สวนโมกข์พุมเรียง

1 ความคิดเห็น โดย handyman เมื่อ 2 เมษายน 2012 เวลา 10:50 (เย็น) ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1201

พอพูดว่าสวนโมกข์ คนทั่วไปก็นึกถึงแต่ “วัดธารน้ำไหล” อันเป็นที่ ท่านพุทธทาส ใช้เป็นที่ศึกษา ปฏิบัติ และ ประกาศธรรม จนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิตฝ่ายกายของท่าน ที่จริงแล้ว สวนโมกข์พุมเรียง คือจุดกำเนิด หรือเป็นเสมือนปฐมบทของสวนโมกข์ที่เราท่านรู้จักกันในปัจจุบัน เหตุการณ์มีมาตั้งแต่พศ.2475 แล้วครับ

ท่านพุทธทาส หรือ พระมหาเงื่อม ในเวลานั้น พร้อมด้วยโยมน้องชาย คือ นายยี่เกย หรือ คุณธรรมทาส พานิช และ เพื่อนในคณะธรรมทานประมาณ 4 - 5 คน เท่านั้น ที่ร่วมรับรู้ถึงปณิธานอันมุ่งมั่นในการปฏิบัติธรรม ตามรอยพระอรหันต์ ของท่าน ทุกคนเต็มอกเต็มใจ ที่จะหนุนช่วยด้วยความศรัทธา โดยพากันออกเสาะหาสถานที่ ซึ่งคิดว่ามี ความวิเวก และ เหมาะสมจะเป็นสถานที่ เพื่อทอลองปฏิบัติธรรม ตามรอยพระอรหันต์ สำรวจกันอยู่ประมาณเดือนเศษ ก็พบ วัดร้าง เนื้อที่ประมาณ 60 ไร่ ชื่อ วัดตระพังจิก ซึ่งรกร้างมานาน บริเวณเป็น ป่ารกครึ้ม มีสระน้ำใหญ่ ซึ่งร่ำลือกันว่ามีผีดุอาศัยอยู่ เมื่อเป็นที่พอใจแล้ว คณะอุบาสก ดังกล่าว ก็จัดทำเพิงที่พัก อยู่หลัง พระพุทธรูปเก่า ซึ่งเป็น พระประธาน ใน วัดร้าง นั้น แล้วท่านก็เข้าอยู่ใน วัดร้างแห่งนี้ เมื่อวันทื่ 12 พฤษภาคม 2475 อันตรงกับ วันวิสาขบูชา โดยมี อัฐบริขาร ตะเกียง และ หนังสืออีกเพียง 2 - 3 เล่ม ติดตัวไป เท่านั้น

เข้าไปอยู่ได้ไม่กี่วัน วัดร้าง นาม ตระพังจิก นี้ ก็ได้รับการตั้งนามขึ้นใหม่ ซึ่งท่านเห็นว่า บริเวณใกล้ที่พักนั้น มี ต้นโมก และ ต้นพลา ขึ้นอยู่ทั่วไป จึงคิดนำคำทั้งสองมาต่อเติมขึ้นใหม่ ให้มีความหมายใน ทางธรรม จึงเกิดคำว่า สวนโมกขพลาราม อันหมายถึง สวนป่าอันเป็นกำลังแห่งความหลุดพ้นทุกข์ ขึ้นในโลกตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

ที่มาของข้อมูล :  http://www.rosenini.com/suanmokkh/pumriang/pr01.htm

ตามไปดูได้ครับ มีภาพถ่ายงามๆให้ดูด้วย


ตัวเอง.. การเห็นคุณค่า … การไม่ต้องแบก

ไม่มีความคิดเห็น โดย handyman เมื่อ 2 เมษายน 2012 เวลา 10:46 (เย็น) ในหมวดหมู่ ชีวิต #
อ่าน: 778
  • การเห็นคุณค่าของตัวเอง นั้นมีคุณมาก ไม่ต้องลำบากไปแสวงหาจากภายนอก
  • และที่น่าจะเสริมให้ปลอดภัยมากขึ้นก็คือ การเห็นตัวเองเป็นเพียงธุลีหนึ่งของจักรวาล ซึ่งเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติโดยองค์รวม
  • เห็นเช่นนี้บ่อยๆจะทำให้ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยมา “แบก” “คุณค่าของตัวเอง” แต่มีชีวิตอยู่กับ “เช่นนั้นเอง” อย่างเบาสบายได้เสมอ

