๕๕.ไปหาความรู้ที่โรงงานแตงโม(๔)

โดย อัยการชาวเกาะ เมื่อ 8 พฤศจิกายน 2008 เวลา 6:46 ในหมวดหมู่ เสริมสร้างสังคมสันติสุข #
อ่าน: 1493

ที่โรงงานแตงโมไม่มีแรงงานต่างด้าว เพราะขนาดแรงงานไทยยังต้องเข้าคิวรอ..คราวที่แล้วผมเล่าให้ฟังว่าการทำงานที่นี่คนงานเขาทำงานกันเป็นกลุ่ม เมื่อถามว่าการจัดกลุ่มแบบนี้มีปัญหาไหม พี่อดิศรบอกว่าเคยเกิดปัญหาเหมือนกัน เมื่อมีกลุ่มหนึ่งฝีมือดี รายได้ ๒๐,๐๐๐ บาทขึ้นไป แต่อยู่ไปรายได้เริ่มลดลง จนกระทั่งรายได้ตกลงมาอยู่ที่ ๑๖,๐๐๐ บาทนิ่งๆ..
เมื่อตรวจสอบพบว่าในกลุ่มมี คุณสมบูรณ์ตอนที่เข้าทำงานอายุ ๓๕ ปี ทำไปได้ ๑๐ ปี อายุก็มากขึ้น สายตาก็เริ่มจะไม่ดี การเคลื่อนไหวก็ช้าลง ทำให้ผลผลิตก็ช้าลงไปด้วย ก็เลยถามเพื่อนๆในกลุ่มว่าจะให้สมบูรณ์ออกไปอยู่กลุ่มอื่นไหม แต่ทุกคนบอกว่าให้สมบูรณ์อยู่ต่อ เห็นน้ำใจของเพื่อนในกลุ่มอีก ๘ คน ไหมครับ…แต่ในที่สุดสมบูรณ์ขอออกจากกลุ่มไปเอง เพราะเขาเองก็เครียดเพราะเป็นตัวถ่วงในกลุ่ม ขอไปอยู่ในกลุ่มที่มีฝีมือพอๆกัน ก็เลยเอาพี่สมบูรณ์ไปอยู่ในกลุ่มคนที่มีรายได้ ๑๖,๐๐๐ บาท ปรากฏว่าพี่สมบูรณ์เมื่อเข้าไปอยู่กลับไปเป็นตัวช่วยให้กลุ่มนี้มีรายได้เพิ่มขึ้นมาเป็น ๒๐,๐๐๐ บาท เพราะช้าจากกลุ่มเดิมแต่เร็วกว่ากลุ่มที่เข้ามาอยู่ใหม่ ทุกคนเลยมีความสุข นี่เป็นปัญหาแต่เป็นปัญหาที่ดี Nice Problem

โรงงานนี้ไม่มีเหล้าไม่มีบุหรี่ สมัยที่เสื้อทองแดงกำลังฮิตมาก พี่อัมก็ไปรับงานมา ๙๐๐,๐๐๐ ชิ้น แต่พี่อดิศร ต้องการให้แยกส่วนผลิตเสื้อทองแดงต่างหาก ต้องจัดจักรชุดใหม่มาลง เอาคนงานจากแผนกอื่นมาช่วย รายได้คนงานเพิ่มขึ้น แต่ได้ข่าวว่าหลังจากเงินเดือนออก มีคนงานไปคล้องพวงมาลัยนักร้องสองคน จึงเรียกประชุมใหญ่ในเรื่องเล็กๆ บอกว่าดีใจที่พวกเราตั้งใจทำงาน สินค้าขายได้ดีพวกเรามีรายได้สูง แนะนำให้ซื้อ ๒ ท.คือที่ดิน กับ ทอง อย่างอื่นอย่าไปซื้อ แต่ทราบว่าเมื่อคืนมีคนไปคล้องพวงมาลัยนักร้อง จึงขอทราบเหตุผลว่า นักร้องคนนั้นทำคุณประโยชน์อะไรให้กับบริษัทบ้าง ถ้าอธิบายได้จะยอมรับ ถ้าอธิบายไม่ได้ขอให้หยุดไม่เช่นนั้นพี่อดิศรจะลาออกเอง อ้าว…… หลังจากวันนั้นก็ไม่มีเหตุการณ์แบบนี้อีกเลย

