เซเว่น…กูไม่เชื่อมึงครับ!

โดย Nothing เมื่อ 14 October 2009 เวลา 12:16 am ในหมวดหมู่ สัพเพเหระ #
อ่าน: 4493

สืบเนื่องมาจากบันทึกนี้ของ คุณเบิร์ด(จอมแปะ) ทำให้ผมนึกถึงเรื่องหนึ่งที่เคยคิดและวิจารณ์ไว้ในใจ  แม้จะเป็นอะไรที่ต่างกันสุดขั้ว  แต่ก็มีอะไรที่เนื่องกันอยู่  และถือว่าเป็นประสบการณ์ตรงเลยอยากเอามาเล่าสู่กันฟังครับ

หลายวันก่อนผมได้ยินการออกมาให้ข้อมูลของผู้บริหารเซเว่น-อีเลฟเว่นว่า  เขานั้นไม่ได้เป็นคู่แข่งกับร้านโชวห่วย  ในทางตรงข้ามเขากลับเป็นอะไรที่เติมเต็มให้ร้านโชวห่วย  สินค้าที่เขาขายนั้นราคาสูงกว่าร้านโชวห่วยเสียด้วยซ้ำ  เหตุที่ร้านโชวห่วยอยู่ไม่ได้นั้นก็เป็นเพราะตัวเจ้าของเอง บ้างบริหารไม่ดี ขาดทุน หรือว่าเบื่อไปเอง  ผมจับใจความได้ประมาณนี้ครับ

แหม พูดออกมาได้  ไม่แน่ใจว่าที่พูดนั้นตรงกับใจหรือซ่อนมีดอันคมกริบไว้ข้างหลังหรือเปล่า ครับ  เอาเป็นว่าพูดไปเขาจะหาว่าปรักปรำคนที่ทำธุรกิจสำเร็จเพราะตัวเองขยัน แต่คนอื่นขี้เกียจ!?  มาฟังของจริงที่ผมเห็นกับตาตัวเองกันดีกว่า  แม้จะเป็นตัวอย่างของกลุ่มคนเล็กๆ แต่ก็เป็นตัวอย่างที่เห็นได้จริง สัมผัสได้

ที่หลังมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต (ขอเรียกย่อๆ ว่า ม.อ. ก็แล้วกันนะครับ)  ตรงนั้นมีชุมชนเล็กๆ ที่มีการสร้างอาคารบ้านเรือน สร้างธุรกิจเล็กๆ เพื่อรองรับนักศึกษาที่นั้น เช่น ร้านอาหาร ร้านขายของชำ ร้านเช่าการ์ตูน ฯลฯ  เพื่อนผมก็เป็นหนึ่งในนั้น  คือพวกเธอ(มีกันสองคน)ร่วมกันเปิดร้านเช่าการ์ตูนเล็กๆ(เพราะเบื่อหน่ายกับ ปัญหาบางอย่างขององค์กรเอ็นจีโอ พวกเธอเลยลาออกมา) แถวๆ หลังม.อ. ก่อนหน้านี้สักห้าหกปีก็อยู่กันได้ดี  มีนักศึกษามาเดินหาของกินยามเย็นกันพอสมควร  ก็อยู่กันพออยู่พอกินว่างั้นเถอะ

อยู่มาวันหนึ่งก็มีเซเว่นมาเปิดสาขาหนึ่ง แต่ก็อยู่ห่างพอสมควรแบบว่าเดินไม่ถึง  อันนี้ก็ไม่มีผลกระทบมากนัก  ประกอบกับความเบื่อหน่ายของเพื่อนผมที่เห็นว่าไม่อยากเปิดร้านเช่าการ์ตูน แล้ว  ปัญหาหลักคือไม่อยากให้เด็กนักศึกษาติดการ์ตูนนัก  จะได้เอาเวลาไปอ่านหนังสือเรียนน่าจะดีกว่า  พวกเธอเลยเลิกแล้วหันมาขายผลไม้และน้ำผลไม้แทน  และเหมือนเดิมคือก็ยังพออยู่พอกินกันได้

แต่มีอยู่วันหนึ่งมีเซเว่นมาเปิดอีกสาขาหนึ่ง  คราวนี้ห่างจากประตูหลังแค่เดินไม่กี่ก้าว  คราวนั้นแหละครับปัญหาใหญ่ก็เกิดขึ้น  นักศึกษาเดินซื้อของกัน เอาเป็นว่าน้ำที่แช่ไว้เย็นไม่ทันก็แล้วกันครับ  กาลผ่านมาเรื่อยๆ คนที่เดินไปซื้อของที่ร้านเพื่อนผมก็น้อยลงเรื่อยๆ เพราะต้องเดินไปไกลกว่า ลดลงเรื่อยๆ จนกลายเป็นร้างเลยก็ว่าได้  จนร้านเล็กๆ แถวนั้นอยู่กันแทบไม่ได้เลยก็ว่าได้

เพื่อนผมก็ปรับตัวกันด้วยการต่อรถเข็นแล้วเข็นไปขายที่หลังประตูม.อ.  ซึ่งสามารถขายได้หลังสองทุ่มเป็นต้นไปเท่านั้น ซึ่งข้อจำกัดของการขายคราวนี้คือขายของได้บางอย่าง และถูกจำกัดเวลา  และร้านที่เช่าไว้ก็ปิดทิ้งไว้ก่อน ให้จิ้งจกอยู่ไปพลางๆ พร้อมค่าเช่าที่เสียฟรีๆ เพราะถ้าปล่อยคืนเจ้าของไปก็เสียดาย เผื่อจะทำอะไรได้อีกในอนาคต…เรื่องเล่าก็จบลงเช่นนี้

แล้วนี่หรือครับที่คุณบอกว่า คนเหล่านี้เขาขี้เกียจ ไม่รอบคอบ ทำธุรกิจไม่เป็น ธุรกิจย่อมมีความเสี่ยง หรือเบื่อหน่ายในงานตัวเอง…หา?