  • ครั้งแรกในชีวิตที่คิดจะปีนต้นไม้ ทั้งที่กำลังขับรถไปบนถนนลาดยาง

    3 ความคิดเห็น โดย handyman เมื่อ 3 เมษายน 2011 เวลา 10:27 (เย็น) ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
    อ่าน: 1194

    วันที่ 31 มีค. 54 ผมเสร็จภารกิจการอบรมครูที่โรงเรียนนาสารประมาณ 16.30 น. ฝนที่ยังคงตกพรำๆอย่างต่อเนื่อง ทำให้วิตกกังวลอยู่บ้างว่าจะขับรถกลับบ้านที่ไชยาได้หรือไม่ เพราะรายงานข่าวจากวิทยุกระจายเสียง สวท.สุราษฎร์ธานี พูดถึงระดับน้ำในแม่น้ำตาปีว่าทวีสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะทางต้นๆน้ำแถวอ.พระแสง และ อ.พนม ซึ่งจะมีผลให้น้ำเอ่อท่วมได้อีกมากมายในเวลาอีกไม่นาน ในเขตนาสาร บ้านนาเดิม และพุนพินเป็นต้น

    ผมนั่งรถผ่านคลองใหญ่ที่น้ำเคยพัดพาเอาท่อนซุงและโคลน-ทรายมาทับถมเต็มบ้าน และร้านรวงในตลาดนาสารเมื่อปี 31 และสร้างความเสียหายมากและรุนแรงอย่างไม่มีใครคาดคิด ก็ยังเห็นปริมาณน้ำไม่สูงมากนัก  แต่ทางพุนพินที่ผมต้องขับรถผ่านนั้น  มีผู้รายงานเข้ามาว่าแถวหนองขรี ก่อนขึ้นถนนสายเอเชียตอนนั้นรถวิ่งผ่านไม่ได้แล้ว  และแนะนำว่าควรใช้ทาง Bypass ที่ตัดใหม่ จากแยกท่ากูบที่บ้านดอน ไปออกถนนสายเอเชียใกล้ๆสนามบิน แม้จะมีน้ำท่วมเป็นบางช่วง รถก็พอผ่านไปได้

    พอผมมาถึงบ้านพักอ.ชัยรัตน์ในมรภ.สุราษฎร์ธานี เวลาก็ห้าโมงเย็นแล้ว จึงรีบขึ้นไปเก็บเสื้อผ้า ข้าวของใส่รถ รีบออกจากตัวเมืองสุราษฎร์ธานีให้เร็วที่สุด ขับเลยแยกท่ากูบมาได้เล็กน้อย ฟังวิทยุ สวท.สุราษฎร์ฯไปด้วย

    เสียง “บ่าวเกลี้ยง” รายงานเป็นภาษาถิ่น ว่าตนเองอยู่แถวต้นน้ำตาปี  เห็นปริมาณน้ำที่สูงขึ้นมากอย่างน่าตกใจ ก็ได้แจ้งเตือนให้พี่น้องแถวบ้านนาสาร บ้านนาเดิม และพุนพินว่าให้เตรียมตัวให้ดี เพราะจะค่ำแล้ว น้ำจะไหลบ่าท่วมมากอีกแน่นอนในไม่ช้า ใครอยู่ที่สูงปลอดภัยแล้วก็อย่าออกมา ส่วนใครไม่มั่นใจก็ให้อพยพออกมาเสียจากที่ตั้ง มาอยู่ยังที่สูงและปลอดภัยกว่า