หน้าโรงงานมีโต๊ะสนุก แต่ตั้งได้เดือนเดียวก็เลิกเพราะคนงานไม่ไปเล่น พี่อดิศรสอนคนงานให้นึกว่าตัวเองมาทำงานที่นี่ต้องการอะไร ต้องการเงินกลับบ้านใช่ไหม เมื่อได้เงินมาต้องเก็บเงินกลับบ้านเอาไปซื้อที่ดินสร้างฐานะ อย่าไปจ่ายในเรื่องที่ไม่เป็นสาระ คนงานที่นี่จะรู้จักเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่ รู้จักเก็บหอมรอมริบ บางคนมีที่ดินถึง ๑๘ ไร่ เมื่อถามว่ามีที่ทำกินอยู่แล้วทำไมจึงมาลำบากอีก เขาก็บอกว่าที่ดินที่ได้มาก็มาจากรายได้ที่เขาได้จากที่นี่ อีกรายหนึ่งมีที่ดินถึง ๗๐ ไร่ ที่ประจวบฯ ปลูกสับปะรด ทุกวันนี้เงินรายได้ส่งมาที่นี่ นอกเหนือจากรายได้ที่เขาได้จากโรงงาน

ที่นี่จะมีลานโล่งๆ ตรงนี้พี่อัมจะนิมนต์พระที่เป็นที่เคารพของคนทั้งประเทศ มาทำบุญให้คนงานได้ร่วมทำบุญตักบาตรด้วย วันก่อนนิมนต์พระเกจิอาจารย์มาจากหลายจังหวัดจำนวน ๙ รูป เช่น หลวงตามหาบัว ถามว่าระดับคนงานทั่วไปจะได้มีโอกาสสักกี่มากน้อยที่จะได้เจอพระที่มีภูมิธรรมสูงๆ ที่อื่นมองไม่เห็นแต่ที่นี่มองเห็น วิถีชีวิตคนไทย การได้ทำบุญตักบาตรกับพระระดับนั้นเป็นโอกาสดีมากๆของคนงาน คนงานจึงเกิดความผูกพัน พี่อดิศรพูดให้เราฟังถึงคำขวัญของที่นี่ ๔ คำ จากใจที่งดงาม ผ่านมือที่ประณีต เป็นสินค้าคุณภาพ เพื่อผู้ใช้ทั่วโลก

จากใจที่งดงาม วัดกันที่ตรงไหน ดูที่ความรับผิดชอบ ความมุ่งมั่น ความคิดสร้างสรรค์ คนที่มีคุณสมบัติเหล่านี้คือคนที่รักแม่ ที่นี่จึงจะรับคนที่รักแม่เข้าทำงาน ถาม มีพี่น้องกี่คน ตอบ สามคน ถามอีกสองคนทำอะไร เรียนหนังสือ เขาต้องมารับผิดชอบแทนพ่อแม่เพื่อหารายได้ส่งน้องเรียน อย่างนี้รับไหม เพราะเขารักครอบครัว รักพ่อแม่…ดังนั้นที่นี่จึงจะได้คนที่ดูแลกันง่าย แถมไม่มีกลุ่มไหนหยุดงานเกิน ๑๕ นาที เจ้าหน้าที่แรงงานมาตรวจพอรู้ว่าคนงานพักแค่นี้ก็บอกว่าผิดกฎหมายแรงงานต้องให้เขาพัก ๑ ชั่วโมง ก็เลยบอกให้เขาพูดกับคนงานเองก็แล้วกันเดี๋ยวจะเรียกประชุมคนงานให้ เพราะคนงานเขามุมานะทำงานในขณะที่เขายังมีแรง เขากำลังสร้างความมั่นคงของเขา เพราะที่นี่คนที่ทำรายได้สูงสุด เดือนละ ๒๘,๐๐๐ บาท ที่นี่มีที่พักให้ คิดค่าหอพักเดือนละ ๒๐๐ บาท ค่าอาหารสามมื้อ เดือนละ ๗๐๐ บาท ตีว่าเดือนหนึ่งเขามีค่าใช้จ่าย ๑,๐๐๐ บาท เขาทำงาน ๓ ปี ๑ เดือน เขาจะมีเงินเก็บ ๑ ล้านบาท บอกให้เจ้าหน้าที่แรงงานไปบอกให้คนงานเขาหยุดสร้างความมั่นคงเองสิ….อิอิ….เพราะที่นี่ไม่ได้บังคับให้ทำ แต่มันเป็นความต้องการของคนงานที่อยากจะสร้างงานให้มากที่สุด ถ้าเขามีเงิน ๑ ล้านบาทเขาอยากจะกลับไปบ้านไปสร้างความมั่นคงให้ครอบครัวไหม ในที่สุดเจ้าหน้าที่แรงงานก็ไม่ดำเนินการอะไร

