ภาษีสังคม ได้ยินมาตั้งแต่เด็ก แต่ก็ไม่เข้าใจ เมื่อเติบโตขึ้นมาก็ค่อยๆ สำเนียกความหมายและความสำคัญของเรื่องนี้…
ตามความเห็นส่วนตัว ภาษีสังคม คือ สิ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือเงินซึ่งจะต้องจ่ายหรือควรจ่ายเพื่อสถานภาพทาง สังคม สำหรับคนทั่วไปก็เช่น ช่วยงานศพงานบวชงานขึ้นบ้านใหม่ หรืองานวันเด็กในซอย เป็นต้น… ซึ่งภาษีสังคมนี้ บางครั้งเราก็ยินดีจ่าย บางครั้งก็ไม่ค่อยยินดี หรือบางครั้งก็จำใจจ่าย…
สองปีก่อนเมื่อยังเป็นสมภารเถื่อน คือไม่มีตราตั้งอะไรรองรับ แต่ดูแลและรับผิดชอบทุกอย่างภายในวัด คราวใดที่มีฏีกาเข้ามา ผู้เขียนมักจะไม่จ่าย โดยอ้างว่ามิใช่เจ้าอาวาส… จะจ่ายบ้างก็เฉพาะเครือข่ายส่วนตัว ซึ่งจำเป็นหรือยินดีจ่าย แต่มิใช่จ่ายในฐานะเจ้าอาวาส…
เมื่อแรกเป็นเจ้าอาวาสนั้น ผู้เขียนก็คุยกับเพื่อนรุ่นพี่รุ่นน้องที่เป็นเจ้าอาวาสว่า ใบฏีกาที่วัดต่างๆ ส่งมานั้น ผู้เขียนตั้งใจว่าจะไม่ไปเป็นปกติ และจะไม่ส่งใบฏีกาไปตามวัดต่างๆ แต่สภาพความเป็นจริงที่จะต้องไป ควรจะไป หรือจำใจไป ก็ค่อยๆ มากขึ้นๆ
ประการแรกก็คือในเขตอำเภอเมือง ตอนที่ผู้เขียนจัดงานศพอดีตเจ้าอาวาสนั้น ทุกวัดภายในเขตอำเภอเมืองจะมาร่วมเป็นเจ้าภาพทุกคืน โดยผลัดเปลี่ยนคืนละตำบล ซึ่งการที่คณะสงฆ์ช่วยในครั้งนั้นทำให้ผู้เขียนจัดงานศพไปได้โดยสะดวก ดังนั้น จึงตั้งใจว่า ในเขตอำเภอเมืองจะต้องไปเพื่อแสดงอุปการคุณตอบแทน…
ต่อมาก็คือวัดนอกเขตอำเภอเมือง ซึ่งผู้เขียนคุ้นเคยเป็นการส่วนตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือวัดแถวอำเภอสทิงพระบ้านเกิด หลายวัดผู้เขียนเคยอยู่เคยนอน เมื่อยังไม่เป็นสมภารนั้น ฏีกาจากวัดเหล่านี้จะไม่ส่งมา ส่วนตัวผู้เขียนเองถ้าทราบข่าวและโอกาสสะดวกก็มักจะไปร่วมช่วยงานตาม กำลัง… แต่เมื่อเป็นสมภาร วัดเหล่านี้ก็เริ่มส่งฏีกามาให้ (5 5 5…)
บางวัดมีสายใยกับวัดยางทองมานาน คล้ายๆ จะเป็นเครือญาติ เช่นอดีตเจ้าอาวาสวัดยางทองรูปหนึ่งเมื่อเกือบร้อยปีก่อน ท่านเป็นชาวอำเภอเทพา ลูกหลานของท่านยังมาพักมาบวชแก้บ่นที่วัดยางทอง หากทางวัดยางทองบอกงานไปเค้าก็จะมา เมื่อเค้าบอกงานมา ในฐานะสมภารวัดยางทอง ผู้เขียนก็ควรจะไป เพื่อสานต่อสายใยอันยาวนานนี้ไว้…
ญาติโยมคนเก่าคนแก่ของวัดและคนใกล้วัดข้างวัด ใครถึงแก่กรรม ในฐานะเจ้าอาวาส ก็ต้องมีน้ำใจร่วมทำบุญบ้างตามสมควร… นอกจากนั้นก็ยังมีญาติสนิทมิตรสหายทั้งใกล้และไกล เมื่อมีโอกาสก็ควรจะไป…
นอกนั้นก็ยังมีงานของคณะสงฆ์ เช่น ประชุมพระนวกะประจำปีซึ่งเดียวนี้บังคับวัดละสองพัน หรือตอนนี้ทางคณะสงฆ์จังหวัดสงขลากำลังจัดสร้างพุทธมณฑลประจำจังหวัด ส่วนหนึ่งที่เรี่ยไรก็คือวัดต่างๆ ก็ต้องจ่ายทุกครั้งที่บอกมา… ยังมีหน่วยงานราชการบางหน่วยที่เรี่ยไรจากวัด เช่น โรงพยาบาลต่างๆ ภายในจังหวัดจะมีการทอดผ้าป่าประจำปี ก็บอกบุญมายังวัดต่างๆ เป็นต้น
….ฯลฯ……….