    ผมเองฟังแล้วก็ให้เป็นห่วงพี่น้องแถวพุนพินมาก  เพราะเมื่อวันก่อนที่ผมขับรถผ่านไปได้นั้น บ้านเรือนริมน้ำตาปี แถวเชิงสะพานพระจุลจอมเกล้า 2 น้ำท่วมแทบมิดหลังคาก็เห็นอยู่มากมาย แล้วตขณะนั้นน้ำท่วมจนผมขับรถกลับทางเดิมไม่ได้  แถมยังจะมีน้ำบ่าจากทางเหนือน้ำเพิ่มมาอีกในค่ำคืนนั้น ทำให้นึกถึง สภาพบ้านเรือนของพี่น้องสองข้างทางที่ผมขับรถผ่านจะโดนกระหน่ำอย่างหนัก หน่วงกันอีกเท่าไรในค่ำคืนนั้น

    ส่วนตัวผมเองนั้น ได้รับโทรศัพท์จากทางบ้านที่ไชยา ว่าไฟฟ้า ประปา และสัญญาณโทรศัพท์กลับคืนมาเรียบร้อยแล้ว  จึงขับรถต่อด้วยความโล่งใจว่ากลับไปก็ไม่ต้องลำบากอย่างเมื่อ 3-4 วันก่อนอีกแล้ว

    แต่แล้วไม่นานนัก ขณะขับรถอยู่แถวๆในบาง อันเป็นที่ลุ่มต่ำ รถก็ติดเป็นแถวยาว ขยับเขยื้อนไปได้ทีละน้อย ผมสังเกตเห็นชัดเจนว่าน้ำที่เอ่อท่วมจากแม่น้ำตาปี และคลองพุนพินขึ้นมา เป็นทะเลอยู่ในสวนของชาวบ้านแถวนั้น ได้ค่อยๆสูงขึ้น นึกถึงคำที่อ.ชัยรัตน์บอกว่า “ถ้าไปไม่ได้ก็ให้กลับมานะ” แต่ก็ยังนึกไม่ออกว่าจะกลับอย่างไรในเมื่อรถติดกันยาวอย่างนั้น มีรถบรรทุกใหญ่มากมาย เข้าแถวทั้งข้างหน้าและหลังเรา แถมยังวิ่งเบียดคู่กันพยายามใช้เลนขวาซึ่งน้ำท่วมน้อยกว่า ทำให้รถที่สวนมาต้องจอดรอเพราะไปต่อไม่ได้

    มองทางซ้ายมือเห็นน้ำท่วมบ้านเรือน และรถเก๋ง รถปิ๊กอัพหลายคันแช่น้ำ โผล่แต่หลังคาอยู่ข้างบ้าน ทำให้คิดต่อว่าแล้วถ้าเกิดเราต้องติดอยู่แถวนั้นอีก 3-4 ชั่วโมงล่ะ  ภาพน้ำค่อยๆเอ่อท่วมถนน และค่อยๆท่วมรถของเราก็เริ่มปรากฏ  แต่ไม่ได้ตกใจ เพราะมันเป็นเพียงจินตนาการเพื่อการแก้ปัญหาเท่านั้น

    ผมยังคงบันทึกภาพสองข้างทางไปเป็นระยะ ขณะที่เตรียมการณ์เพื่อแก้ปัญหาไปด้วยหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นกับตัวเอง

    ผมคิดว่าจะออกจากรถอย่างไรถ้าน้ำท่วมรถสูงมาก นอกจากประตูด้านขวาแล้วยังเล็ง Sun-roof ไว้ด้วย ว่าน่าจะสะดวกที่จะออกไปยืนบนหลังคารถ โดยไม่ต้องรีบลงไปเปียกน้ำ  ต่อเมื่อไม่ไหวจริงๆ ค่อยแหวกว่ายไปหาต้นไม้เพื่อปีนป่ายไปอยู่ในที่สูงกว่า และหากเลือกได้จะเลือกต้นมะขามสักต้นเนื่องจากทราบมาว่าหลายคนเคยรอดตายอยู่ บนต้นมะขาม เพราะมะขามมีรากแน่นหนา ล้มยากกว่าต้นไม้ทั่วไป

