๗๔.ระโหยโรยแรงแห่งอิหร่าน
อ่าน: 533ถึงดูไบแล้วครับ วีรกรรมวีรเวรของสองหนุ่มมากๆและคณะนักศึกษาเสริมสร้างสังคมสันติสุขรุ่นที่ ๑ ที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลฝ่าดงทะเลทรายไปยังประเทศอิหร่านและสาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์หรือดูไบ พวกเราเพิ่งเดินทางมาถึงดูไบเมื่อกี้นี้เอง พ่อครูบาบอกว่ากลัวลูกหลานและพี่น้องที่นี่เป็นห่วงก็จะหาทางเอาเรื่องขึ้นบล็อกให้ได้ แต่อยู่ที่อิหร่านจนปัญญาเพราะในโรงแรมมีบริการแต่ไม่มีภาษาไทยกลัวส่งข้อมูลแล้วญาติๆจะนึกว่าเราเก่งไปไม่กี่วันเขียนบันทึกเป็นภาษาเปอร์ซี(ภาษาทางการของอิหร่าน)ได้ อิอิ เอาละครับพ่อแม่พี่น้องตามมาสนุกกับเราได้ทั้งในบล็อกของอัยการชาวเกาะที่ลานสันติสุขและของครูบาสุทธินันท์นะขอรับ
เราออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิตอนตีหนึ่งเศษ หลังจากที่ทัวร์นัดเราเจอกันที่สนามบินตอนสามทุ่ม แต่ผมต้องแหกขี้ตามาจากภูเก็ตตั้งแต่ ๖ โมงเย็น นั่งพูดคุยกันไปเดินไปเดินมา สาวของๆพวกเราก็ลองคลุมศีรษะกันดูเพราะเมื่อจะเข้าเตหะรานผู้หญิงทุกคนไม่ว่าชาติไหนก็ต้องคลุมศีรษะ
เดินไปเดินมาจนได้เวลาขึ้นเครื่อง บนเครื่องครูบานั่งแถวสหน้าผมหยิบหนังสือพิมพ์อิหร่านมาทำเท่ห์ ดูแต่รูป…ฮา.ก๊าก…ดูรูปพ่อครูอ่านหนังสือพิมพ์อิหร่านสิ

ตอนหลังถูกย้ายมานั่งขนาบหลวงพี่ติ๊กด้านหนึ่ง ผมขนาบอีกข้างหนึ่ง พอกำลังเคลิ้มหลับ แอร์ก็มาปลุกกินอาหารตอนตีสองครับพี่น้อง พวกเรารำคาญก็เลยซัดกันหมดบะหมี่ผัดหมดไป ๑ จาน ฮ่าๆ ส่วนหลวงพี่ติ๊กนั่งทำตาปริบๆ ไม่รู้จะทำไงได้ ก็เลยสั่งน้ำส้มมาถวาย แถมด้วย เซเว่นอัพอีก ๑ กระป๋อง นึกอยู่ในใจว่าบาปไหมตู กินยั่วพระอยู่ได้..อิอิ
ระหว่างเดินทางพวกเราดูหนังกันบ้าง เล่นเกมส์บ้าง หลับกันไปบ้าง ผมไม่ค่อยกล้าหลับเพราะชอบกรนกลัวกัปตันนึกว่ามีสิงโตคำรามบนเครื่อง แต่ก็วูบหลับจนได้เราไปถึงดูไบตอนมืดตีสี่กว่า แต่ยังต้องรอเครื่องไปเตหะรานตอนเวลา ๐๗.๕๕ น. ปรากฏว่าเวลาที่นี่ห่างกับเมืองไทย ๓ ชั่วโมง แสดงว่าเราได้เวลาเพิ่ม ๗ โมงเช้าจึงเท่ากับ ๑๑.๕๕ น.