ที่นี่มีข้อเสียคือไม่มีบรรยากาศของโรงงาน ไม่มีลักษณะของโลหะ โรงงานต้องมีลักษณะกำแพงทึบ แต่ที่นี่มีกระจกรอบ เงยหน้าขึ้นมาก็จะเจอสีเขียวของใบไม้ มีคนบอกให้ใช้สายพานมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย จะเย็บเสื้อก็จะมีสายพาน มี ๓๗ สถานี เริ่มการทำงานจะผลิตได้ ๒ ตัวต่อคนต่อวัน แต่ที่แตงโมคนงานหันหน้าเข้าหากันผลิตได้ ๑๐๐ ตัวต่อคนต่อวัน ความจริงแล้วถ้าเข้าใจว่าคนคือสิ่งมหัศจรรย์ คนจะสร้างงานได้ดีกว่าเครื่องจักร

เคยมีปัญหาได้รับคนเก่งมาจากโรงงานใหญ่ แต่ก็มีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน เพราะหลังหกโมงเย็นเพื่อนก็มาทำงานแต่คนนี้ไม่ยอมเข้า หกโมงแล้วไม่ทำแล้ว เมื่อคนหายไป ๑ คน ผลผลิตจึงหายไป ๒๐ เปอร์เซ็นต์ จากรายได้เดือนละ ๒๔,๐๐๐ บาท จึงหายไป สอบถามแล้วเขาสามารถเย็บเสื้อได้ทุกส่วน จึงจัดจักรให้เขาเย็บคนเดียว จากรายได้วันละ ๘๐๐ บาท ลดลงมาเหลือวันละ ๔๔-๙๐ บาท สิ้นเดือนได้รับค่าจ้าง ๑,๔๔๐ บาท ได้ประชุมคนงานแล้วพูดให้ฟังว่าคนที่สร้างรายได้ให้เราถึงเดือนละ ๒๐,๐๐๐ บาทคือเพื่อนรอบข้างเรา จงอย่าได้อหังการว่าเราเก่งคนเดียว ที่แตงโมไม่มีฝ่ายบุคคล เพราะใครเป็นอะไรในกลุ่มเขาจะช่วยเหลือดูแลกันเองอย่างดี คนโน้นไปหุงข้าว คนนี้ไปหายา อีกคนไปช่วยจัดที่นอนให้เพื่อน มีความสามัคคีปรองดองกัน

ที่นี่พนักงานเย็บเป็นคนสั่งหัวหน้าฝ่ายผลิต เช่นบอกว่าพรุ่งนี้ต้องการเย็บเสื้อเอารายได้ ๘๐๐ บาท ให้จัดผ้ามาให้ด้วย เข้าท่าดีไหมครับ….

พี่อดิศรเล่านิทานเรื่องมักกะโท ให้เราฟัง เอ๊ะ..ผมยังต้องเล่าเรื่องมักกะโทไหมนี่ เอาคร่าวๆแล้วกันนะว่ามักกะโทไปอยู่ในโรงเลี้ยงช้างของพระร่วง พระร่วงเห็นมักกะโทกวาดขี้ช้างอยู่และเห็นเศษเบี้ยตกอยู่ก็บอกให้มักกะโท มักกะโทก็เลยเอาไปซื้อเมล็ดผักกาดโดยขอเพียงเอานิ้วชี้จุ่มลงไปในพันธุ์เมล็ดผักกาดได้แค่ไหนเอาแค่นั้น ในที่สุดก็ได้มาและเอามาปลูกและขยายพันธุ์ไปเรื่อยๆเป็นแปลงใหญ่ วันหนึ่งพระร่วงเสด็จมาที่โรงเลี้ยงช้าง มักกะโทจึงเอาผักกาดมาถวาย และเล่าให้ฟังว่าผักเหล่านี้ได้มาจากเศษเบี้ย พระร่วงเห็นความฉลาดของมักกะโทและในที่สุดก็ยกพระราชธิดาให้ . แล้วสรุปว่าคนๆหนึ่งที่มองเห็นสิ่งที่คนอื่นทิ้งแล้วเอามาทำให้เกิดประโยชน์นั้นไม่ธรรมดา และคนที่นั่งในห้องนี้ก็ไม่ใช่คนธรรมดา ผมหันไปบอกกับเพื่อนว่า เดี๋ยวผมจะไปเดินหาเศษเบี้ยในโรงงานแตงโม..อิอิ

