จากรากหญ้าสู่นาซา

อ่าน: 2200


(ถ้ามองเห็นต้นไม้สวยก็ใกล้ความจริงแล้วละครับ)

สรรพสิ่งในโลกนี้พึ่งพากันในทุกชีวิต เพียงแต่คมชัดลึกกับเรื่องเหล่านี้เราก็จะซึมซับอยู่แล้ว ความสำคัญขึ้นอยู่กับคุณภาพของไมตรี จุดพอดีพอได้พอใจหาให้เจอ รายละเอียดขึ้นอยู่กับต้นทุนแต่ละคนจะคิดจะมอง ซึ่งไม่มีอะไรผิดอะไรถูกหรอกนะ ความเป็นไปเป็นมาสัมพันธภาพชีวิตกับสภาพสังคมที่อยู่รอบตัว เป็นพิมพ์เขียวส่วนตัวของใครของมัน อาจจะเกี่ยวกับ-ค่านิยม-นิสัย-ความรู้ความคิด-ประสบการณ์-ล้วนเป็นตัวแปรทั้งนั้นนะเธอ

ถ้าเปิดกว้างที่จะเรียนให้รู้ว่า “เจ้าเป็นไผ”

เราก็จะค่อยๆเก็บความเข้าใจตัวเองและคนอื่นมากขึ้น

เมื่อรู้แล้วจะวางน้ำหนัก “คำว่ารู้จัก” รู้จริง รู้แจ้ง อย่างไร

เพื่อนรัก-เพื่อนสนิท-คนรู้จัก-คนที่รู้ใจ

ความเข้าใจ จะพัฒนาไปเป็นความตั้งใจ

ตั้งใจที่จะดูแลความรู้สึกของกันและกัน

ใครไม่มีเพื่อนสนิทน่าเศร้านัก

เพื่อนเป็นอะไรๆที่มากกว่าจะตั้งคำจำกัดความ

อุ้ยจันตา เคยบอกว่า >>

ยามเหงาเศร้าก็มีคนเล่าเรื่องให้หัวเราะ

ยามต้องการคนปะเลาะ..ก็มีบ่าให้ซับน้ำตา

กวีวรรคทองบอกว่า..

โลกแสนกว้างแต่ทำไมมองไปแคบ

มุมเคยแอบซับน้ำตาหาไม่ได้

อกที่เคยซุกอุ่นหมุนเปลี่ยนไป

จุดที่จับจองไว้ไม่ว่างแล้ว

เราควรจะมีเพื่อนอย่างน้อยสักร้อยคน ผมมีคุณป้าคุณลุงคุณน้าคุณอาแห่งชาติ มีลูกสาวหลานสาวแห่งชาติ ลองย่องไปดูที่กลุ่มเฮฮาศาสตร์ จะเห็นใบหน้าเปื้อนยิ้มเบิกบานเป็นจานเชิง เจอกันหม่องไหนก็จะโผกอดกันอุ้มลุ่ม..

มีแม่เหล็กแห่งความคิดถึงดึงดูดเข้าหากัน

ช่วงมีลมหายใจนี่แหละเพื่อนเอ๋ย อย่าเมินเฉยกับนาทีทองของชีวิต คุยกันบ้าง พบปะกันบ้าง.. ช่วงน้ำท่วมที่ใครๆทุกขเวทนา ผมกลับได้สิ่งตรงกันข้าม ลูกฮักชาวกรุงอพยพมาอยู่ด้วย ก่อนหน้านั้นเธอก็เคยมา แต่มาแบบไฟลนก้น รีบไปรีบกลับเพื่อจะบอกตัวเองว่าได้มา จึงสัมผัสชีวิตชีวาวิถีอีสานแบบผิวเผิน มาคราวนี้อยากจะทำอะไรก็ได้ทำจนจุใจ

ตื่นเช้าๆหิ้วตะกร้าเดินโฉบฉายรอบบ้าน ท่ามกลางแดดอุ่นลมเย็นๆเห็นนกเขาป่ามาคันคูโชว์ลูกคอ รับบรรณาการจากสวรรค์ที่มอบให้แก่มวลมนุษย์ ไม่ต้องตาตื่นแต่งตัวเพื่อไปเอือมระอากับไฟเขียว-ไฟแดงตามสี่แยก สิ้นเปลืองเวลาของชีวิตไปอย่างสิ้นท่า จะทำยังไงได้ บางคนบอกว่า..มันถลำมาแล้วนี่..