คุณว่าคนที่ยอมเลิกกิจการที่มอมเมาเยาวชน คนที่ไปซื้อของโดยเตรียมภาชนะไปเองโดยไม่อยากใช้ถุงพลาสติก เพราะไม่อยากให้โลกร้อน คนที่เลือกของขายที่ปลอดสารพิษมากที่สุด คนที่ไม่คิดจะเอาเปรียบลูกค้า เอาแค่ตัวเองอยู่ได้โดยไม่ทำร้ายสังคมและโลก  คุณเอาต่อมความคิดอย่างนี้มากจากไหน  บรรพบุรษที่เป็นคนไทยแท้ๆ คงไม่สอนคุณแน่นอน  ผมไม่รู้ว่าเขาคิดว่าเขาเป็นคนไทยหรือเปล่า  เพราะสังเกตเห็นผู้บริหารระดับสูงของคุณ..พูกไทยไม่ชักสักคงเลียว

แล้วเห็นพนักงานของคุณไหมครับ  ที่รับมาก็ล้วนเป็นนักศึกษา หรือใครที่ไม่สามารถหือกับคุณได้  วันดีคืนดีมีของเหลือก็พยายามกดดันให้พนักงานขายให้ได้  หรือแม้แต่มีคนเข้าไปซื้อถุงยาง(ชายคนนั้นไม่ใช่ผมนะ อิอิ)คุณก็ยังให้พนักงานถามว่า จะรับซาลาเปาเพิ่มไหมคะ?

อ้อ และขอพาดพิงไปถึงห้างขนาดใหญ่ด้วย  ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองของเราด้วย  จะโลภกันไปถึงไหนถึงให้มันผุดกันเป็นดอกเห็ด  เอาตัวอย่างอีกไหม  ก็เพื่อนผมอีกเช่นกันแหละ  เวลาที่พวกเธอจะซื้อผลไม้มาขาย  พวกเธอพยายามไปซื้อที่ตลาดสด แม้ระยะทางจะไกลกว่าซื้อในห้างมากกว่าเท่าตัวก็ตาม  แต่พวกเธอก็อยากอุดหนุนคนไทยด้วยกัน  แล้วตอนนี้เป็นไงรู้ไหมครับ?  พวกเธอต้องไปซื้อตามห้างใหญ่ๆ เหล่านี้  เพราะพวกห้างเหล่านี้ลดราคาจนคนแห่ไปซื้อกันในห้างหมด  ตลาดสดอยู่กันไม่ได้  เมื่ออยู่ไม่ได้ของที่จะไปซื้อก็มีไม่ครบ ไปแล้วเสียเที่ยว หรือมีไม่ครบ หรือแพงจนเอาไปขายต่อไม่ได้ หรือว่าทำขนาดนี้แล้วยังขี้เกียจอีก  จะให้ไปปลูกผลไม้เองหรือไง  แต่ผมว่าคงจะไม่รอดอีกแหละ  เพราะฤดูเงาะที่ผ่านมาได้ข่าวว่าชาวสวนหลายคนยอมปล่อยให้มันเน่าคาต้น  เพราะไม่คุ้มกับราคาที่ขายได้เพราะกำไรก็ไม่พอค่าจ้างคนมาเก็บ

ก็เห็นๆ ว่าคนทำอาชีพเหล่านี้ขยันขนาดไหน คุณว่าคนทำสวนทำไร่ คนขายโชวห่วย แม่ค้าในตลาด เหล่านี้เขาขี้เกียจหรือครับ?  แต่ในมุมมองผม ผมว่าสิ่งที่เขาขี้เกียจก็คือ ขี้เกียจโลภ ขี้เกียจเกิดอีกหลายชาติ ขี้เกียจจองเวรจองกรรมกับพวกคุณมากกว่ากระมังครับ

ต่างกับพวกขี้แพ้บางพวก พวกที่ขี้แพ้แม้แต่กิเลสตัวเอง แล้วเที่ยวประกาศเหยงๆ ว่าตัวเองเป็นผู้ชนะ  ระวังเถอะ ระวังจะไม่มีแผ่นดินอยู่เหมือนใครบางคน

ก็บอกแล้วไงว่ากูไม่เชื่อ(พวก)มึง…ได้ยินไหมครับ?

(เฮ้อ ผมว่าน่าจะเปลี่ยนชื่อบล็อกเป็น ลานแรง ลานล่อเป้า หรือลานหาเรื่อง จะดีไหมเนี่ย อิอิ)

** ขอเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยแต่สำคัญเพราะมันเป็นเหตุผลหนึ่งที่สะเทือนใจผมมากคือ ตอนนั้นเป็นช่วงเด็กม.อ.รับน้องใหม่  เผอิญผมได้ยินเพลงที่พี่ๆ บังคับให้น้องๆ ร้อง เพื่อให้ขายหน้าเพราะต้องร้องในที่สาธารณะและนอกรั้วม.อ. ซึ่งเป็นเพลงสั้นๆ คล้ายๆ เพลงไก่ย่างอย่างนั้นแหละครับ ไม่รู้ว่าเพลงชื่อว่าอะไร ฟังความหมายไม่ทัน แต่รู้ว่ามีคำว่าเซเว่นอยู่ด้วย ไม่รู้ว่าที่อื่นเป็นกันหรือไม่ และเป็นกันนานแค่ไหนแล้ว ฟังเพลินๆ ก็ดูสนุกดี แต่ถ้าคิดให้ลึกสักหน่อยมันก็เหมือนเพลงพื้นบ้านที่บอกถึงภูมิปัญญาชาวบ้าน อันนี้ก็คงเป็นภูมิปัญญาของนักศึกษาสมัยนี้กระมังครับ **

« « Prev : Karma Therapy: ๑.คุณอยู่ลัทธิไหน?

Next : Karma Therapy: ๒.กรรมกับอิทัปปัจจยตา » »


ผู้ใช้ Facebook สามารถให้ความเห็นที่นี่ได้ โดยกด Like เพื่อแสดงตัว

23 ความคิดเห็น

  • #1 Logos ให้ความคิดเห็นเมื่อ 14 October 2009 เวลา 12:40 am

    โอ๊ย…ดุจัง

    ประมาณครึ่งหนึ่ง บริษัทเค้าเปิดสาขาเอง ที่เหลือเป็นธุรกิจแฟรนไชส์ มีคน(ในพื้นที่)ไปร่วมลงทุนกับบริษัทเขาครับ

    ผมก็ไม่เชื่อหรอกครับ ว่าเซเว่นไม่ได้เป็นคู่แข่งกับร้านขายปลีกทั่วไป — ในขณะเดียวกัน ก็ไม่ใช่ว่าพอเซเว่นไปเปิดที่ไหน ร้านค้าปลีกรอบๆ จะเจ๊งหมดนะครับ แต่คงเหนื่อยขึ้นอีกเยอะ และคงต้องมีการปรับตัวมาก