จะเห็นได้ว่าภาษีสังคมของวัดซึ่งสมภารมีหน้าที่จะต้องดำเนินการนั้นมีมาก มาย แต่สภาพความเป็นจริงของแต่ละวัดนั้นแตกต่างกัน เช่น บางวัดมีรายได้สูง มีเงินเหลือมหาศาล สมภารจึงไม่เดือดร้อน… บางวัดแม้ไม่มีรายได้ แต่สมภารมีความสามารถสูงหาเงินได้เยอะก็อาจไม่เดือดร้อน… ส่วนบางวัดนั้นไม่มีรายได้ สมภารก็มีความสามารถธรรมดาๆ ก็อาจยุ่งยากในการจัดการภาษีสังคมเหล่านี้ให้เกิดความเหมาะสมได้ ซึ่งผู้เขียนก็ยังจัดอยู่ในกลุ่มนี้
ในฐานะสมภารใหม่ ผู้เขียนวิเคราะห์เรื่องนี้มาหลายเดือนแล้ว สภาพความเป็นจริงของวัดยางทอง แม้จะอยู่ในย่านคนค่อนข้างมีฐานะ แต่วัดนั้นไม่มีรายได้เฉพาะเลย สภาพเดิมของวัดก็มีปัญหาสั่งสมมานานจนคนไม่ค่อยจะเข้าวัด ส่วนฐานมวลชนของผู้เขียนในฐานะสมภารใหม่ก็อ่อนแอ เรื่องนี้จึงเป็นปัญหา…
ดังที่เคยปรารภหลายครั้งว่า วัด แม้จะเหมือนกันแต่ก็แตกต่างกัน เช่น บางวัดนั้น แม้จะไม่ได้อยู่ท่ามกลางคนมีอันจะกินและไม่มีรายได้เฉพาะ แต่ฐานมวลชนเข้มแข็ง พอมีฏีกาผ้าป่าจากวัดอื่น ก็ชวนกันไปร่วมบุญ โดยการเหมารถคันหนึ่ง แล้วก็ลงขันเก็บคนละร้อยสองร้อย หักค่ารถแล้วก็ทำบุญ ทางวัดไม่เดือดร้อน… หรือบางวัด ญาติโยมประจำวันพระมีเกือบร้อยคน พอท่านสมภารบอกบุญวันพระว่ามีผ้าป่า ก็ร่วมลงขันให้ท่านสมภารไปทำบุญ สมภารก็ไม่เดือดร้อน…
แต่บางวัด เช่นวัดยางทองปัจจุบัน ถ้าสมภารจะไปผ้าป่าหรืองานอะไรก็ตาม ต้องควักย่ามเอง ซึ่งปัจจุบันทำบุญในฐานะวัดราคาขั้นต่ำก็หนึ่งพันบาท หรือตัวอย่างก็ทอดกฐินปีที่ผ่านมา สมภารรุ่นน้องระดับลูกศิษย์พาญาติโยมมาร่วมทำบุญที่วัดพันสามร้อย ผู้เขียนก็ต้องกลับไปช่วยพันห้าร้อย นอกจากนี้ยังมีค่าน้ำมันและค่าคนขับรถอีก…
ประเด็นภาษีสังคมของวัด เป็นอีกอย่างหนึ่งที่ผู้เขียนในฐานะสมภารต้องดำเนินการตามความเหมาะสม ไม่ทำก็ไม่ได้เพราะเราอยู่กับสังคม ทำมากก็ไม่ได้เพราะทุนน้อย ทำน้อยเกินไปก็ไม่ได้เพราะ… ปลื้มใจอยู่อย่างเดียว พวกบอกว่าการเป็นสมภารวัดที่มีสภาพตกต่ำ อย่างเช่นวัดยางทอง ถ้าไปได้ดีขึ้น บ่งชี้ถึงความสามารถของสมภารคนใหม่…
สรุปว่า ภาษีสังคม เป็นประเด็นสำคัญที่พิสูจน์สมภารใหม่ ไม่ว่าสภาพความเป็นจริงของแต่ละวัดจะเป็นอย่างไรก็ตาม
February 28th, 2011 at 15:22