ชีวิตอยู่ในกำมือเรา

จะกำหรือจะแบ ก็แค่นั้น>>แค่นี้จริงๆ

โลกอยู่มาไม่รู้กี่ล้านๆๆๆๆๆปี

ถ้าเทียบกับอายุโลกกับอายุของเรา ก็คงแว๊บเดียวเท่านั้น

เอาเวลาล้านๆปีหารกับเวลาหนึ่งร้อยปี

มันยิ่งกว่าเม็ดทรายในทะเลทรายเสียอีก


(ฝีมือแห้วคั้นน้ำเสาวรสเรียงล่ายซ่ายทุกวัน)

คุณแห้วมาพำนักอยู่ที่นี่ > >

แรกๆเห็นผลเสาวรสหล่นเกลื่อนดิน

เธอรีบเก็บๆๆ..เต็มตะกร้า อ้าว !

ทำไมมันมากอย่างนี้ละค่ะพ่อ

ไม่รู้สิ

พ่อขุดเอาต้นอ่อนไปปลูกข้างๆต้นไม้ใหญ่

หลังจากนั้นก็ไม่ได้ทำอะไรเลย

เสาวรสค่อยๆเติบโตโอบกอดต้นไม้ขึ้นไปกิ่งโน้นกิ่งนี้

แล้วก็ออกดอกสวยๆ

ติดผลกลมๆใสๆเรียงตามลำดับไหล่ข้อเถาว์

และแล้วมหกรรมลูกเหลืองๆก็ทยอยหล่น ตุ บ ตั บ ทุ ก วั น

ถ้าเอาไปคั้นน้ำผลไม้ขาย

1 ผล/ 1 แก้ว น่าจะได้ประมาณวันละ 100 แก้ว

ถ้าผสมให้เจือจางแบบร้านเครื่องดื่มน่าจะได้ประมาณ 500 แก้ว

โอ้โห ! ทำไมมันง่ายอย่างนี้ละพ่อ

ความยากง่ายมันมีอยู่แล้วในธรรมชาติ

อยู่ที่คนเราจะเลือกอย่างหนักๆ หรืออย่างเบาๆ

พ่อเป็นคนขี้เกียจ..ก็ออกแบบทำอะไรๆตามประสาชะลอหลังยาว

อ า ศั ย ต้ น ไ ม้ กิ น ไ ป วั น ๆ

ผักหญ้าภักษาหารมีอยู่รอบบ้าน

มะละกอสุกที่อยู่สูงๆเป็นอาหารของกระแตและนก

เก็บลูกที่เอื้อมถึงก็หิ้วจนแอ่นเอามาฝากไก่ และนกกระจอกเทศ

ผมแอบดูแห้วเงียบๆ ดูสิว่าแต่ละวันเธอจะทำอะไรในวาระที่ชีวิตมีอิสระ ไม่อยู่ในกรอบ ไม่อยู่ในกติกาที่คนอื่นตั้งให้ ลองมาใช้ชีวิตบางเบา เว้นวรรควิถีมนุษย์เงินเดือน โยนตารางทุกชนิดออกไปจากสาระบบเดิมๆ เธอได้เป็นตัวของตัวเองครั้งแรกในชีวิต แรกๆเธอก็เก็บเสาวรสทุกวัน เข้าครัวเอามีดมาผ่าแคะเนื้อใส่กะละมัง แล้วกรองด้วยผ้าตาข่ายเอาน้ำสีเหลืองใส่ขวดแช่เต็มตู้เย็น

เธอแอบปรุงรสตามชอบ

เติมเกลือนิดน้ำผึ้งหน่อยค่อยๆชื่นชิม

ลิ้มรสอย่างออกรสออกชาติด้วยฝีมือตัวเองล้วนๆ

ชิมเอง อร่อยเอง เข้าห้องน้ำเอง..