    ทั้งหมดที่เล่ามาเป็นเพียงจินตนาการเพื่อการแก้ปัญหา ที่ผม คิดสบายๆแบบไม่ให้ความกลัว หรือความตกใจหรือใจตก เข้ามาทำให้ใจแกว่งจนคิดอะไรไม่ออก และแล้วในที่สุดผมก็ขับรถลุยน้ำผ่านมาถึงถนนสายเอเชียได้เรียบร้อย จึงเลี้ยวซ้ายไป U-Turn มาเติมแก๊สที่ปั๊มแก๊สใกล้ทางเข้าสนามบิน ก่อนที่จะขับรถกลับถึงบ้านที่ไชยาโดยสวัสดิภาพในเวลาประมาณสองทุ่ม

    อย่างไรก็ตาม ขอสารภาพว่า เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่คิดจะปีนต้นไม้ทั้งๆที่ยังขับรถไปบนถนนลาดยาง .. (แต่มีสภาพเป็นคลอง)


    นินทาหลาน

    ไม่มีความคิดเห็น โดย handyman เมื่อ 27 มีนาคม 2011 เวลา 8:10 (เช้า) ในหมวดหมู่ ชีวิต #
    อ่าน: 856

    ฝนตกพรำมาตลอดวัน ต่อเนื่องมาตั้งแต่เมื่อสองวันก่อน ไม่รู้จะทำอะไร ขอนินทาเด็กเล่นดีกว่า ..

    น้องติมอยู่ชั้นอนุบาล 2 ปกติเป็นคนติดแม่ วันก่อนผมชวนติดรถเข้าไปตลาดไชยาด้วยกันสำเร็จโดยไม่ต้องมีแม่ไปด้วย

    การ พูดคุยกันตอนหนึ่ง ผมถามว่า “เคยปลูกต้นไม้มั้ย”  น้องเขาตอบว่า “เคย” เมื่อถามว่า “ปลูกต้นอะไร” เธอตอบว่า “ดอกไม้” โดยพูดเป็นภาษากลางเสียด้วย

    ถามต่อว่า “ดอกอะไร” เธอก็ตอบทันทีว่า “ไม่รู้” ครั้นถามว่า “สีอะไร” เธอตอบเสียงดังว่า “สีคว้า” ทำเอาทุกคนในรถต้องขำกลิ้งกันทุกคน เราเลยฝึก “สีฟ้า” ให้น้องติมจนเธอพูดได้ชัด แต่ก็ไม่มั่นใจว่าจะ Sustainable สักแค่ไหน

    เอาไว้เจอกันอีกทีจะลองทดสอบดูว่า จะมี “ท้องคว้า” “ไควคว้า” หรือ “ไม้ควืน” อยู่หรือไม่ … อิ อิ อิ


    ความสำเร็จ

    ไม่มีความคิดเห็น โดย handyman เมื่อ 24 มีนาคม 2011 เวลา 8:52 (เช้า) ในหมวดหมู่ ชีวิต, ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
    อ่าน: 902

    • ความสำเร็จอยู่ที่ไหน
    • ที่แน่นอนต้องอยู่ที่ใจ
    • ความล้มเหลวในสายตาคนอื่น อาจเป็นความสำเร็จของเราก็ได้
    • เหตุเพราะเขามองที่วัตถุ ส่วนเรามองด้านในของเรา
    • หากใจเราชนะได้ อิสระได้ท่ามกลางปัญหามากมาย นั่นคือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่
    • ต่อๆไป เมื่อมีปัญหาอะไรก็จะกลายเป็นเรื่องเล็กไปเสียทั้งสิ้น