ภาษีสังคมเป็นเหมือนเงาตามตัว มีโผล่มาวับๆแวม ถ้าจ่ายตามที่ควรก็คงไม่เป็นไร แต่ถ้าเป็น”ภาษีฝืนสังคม” ก็เหนื่อยเหมือนกันนะครับ นึกไม่ถึงว่าพระเจ้าก็โดนอานเหมือนกัน
สาธุ
February 28th, 2011 at 17:19
ตามธรรมเนียมปฏิบัติที่รู้มานาน เงินที่ใช้ด้านภาษีสังคมทำนองนี้ ไม่สามารถจะใช้เงินในบัญชีวัดได้ เพราะไม่มีใครยินยอม เนื่องจากวัดยังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่จะต้องทำ นั่นคือ ต้องใช้เงินนอกบัญชี
เวลามีงานบุญ วัดอื่นๆ มาทำบุญที่วัด เงินก็เข้าบัญชีวัด… แต่เวลาวัดไปทำบุญวัดอื่นๆ ไม่อาจเอาเงินบัญชีวัดไปใช้จ่ายส่วนนี้ได้ ดังนั้น สมภารวัดต้องหาเงินนอกบัญชีมาใช้จ่ายส่วนนี้…
ก็คงจะยุ่งไปเรื่อยๆ…
เจริญพร
February 28th, 2011 at 18:34
อยากอ่านเรื่องพระๆ แบบนี้มากๆ สนุกมากครับ (ปนเศร้าด้วย)
ถ้าทำศพง่ายๆ แบบท่านพุทธทาสก็คงไม่ต้องลำบากมากนะขอรับ
พระพุทธเจ้าท่านก็ปลงศพง่ายๆ กลางป่า เช่นกัน
หรือว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องแยกพระเป็นสองสาย คือ
สายปฏิบัติธรรม
และสายธุรการธรรม
เช่นหลวงพ่อพุทธทาสนั้นท่านแยกแบบนี้แหละครับ
ตัวท่านเองเป็นสายปฏิบัติธรรม คือสวนโมกข์
ส่วนสายธุรการธรรมนั้นคือ วัดธารน้ำไหล
หรือว่าผมเข้าใจผิดก็ไม่ทราบขอรับ
นมัสการ
February 28th, 2011 at 20:35
กราบหลวงพี่ค่ะ
การเป็นสมภารก็มีหน้าที่และสิ่งที่ต้องคิดเยอะไม่แพ้หัวหน้างานที่เป็นฆราวาสเลยนะคะ
การบริหารเงินดูจะเป็นเรื่องใหญ่กว่าราชการเยอะเลยค่ะเพราะไม่มีงบรายหัวให้เหมือนรพ./รร.
กราบสามครั้งค่ะ
February 28th, 2011 at 21:53
ตำแหน่งจริงๆ ของท่านอาจารย์พุทธทาสคือ เจ้าอาวาสวัดพระบรมธาตุไชยา ซึ่งเป็นอารามหลวงชั้นเอกระดับวรมหาวิหาร ซึ่งวัดระดับนี้มีอยู่ไม่กิ่วัดในประเทศ มีผลประโยชน์มหาศาล ท่านอาจารย์พุทธทาสจะให้ใครดำเนินการก็ตาม แต่ท่านต้องรับผิดชอบและดูแลในส่วนนี้
การปลงศพแบบง่ายๆ ของท่านอาจารย์พุทธทาสแล้วนำอังคารหรือเถ้าไปโปรยที่แม่น้ำ….นี้เป็นคำสั่งของท่าน
มองมุมหนึ่งเพื่อเป็นแบบอย่าง แต่มองอีกมุมหนึ่งบ่งชี้ตัวตนของท่านก็ได้ (อัตวาทุปาทาน)… ขณะที่พระเถระบางรูปบอกว่าท่านตายไปแล้วก็สิ้นเรื่องของท่าน ใครจะทำศพอย่างไรก็ช่าง ! อาจลึกซึ้งกว่าท่านอาจารย์พุทธทาสก็ได้ ถ้ามองในมุมนี้…
สวนโมกข์ฯ จริงๆ ชื่อว่าวัดธารน้ำไหล ซึ่งท่านให้ท่านรูปอื่นเป็นเจ้าอาวาสแทน…
……..