  • #2 nothing ให้ความคิดเห็นเมื่อ 14 October 2009 เวลา 1:32 am

    ผมก็ได้ข่าวประมาณนั้นเหมือนกันครับ  ที่ภูเก็ตเคยได้ยินว่ามีสองเจ้าที่แข่งกันอยู่  แล้วมีการทะเลาะกัน อะไรประมาณนั้น แต่ก็ไม่ยืนยัน
    จริงๆ แล้วผมก็เป็นลูกค้าของเซเว่นเหมือนกันแหละครับ
    แต่การออกมาให้ความเห็นแบบเอาดีเข้าตัวเอาชั่วให้คนอื่นมันเกินไป  ตัวเองมีเงิน มีสื่อ จะพูดยังไงก็ได้ พอออกทีวีแล้วคนทั่วไปฟัง ส่วนใหญ่ก็เชื่อแหละครับ
    จริงๆ แล้วร้านรอบๆ ไม่ถึงกับเจ๊งหรอกครับ แต่ก็ต้องปรับตัวอย่างที่ว่า แต่คนมีกำลังน้อยจะปรับกันได้ขนาดไหน ของที่เคยขายได้ก็กลับขายไม่ได้ ก็ต้องมาขายของรองๆ แทน ซึ่งก็ขายยาก

    ผมว่าร้านเล็กๆ หนึ่งร้านนี่แฝงอะไรไว้มากมาย เป็นที่ปลูกฝังภูมิปัญญาให้ลูกๆ หลานๆ เจ้าของร้าน เลยก็ว่าได้ครับ  อย่างน้อยเขาก็ได้เห็นว่าพ่อแม่ทำงานยังไง ลำบากแค่ไหน พอว่างเขาก็ได้ช่วย ในระหว่างนั้นพ่อแม่ก็ได้สอนลูกทำงานไปในตัว  ถ้าสิ่งเหล่านี้หายไป  ก็น่าเสียดายอย่างยิ่งครับ

  • #3 sutthinun ให้ความคิดเห็นเมื่อ 14 October 2009 เวลา 4:17 am

    เรื่องนี้เป็นบทเรียนหนึ่งที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงในสังคม
    คนไทยก็จะค่อยๆเรียนรู้
    บางส่วนที่เรียนก็จะรู้ว่ายังมีทางเลือกที่อาจจะเหมาะกว่าเซเว่น
    เช่น ร้านของคนกันเอง ที่เสนอสินค้าที่ดี ปลอดภัย และราคาถูกกว่า
    เราอาจจะช่วยแนะนำ ช่วนสนับสนุน ช่วยซื้อของไทยๆ
    ถึงแม้จะสู้กระแสไม่ได้
    แต่เราก็ทำเพื่อประโยชน์ของเราเอง
    ไทยไม่อุดหนุนไทย เราจะยอมให้ไทยเจ๊งยังงั้นหรือครับ
    เรายังพัฒนาได้อีก เพิ่มทางเลือกให้คนไทย
    ต้องช่วยกันตีปิ๊ป ช่วยซื้อด้วย เติมกำลังใจให้ร้านไทยๆด้วยกัน ไทยเจริญ

  • #4 bangsai ให้ความคิดเห็นเมื่อ 14 October 2009 เวลา 7:44 am

    1. บ้านเราเป็นทุนนิยมเสรี  ความหมายคือ ใครมีทุนมากกว่า ระดมสมองได้มากกว่า มีโอกาสมากกว่า 
    2. การมีโอกาสมากกว่าก็คือ กินรวบได้มากกว่า
    3. ระบบการศึกษา ระบบสังคม ระบบรัฐของเรา ปล่อยให้ทุนนิยมเสรีครอบสังคมอย่างอิสระ นี่ไงใครๆจึงวิ่งเข้าศูนย์กลางอำนาจ คือการเป็นรัฐบาล การกอบโกยหาเงินเพื่อเข้าซื้ออำนาจ
    4. รัฐ ไม่ได้สร้างระบบการระดมปัญญาเพื่อสร้างสังคมในมุมการ ควบคุมการกระจุกตัวของการผูกขาด(โอกาส) ที่แฝงมาในรูปเสรี พวกทุนหนาจึงนิยมบอกต้องเป็นประชาธิปไตยไง โดยเฉพาะคนไทยที่อยู่ต่างประเทศ แต่คำว่าประชาธิปไตยที่เขาพูดนั้นมันแฝงไปด้วยการที่เขายืนอยู่เหนือกว่าทางด้านทุนและอำนาจ และใช้มันเพื่อเอาเปรียบ ซ่อนเร้น ภายใต้โฆษณาประชาธิปไตยแบบไทยๆ
    5. การศึกษษไม่ได้สร้างคนให้ใช้ความรู้เพื่อสร้างสังคมแบบเท่าเทียม มันไม่เท่าเทียมแบบเฉลี่ยเท่ากัน แต่เท่าเทียมแบบไม่ให้เอาเปรียบ ไม่ให้มีความต่างทางโอกาสมากๆเช่นนี้

    อ้าว..เพลินไปหน่อย..อิอิ

  • #5 สิทธิรักษ์ ให้ความคิดเห็นเมื่อ 14 October 2009 เวลา 9:18 am

    ผมมาสนับสนุนความเห็นของท่าน บางทราย ครับ

    ทุกประการ………..

    เสรีทุนนิยมบนคราบประชาธิไตย จงเจริญ 

  • #6 Nothing ให้ความคิดเห็นเมื่อ 14 October 2009 เวลา 1:14 pm

    อูย
    ผมไปบอกคุณเบิร์ดว่าก่อนจะเข้ามาอ่านให้สวดมนต์หรือทำอานาปานสติก่อน
    แต่กาลกลับเป็นตรงข้าม เพราะเมื่อเจอผู้ที่เข้ามาทักทั้งสี่ท่านที่เป็นรุ่นเดอะหมดเลย
    ฝ่ายสวดมนต์และทำอานาปานสติก่อนตอบคงต้องเป็นผมแทนแล้วครับ ขอเวลาแป๊บนึงนะครับ อิอิ

  • #7 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 14 October 2009 เวลา 1:34 pm

    กั่ก ๆ ๆ แหมมีความสุข รออ่านคำตอบหลังจากคุณทำอาวุธสวดมนต์และทำอาณาปานสติเสร็จแล้วดีกว่า …แล้วค่อยป่วนต่อ อิอิอิ