เช้า-เที่ยง-เย็น หลังอาหารทุกมื้อ

ผ่านไป10วัน เธอบอกว่าน้ำหนักลดไปหลายกิโล

เมื่อชิมทุกวันก็เกิดความคุ้นชิน

ช่วงว่างตอนบ่ายๆ เธอก็จะหิ้วตะกร้าไปเก็บต้นโน้นต้นนี้ พร้อมกับมาเล่าว่า แหม พ่อ หนูนึกว่าจะมีต้นเดียว ที่ไหนได้ตรงโน้นก็เยอะตรงนี้ก็มาก ไม่มีคนเก็บ ลูกแห้งทิ้งรอยสัตว์แทะก็มาก หนูเสียดาย ..เก็บไม่ไหว เว้นวรรคไปบ้าง 2-3 วันไปเก็บมาหลายเข่ง ตั้งหน้าตั้งตาคั้นน้ำเสาวรส

และแล้วเธอก็ได้เรียนรู้ว่า

เสาวรสที่หล่นมาหลายวัน

จะคั้นน้ำได้ง่ายและหวานหอมอร่อยกว่าลูกสดๆ

อาจจะตรงกับที่ชาวบ้านบอกว่า..ผลไม้เก็บมาไว้ให้มันลืมต้นจะหวาน

เธอเริ่มได้คิดว่า..

การทำงานแบบไม่มีรีบร้อนไม่เป็นหนูถีบจักรมีเหตุผลแฝงเร้น

ง า น เ ก ษ ต ร อิ ง ธ ร ร ม ช า ติ

ง า น อุ ต ส า ห ก ร ร ม อิ ง เ ค รื่ อ ง จั ก ร แ ล ะ ด อ ก เ บี้ ย

ทุกงานมีจุดดีจุดด้อยแตกต่างกัน

(ต้นไม้ต้นเดียวยังเป็นอะไรได้อีกมากนัก)

เธอบอกว่า..โห!พ่อ..มีต้นไม้ใหญ่ๆเป็นพันๆต้น

ถ้าเอาเมล็ดเสาวรสไปหยอดทิ้งไว้ อีกหน่อยเสาวรสก็จะเกิดเต็มป่า เก็บได้วันละหลายรถปิกอัพ ไม่เห็นพ่อต้องไปใส่ปุ๋ยไปดูแลอะไรเลย งานง่ายๆอย่างนี้ทำไมพ่อไม่ทำๆเยอะๆ..ต้นดีปลี ต้นพริกไทย ต้นหวาย ต้นกลอย ต้นมันเลือด ต้นตำลึง ต้นมะระขี้นก ต้นชมจันทร์ ต้นบักอีโกย ต่างปีนป่ายขึ้นตามต้นไม้ พื้นล่างยังมีพืชล้มลุกพืชสมุนไพร ขมิ้นขาว ขิง ข่า ตะไคร้ กระชายดำ ไพล กระเจียว ฯลฯ

ยังมีผักป่าที่หนูไม่รู้จักอีกมาก คนงานบอกว่าบริเวณนี้แหละ..ที่เห็ดละโงก เห็ดน้ำหมาก เห็ดเหลือง เห็ดโคนขึ้นทั่วไป คนแห่มาเก็บกันทั้งวันทั้งคืน เธอเห็นคนงานไปขุดหัวกลอยมาฝานแช่น้ำเกลือไว้ แล้วเอามานึ่งร้อนๆมาให้ชิม โห อย่างนี้ก็มีด้วย ของอร่อยๆทั้งนั้น กลอยต้นหนึ่งๆนึกว่าจะมีไม่กี่หัว กอเดียวนี่แหละขุดออกมาได้เป็นเข่ง ขุด 3 ต้นได้หัวกลอยหนึ่งรถไสน้ำ

วันที่คณะดร.วรภัทร ภู่เจริญ มาเยี่ยม พ่อให้คนงานขุดมันเลือดข้างบ้านโชว์ให้เห็นกันจะๆ .. กอเดียวใช้เวลาขุด2ชั่วโมง กว่าจะขนหัวมันออกมาได้หมด กองมันเลือดที่ว่านี้มีปริมาณ 5 เข่ง น้ำหนักร่วมร้อยกิโล พ่อบอกว่าถ้าไม่พิสูจน์ เดี๋ยวจะหาว่าขี้โม้ จึงต้องทำให้ตาโตโอ้โฮๆกันอย่างนี้

พ่อก็มีวิธีโชว์แบบของพ่อ

ให้แม่หวีเอาหัวมันไปฝานใส่ข้าวต้ม

และทำมันบวชชี

อาคันตุกะบอกว่าอร่อยมาก

ขอแบ่งปันพันธุ์ไปปลูกที่โคราช

ก็พ่อก็หยอดความคิดไว้ว่า..

