๘๑.ปัจฉิมนิเทศ๒

โดย อัยการชาวเกาะ เมื่อ 10 เมษายน 2009 เวลา 17:46 ในหมวดหมู่ เสริมสร้างสังคมสันติสุข #
อ่าน: 27286

ผมมานั่งทบทวนว่า ตลอดระยะเวลา ๙ เดือน ที่มาเรียนที่สถาบันพระปกเกล้า ผมได้อะไรกลับไปบ้าง มีสิ่งดีๆในสมองผมเต็มไปหมด เริ่มจากการที่ไม่มีสิทธิจะได้รับการเสนอชื่อจากองค์กรของตัวเองให้เข้าเรียนเพราะยังไม่ถึงระดับอธิบดี ห่างชั้นมาก เพราะผมเป็นแค่ผู้เชี่ยวชาญ ยังไม่ถึงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่าย ยังไม่ถึงรองอธิบดี และที่สำคัญคือยังไม่ถึงอธิบดีจึงไม่อาจผ่านกระบวนคัดเลือกขององค์กรได้ แต่ทางสถาบันฯมีหนังสือเชิญให้เข้าสมัครเรียน และได้รับการคัดเลือกในที่สุด คราวนี้จึงได้ขออนุญาตเรียนและได้รับอนุญาตจากท่านอัยการสูงสุดจึงเข้าเรียนได้ แต่ค่าใช้จ่ายทั้งหมดต้องจ่ายเอง

มีคนถามผมหลายคนว่ามาเรียนแล้วจะได้เลื่อนตำแหน่งอีกใช่ไหม ผมตอบว่าไม่ใช่หรอก ผมเรียนเพราะอยากเรียน มีคำถามให้กับตัวเองว่าเรียนไปทำไม เหตุผลในการเรียนแต่ละคนแตกต่างกันไป คงไม่มีใครปฏิเสธความจริงหรอกว่าที่บางคนมาเรียนหลักสูตรต่างๆเพราะต้องการการเชื่อมต่อความสัมพันธ์ของฐานอำนาจ เพราะอยากได้เพื่อน เรียนเพราะอยากไปเที่ยวต่างประเทศ เพราะอยากเรียนรู้(เพราะเป็นพวกชอบเรียนรู้ตลอดชีวิต) ต่างคนต่างก็มีเหตุผลในตัว แต่ผมเรียนเพราะอยากเรียนรู้ และเมื่อเรียนแล้วผมได้มากมายเหลือเกิน

๑.ใครๆเขาว่าถ้าจะเรียนที่สถาบันพระปกเกล้าต้องเข้าหลักสูตร ปปร. เพราะเป็นหลักสูตรอันดับ ๑ สำหรับผมนึกในใจว่าหลักสูตรไหนก็ขอให้มีโอกาสเข้าเรียนก่อนเหอะ เพราะหลักสูตรการเสริมสร้างสังคมสันติสุข เพิ่งเปิดเป็นรุ่นแรก และรุ่นแรกของทุกสถาบันจะต้องดีเยี่ยมเพราะต้องสร้างชื่อเสียง และก็เป็นจริงเพราะวิชาความรู้ที่ผมได้รับมีมากมายมหาศาลเป็นความรู้ใหม่ๆที่ไม่เคยศึกษาจากที่ไหนมาก่อน แม้แต่ที่เขียนบันทึกก็ยังเขียนไม่หมดด้วยซ้ำไป

๒.ผมได้เรียนรู้ว่า การที่มีคนแตกต่างทางความคิดได้มาเรียนรู้ร่วมกัน อย่างน้อยสถานการณ์บังคับให้เขาต้องฟังซึ่งกันและกันโดยอัตโนมัติ ซึ่งหากเป็นเวลาปกติเรามักไม่ฟังกัน ซึ่งเห็นได้จากกรณีเสื้อเหลืองเสื้อแดงในห้อง ซึ่งในที่สุดก็เข้ากันได้อย่างเป็นปี่เป็นขลุ่ย

๓.การเรียนรู้ได้มีการพิสูจน์ให้เห็นว่าการเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องนั่งในห้องเรียนเสมอไป เราอยู่ในรถวิทยากรก็บรรยายได้ แถมเมื่อเดินไปตามสถานที่ต่างๆวิทยากรก็อธิบายให้เราได้เห็นของจริงได้

๔.ผมได้พิสูจน์ให้หลายท่านเห็นว่า หลักสูตรการเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ ๑ ของสถาบันพระปกเกล้า นอกจากมีการเรียนในห้องแล้ว ยังมีนักศึกษาที่ไม่ได้แสกนมือเข้ามานั่งฟังบรรยายในห้อง แต่รอศึกษาจากบันทึกของผมอยู่รอบโลก มีหลักฐานการโต้ตอบในบันทึกอยู่ เช่น ท่านอัครราชทูตอินเดีย,ภริยาท่านรองกงสุลดูไบ เป็นต้น ท่านเหล่านี้ศึกษาเรื่องสันติวิธีและให้ข้อคิดดีมาก ผมได้โอกาสในการมีปฏิสัมพันธ์ทางความรู้