    มาเตรียมตัวตายกันเถอะ

    6 ความคิดเห็น โดย handyman เมื่อ 22 มีนาคม 2011 เวลา 6:39 (เช้า) ในหมวดหมู่ ชีวิต #
    อ่าน: 1253

    วันหนึ่งผมบอกชาวบ้าน และลูกหลานในที่ประชุมที่ศูนย์การเรียนรู้ฯใกล้บ้านว่า ผมกลับมาอยู่บ้านเกิดเพื่อ “เตรียมตัวตาย”
    ทันใดนั้นก็มีเสียงคัดค้านบอกว่า “ไม่ได้ ไม่ได้ ยังไม่ให้รีบตาย”
    ผมก็ตอบไปว่า …

    “เตรียมตัวตายไม่ได้หมายถึงรีบตาย เพียงแต่รู้ว่ามันต้องตาย จึงเตรียมตัวว่า อะไรที่ดีๆ มีประโยชน์และพอทำได้ ก็จะได้รีบทำเสีย เท่านั้นเอง”

    • ความตายเป็นของแน่นอนที่ทุกชีวิตต้องเจอ
    • การคิดถึงความตายบ่อย หรือเจริญ มรณานุสติ จึงเป็นสิ่งควรทำ
    • ทำเช่นนั้นได้ จะพบความเบาสบาย ทำประโยชน์ได้ โดยไม่ต้องแบกโลกครับ


    โชคดี - โชคร้าย

    ไม่มีความคิดเห็น โดย handyman เมื่อ 19 มีนาคม 2011 เวลา 9:37 (เช้า) ในหมวดหมู่ การศึกษา, ชีวิต #
    อ่าน: 1293
    • เรา โชคร้ายที่สบายมานาน
    • ญี่ปุ่น โชคดีที่มีความยากลำบากเป็นเพื่อน
    • ธรรมชาติอันอุดมในอดีต สร้างนิสัยมักง่าย อะไรก็ได้ ช่างมันเถอะ .. ฯลฯ ให้พวกเรา
    • ธรรมชาติที่แปรปรวน รุนแรง ประกอบกับการมีทรัพยากรที่จำกัด ได้สร้างจิตใจที่เข้มแข็ง สร้างวัฒนธรรมและวินัยของการอยู่ร่วมกันแบบ “ซึมลึกในสายเลือด” ให้คนญี่ปุ่น
    • รู้อย่างนี้ จะเลี้ยงดู อบรมบุตรหลานให้พบแต่ความสะดวก สบาย ไม่ต้องทำงาน ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรก็ได้ อยู่แบบสบายๆ หน้าจอเกมคอมพิวเตอร์ อย่าให้มีโอกาสได้ รักการเรียนรู้ หรือ ฝึกสู้สิ่งยาก .. ก็เชิญต่อไปนะโย

    ผมเขียนเรื่องนี้วางไว้ที่ G2K ได้ไม่กี่นาทีก็มี Comment แรกเข้ามาครับ ความว่า …

    สวัสดีค่ะ หนูชื่อออมน่ะค่ะ
    จากประสบการสุดยอดเลยค่ะตอนนี้หนูทำได้อย่างฝันแล้วค่ะ แต่ก่อนหนูเป็นคนอ้วนมาก หนูสูง 160 น้ำหนัก 82 หนูกลุ้มใจมากเลยไม่รู้จะปรึกษาใครดี แต่พอมาวันนึงหนูได้พบกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพและน้ำหนัก พี่เค้าแนะนำให้หนูทานอาหารเสริม ชื่อ XXX  จนตอนนี้น้ำหนัก ของหนูเหลือแค่ 60 กิโล เพียงแค่เดือนเดียวเท่านั้นเองค่ะ หนู Happy และมีความสุขมากค่ะ ถ้าเพื่อนๆอยากมีสุขภาพดีหรือหุ่นดีอย่างหนู โปรดอย่าช้าค่ะ