เอามันเลือดมาผลิตเป็นไอครีมรสใหม่ดีไหม?

เรื่องพวกนี้พ่อคิดมานานแล้ว ทำเงียบๆง่ายๆตามประสาคนขี้เกียจ ถึงเวลาที่พิสูจน์ประมวลผล เราก็จะได้ผลผลิตมาเป็นตัวชี้วัด ว่าถ้าคิดดีอร่อยและอิ่มปากอิ่มท้องแน่ๆ ไม่ต้องทำนาอยู่ในป่าก็มีของอยู่ของกินเพียบ ป่าไม่มีค่าเป็นเพียงซุปเปอร์มาเก็ทอย่างที่เขาพูดกันหรอกนะ

ป่าของพ่อเป็นซุปเปอร์สโตว์

พ่ออยากจะบอกแห้วว่า >>

ถึ ง พ่ อ จ ะ ขี้ เ กี ย จ ยั ง ไ ง

ต้ น ไ ม้ ข อ ง พ่ อ ไ ม่ ไ ด้ ขี้ เ กี ย จ ด้ ว ย นะ

ทุกต้นขยันขันแข็งอย่างมาก

พ่อจะต้องไปขยันแข่งกับต้นไม้ทำไมละแห้ว

พ่อแก่แล้ว..ขอผูกอู่นอนเล่นบ้างเถอะนะ

พ่อค่ะ..หนูไม่อยากให้พ่อเลี้ยงสัตว์เลย ..

แห้วเอ๋ย..เราอยู่กับธรรมชาติ เราควรจะเลียนแบบธรรมชาติ

เธอเห็นไหมในป่ามีแต่ต้นไม้อย่างนั้นรึ

มันเป็นโลกแห่งชีวิตที่สมบูรณ์กว่าของมนุษย์เสียอีก

ความสมดุล.. คือหัวใจของสภาพแวดล้อม

ถ้าขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไปมันก็จะไม่เห็นความเชื่อมโยง

แห้วเห็นไหม

พ่อเลี้ยงวัว เลี้ยงแพะ เลี้ยงนกกระจอกเทศ เลี้ยงปลา เลี้ยงเป็ด ไก่ ห่าน

ก็เลี้ยงแต่พอประมาณ ไม่ได้เลี้ยงบ้าเงินบ้าทองอยากร่ำอยากรวย

พ่อจะรวยไปทำไมละ น อ น อ ยู่ เ ฉ ย ๆ ก็ พ อ มี อ ยู่ มี กิ น

แม่หวีบอกว่า แพะกับนกกระจอกเทศ ชอบกินใบโสม-ใบอ่อมแซบ-ใบกระดุมเงิน ใบกระถินเป็นพิเศษ วัชพืชพวกนี้เป็นผักที่เกิดเองในธรรมชาติ นอกจากประหยัดอร่อยแล้ว ยังปลอดภัยจากสารพิษล้านเปอร์เซ็นต์ ก่อนหน้านี้แห้วเรียกร้องที่จะกินผักกุ่ยฉ่าย แม่หวีเขาก็ปลูกไว้ให้ แต่พอมาเด็ดยอดอ่อมแซบอ่อนผัดกระทะร้อน แห้วลืมผักทุกชนิดในโลก กินได้กินดีไม่เบื่อเอาซะเลย แม่หวีมีแผนที่จะปลูกขยายพืช4ตัวนี้ในแปลงอินทผลัม เพื่อจะไว้ให้คนและสัตว์เจี๊ยะตามอัธยาศัย

(อ่อมแซบ หรือ เบ็ญจขันธ์ เป็นสมุนไพรที่หมอยาพื้นบ้านรู้สรรพคุณดี)