๕.การเรียนรู้จากการลงพื้นที่เป็นการเรียนรู้ที่ดีที่สุด เพราะเราสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลได้รับฟังข้อเท็จจริง รวมทั้งได้สัมผัสของจริง เช่น ที่มาบตาพุด หน่วยงานภาครัฐ หรือโรงงานอุตสาหกรรม นิคมอุตสาหกรรม ต่างก็พูดกันเป็นเสียงเดียวกันว่าควบคุมมลพิษอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน แต่ชาวบ้านในพื้นที่บอกว่าเขาป่วยกันอยู่ทุกวันนี้เพราะใคร และเมื่อเราลงพื้นที่จริง สิ่งที่จมูกเราสัมผัสได้ก็คือมันมีกลิ่นเหม็น ถ้าเราไม่ลงพื้นที่จริงเราก็ไม่สามารถรับรู้สิ่งเหล่านี้ได้

๖.การวางพื้นที่ให้พวกเราลงไปศึกษาทุกภาค ให้ไปเห็นเข้าใจสภาพปัญหาของภาคต่างๆ ทำให้เรารู้ว่าปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น ไม่ว่าปัญหาคนไร้รัฐไร้สัญชาติ ปัญหาที่ประชาชนขาดการเอาใจใส่ในการดูแลสุขภาพ ปัญหาการไม่ได้รับความยุติธรรมจากการปฏิบัติจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ ย่อมล้วนแล้วแต่เป็นเงื่อนไขที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งและสามารถนำไปสู่ความวุ่นวายเช่นเดียวกับปัญหาความรุนแรงในภาคใต้ได้เช่นกัน

๗.การที่พวกเราศึกษาและลงพื้นที่จริง แล้วมาจัดการเสวนาในหัวข้อต่างที่เราไปศึกษาดูงาน รับฟังความคิดเห็นจากผู้คนอย่างหลากหลาย แม้จะมีจำนวนคนไม่มากนัก แต่ก็มีนักวิชาการให้ความสนใจมาร่วมแสดงความคิดเห็นพอสมควร ซึ่งเราจะต้องรวบรวมข้อเท็จจริงและข้อเสนอแนะจากกลุ่มนักศึกษากันเองและนักวิชาการที่มาร่วมแสดงความคิดเห็น กลั่นออกมาเป็นรายงานเพื่อนำเสนอผู้มีอำนาจในบ้านเมืองจะได้ใช้ในการแก้ไขปัญหาของบ้านเมือง เป็นเรื่องต่อเนื่องที่นักศึกษารุ่นต่อไปจะได้ร่วมกันผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาต่างๆเหล่านี้ซึ่งจะก่อให้เกิดพลังอย่างต่อเนื่อง

๘.ในการพัฒนาหลักสูตรก็ควรจะต้องกำหนดให้นักศึกษาเขียนบันทึกลงในอินเทอร์เน็ตเพื่อให้บุคคลภายนอกใช้เป็นเวทีในการแสดงความคิดเห็น และที่สำคัญนักศึกษาเองก็จะได้มีโอกาสรับฟังความคิดเห็นของบุคคลอื่นที่ไม่ใช่นักศึกษาในสถาบันนี้ ซึ่งอาจจะเป็น ผู้ชำนาญเฉพาะด้าน ผู้ที่คลุกคลีกับปัญหาอย่างแท้จริง ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ ฯลฯ ซึ่งล้วนแล้วจะก่อให้เกิดประโยชน์ในการศึกษาทั้งสิ้น และอาจจะเจอปมความขัดแย้งที่สามารถแก้ปัญหาได้ในพริบตา

ผมเห็นแต่ข้อดีของการศึกษาหลักสูตรการเสริมสร้างสังคมสันติสุข และหวังว่าหลักสูตรนี้จะเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและข้อเสนอแนะของนักศึกษาหลักสูตรนี้จะสามารถช่วยให้ผู้มีอำนาจแก้ไขปัญหาสามารถใช้เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาได้เป็นอย่างดี และนักศึกษาหลักสูตรนี้เรียนจบแล้วไม่ใช่จบแล้วนิ่งเฉย ทุกคนมีสัญญาใจว่าเราต่างมีภาระที่จะต้องนำความรู้ไปแก้ปัญหาสังคมให้เกิดสันติสุขให้จงได้……

« « Prev : ๘๐.ปัจฉิมนิเทศ


ผู้ใช้ Facebook สามารถให้ความเห็นที่นี่ได้ โดยกด Like เพื่อแสดงตัว

1549 ความคิดเห็น