เรื่องราวของโรงงานแห่งนี้ เรื่องราวของชีวิตคู่ของคนสองคนนี้ เรื่องราวที่คนสองคนนี้ทำให้กับสังคมล้วนแล้วแต่น่าสนใจน่าศึกษาทั้งสิ้น หากมีโอกาสจะได้นำมุมมองอื่นๆมานำเสนอต่อไป บอกตรงๆว่าผมภาคภูมิใจที่ได้เรียนร่วมกับพี่อัม และเพื่อนๆอีกหลายท่าน เพราะแต่ละท่านที่ได้รู้จักล้วนเป็นพวกที่คิดเพื่อคนอื่นทั้งนั้น

ผมเดินหาเศษเบี้ยในโรงงาน สยามแฮนดส แต่ไม่เจอ……แฮ่ะๆๆ

« « Prev : ๕๔.ไปหาความรู้ที่โรงงานแตงโม(๓)

Next : ๕๖.ชุมชนสมานฉันท์ » »


ผู้ใช้ Facebook สามารถให้ความเห็นที่นี่ได้ โดยกด Like เพื่อแสดงตัว

3 ความคิดเห็น

  • #1 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 11 พฤศจิกายน 2008 เวลา 13:13

    ตามมาเก็บเบี้ยและตอบคำเปรยของท่านอัยการตั้งแต่ตอนที่ 53 ค่ะ  อิอิ

    เบิร์ดเชื่อว่าบล็อกนี้มีคนอ่านค่อนข้างมากค่ะ ที่เม้นต์น้อย (ขอเอาตัวเองตอบนะคะ) เพราะเป็นความรู้ใหม่ๆที่กระหายจะซึมซับไปให้มากที่สุด อ่านแล้วเพลิน มีคำตอบในตัวจากความชัดเจนของการบันทึก วิเคราะห์และสังเคราะห์อย่างน่าอ่านที่สมควรได้รับรางวัลความขยันแห่งปีมากๆเลยค่ะ

    สารภาพว่าสีเหลืองเป็นสีที่เบิร์ดไม่ค่อยปลื้มนักถ้ามาเป็นสีพื้นของบล็อก แต่เบิร์ดติดตามอ่านลานสันติสุขได้อย่างสนุกสนานโดยไม่รังเกียจรังงอนอะไรเพราะเนื้อหาน่าติดตาม ดังนั้นจะมีรูปประกอบหรือไม่จึงไม่สำคัญแต่อย่างใดเลยค่ะ ( แต่ถ้ามีจะเป็นพระคุณอย่างสูง อิอิอิ ทำตาเจ้าเล่ห์   ^ ^ )

  • #2 อัยการชาวเกาะ ให้ความคิดเห็นเมื่อ 12 พฤศจิกายน 2008 เวลา 15:47

    ขอบคุณคุณเบิร์ดมากครับที่มาช่วยแสดงความเห็นไม่ให้บันทึกนี้แห้งงงงงงแล้งงงงงง อิอิอิ

  • #3 Panda ให้ความคิดเห็นเมื่อ 18 มิถุนายน 2009 เวลา 19:34

    สมาชิกใหม่ เพิ่งตามมาอ่านทั้ง 4 ตอนครับ…อิอิ
    กว่าจะหาได้ครบทั้ง 4 ตอนก็ยากอยู่…..ถ้าจะมี สารบาญ  เพิ่มให้ สว. หน่อยก็จดี….อิอิ


แสดงความคิดเห็น

ท่านอยากจะเข้าระบบหรือไม่


*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Click to hear an audio file of the anti-spam word


Main: 0.054764032363892 sec
Sidebar: 0.053025960922241 sec