พ่อเลี้ยงวัวไว้เพื่อการวิจัยแบบไทบ้าน ทดลองเอากิ่งไม้ใบไม้ไปให้วัวกิน วัวกินแล้วก็ขี้ออกมาเป็นปุ๋ย พ่อไม่ต้องไปซื้อปุ๋ย ฝนหน้าพ่อจะขนปุ๋ยไปใส่มันเลือด เผือก กลอย เสาวรส ให้ระเบิดระเบลอไปเลย เอาให้คนเก็บเสาวรสเอสเคล็ดเอวอ่อนเลยแหละ ลองนึกดูสิว่า ถ้าปริมาณเสาวรส มันเลือด กลอย เพื่อขึ้น 1 พันเท่า จะเป็นอย่างไร ใครจะมาเก็บ ใครจะมาแปรรูป ใครจะมาเอาไปขาย

ก า ร เ พิ่ ม ผ ล ผ ลิ ต ข อ ง พ่ อ ง่ า ย ดั ง พ ลิ ก ฝ่ า มื อ

ภายในปีหน้านี่แหละพ่อจะทำให้เจ้าเห็น

พ่อคิดเล่นๆ..แต่เอาจริงนะโว้ยยย

เพียงแต่จะต้องมีคนมาช่วยบริหารจัดการผลผลิตประมาณ 10 คน เห็นแล้วยังละว่า ถ้าคิดอย่างแห้วทำอย่างแห้ว พ่อจะต้องเสียสละความขี้เกียจที่อุตส่าห์รักษาไว้อย่างแน่นเหนียวแค่ไหน ยังมีเรื่องต้นไม้ที่จะต้องสางออกมาสร้างบ้านอีกละ ถ้าเอาจริงก็จะต้องมีรายการขายบ้านน็อคดาวน์อีก ถ้าอยากได้เงินก็มาทำเอานะแห้ว

พ่อไม่เงิน แต่มีทุน

ทุนของพ่ออยู่ในอากาศ อยู่ในพื้นดิน อยู่ในใต้ดิน และอยู่ในหัวใจ

เรื่องขี้โม้อย่างนี้ เล่ายังไงก็คงไม่จบหรอกนะเธอ

น้ำหยดลงหิน ทุกวันหินมันยังกร่อน

น้ำท่วมกรุงเที่ยวนี้..ไม่รู้กี่ล้านๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆหยด

หัวใจอ่อนๆของคนกรุงจะไม่ช้ำเลือดช้ำหนองได้อย่างไร

จ า ก ก า ร ส น ท น า ป ร ะ ส า ค น รู้ ใ จ

ผม กับ อาจารย์ วรภัทร ภู่เจริญ

จะชวนตัวหนังสือให้กระโดดออกมาจากหน้ากระดาษ

พระอาจารย์วรภัทร จะเขียนในส่วน จากนาซา สู่รากหญ้า

พ่อจะเขียนในส่วน จากรากหญ้า สู่นาซา

คาดว่าจะพิมพ์เสร็จก่อนปีใหม่

เพื่อเป็น ส...ของขวัญ ของฝาก จากใจของคนขี้เกียจ

โปรด ติดตามด้วยความระทึกระทวยใจ > >

« « Prev : ช่วยๆกันรักประเทศไทยดีไหมครับ

Next : ย้ายดีกว่า » »


ผู้ใช้ Facebook สามารถให้ความเห็นที่นี่ได้ โดยกด Like เพื่อแสดงตัว

3 ความคิดเห็น

  • #1 took ให้ความคิดเห็นเมื่อ 25 พฤศจิกายน 2011 เวลา 12:30

    คิดถึงพ่อครูค่ะ วันก่อนได้กินน้ำเสาวรสนึกถึงที่บ้านพ่อครูเลย วันจันทร์หน้าน้องอบจะไปหาพ่อครู ฝากกอดไปกะน้องอบอย่าลืมทวงนะคะ

  • #2 took ให้ความคิดเห็นเมื่อ 25 พฤศจิกายน 2011 เวลา 12:39

    จะรออ่านหนังสือของพ่อครูกะอ.วรภัทร์ค่ะ อยากนี้ต้องตามไปขอลายเซ็นถึงที่บ้านไหมคะ

  • #3 sutthinun ให้ความคิดเห็นเมื่อ 25 พฤศจิกายน 2011 เวลา 19:49

    อิอิ


แสดงความคิดเห็น

ท่านอยากจะเข้าระบบหรือไม่


*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Click to hear an audio file of the anti-spam word


Main: 0.13823914527893 sec
Sidebar: 0.069856882095337 sec