    ติดต่อพี่เค้าได้เลยค่ะที่ >> XXXXX  คุณ XXX <<

    หรือดูเวปเค้าได้ที่นี้คะ.>> XXXX

    ประสบการณ์ลดน้ำหนักของหนูได้ผลใน1สัปดาห์ ตอนนี้หนูHappy!!มากกคะ ขอฝากเรื่องของหนูไว้ให้กับเพื่อนๆที่มีหัวอกเดียวกันนะคะ


    ช่างสอดคล้องกับบันทึกของผมดีเหลือเกิน .. อิ อิ อิ


    หัวใจอยู่ที่ “รัก”

    1 ความคิดเห็น โดย handyman เมื่อ 12 มีนาคม 2011 เวลา 6:11 (เช้า) ในหมวดหมู่ การศึกษา, ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
    อ่าน: 1196

    เคยอ่าน เคยฟังมั้ยครับเรื่องที่ครูฝรั่งแก่ๆตอบนักวิจัยว่าทำไม เหล่าเด็กเกเรในอดีต ซึ่งต่างประสบความสำเร็จในชีวิต ผิดคำพยากรณ์ของนักวิจัยที่ว่าพวกนั้นต้องไม่พ้นคุก ตะราง .. อดีตเด็ก “นักเลง” เหล่านั้นต่างพูดถึงชื่อครูคนเดียวกัน จนต้องตามล่าหาตัวเพื่อถามว่า ครูไปทำอะไรกับเด็กกลุ่มนั้น .. คำตอบที่ได้คือ .. “ฉันก็จำอะไรไม่ค่อยได้ แต่ฉันรู้ว่า ฉันรักพวกเขา” .. หัวใจอยู่ตรงนั้นครับ


    มนุษย์ กับ ธรรมชาติ

    ไม่มีความคิดเห็น โดย handyman เมื่อ 6 กุมภาพันธ 2011 เวลา 3:17 (เช้า) ในหมวดหมู่ ชีวิต #
    อ่าน: 1669

    • ธรรมชาติแท้จริงมี หนึ่งเดียว
    • มนุษย์เป็นธุลีหนึ่งในธรรมชาติทั้งมวล
    • น่าเสียดายที่ความฉลาดของมนุษย์ ทำให้พวกเขาพยายามแยกตัวเองออกไปจากธรรมชาติโดยองค์รวม
    • และด้วยความคิด ความเชื่อผิดๆเช่นนั้น การทำลายล้างธรรมชาติจึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทวีความรุนแรงเรื่อยมา
    • ซึ่งที่แท้ก็คือ การทำลายมนุษย์เองไปด้วยพร้อมๆกันนั่นเอง
    • อนิจจา ! ความฉลาด … “ฉลาด” ที่จะ “โง่” อย่างไม่น่าให้อภัย
    • อิ อิ อิ


    ผม กับ ไม้เรียว

    3 ความคิดเห็น โดย handyman เมื่อ 20 มกราคม 2011 เวลา 7:13 (เช้า) ในหมวดหมู่ การศึกษา #
    อ่าน: 1932

       ผม ในที่นี้ไม่ใช่เส้นผมบนศีรษะ แต่หมายถึงผม คือตัว อาตมา เจ้าของบันทึกนี้นั่นเอง

       เรื่องผมกับไม้เรียวนี้จะมองทั้งสองมิติคือ ในฐานะผู้รับไม้เรียว และ ในฐานะผู้ใช้ไม้เรียว