  • #8 จันทรรัตน์ ให้ความคิดเห็นเมื่อ 14 October 2009 เวลา 1:49 pm

    ขอแชร์ประสบการณ์ตรงก็แล้วกันค่ะเพราะที่บ้านเป็นร้านขายของชำ

    ซื้อของจากยี่ปั๊วหรือรถส่งของบริษัทได้ราคาแพงกว่าไปซื้อห้างขายส่ง…เหตุผลที่เขาบอกคือ บริษัทเขาทำสัญญาส่งของให้ห้างฯ ล็อตใหญ่มาก ทำให้เขาไม่ต้องมาเก็บเงินกับรายเล็ก…และที่สำคัญกว่านั้น บริษัทก็เป็นบริษัทลูกของห้างฯ

    เซเว่นที่เป็นแฟรนไชด์ มักเป็นคนในท้องถิ่นซึ่งจะรู้ว่าคนในท้องถิ่นต้องการอะไร ขายอะไรได้มาก มันก็เหมือนเปิดร้านขายปลีกแข่งกัน แต่อาศัยชื่อร้านเพื่อเป็นตราประทับว่าเริ่ดและ(น่าจะ)ดีกว่า

    การขายของในสถานที่ใกล้เคียงกับเซเว่น…มีส่วนแบ่งการตลาดได้เหมือนกัน…ซึ่งเซเว่นทำไม่ได้แม้จะอยากทำมากแต่รับรองว่าทำไม่ได้แน่ๆ..ซึ่งตรงนี้อยู่ที่ว่าใครจะมองเห็นและค้นพบ…

    และไม่ว่าการสัมภาษณ์จะเป็นอย่างไร เซเว่นจะดูดีอย่างไร ความลับที่คนเซเว่นไม่รู้และไม่อาจจะทำได้..ยังมีอีกเยอะค่ะ

  • #9 Nothing ให้ความคิดเห็นเมื่อ 14 October 2009 เวลา 4:24 pm

    กราบสวัสดีครับพ่อครูฯ

    ก่อนคุยกันเรื่องนี้ผมขอเล่าอะไรให้ฟังสักเรื่องก่อนครับ…
    ผมเคยฟัง MP3 ของท่านพระอาจารย์ปราโมทย์ ท่านเล่าว่าสมัยที่ท่านยังเป็นข้าราชการอยู่  ท่านนั้นชอบฝักใฝ่การปฏิบัติธรรมและแสวงหาครูบาอาจารย์อยู่เป็นนิจ  ครั้งที่ท่านจะไปกราบหลวงปู่ดูลย์ อตุโล นั้น  แม้จะเตรียมตัว เตรียมวันหยุด และก็ไปถึงวัดแล้วท่านก็ไม่กล้าเข้าไปกราบหลวงปู่  เพราะหลวงปู่เป็นพระผู้ใหญ่ที่ชรามากแล้ว  วันที่ไปกราบหลวงปู่นั้นท่านกำลังฉันเพลอยู่พอดี  อดีตนายปราโมทย์ สันตยากร ก็มัวเก้ๆ กังๆ อยู่ที่แห่งหนึ่ง ใจหนึ่งก็อยากกราบหลวงปู่ อีกใจก็ไม่กล้าอยากจะกลับท่าเดียว  แต่หลังจากหลวงปู่กลับไปที่กุฏิสักพัก  หลวงปู่ก็บอกให้ลูกศิษย์ไปตามนายปราโมทย์มา…และนั่นกระมังครับที่เป็นต้นกำเนิดแนวการสอนของพระอาจารย์ปราโมทย์ในปัจจุบัน และผมอยากแนะนำให้ช่วยกันศึกษาเป็นอย่างยิ่ง

    ที่ผมเล่ามาโดยเนื้อเรื่องก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับบันทึกนี้หรอกครับ(หลอกขายโฆษณาไปในตัว อิอิ) แต่สิ่งที่ผมอยากสื่อก็คือความรู้สึกที่พระอาจารย์ปราโมทย์มีต่อหลวงปู่ดูลย์ในขณะนั้น  ก็เหมือนกับผมที่รู้สึกกับครูบาฯในขณะนี้แหละครับ…กรี๊ดๆๆๆๆ

    มาเข้าเรื่องดีกว่าครับ

    ผมเห็นด้วยที่พ่อครูฯว่าเราสู้กระแสไม่ได้ครับ  คือเราสู้ตรงๆ ไม่ได้ เพราะกระแสแห่งความโลภมันแรงเหลือเกิน  แต่ปลาเป็นต้องว่ายทวนน้ำ คนที่มีความคิดแนวเดียวกันต้องจับมือรวมกลุ่มกันอยู่  แล้วช่วยเหลือพัฒนากันเอง
    ขอยกตัวอย่างสิ่งที่ตัวเองติดตามอยู่ครับ  นั่นคือสินค้าของพันธมิตร ตอนนี้สินค้าของพันธมิตรมีหลากหลายมาก ส่วนใหญ่ก็เอาสินค้าที่ชาวพันธมิตรมีกันอยู่แล้ว แล้วมาตีตราเป็น ASTV แล้วลูกค้าส่วนใหญ่ก็ชาวพันธมิตรเอง ของกินอร่อยหรือไม่ซื้อไว้ก่อน แล้วค่อยมาติชมกันฉันท์พี่น้อง น้ำปลาเค็มไป กระดาษทิชชู่หยาบไป ก็ถ้อยทีถ้อยอาศัย และพัฒนากันไป เป้าหมายก็เพื่อให้องค์กรอยู่รอด และสังคมของพันธมิตรอยู่ได้  พร้อมทั้งขยายสิ่งเหล่านี้สู่คนอื่นต่อๆ ไป

    ผมว่าสังคมของลานปัญญาก็เป็นในทำนองเดียวกัน  และสมาชิกส่วนใหญ่ในนี้ก็เป็นผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์สูงมาก โดยส่วนตัวที่สังเกตเห็นพ่อครูฯ ทำมา ผมเชื่อได้เลยว่าเป็นทางรอดของประเทศไทยเลยทีเดียว คนแบบพ่อครูฯนั้นไม่ได้เลียนแบบกันได้ เพราะลักษณะแบบนี้ภาษาปะกิตเขาว่า Born to be ครับ (ประจบสุดๆ 5555)

    กราบสวัสดีครับ

  • #10 Nothing ให้ความคิดเห็นเมื่อ 14 October 2009 เวลา 5:11 pm

    พี่บางทรายครับ

    จำได้คร่าวๆ ว่าผมเคยถามพี่ใน g2k ว่าทำไมพูดแต่เรื่องในมุมร้ายๆ ของสังคมมากจัง  ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วครับว่าไม่ใช่การมองโลกในแง่ร้าย  แต่มันคือการมองโลกตามความเป็นจริงต่างหาก เพราะถ้าไม่เริ่มกันที่ความจริง และยอมรับความจริงเสียก่อน ก็คุยกันยากใช่ไหมครับ?

