก็เสี่ยงที่จะทำไปเรียนรู้ไป เพราะอยากจะเป็นทาร์ซานตามที่เคยดูในหนังรถขายยาสมัยเด็ก ประกอบกับที่ดินผืนดังกล่าวร้อนแล้งไม่มีต้นไม้ให้อาศัยร่มเงา ปลูกพืชผักผลไม้ก็ยาก ขุดบ่อน้ำตื้นหรือขุดสระน้ำก็กักเก็บน้ำไม่ได้ ดินทรายไม่เก็บซับน้ำใดๆอยู่แล้ว สภาพช่วงนั้นเรียกว่าน้องๆทะเลทราย

ผมจะปลูกต้นอะไรดี

ต้นที่ปลูกแล้วไม่ต้องรดน้ำ เพราะไม่มีน้ำจะรด

นั่นก็หมายความว่า..จะต้องเป็นพืชโตเร็วทนแล้งเอาตัวรอดได้ สมัยนั้น คนบ้านนอก จะไปถามใครละครับ ผมจึงไปขอกล้าไม้จากศูนย์เพาะชำพันธุ์ไม้ กรมป่าไม้ หลายชนิด เช่น ไม้สะเดา ไม้ไผ่ ไม้กระถินณรงค์ และไม้ยูคาลิปตัส

หลังจากผ่านไปฝนแรก ไม้ชนิดต่างๆยังเติบโตต่อไปได้ ที่สะดุดตาเป็นพิเศษได้แก่ไม้ยูคาลิปตัส พอตั้งตัวได้ไม้ชนิดนี้เติบโตเด่นเป็นสง่าแซงหน้าไม้อื่น คงจะเป็นเช่นนี้กระมังเขาถึงเรียกว่า “ไม้โตเร็ว” เมื่อเห็นข้อดีอย่างนี้ มีพันธุ์ไม้ที่สามารถปลูกได้ในที่แห้งแล้งอย่างนี้จะรีรออะไรอีกละ ผมจึงไปซื้อเมล็ดไม้ยูคาลิปตัสจากออป. มาเพาะกล้าไม้เอง

เมล็ดไม้ยูคาฯนั้นเล็กเท่าๆกับเม็ดทราย

ต้องประคบประหงมดูแลตั้งแต่ต้นเล็กๆเท่าเส้นผม

ค่อยๆถอนมาลงถุงดูแลต่ออีก2-3เดือน

ต้นโตประมาณ1ฟุตจึงย้ายไปลงหลุมปลูก

หลังจากนั้นก็ต้องดูแลเรื่องสัตว์และปลวกมารบกวน

ผ่านไป1ปีก็สบาย

แต่ก็ควรระวังเรื่องวัวควายชาวบ้านและไฟไหม้ช่วงแล้ง

ถ้าผ่านเรื่องเหล่านี้ไปได้

3-4 ปีก็มีไม้เขียวครึ้มในพื้นที่ๆเคยแห้งโกร๋น

แต่ก็นั้นแหละ การจับต้นไม้มาเข้าแถว แถมยังเป็นพันธุ์ไม้ชนิดเดียว มันก็ยังดูผิดแผกไปจากป่าไม้ธรรมชาติ ด้วยเหตุนี้การปลูกไม้ยูคาลิปตัสในช่วงแรกๆจึงได้รับการท้วงติงจากผู้สันทัดกรณีว่า

มันเป็นไม้มหาภัย

มันกินน้ำกินปุ๋ยมาก ปลาตาย นกหนูไม่อยู่อาศัย ไม้อื่นขึ้นไม่ได้

มันเป็นไม้ต่างด้าว ขืนปลูกไปมีหวังสภาพแวดล้อมเสียหาย

คำทักท้วงด้วยความห่วงใยเหล่านี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องรับฟังและเอามาใคร่ครวญ ผมมองวิกฤติเป็นโอกาสว่า แหม..ดีจังเลย มีคนมาตั้งโจทย์ให้โดยที่เราไม่ต้องมามะงุ้มมะง่าหราหาสมุติฐานเอง ที่จริงผมก็รักและห่วงใยพื้นที่ดินของผมเหมือนกันนะครับ อะไรที่ทำไปแล้วรู้ว่ามันไม่ดี เราจะบ้าทำไปทำไมละครับ

ปัญหามันอยู่ที่ว่า..ที่ว่ามันไม่ดีนั้นมันเป็นฉันใด

มันท้าทายให้เข้าไปตีแตกยิ่งนัก

เราจะเชื่อเพราะเพียงคำบอกเล่า คำเขาว่า..อย่างนั้น เขาว่าอย่างนี้รึ

ถามว่า “เคยปลูกยูคาฯแล้วใช่ไหม เปล่า เขาว่า..

ช่วงนั้นมีคนออกมาเขย่าเรื่องยูคาลิปตัสแทบทุกเวที

แต่ผมก็ไม่ได้สะดุ้งสะเทือนอะไรหรอกนะ

ยังรักเดียวใจเดียวมั่นคงสม่ำเสมอ

ปลูกไป สังเกตไป ทดลองไป

จนได้ความจริงมาระดับหนึ่งว่า

ไม่มีต้นไม้ชนิดไหนในโลกนี้ที่เลวร้ายเท่ามนุษย์หรอกนะครับ

เที่ยวไปโทษต้นไม้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้

ที่จริงแล้วเป็นเพราะคนทำไม่ถูกจัดการไม่เป็นต่างหาก

สรรพสิ่งในโลกนี้เปรียบเสมือนเหรียญ2ด้าน

ตาดีก็ได้ ตาร้ายก็เสีย

อยู่ที่จะมองแบบเอกซเรย์ หรือมองแบบดาดๆ

มีเสียงอึกทึกบอกว่า..ยู ค า ฯ มั น กิ น น้ำ ม า ก

อ้าว ! กินน้ำแล้ว มั น มี ข า เ ดิ น อ อ ก จ า ก ที่ ดิ น เ ร า ไ ห ม เ ล่ า ?

การที่ต้นไม้ดูดซับน้ำไว้ในลำต้นแล้วค่อยๆระเหยความชื้นออกมา

ยังไม่ใช่ข้อดีอีกรึ หรือว่าชอบที่น้ำฝนไหลทิ้ง ปล่อยที่ดินให้แห้งผาก

ในพื้นที่แก้มลิง ถ้าปลูกต้นยูคาฯลงไปด้วย

ยูคาลิปตัสจะดูดน้ำไปไว้ในลำต้นทำให้แก้มลิงรับน้ำได้มากขึ้น

อนึ่ง ยูคาฯปลูกในที่ลุ่มทนน้ำท่วมได้5-6เดือน

แทนที่จะปล่อยให้แก้มลิงว่างเปล่าก็ปลูกต้นไม้จะได้ประโยชน์หลายต่อ

เรื่องนี้เป็นหนังยาวเสียแล้ว..

โ ป ร ด ติ ด ต า ม ต อ น ต่ อ ไ ป ด้ ว ย ค ว า ม ร ะ ทึ ก ร ะ ท ว ย ใ จ อิ อิ..



Main: 0.098209142684937 sec
Sidebar: 0.048372983932495 sec