       ในฐานะผู้รับไม้เรียว นั้น ผมโดนมาพอประมาณ คือนั้นโดนเบาๆ บ่อยๆจากแม่ แต่มานึกย้อนหลังดูอีกที ส่วนใหญ่ของแม่จะเป็นมือมากกว่าไม้ แต่แม่จะตีไม่หนัก ตีที่ขา ไม่ใช่ตบตี หรือทุบตี  เหตุเพราะผมซนกว่าเด็กทั่วไป ชอบถาม ชอบรื้อ ชอบงัดแงะ แกะข้าวของดูข้างในมาแต่สมัยก่อนประถม ผมไม่เรียบร้อยตาม “มาตรฐาน” ที่เขาอยากให้เป็นกันในสมัยนั้น ดูแล้วเป็นเพราะแม่รักผม แม่จึงตี  ส่วนจากพ่อนั้น นานๆครั้ง แต่น้ำหนักมากกว่าของแม่หลายสิบเท่า และที่สำคัญหนีไม่ได้ ไม่เหมือนของแม่ที่บางทีพูดขู่ว่าเดี๋ยวจะตีให้ตาย แต่พอเราวิ่งหนีไปสักครู่ใหญ่ กลับมาแม่ก็หายอยากตีไปแล้ว แต่สำหรับของพ่อนั้น ไม่มีทางรอด หนีไป เลี่ยงไปอย่างไร กลับมาก็ต้องโดน ส่วนมากจะสามที ไม่มีใช้มือ มีแต่ไม้เรียวอย่างเดียว แต่ที่จำได้พ่อไม่ได้ตีด้วยความโมโห แต่เข้าลักษณะ ตีให้เจ็บ จะได้จำ และไม่ทำอะไรอย่างนั้นๆอีก 

        อีกท่านหนึ่งผู้มีพระคุณ ช่วยอบรมบ่มเพาะ และ “ฝึกหนัก” ให้ผมมา คือท่านอาจารย์พระครูสุธนธรรมสาร เพื่อนตายของท่านอาจารย์พุทธทาส ผู้เป็นกำลังสำคัญในการสร้างสวนโมกข์ที่ไชยา  ผมอยู่กับท่านที่วัดชยาราม 3 ปี ก่อนย้ายไปอยู่บ้านน้าทองมาก เพราะสุขภาพไม่ค่อยดี เป็นทั้งไข้มาเลเรีย และไทฟอยด์จนเกือบเอาชีวิตไม่รอด  อาจารย์ธนใช้ไม้เรียวในกระบวนการสอนและพัฒนาคน ควบคู่ไปกับการอบรมสั่งสอน และให้ทำงานหนัก ท่านไม่ตีพร่ำเพรื่อ ตีเจ็บด้วยไม้เรียวที่เตรียมไว้เพื่อการให้ความ “เมตตา” โดยเฉพาะ ก่อนตีท่านจะสอน ระหว่างตีท่านก็สอน จากไม้ที่หนึ่ง ถึง ไม้ที่สาม จะมีบทพูดแทรก จำได้ว่าสามปี ผมโดนท่านตีเพียงสองครั้ง ครั้งแรกตีที่โรงฉันตอนหัวค่ำอันเป็นที่บังคับให้ทุกคนมาอ่านหนังสือและทำการบ้านที่นั่น หลังพวกเราสวดมนต์ทำวัตรเย็น ท่านฟาดก้นลงไปทีหนึ่งก็พูดว่า “เสรีภาพ” รวมแล้วได้ 3 “เสรีภาพ” เหตุเพราะท่านมาตรวจดูพบว่าผมอ่านหนังสือของสำนักข่าวสารอเมริกันที่ชื่อว่า “เสรีภาพ” แทนที่จะอ่านหนังสือเรียน อีกครั้งหนึ่งถูกตีตั้งแต่อยู่ในมุ้ง เหตุเพราะนอนตื่นสายครับ