    พูดถึงเสรีทุนนิยมบนคราบประชาธิปไตย(แหม ใครคิดคำนี้นะ)แล้ว  ทำให้นึกถึงบทสนทนาระหว่างท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุกับอาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง บทสนทนาตอนหนึ่งมีเนื้อหาดังนี้ครับ
    ***
    เจิมศักดิ์: ผมอยากจะกราบเรียนถามท่านอาจารย์นะครับว่า ผมเข้ามาที่สวนโมกข์นี่ ผมเห็นปากประตูเขียนว่า “เห็นแก่ประชาธิปไตยต้องไม่เห็นแก่ตัว”
    พุทธทาส: ไม่ทราบใครเขียน ฮึๆ
    เจิมศักดิ์: แต่เห็นเขียนไว้ว่าเป็นคำพูดของท่านอาจารย์
    พุทธทาส: ไม่ทราบ อาตมาจะเคยพูดหรือไม่ก็ยังนึกไม่ออก ก็ไม่ทราบว่าใครเขียน แต่ถ้าโดยตามตัวหนังสือ มันก็ต้องไม่เห็นแก่ตัว ประชาธิปไตยเห็นแก่ตัวทุกคน ถ้าเห็นแก่ตัวมันเห็นแก่คนเดียว นี่พอจะเข้าใจได้อย่างนั้น
    เจิมศักดิ์: ในความหมายของคำว่า “ประชาธิปไตย” ท่านอาจารย์หมายความว่าอย่างไร
    พุทธทาส: ประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่ ไม่ใช่ประชาชนเป็นใหญ่ ประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่
    เจิมศักดิ์: ต่างกันอย่างไรครับ ถ้าประชาชนเป็นใหญ่
    พุทธทาส: ถ้าประชาชนเป็นใหญ่ ก็ทำเพื่อประชาชน ทำให้ประชาชน โดยประชาชน นี่เราต้องเอาประโยชน์ที่ถูกต้องของประชาชนทั้งหมด นั่นแหละเป็นใหญ่ สังคมนิยมก็เหมือนกัน ไม่ใช่เห็นแก่สังคม แต่เห็นแก่ประโยชน์ของสังคม มันจึงจะเป็นสังคมนิยม
    เจิมศักดิ์: ถ้าท่านอาจารย์บอกว่า ประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่ ไม่ใช่โดยประชาชน อาจจะโดยคนอื่นก็ได้
    พุทธทาส: โดยคนอื่นก็ได้
    เจิมศักดิ์: แต่ต้องให้ประชาชน
    พุทธทาส: ให้ประชาชนได้รับประโยชน์จริง อย่างนี้จึงจะเป็นประชาธิปไตย ประชาชนเป็นใหญ่ แล้วมันไม่แน่ ประชาชนบ้าบอก็ได้ ของประชาชนโดยประชาชน ถ้าประชาชนเห็นแก่ตัวแล้วฉิบหายหมด
    ***

    ผมว่าบทสนทนานี้คงเข้ากับสิ่งที่พี่บางทรายสื่อได้อย่างดี

    อย่าว่าแต่คนเขียนเพลินเลย คนอ่านก็เพลิน จนคิดว่าเอ มีแค่ห้าข้อเท่านั้นเร้อ อิอิ

  • #11 Nothing ให้ความคิดเห็นเมื่อ 14 October 2009 เวลา 5:20 pm

    คุณหมีแพนด้าครับ
    ที่ว่าเห็นด้วยกับพี่บางทรายน่ะ ไหงสรุปว่าเสรีทุนนิยคมบนคราบประชาธิปไตย จงเจริญล่ะครับ?
    จงเจริญที่ว่านี่น่าจะแปลว่าเจริญลงใช่ไหมครับ

    ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองไทยเราก็แปลกนะครับ  ประกาศตัวเองว่าเป็นสังคมพุทธ  แต่ก็โลภกันอย่างไม่น่าให้อภัย
    ผมเคยพูดเล่นๆ กับเพื่อนสองคนในบันทึกข้างบนว่า ถ้านักการเมืองคนหนึ่งในรัฐบาลปัจจุบัน ที่เป็นคนใต้และว่าตัวเป็นผู้จัดการรัฐบาล มาภูเก็ตและอยู่ใกล้ๆ เราจะทำอย่างไรดี บ้างก็ว่าถุยน้ำลายใส่ไปเลย บ้างก็ว่าเขียนแผ่นป้ายด่ามัน บ้างก็ว่าเอาขี้ใส่ถุงปาใส่ แต่ก็ได้แค่คิดครับ คงไม่มีโอกาสทำ แต่เชื่อเถอะว่าเพื่อนผมสองคนนั้นถ้าจะทำเธอทำจริง อิอิ

  • #12 Nothing ให้ความคิดเห็นเมื่อ 14 October 2009 เวลา 5:23 pm

    คุณเบิร์ดครับ แฮ่กๆๆๆ
    ถึงคิวคุณแล้ว แฮ่กๆๆๆ สะใจล่ะซิ ได้ทีเลยนะ แฮ่กๆๆๆ
    มามะๆ เข้ามาคุยซะดีๆ แฮ่กๆๆๆ

  • #13 Nothing ให้ความคิดเห็นเมื่อ 14 October 2009 เวลา 5:41 pm

    คุณพี่จันทรรัตน์ครับ

    พอได้ยินคำว่าความลับทีไร ต่อมความอยากรู้อยากเห็นก็ทำงานครับ  เป็นไปได้ช่วยเผยแพร่สิ่งเหล่านั้นเป็นวิทยาทานบ้างก็ดีนะครับ
    เมื่อมีต้นไม้ใหญ่เกิดขึ้นที่ไหน ก็ย่อมมีต้นไม้ประดับขึ้นมาพึ่งร่มเงา  เซเว่นผุดที่ใดร้านเล็กร้านน้อยก็เกิดขึ้นได้เหมือนกัน แต่แถวนี้เซเว่นเขาเก็บค่าเช่าที่รอบๆ เขาเหมือนกันครับ รายละ 2000 บาท คือให้รถเข็นขายผลไม้ ไก่ทอด ลูกชิ้นทอด มาเช่า เห็นอยู่มีสามสี่เจ้า แค่นี้ก็กำไรเหนาะๆ แล้วครับ  แต่ปัญหาก็คือเราต้องขายสินค้าอย่างอื่นแทน จะขายสิ่งที่เหมือนเซเว่นไม่ได้ และถ้าเราขายอะไรได้ดี เขาก็อาจเกทับเราได้