ของบ้านเรา มีหรือมาถึงดูไบแล้วจะอยู่เฉยๆเพราะสนามบินเขากว้างใหญ่ ว่ากันว่าคนออกแบบคือคนที่ออกแบบสนามบินสุวรรณภูมิ สังเกตุดูรูปทรงก็คล้ายๆกันมีโค้งๆ…นั่งหลับกันที่สนามบินกันไป ซื้อของกันไป หากาแฟกินกันไป ดูท่าทางหลวงพี่ติ๊กจะหิว ผมก็เลยไปหาซื้อขนมกับกาแฟมาถวาย ต้องไปเข้าแถวแลกเงินดูไบ แล้วมาเข้าแถวซื้อกาแฟกับขนม คิดเป็นเงินไทยก็ตกสองร้อยกว่าเกือบสามร้อย โอ้โฮเฮะ…จากนั้นเมื่อได้เวลาเราขึ้นเครื่อง แต่พอเครื่องออกได้แป๊บเดียวกินอีกแล้วครับพี่น้องเป็นอาหารเช้า แล้วเราก็หลับไปกันคุยกันไป แต่ส่วนใหญ่หลับเพราะเพลียจากการเดินทาง เราถึงสนามบินอิหม่ามโคมัยนี่ ซึ่งเป็นสนามบินใหม่ ผ่านขั้นตอนตรวจคนเข้าเมืองไม่ค่อยยุ่งยาก ถึงสนามบินตอนเวลา ๙.๓๕ น. ไปถึงโรงแรมที่พักก็เป็นเวลาบ่ายโมง เท่ากับบ้านเราคือ ๔ โมงเย็นเศษ กินอีกแล้วครับพี่น้องแต่เป็นการกินมื้อเที่ยงเมื่อเวลาสี่โมงเย็นของบ้านเรา เอาภาพมาให้ดูความงามของเตหะรานเพียงบางส่วนก่อนนะครับ

ทานข้าวเสร็จก็เช็คอิน ผมเตรียมตัวมาดีจึงมีปลั๊กไฟสำหรับใช้ที่อิหร่านแถมยังเอาสายต่อที่มีปลั๊กย่อยอีก ๓ ช่อง ครูบาจึงได้อาศัยชาร์ตแบตเพิ่ม จากนั้นเขาก็พาเราไปดูพิพิธภัณฑ์พรมเปอร์เซีย สวยงามมาก ไกด์เล่าว่าพรมบางผืนเด็กหญิงอายุ ๖-๗ ขวบเริ่มทอ และทอไปจนกระทั่งเป็นสาวจึงเสร็จพอแต่งงานก็จะเอาพรมไปขายมาเป็นรายได้ ผมสังเกตความละเอียดของพรมสวยมากถ่ายภาพมาฝากหลายภาพ ในพิพิธภัณฑ์เขาห้ามใช้กล้องถ่ายรูปที่มีแฟลช แต่กล้องผมมีฟังชั่นดีพอสมควรจึงทำให้ได้ภาพงามๆในสายตาผมมาหลายภาพ พรมที่นี่เขาใช้เส้นไหมอิหร่านทอจะไม่ใช้ไหมจากที่อื่นมาทออย่างเด็ดขาด พรมที่ดีแม้บุหรี่ตกลงไปบนพรมก็จะไม่ไหม้ แต่ก็นั่นแหละพี่น้อง จะซื้อพรมมาทิ้งก้นบุหรี่หรือไง เขาอธิบายว่าพรมนั้นเขาดูที่ไหมที่ทอ ดูลวดลาย ดูที่ปมข้างผืนทองยิ่งปมมากก็ยิ่งแสดงถึงความละเอียดมาก ดูเวลา ยิ่งพรมมีอายุยาวนานเท่าไหร่ก็เหมือนเป็นมูลค่าเพิ่ม ราคาก็จะยิ่งสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ลองดูความงามของพรมเปอร์เซียดูนะครับ

เสร็จแล้วมีเวลาเหลือเขาจึงพาเราไปทิ้งที่ห้างให้เดินช้อบปิ้งแต่ไม่ถูกใจโก๋เพราะไม่มีอะไรให้ซื้อเหมือนห้างบ้านเราสักเท่าไหร่ จากนั้นจึงขึ้นรถไปสถานฑูตไทยในเตหะราน เราได้พบกับท่านอุปฑูตเนื่องจากท่านเอกอัครราชฑูตไม่อยู่ไปราชการที่กทม. เราได้รับการพูดคุยพิเศษกับท่านอุปฑูต ตัวแทนจากปตท.ที่มาลงทุนสำรวจและขุดเจาะน้ำมัน และโครงการผลิตและนำเข้าแก๊ส ซึ่งพบว่าเป็นแก๊สซึ่งมีอยู่ประมาณ ๓๐ เปอร์เซนต์ของพื้นที่ที่ได้รับสัมปทาน กับตัวแทนจากกลุ่มปูนซิเมนต์ไทยซึ่งมีโครงการร่วมทุนผลิตเม็ดพลาสติกผมๆได้สอบถามตัวแทนจากปตท.