๔๙.พลังวัฒนธรรม บ้าน วัด มัสยิด โรงเรียน

โดย อัยการชาวเกาะ เมื่อ 3 กันยายน 2008 เวลา 8:25 ในหมวดหมู่ เสริมสร้างสังคมสันติสุข #
อ่าน: 1885

          เมื่อวันที่ ๒๙ – ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๑ เราได้เดินทางสายที่ ๑ ไปยังปัตตานี สายที่ ๒ ไปที่นราธิวาส แล้วไปรวมกันที่ยะลา เพื่อร่วมงานมหกรรมสันติวิธีที่มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา เราปัดเวทีร่วมเสวนาในหัวข้อดังกล่าว โดยมีพระมหานภันต์ สนฺติภทฺโท(ถาวรบรรจบ) นายอัฮหมัดสมบูรณ์ บัวหลวง รศ.เสาวนีย์ จิตต์หมวด และนายประสิทธิ์ เมฆสุวรรณ โดยมี พลเอกเอกชัย ศรีวิลาศ เป็นผู้ดำเนินรายการ
          ในช่วงแรกๆมีปัญหาเกี่ยวกับระบบเสียงตอนที่ รศ.เสาวนีย์ ฯ และอัฮหมัดสมบูรณ์ บรรยายนั้น เนื่องจากลำโพงดังอยู่ข้างเดียว และข้างที่ผมนั่นนั่นแหละที่มันไม่ดัง ก็เลยมีปัญหากับการจับใจความ เพราะห้องเสวนาต่างๆอยู่ใกล้กัน เสียงดังจ้อกแจ้กจอแจเลยดังรบกวนสมาธิ แต่จับใจความได้ว่า รศ.เสาวนีย์ ได้นำเสนอถึงความสำคัญของสถาบันครอบครัว และว่าสายใยรักแห่งครอบครัวนั้น เริ่มจากสายสะดือ ที่เป็นที่ส่งอาหารให้แก่ร่างกาย  สายใจ เป็นที่ให้ความรัก และสายจิตให้คุณธรรม แก่ลูก ผมประทับใจมาก ท่านพูดถึงความสำคัญของแม่และพ่อในการให้ความอบอุ่นแก่ลูก ปลูกฝังคุณธรรมที่ดีงาม สั่งสอนในสิ่งดีๆให้กับลูก  ซึ่งจะทำให้เด็กรู้ผิดชอบชั่วดี และท่านพูดถึงว่าการอบรมสั่งสอนให้เด็กเป็นคนดีต้องร่วมกันทั้ง บ้าน โรงเรียนและมัสยิด หรือที่เรียกว่า บรม ถ้าเป็นพุทธก็จะเป็น บ้าน วัด และโรงเรียน หรือที่เรียกว่า บวร
          อัฮหมัดสมบูรณ์ ก็เสียสมาธิไม่น้อยเมื่อมีเสียงดังรบกวนการพูด ผมก็เสียสมาธิกับเสียงดังรอบด้านเหมือนกัน จับใจความยากมาก..อิอิ ท่านได้ฉายภาพให้เราดูมัสยิดที่ต่างๆและพูดถึงความสำคัญของมัสยิดว่า มัสยิดในอดีตมาจนถึงปัจจุบันมีสถานภาพเหมือนกันนับพันปีมาแล้ว มัสยิดเป็นสถานที่สำคัญสำหรับผู้นับถือศาสนาอิสลาม อยู่ที่ไหนก็อยู่ที่นั่นจะย้ายไปอยู่ที่ไหนไม่ได้ มีผู้ว่าราชการแห่งหนึ่งพูดว่าย้ายมัสยิดมาอยู่ที่นั่นที่นี่ได้ไหม การพูดอย่างนี้ก็คือการไม่ได้เข้าใจศาสนา มัสยิดนั้นไม่มีใครสามารถอ้างได้ว่าเป็นเจ้าของเพราะมัสยิดไม่เป็นของใคร แต่เป็นของพระเจ้า เว้นแต่มัสยิด ๓ แห่ง(ซึ่งอยู่ในต่างประเทศ) ท่านพูดชื่อมัสยิดเป็นภาษาอิสลามที่ผมจับชื่อไม่ได้ แต่จับใจความได้ว่ามัสยิดแห่งที่สามอยู่ในความดูแลจัดการของอิสราเอล ใครเข้าไปทำละหมาดที่สามมัสยิดดังกล่าวจะได้บุญมาก