    แต่ผมก็เชื่อครับว่าบางอย่างแม้เขาอยากขายก็ขายไม่ได้ ก็ลองมาขายกะปิ หอม กระเทียม ดูซิ จะได้รู้กันว่าจะอยู่ในห้องแอร์กันได้นานแค่ไหน

    ธรรมสวัสดีครับ

  • #14 จันทรรัตน์ ให้ความคิดเห็นเมื่อ 14 October 2009 เวลา 9:30 pm

    ความลับของร้านขายของชำ เป็นความลับของตระกูล…555

    ถ้าบอกว่ากะปิ หอม กระเทียมไม่มีในเซเว่น แสดงว่าไปเดินไม่ทุกเซเว่นค่ะ…

  • #15 Nothing ให้ความคิดเห็นเมื่อ 15 October 2009 เวลา 12:04 pm

    โอ๊ย ยิ่งได้ยินว่าความลับของตระกูลก็ยิ่งอยากรู้ อิอิ
    พูดถึงความลับของตระกูล ก็ยิ่งทำให้นึกถึงหนังจีนกำลังภายในนะครับ ที่พระเอกต้องพยายามตามหาคัมภีร์เคล็ดวิชา ที่ลึกลับ
    พูดถึงคัมภีร์ก็ให้นึกถึงว่า สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาของคนไทยโบราณเหมือนกัน เพราะการไม่ชอบบันทึกและการเลือกเฟ้นศิษย์ที่จะถ่ายทอด ภูมิปัญญาสำคัญๆ ต่างๆ ก็เลยสูญหายไปเยอะตามครูบาอาจารย์นั้น

    รู้แล้วก็รีบเอามาบันทึกและแจกจ่ายเสียนะครับ อิอิ

  • #16 krupu ให้ความคิดเห็นเมื่อ 15 October 2009 เวลา 8:55 pm

    สืบเนื่องจากเครดิตที่มีคนเชื่อ ทำให้ธุรกิจนี้สามารถขายฝันและออกแบบหลักสูตรของตัวเอง (ผลิตคนขึ้นมาใช้เอง) จนตั้งเป็นสถาบันการศึกษาขนาดใหญ่ พร้อมงอก “ศูนย์การเรียน” ได้พรึ่บเป็นดอกเห็ด
    ห้องแถวคูหาเดียว 3 ชั้น กลายสภาพเป็นโรงเรียนในชั่วข้ามคืน
    ขึ้นทีเดียวทั่วกรุงฯ และจังหวัดใกล้เคียง 
    คนตัดป้ายเปิดให้ก็เป็นผู้หลักผู้ใหญ่จากกระทรวงศึกษาโดยตรง
    (ไม่เห็นต้อง under ระเบียบกฎเกณฑ์ว่าด้วยเนื้อที่
    ของกระทรวงฯ เหมือนสถานศึกษาอื่นด้วยล่ะตะเอง)

    สาขาที่เน้นและเป็นจุดขายคือสาขาค้าปลีก
    เรียนแบบทวิภาคี คือ เรียนในสถานศึกษาด้วย
    เรียนรู้ในสถานประกอบการด้วย
    (ซึ่งก็คือทำงานในเซเว่นตามสาขาต่าง ๆ หน่ะค่ะ)
    เพราะเรียนฟรี แถมมีงานทำ เีรียน 2 วันทำงาน 3 วัน
    ให้ไปฝึกสาขาไหน ที่ขาดแคลนก็ต้องไป 
    ให้เข้ากะกี่โมงก็ต้องไป
    เพราะนั่นคือการฝึก มีคะแนนต้องประเมินแถมได้ตังค์

    ครอบครัวที่ส่งลูกเข้าเรียนส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลางถึงล่าง
    ได้ยินว่าเรียนฟรีแถมมีงานทำจึงส่งลูกเรียน
    หวังว่าจะช่วยผ่อนปรนทางบ้านได้

    สิ่งที่เห็นคือเด็กที่ทำงานไปด้วยจะมีความรับผิดชอบมากขึ้น
    แต่แทบไม่มีเวลาเที่ยวเล่น หรือทำกิจกรรมอื่นเลย
    (ยกเว้นสาขาอื่นที่ไม่เข้าระบบทวิภาคี)

    ทราบว่ามีผู้ปกครองหลายรายที่เปลี่ยนใจ
    เพราะเห็นลูกทำงานหนักและผลการเรียนในรายวิชาอื่นตกลง
    ประกอบกับการที่เด็กเพิ่งจบ ม.3 (อายุ 15-16)
    แต่กลับต้องใช้ชีวิตหนักหนา(ออกจากบ้านแต่เช้า
    กลับเข้าบ้านดึกดื่นเที่ยงคืน)เหมือนคนทำงานทั่วไป
    ช่วงวัยแห่งความเป็นเด็กเว้า ๆ แหว่ง ๆ

    ส่วนอนาคตหรือความก้าวหน้าในสายงานนี้ยังไม่แน่ใจ
    ว่าเป็นไปตามความมุ่งหมายของ พรบ.การอาชีวศึกษาที่มุ่ง
    พัฒนาแรงงานระดับฝีมือ ให้สามารถประกอบอาชีพหรือ
    พัฒนาจนเป็นเจ้าของกิจการเองได้ อย่างไร
    (เข้าใจว่าเปิด ถึง ป.ตรี แล้วด้วยค่ะ)

    ที่กล่าวมานี้ก็ด้วยความที่ยังไม่เข้าใจ
    และยังไม่ได้ศึกษาหลักสูตรของเขาอย่างถ่องแท้นะคะ

    ในเมื่อยังไม่เข้าใจก็คงจะยังไม่เชื่อเหมือนกันค่ะ
    เลยทำได้แค่งง ๆ กับอีกปรากฎการณ์หนึ่ง
    ของวงการศึกษาบ้านเราหน่ะค่ะ

  • #17 Nothing ให้ความคิดเห็นเมื่อ 16 October 2009 เวลา 12:42 am

    โห ข้อมูลใหม่ๆ ทั้งนั้นเลยครับ krupu ดึกและง่วงแล้วขอแปะไว้ก่อนนะครับ(แปะ เลียนแบบใครหว่า อิอิ)