ว่าจริงที่คนอิหร่านจะเติมน้ำมันต้องจำกัดปริมาณแต่ราคาน้ำมันราคาถูกมากจริงๆ ลิตรหนึ่งตกประมาณ ๓ บาท เพราะรัฐจ่ายส่วนต่างค่ากลั่นน้ำมันให้ประชาชนแทน ผมเกิดความสงสัยว่าทำไมไม่กลั่นน้ำมันเองก็ในเมื่อดาวเทียมทำได้ ทำไมแค่โรงกลั่นน่าจะทำได้ ยังไม่มีเวลาถามคนอิหร่าน อิอิ.. แล้วเราย้ายเข้าไปนั่งโต๊ะวีไอพี ที่ทางสถาบันกำหนดตัวผู้ที่เข้านั่งไว้แล้วมีผมรวมอยู่ด้วย อาหารก็อร่อยดี ทานเสร็จ ไกด์พาเราไปฟันที่รานขายพรม อิอิ พรมของเขาสวยจริงแต่ราคาก็แพงเหมือนกัน ดูพรมดูข้าวของที่จตุรัสที่ใหญ่เป็นอันดับสองรองจากเทียนอันเหมิน แล้วกลับโรงแรม แต่พวกเราหมดฤทธิ์แล้วครับต่างคนต่างแยกย้ายเข้าห้อง ไม่ได้ยินว่าใครไปต่อที่ไหนเลย อิอิ แถมมีบางคนไม่อาบน้ำด้วย ก๊าก…รออ่านตอนต่อไปนะครับ
12 ความคิดเห็น
พอกำลังเคลิ้มหลับ แอร์ก็มาปลุกกินอาหารตอนตีสองครับพี่น้อง พวกเรารำคาญก็เลยซัดกันหมดบะหมี่ผัดหมดไป ๑ จาน ฮ่าๆ ส่วนหลวงพี่ติ๊กนั่งทำตาปริบๆ ไม่รู้จะทำไงได้ ก็เลยสั่งน้ำส้มมาถวาย แถมด้วย เซเว่นอัพอีก ๑ กระป๋อง นึกอยู่ในใจว่าบาปไหมตู กินยั่วพระอยู่ได้..อิอิ
ชอบจังเลยค่ะ คนขี้รำคาญ อิอิ
รอชมอิหร่าน ในบันทึกต่อไปค่ะ
ฝากบอกทุกท่านว่ารักษาสุขภาพด้วยค่ะ ^_^
น่าติดตามจังครับ ทำให้อยากไปมาก จะคอยติดตามนะครับ
ดีใจที่เห็นบันทึกที่รอคอยนะคะ กอดผ่านฟ้าไปถึงทุกท่านนะคะ (ยกเว้นหลวงพี่ติ๊ก 555 ฝากกราบแทนค่า..^ ^)
หลวงพี่ติ๊กปฏิบัติตัวยากไหมครับ??? สงสัยจัง??
อิอิ ครูปูขี้รำคาญไหมครับ อิอิ
ฮ่าๆ อ.ขจิต ที่จะเลิกกินเกือบจะเป็นปลา ฮ่าๆ หลีกเลี่ยงจากไก่ก็เป็นปลา หลีกเลี่ยงจากปลาก็เป็นไก่ ใน ๑ อาทิตย์ได้กินแกะ ๒ มื้อ นอกนั้นปลากกับไก่ครับ อิอิ
กินนานแล้วนึกถึงเฮียเหลียงครับ ว่าถ้าเฮียเหลียงมาคงหายอยากไปอีกนาน ฮ่าๆ
น้องเบิร์ด พี่ได้บอกหลวงพี่ติ๊กแล้ว ท่านไม่ว่าอะไรได้แต่ อิอิ
พี่บางทรายครับ
หลวงพี่ติ๊กปฏิบัติตัวไม่ยากครับ ถวายอะไรก็ฉัน ถวายเมื่อไรก็ฉันเมื่อนั้นเว้นแต่หลังเที่ยง เดินขึ้นลงโรงแรมเป็นว่าเล่น ท่านไปสถานที่ท่องเที่ยวถูกสาวๆขอถ่ายรูป ฮา…
อัดอั้นตันใจที่ไม่ได้ปล่อยเสียงกรนเน้อ…น่าเรียนรู้นะความรู้สึกนี้….อ่านบันทึกจบแล้วกลับรู้สึกว่า…มีเรื่องอื่นที่มีอิทธิพลกว่า…เลยผ่อนคลายปล่อย……..อิอิ
สวัสดีครับพี่ตา
เวลาต้องอยู่ในที่สาธารณะผมต้องสั่งตัวเองไม่ให้กรน เพราะไม่งั้นเสียงดังมาก แต่อยู่บ้านคุณแอ๊ดบ่นว่ากรนเสียงดัง แต่ไม่ใช่กรนแบบหยุดหายใจ ผมพยายามนอนตะแคงเพื่อลดการกรน ตอนนี้ไปเดินวิ่งออกกำลังด้วย แต่คอหย่อนหมดแล้ว อิอิ จับดูดึงห้อยออกมาแล้ว ฮ่าๆ