       ในฐานะผู้รับไม้เรียว ผมพบว่าผมถูกตีด้วยความรัก ความเมตตา แต่ในใจก็ยังคิดว่า หากท่านผู้มีพระคุณเหล่านั้นใช้การชี้แจง แสดงเหตุผล ผมก็น่าจะคิดตามและเปลี่ยนพฤติกรรมได้ โดยไม่ต้องใช้ไม้เรียว แต่ก็อย่างว่าแหละครับ ยุคนั้น สมัยนั้น ความเชื่อเรื่อง “ไม้เรียวช่วยสร้างคน” ยัง In-trend อยู่ทั่วไป ใครๆเขาก็เชื่อเช่นนั้น ผมจึงไม่มีสิทธิ์จะไปโกรธเคือง หรือตำหนิท่านผู้มีพระคุณ อบรมเลี้ยงดูผมมา ที่มอบไม้เรียวให้ผมมาบ้าง ด้วยความรัก และเมตตาธรรม

       คราวนี้ก็มาถึง ในฐานะผู้ใช้ไม้เรียว บ้าง  ผมจำได้ว่าเคยไม้ตีมือลูกหลานบ้าง แต่เป็นการทำโทษแบบสนุกๆ เช่นถ้าตอบอะไรไม่ได้ก็จะตีมือ 1 ที และก็มีเหมือนกันที่เราแกล้งตอบผิดให้เขาตีเราด้วย แต่ที่จำได้มีเหมือนกันแต่ดูเหมือนจะครั้งเดียว ที่ตีลูกด้วยความไม่พอใจที่เขาซุ่มซ่ามปล่อยให้น้ำจากเครื่องซักผ้าไหลลงมาจากชั้นสอง เลอะไปหมด เพราะลืมเหวี่ยงท่อน้ำทิ้งออกไปในทิศทางของมัน ตีแล้วเสียใจจนต้องขอโทษเขา และตั้งใจว่าจะไม่ยอม “บ้า”แบบนั้นอีก  สำหรับในการเรียนการสอน ผมไม่เห็นว่าจำเป็นต้องใช้ไม้เรียว เพราะศาสตร์ และศิลป์ที่เราร่ำเรียนกันมานั้นมีมากเกินพอแล้วในปัจจุบัน แต่ปัญหาใหญ่อยู่ที่ว่า

    • เราเข้าถึงแก่นของ ศาสตร์-ศิลป์ที่เรียนมาหรือไม่ เพียงใด
    • เรามีความรัก ความเมตตา ให้ลูกหลาน หรือ ลูกศิษย์ ในระดับใด

       การให้ความรัก ความเข้าใจ ให้โอกาส ให้กำลังใจ ให้ความรู้ ให้การยอมรับ หามุมดีในตัวเด็ก ไม่ซ้ำเติมสิ่งในที่เป็นความอ่อนด้อยของเขา ส่งเสริมให้มุมดีๆของเขาได้แสดงความเป็น ” Somebody” ต่อเพื่อนๆ  ให้ทุกคน หรือหลายคนต้องฟัง ต้องพึ่งพาเขา .. สิ่งเหล่านี้เคยทำมา และได้ผลดีกว่าการใช้ไม้เรียว และการดุด่าครับ

       แต่สำหรับผู้ใหญ่ การหาคำพูด หรือวาทกรรมที่โดนใจ แทงใจดำ ก็ต้องกระทำด้วยในบางครั้ง แม้ดูเหมือนจะหนักและรุนแรงก็ต้องทำ หากกระทำด้วยเมตตา ปรารถนาดี เขาก็เข้าใจ และเกิดอาการสะดุ้ง หรือฉุกคิด และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ไม่พึงปรารถนาได้เหมือนกัน

       ลางเนื้อ ชอบลางยา ครับ .. แต่ที่แน่ๆ ไม้เรียวไม่ใช่ยา หรือถ้าจะนับเป็นยา ก็ประเภทยาทาภายนอกให้เจ็บแสบ ย่อมไม่สามารถรักษาอาการ “ช้ำข้างใน” ให้หายได้ .. ผมเชื่อของผมอย่างนี้ ใครเชื่อและทำตามก็ไม่หวงห้าม ส่วนท่านที่ไม่เห็นด้วยก็ “เช่นนั้นเอง” ครับ … อิ อิ อิ



    Main: 0.20917010307312 sec
    Sidebar: 0.010921001434326 sec