  • #18 นักการหนิง ให้ความคิดเห็นเมื่อ 16 October 2009 เวลา 4:38 pm

    แชร์ค่ะ เขาไม่เอาเปรียบหรอกค่ะ เพียงแต่กรอกเข้าไปในระบบอัตโนมัติของสมองว่าถ้าคิดว่าจะซื้อของชำ ก็จะมีร้านเขาผุดเข้ามาในหัวในวินาทีต่อมาทันที  เรียกว่าจิตเกิดในทันทีทันใดนั้น  แล้วเราก็จะเดินไปหรือไปหาจอดรถหน้าร้านเขา ทั้งๆ ที่ร้านข้างๆ ก็มีขายค่ะ

  • #19 Nothing ให้ความคิดเห็นเมื่อ 16 October 2009 เวลา 10:35 pm

    ครูปูครับ

    ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าผมเป็นคนรู  คือโดยส่วนตัวไม่ชอบไปไหน ไม่ชอบเที่ยว งั้นความรู้ที่มีก็จะอยู่ในวงแคบๆ เช่น เซเว่นมีกะปิ หอม กระเทียม ขายก็ไม่เคยเห็น  ยิ่งเรื่องเขาสร้างระบบการศึกษามารองรับยิ่งไม่รู้ไปใหญ่เลยครับ

    ทำให้ผมต้องมานั่งคิดถึงประเด็นนี้ ว่าเขาทำขนาดนี้เพราะอะไร  ซึ่งมองได้ทั้งแง่ดีและแง่ไม่สู้ดี(ไม่อยากเรียกแง่ร้ายครับ) ซึ่งผมถนัดวิจารณ์แบบแง่หลังครับ อิอิ

    ถ้ามองในแง่ดี ถ้าเขามีความบริสุทธิ์ใจที่จะช่วยพนักงานที่ฐานะไม่สู้ดี แต่มีความขยันและรักความก้าวหน้า ก็น่าอนุโมทนาสาธุอย่างยิ่ง
    แต่ถ้ามองในแง่ตรงข้าม(ก็บอกแล้วแง่นี้ผมถนัด)ก็น่ากลัวมากครับ  เพราะถ้าเขาคิดประหยัดต้นทุนที่จะเสียเวลาจ้างคนใหม่ๆ และคอยฝึกเรื่อยๆ ก็ถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มครับ  เพราะเด็กเดี๋ยวนี้ความอดทนอดกลั้นน้อยมากๆ ฉะนั้นเมื่อเขาทำแล้วเหนื่อย ไม่พอใจ หรือรายได้ไม่ดี เขาพร้อมที่จะออกได้เสมอ ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงของธุรกิจอย่างยิ่ง

    ทีนี้ถ้าเราสร้างระบบหนี้บุญคุณขึ้นมา ซึ่งครอบคลุมไปถึงครอบครัว การศึกษา ที่อยู่อาศัย แบบครบวงจร ก็ยากที่เขาจะดิ้นได้ ทีนี้จะบีบก็ตาย จะคลายก็ตายเช่นกันครับ

    ซึ่งถ้าเขาอยากทำเพื่อเยาวชนไทยจริง ก็น่าจะให้ทุนการศึกษาแก่เด็กที่ขยันแล้วให้เรียนในสถาบันที่เขาสนใจ และทำสัญญาเพื่อทำงานใช้ทุน ผมว่าเป็นทางออกที่น่าเคลือบแคลงน้อยกว่า

    เพราะถ้าเป็นดังที่ครูปูเล่ามา…ผมว่ากลิ่นมันทะแม่งๆ ครับ

  • #20 Nothing ให้ความคิดเห็นเมื่อ 16 October 2009 เวลา 10:47 pm

    คุณหนิงครับ

    ฟังดูเหมือนถูกสะกดจิตยังไงไม่รู้ครับ
    แต่ผมก็เชื่อตามนั้นเช่นกัน  ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่  ลองให้ช่วยซื้อของเล็กๆ น้อยๆ และถามว่าจะไปซื้อที่ไหน คำตอบส่วนใหญ่ที่ได้ยินคือ เซเว่น

    เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงกลยุทธ์การทำเพลงของค่ายเพลงสมัยนี้  ซึ่งผมว่าใช้เทคนิคคล้ายๆ กัน
    เมื่อหลายปีก่อนผมทำงานที่ห้างแห่งหนึ่ง  บริเวณที่ตั้งก็เป็นบู๊ตเล็กๆ แบบเปิด ฉะนั้นใครเปิดเพลงอะไรดังๆ ก็จะได้ยินกันหมด
    ธรรมดาเราก็เปิดเพลงเบาๆ ฟังคลอไปเรื่อยๆ เราสามารถเลือกเพลงที่เราชอบได้  แต่ปัญหาว่าร้านรองเท้าตรงข้ามมันมีเพลงอยู่แผ่นเดียวและมันมีลำโพงใหญ่มาก เวลาเปิดเพลงทีเราก็ไม่ต้องเปิดเพลงตัวเองเพราะได้ยินแต่ของเขา  และเพลงของเขาก็เป็นเพลงวัยรุ่นที่ฟังแล้วไม่เพราะเอาเสียเลย ร้องอะไรก็ไม่รู้ฟังก็ไม่ชัด แล้วเน้นแต่ท่อนฮุค หนึ่งแผ่นก็ฟังได้อยู่สองสามเพลง แต่เจ้าประคุณก็เปิดจนครบทุกเพลง

    เปิดตั้งแต่ห้างเปิดจนห้างปิด จากวันเป็นสัปดาห์ จากสัปดาห์เป็นเดือน จนแผ่นเป็นรอย ร้องซ้ำบ้าง ร้องกระโดดบ้าง
    และที่สำคัญด้วยการที่ถูกยัดเยียดให้บริโภค ทำให้ผมร้องเพลงพวกนั้นได้เกือบทุกเพลง จากเพลงไม่เพราะก็เริ่มฟังได้ และเริ่มเพราะในที่สุดครับ

    ผมว่ากลยุทธ์แบบนี้ใช้กันทุกวงการทีเดียว ผู้บริโภค ยิ่งเยาวชนก็เป็นเหยื่ออย่างเดียวครับ

    แต่เอ…ที่คุณหนิงว่า “แชร์ค่ะ” น่ะ อันนี้เล่นกันกี่มือ มือละเท่าไหร่ แล้วใครเป็นท้าวแชร์ครับ อิอิ

  • #21 นักการหนิง ให้ความคิดเห็นเมื่อ 17 October 2009 เวลา 11:19 am

    อั่นแน่….