การปลงพระสรีระของพระพุทธเจ้านั้น มิได้ทำกันง่ายๆ กลางป่าอย่างที่คุณโยมอาจารย์ทวิชเข้าใจ ตามคัมภีร์บอกว่าทำแบบเดียวกับกษัตริย์ระดับพระมหาจักรพรรดิ์…
…….
คำว่า ปฏิบัติธรรม ก็คือการทำให้ถูกต้องเหมาะสม ขึ้นอยู่กับสถานที่ เวลา บุคล และวิธีการ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม…
การดำเนินการที่เรียกว่า ธุรการ นั้น พระพุทธเจ้าตรัสไว้หลายเรื่อง เช่น พระที่จัดกิจนิมนต์เรียกว่า ภัตตุทเทสกะ ซึ่งผู้จัดกิจนิมนต์นั้น บางรูปก็อาจถือว่าปฏิบัติธรรม บางรูปก็อาจไม่ถือว่าปฏิบัติธรรม ก็ต้องพิจารณาแนวทางของแต่ละรูปว่าดำเนินการอย่างไร…
นอกจากนี้ก็ยังมีหน้าที่อื่นๆ เช่น จัดระเบียบกุฏิวิหาร จะให้พระมาพักหรือโยมมาพักอย่างไร… หน้าที่ต่างๆ นั้น พระวินัยบ่งชี้จัดเจนว่า หน้าที่เดียวทำหลายรูปก็ได้ หรือหลายหน้าที่ทำรูปเดียวก็ได้ ขึ้นอยู่กับปริมาณงานของวัดนั้นๆ
ยังเรื่องอื่นๆ อีกที่พระวินัยบอกไว้ในคัมภีร์ เช่น สวนผลไม้ของชาวบ้านที่มอบให้วัดดูแล พระผู้เป็นเจ้าหน้าที่จะดูแลอย่างไร
คุณโยมอาจารย์ ลองอ่านในพระไตรปิฏกในส่วนของพระวินัยปิฏกนอกพระปาฏิโมกข์ (มีมากใน จุลวรรค) ก็จะเจอธุรการทำนองนี้ ซึ่งพระพุทธเจ้าบัญญัติไว้
อย่างไรก็ตาม สังคมปัจจุบันก็ต้องปรับไปตามความเหมาะสม โดยคำว่าเหมาะสมนั้นจะต้องคล้อยตามกับพระธรรมวินัย… ถ้าทำอย่างนี้ก็ได้ชื่อว่าปฏิบัติธรรม แต่ถ้าขัดแย้งกับพระธรรมวินัยก็อาจมิใช่…
คนทั่วไปยังเข้าใจเรื่องทำนองนี้คลาดเคลือนอยู่มาก…
เจริญพร
February 28th, 2011 at 22:07
ก็คุยกับเพื่อนๆ วัดเล็กๆ ไม่มีผลประโยชน์ ระดับวัดยางทองยังยุ่งขนาดนี้…
วัดใหญ่ๆ ผลประโยชน์มหาศาล พระเณรเป็นร้อย คงจะยุ่งมากๆ…
ที่จริงแล้ว ญาติโยมฉลาดและเฝ้าดูวัดอยู่ตลอดเวลา ถ้าสมภารดำรงอยู่ในธรรม ปฏิบัติตามธรรม และเฉลียวฉลาด ก็อาจนำพาวัดได้… สมภารบางรูปมีข้อบกพร่อง ก็อาจถูกญาติโยมครอบงำ หรือบางรูปสมภารโง่ก็อาจถูกญาติโยมบางกลุ่มยึดอำนาจภายในวัด กลายเป็นสมภารตรายางเท่านั้นก็มี
ยังมีประเด็นทำนองนี้ที่จะเล่าอีกเยอะ (…….)
เจริญพร