          มัสยิดมีความสำคัญอย่างยิ่งของผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม ท่านอธิบายว่าหัวหน้าของมัสยิดเรียกว่า “อิหม่าม” ใครจะมาเป็นอิหม่ามไม่ใช่จะได้มาง่ายๆโดยการสมัคร หรือจากการเลือกตั้ง ไม่ต้องการเสียงข้างมาก แต่เป็นเรื่องของความศรัทธาสรรหาต่อผู้ที่จะมาเป็นโต๊ะอิหม่าม มัสยิดเป็นศูนย์กลางของการบริหารการเมือง การปกครอง ที่ประกอบศาสนกิจ สอนให้เป็นคนดีมีชีวิตอยู่อย่างสันติ เป็นที่ถูกคุ้มครองทั้งส่วนบุคคล ส่วนรวม กฎหมายบ้านเมืองและกฎหมายนานาชาติ มัสยิดมีภาระกิจ  ๔ ประการ คือ เป็นสภาประชาชน  เป็นศูนย์วัฒนธรรม เป็นศูนย์กลางการปกครอง เป็นเป็นศาลสถิตย์ยุติธรรม แต่ของไทยมาเปลี่ยนแปลงโดยมีกำนันผู้ใหญ่บ้าน ดังนั้นพอมีเหตุขึ้นมาก็มีการโยนความรับผิดชอบไปให้ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มัสยิดจึงไม่ได้ทำหน้าที่ของตนตามภาระกิจดั้งเดิมที่แท้จริง

          มัสยิดในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่จดทะเบียนจำนวน ๑,๖๒๓ มัสยิด ที่อยู่ในหมู่บ้านเป็นมัสยิดเล็กๆซึ่งไม่ได้จดทะเบียน อีก ๓,๐๐๐ กว่าแห่ง ถ้าจะหาทางออกให้สังคมมุสลิมและสังคมไทย ก็ควรจะใช้มัสยิดเป็นพลังในการหาทางออก มัสยิดแต่ละแห่งแต่ละแห่งมีผู้บริหารรวม ๑๕ คน ทุกมัสยิดจะมีโต๊ะอิหม่าม ๑ คน มีคอเตบบิลาน อีก ๒ คน ที่เหลือเป็นกรรมการ ๑๒ คน ซึ่งล้วนแล้วเป็นบุคคลที่ชุมชนให้ความเคารพนับถือแต่เขาเหล่านี้ไม่ถูกใช้ประโยชน์เลย ดังนั้นถ้าหากภาครัฐจะแก้ปัญหาภาคใต้ต้องให้ความสำคัญกับคนเหล่านี้

         มีมัสยิดก็ต้องมีโรงเรียนควบคู่กันไปสอนภาษามลายูเพื่อใช้ในการเรียนรู้ศาสนา เมื่อคนภาคใต้ขอใช้ภาษามลายูเป็นภาษาราชการ ถูกตีกลับทันทีว่าต้องใช้ภาษาไทย แต่รัฐบาลไม่คิดว่าชาวบ้านเขาใช้ภาษามลายูในการติดต่อสื่อสาร ไม่เพียงแต่คนไทยด้วยกันแต่ติดต่อไปทั่วโลก อย่าลืมว่าทั่วโลกมีมุสลิมอยู่มากมาย 
 

         ถึงคราวหลวงพี่ติ๊กบรรยายบ้าง ท่านกล่าวชมหลักสูตรการเสริมสร้างสังคมสันติสุข ที่จัดรายการดีๆอย่างนี้ หลักสูตรพวกเราใช้ชื่อย่อว่า สสสส ถ้าเป็นภาษาอังกฤษก็เทียบด้วยตัว S ขอบอกว่า โฟร์เอสสร้างสรรค์งานดีมีคุณภาพอีกแล้วครับท่าน เล่นเอาน้องนักศึกษาที่เป็นมุสลิมโพกศีรษะมานั่งฟังอยู่หัวเราะแทบตกเก้าอี้…อิอิ

          ท่านบอกว่าเตรียม powerpoint มาแต่ไม่มีเครื่องฉายก็เลยขอใช้ powerพระ ก่อนแล้วกัน ฮา…หลวงพี่พูดถึงบรม และบวร เอามารวมกันเป็นบรมบวร แปลได้ดังนี้ บรม แปลว่าอย่างยิ่ง บวร แปลว่าประเสริฐ เมื่อเอามารวมกันจึงแปลว่าประเสริฐอย่างยิ่ง (ความจริงผมรวมเป็น บรวม…อิอิ) แต่มันจะประเสริฐได้มันจะต้องประสานกันก่อน ถ้าประสานบ้านวัดมัสยิดหรือรวมวัดเข้าไปด้วยได้ สังคมก็จะอยู่อย่างสันติ แต่บางครั้งการที่จะสอนคนก็ต้องใช้ความเมตตา สอนด้วยความอ่อนโยนเพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างแท้จริง หลวงพี่จึงเล่านิทานให้ฟังว่า

          ที่วัดแห่งหนึ่งมีเจ้าอาวาส กับเจ้าจุกศิษย์วัดตัวกะเปี๊ยก ที่วัดจะมีญาติโยมมาทำบุญอยู่บ่อย คุณนายลิ้นจี่ก็เป็นคนหนึ่งที่เอาของมาถวายเจ้าอาวาสเป็นประจำ อยู่มาวันหนึ่งหลวงพ่อเจ้าอาวาสออกไปธุระ คุณนายลิ้นจี่เอาผ้าไตรมาถวายไม่เจอกันก็ฝากเจ้าจุกไว้ พอหลวงกลับมาถามว่ามีใครมาบ้าง เจ้าจุกก็รายงานว่ามีคุณนายลิ้นจี่มา หลวงพ่อก็ถามว่าแล้วโยมเอาอะไรมาบ้างล่ะ เจ้าจุกก็ตอบว่าผ้าไตร แล้วก็นั่งเฉย