    ที่มองมากว่านั่้นค่ะ เรื่องมองในแง่ไม่ดี  ก็ค่อนข้างถนัดเหมือนกัน การที่จะขายสินค้าให้ได้ต้องให้ผู้บริโภครู้สึกว่ามีความจำเ็ป็นต้องใช้ เช่น แชมพู เป็นสิ่งจำเป็นต้องใช้  เขาก็จะบอกกับเราว่าต้องเป็นแชมพูที่สระแล้วผมหอม(อันนี้ก็น่ายังได้ สระแล้วผมเหม็นใครจะซื้อ) สระแล้วผมนุ่ม ผู้หญิงเขาชอบ  สระแล้วผมเหยียดตรง จริงหรือเปล่า  พูดไปพูดมาก็บอกว่า สระแล้วผู้ชายเก้าในสิบคนหลงใหล  แล้วพูดไปก็ใส่สารเคมีโน่นนี่ลงไป  เรื่อยๆ  สุดท้ายก็สารเคมีทั้งนั้น  ที่จริงแล้วสารเคมีที่จำเป็นสำหรับการทำความสะอาด มีเพียงตัวเดียวเท่านั้นเอง   นี่เป็นการสร้างความต้องการเทียมยัดเยียดผ่าน Free TV ทุกวัน  นี่คือสิ่งที่คนไทยส่วนใหญ่ในประเทศถูกกรอกและไม่มีใครบอกอีกด้านให้รู้เท่าทัน……..  

    ว่าแล้วนักการหนิงตอนนี้ก็ผลิตแชมพูใช้เองแล้ว  สระผมแล้วสะอาดกว่าที่ซื้อจากเซเว่น มากเลยค่ะ

  • #22 Nothing ให้ความคิดเห็นเมื่อ 17 October 2009 เวลา 1:00 pm

    ยุคนี้ถือว่าเป็นยุคทุนสามานย์ครองประเทศจริงๆ ครับ

    รัฐบาลจะทำอะไรหน่อยก็กลัวนายทุนจะว่า กรณีมาบตาพุดก็เหมือนกัน กลัวนักลงทุน(เลวๆ)ไม่มาลงทุน แต่ไม่กลัวคนไทยตายเพราะสารเคมี ทั้งๆ ที่เราได้นายกที่ดูดีคนหนึ่งแล้ว แต่ก็ได้คำตอบไม่ต่างจากคนก่อนๆ

    เมื่อทุนคุมรัฐบาลได้ ก็คุมสื่อได้ แล้วอะไรจะเหลือล่ะครับ โอ๊ย คุยแล้วอารมณ์มันพุ่งครับ(จิตเกิดๆ ขอดูจิตแป๊บ อิอิ)

    เรื่องแชมพูนี่เช่นกันครับ ผมเห็นตั้งแต่เด็กๆ พอมีสมุนไพรอะไรดังก็ยัดสมุนไพรนั้นเป็นส่วนผสมทันที เดี๋ยวก็ว่านหางจระเข้ เดี๋ยวก็สาหร่ายทะเลน้ำลึก(ดูซิยังไม่หามาได้) ที่สำคัญและผมยังงงไม่หายคือ มีชาเขียวเป็นส่วนผสม ซ้ำยังมีสูตรผมยาว ผมสั้น ผมแห้ง ผมเปียก ไม่นานคงทำมาเพื่อคนไร้ผมโดยเฉพาะ…โอ๊ย ทำไปได้

    ถ้าเทคโนโลยีเรื่องนี้มันพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จริง ฉะนั้นนับแต่ผมจำความได้(ประมาณสิบกว่าปีที่แล้ว อิอิ)จนถึงปูนนี้ ผมว่าอย่างน้อยมันต้องพัฒนาถึงขั้นเอาแชมพูมาฉีดๆ ใส่ผมแล้วต้องสะอาดได้แล้ว นี่ก็เห็นยังย่ำอยู่ที่เดิม  ดาราที่โฆษณาก็เลือกแต่คนสวยๆ ผมงามๆ มาทั้งนั้น แน่จริงเอาป้าข้างบ้านไปเป็นพรีเซนเตอร์ซิ  ขายออก แล้วผมจะช่วยขายให้ด้วยเลย

    เราถูกพวกทุนสามานย์(ย้ำว่าสามานย์ เพราะทุนดีก็มี แต่หายากส์) ครอบงำทุกอย่าง โดยเฉพาะฟรีทีวีน่ะตัวแสบ(ขอบอกความลับสักอย่าง ผมไม่มีทีวีดูครับ อิอิ) ตำทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง ยัดเยียดจนทำให้เรารู้สึกว่าถ้าไม่ใช้สิ่งที่พวกมันขายแล้วไม่ควรอยู่บนโลกนี้

    ทางออกที่ดีที่สุดคือหันมาสืบทอด ขุดคุ้ยภูมิปัญญาปู่ย่าตาทวดมาสานต่อและพัฒนา อย่างที่นักการหนิงทำน่ะแหละ น่าอนุโมทนาสาธุเป็นที่สุด

    ว่าแต่ว่าสูตรแชมพูเนี่ยเป็นความลับของตระกูลด้วยหรือเปล่าครับ ถ้าไม่ก็เอาสูตรมาแจกๆ ในบันทึกบ้างก็ดีนะ อิอิ

  • #23 นักการหนิง ให้ความคิดเห็นเมื่อ 18 October 2009 เวลา 10:38 am

    ไม่ใช่ความลับของตระกูลของนักการหนิงหรอกค่ะ หาๆ ในอินเตอร์เน็ตนี่แหล่ะ และที่ได้มาอีกที่ก็จากบ้านสวนพอเีพียงของคุณโสทรค่ะ 

    แต่ที่เป็นความลับของตระกูลคือทำอย่างไรจะให้เปลี่ยนจากการเลือกใช้แชมพูที่ซื้อจากเซเว่น มาเป็นแชมพูที่ชาวบ้านทำ และมาเป็นทำใช้เองต่างหาำก  ความลับจริงๆ นะ


แสดงความคิดเห็น

ท่านอยากจะเข้าระบบหรือไม่


*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Click to hear an audio file of the anti-spam word


Main: 0.1989631652832 sec
Sidebar: 0.045719861984253 sec