          หลวงพ่อเห็นเจ้าจุกทำเฉยก็พูดขึ้นว่าก็ประเคนสิ  แล้วมองหน้าเจ้าจุก แล้วมองผ้าไตร เจ้าจุกก็งง มองหน้าหลวงพ่อแล้วก็มองผ้าไตร ไม่เข้าใจ หลวงพ่อก็เลยเดินไปหยิบผ้าไตรแล้วฟาดไปที่หัวเจ้าจุกเบา แล้วพูดว่านี่ประเคน นี่ประเคน แล้วกราบสามครั้งด้วย เจ้าจุกกราบสามครั้งแล้วก็นึกในใจว่า อ๋อ..ประเคนเขาทำอย่างนี้นี่เอง
          วันรุ่งขึ้นก็ให้บังเอิญว่าเจ้าอาวาสมีธุระต้องออกไปนอกวัดอีก และก็บังเอิญอีกที่คุณนายลิ้นจี่เอาทุเรียนมาถวาย ก็ฝากเจ้าจุกไว้เหมือนเดิม พอเจ้าอาวาสกลับมาจากทำกิจธุระก็ถามเจ้าจุกว่า วันนี้มีใครมาหาบ้าง เจ้าจุกก็ตอบว่าคุณนายลิ้นจี่ครับ เจ้าอาวาสก็ถามว่าแล้วคราวนี้เอาอะไรมาล่ะ เจ้าจุกก็ตอบว่าทุเรียน เจ้าอาวาสก็ไม่ได้นึกอะไร นั่งขัดตะหมาด(ขัดสมาธิ)แล้วก็เอ่ยขึ้นว่า เอา..มาประเคน
           เจ้าจุกหิ้วที่ก้านทุเรียนและมืออีกข้างประคองอีกด้านหนึ่งเดินเข้าไป..เดินเข้าไป..ยกทุเรียนขึ้น…ประเคนไปบนศีรษะหลวงพ่อ แล้วก็บรรจงกราบ ๓ ครั้ง เงยหน้าขึ้นมา…
 

          หลวงพ่อชักตาตั้งพร้อมกับเลือดไหลเป็นทาง ฮา…….
 

          นิทานเรื่องนี้จะสอนว่าอย่างไรต้องติดตามตอนต่อไป…เดี๋ยวจะนำมาประเคนให้…ฮา…

 

« « Prev : ๔๘.บทสรุปจากการลงพื้นที่จริง

Next : ๕๐.พลังวัฒนธรรม บ้าน มัสยิด วัด โรงเรียน(๒) » »


ผู้ใช้ Facebook สามารถให้ความเห็นที่นี่ได้ โดยกด Like เพื่อแสดงตัว

3 ความคิดเห็น

  • #1 kajonsaks ให้ความคิดเห็นเมื่อ 4 กันยายน 2008 เวลา 21:04

    เมื่อใดที่ ประเทศมีผู้นำที่ไม่มีคุณธรรม ประเทศจะอ่อนแอ และวุ่นวาย
    ขอให้ประเทศไทยได้คนดี ปกครองบ้านเมืองเสียที ประเทศจะได้สงบสุขซักที

  • #2 อัยการชาวเกาะ ให้ความคิดเห็นเมื่อ 5 พฤศจิกายน 2008 เวลา 7:20

    ขออภัยคุณขจรศักดิ์มากๆเลยครับ
    ผมเข้าบันทึกไม่ได้นานครับ เหมือนคอมมันแฮ้งค์ครับ ก็เลยไม่ได้โพสต์บันทึกต่อ ไม่ได้ตอบคอมเม้นท์ ต้องขออภัยอย่างยิ่ง
    ตั้งแต่วันที่คุณขจรศักดิ์แวะเข้ามาในบันทึกถึงวันนี้ ผมว่าก็ยังวังเวงถ้าคนที่มาปกครองประเทศไม่กล้าตัดสินใจด้วยตนเอง เกรงนายทุนพรรค เกรงพรรคล่ม เกรงรัฐบาลมีอายุไม่ยืน แต่ไม่เคยเกรงประชาชนเสียประโยชน์ เฮ้อ..ช่วยกันบ่น อิอิ

  • #3 Michael Kors Bags Sale ให้ความคิดเห็นเมื่อ 20 กันยายน 2014 เวลา 18:57

    df
    Michael Kors Bags Sale


แสดงความคิดเห็น

ท่านอยากจะเข้าระบบหรือไม่


*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Click to hear an audio file of the anti-spam word


Main: 0.10393810272217 sec
Sidebar: 0.066586971282959 sec