คุณค่าการบวชในปัจจุบัน
กล่าวได้ว่าในอดีตนั้น “การบวชเรียนตามประเพณี” คือ การบวชแล้วศึกษาเล่าเรียนเพื่อจะได้อ่านออกเขียนได้และมีความรู้บางอย่าง ติดตัวไปใช้ชีวิตแบบชาวช้านเป็นประเพณีวัฒนธรรมของพระพุทธศาสนาในเมืองไทย แต่ความเปลี่ยนแปลงของสังคมทำให้แตกแขนงออกไปเป็น “การบวชเรียน” และ “การบวชตามประเพณี” กล่าวคือมีคนกลุ่มหนึ่งตั้งใจบวชเพื่อศึกษาเล่าเรียนแล้วสึกออกมาใช้ชีวิต แบบชาวบ้าน ในกลุ่มนี้บางคนก็มีศรัทธาที่จะบวชต่อไปเพื่อสืบทอดพระศาสนา ขณะอีกกลุ่มหนึ่งมิได้ตั้งใจบวชเพื่อศึกษาเล่าเรียนแบบกลุ่มแรก บวชเพียงแต่รักษาประเพณีที่บรรพบุรุษได้กระทำมาระยะหนึ่งแล้วก็สึกออกมา เท่านั้น แต่ในกลุ่มนี้ก็ยังมีบางคน ครั้นบวชแล้วก็ไม่สมัครใจสึก สมัครใจที่จะบวชต่อไปเพื่อสืบทอดพระศาสนา และจำนวนผู้ที่ไม่ได้สึกออกไปทั้งสองฝ่ายนี้แหละ เป็นกำลังหลักสืบทอดพระศาสนามาตราบจนทุกวันนี้
ตามความเห็นของผู้เขียน ความเปลี่ยนแปลงเรื่องค่านิยมการบวชในปัจจุบันนั้นมีสาเหตุเริ่มต้นอยู่ที่ การปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุโรปเมื่อสองสามร้อยปีก่อน เล่าเรื่องย่อๆ ว่า หลังจากมีการค้นพบเครื่องจักรไอน้ำแล้วก็เริ่มการนำเครื่องจักรมาใช้แทนที่แรงงานคน เครื่องจักรผลิตสินค้าได้มากจึงก่อให้เกิดปัญหาว่าจะต้องแสวงหาตลาดเพื่อขาย สินค้า และจะต้องมีการแสวงหาวัตถุดิบเพื่อป้อนโรงงาน ในยุคนั้นยาวยุโรปโดยเแฑาะอังกฤษและฝรั่งเศสจึงมีการล่าอาณานิยมไปทั่วโลก รวมทั้งแถบประเทศไทยด้วย จะเห็นได้ว่าในสมัยรัชการที่ ๔-๕ ไทยยอมเสียดินแดนหลายส่วนให้แก่อังกฤษและฝรั่งเศส เพื่อแรกกับเสรีภาพส่วนใหญ่ ต่อมาเมืองไทย (และชาติอื่นๆ) ซึ่งต้องการความเจริญก้าวหน้า จึงได้มีการส่งคนไปเรียนต่อยุโรปเพื่อเรียนรู้วิชาการสมัยใหม่ การศึกษาซึ่งเมื่อก่อนมีวัดเป็นแหล่งวิชาการต่างๆ ก็ค่อยๆ ทยอยออกไปจากวัดโดยการสร้างโรงเรียน วิทยาลัย และมหาวิทยาลัยตามลำดับ
การบวชเรียนคือการบวชแล้วศึกษาเล่าเรียนวิชาการตามถนัดในวัดก็ค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นการบวชเพื่อรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีตามทีบรรพบุรุษเคยปฏิบัติ มาเท่านั้น สถานศึกษาสมัยใหม่แบบตะวันตกค่อยๆ แย่งชิงวิชาการแขนงต่างๆ ที่มีอยู่ในวัดไปจัดการเอง เกิดค่านิยมว่าการศึกษาในวัดเป็นของเก่าๆ คร่ำครึ ไม่ทันสมัย ส่วนผู้ที่ยังบวชเรียนอยู่ก็จะเป็นเพียงลูกคนจน ผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา หรือผู้ที่พ่อแม่ไม่สามารถจัดการให้เป็นไปตามความต้องการได้จึงให้มาบวชอยู่ ในวัดตามสำนวนว่า “ตัดหางปล่อยวัด” แบบแผนการศึกษาในวัดที่มีอยู่ก็คงเหลือแต่วิชาพระพุทธศาสนาเท่านั้น เพิ่งมีการดำเนินการจัดตั้งโรงเรียนปริยัติสามัญและมหาวิทยาลัยสงฆ์เพื่อ รองรับการศึกษาสมัยใหม่เมื่อไม่นานมานี้ แต่ยังเป็นเพียงลูกคนจน ผู้ด้อยโอกาส หรือผู้ถูกตัดหางมาปล่อยไว้เท่านั้น
ผู้เขียนคิดว่าเฉพาะการบวชเรียนใน ปัจจุบันยังมีคุณค่าอยู่เหมือนเดิม คือเป็นการสร้างคุณภาพของผู้บวชให้มีความรู้ติดตัวออกไปใช้ชีวิตแบบชาวบ้าน ได้ ซึ่งโดยมากผู้ที่บวชเรียนแล้วสึกออกไปมักจะเป็นคนดีของสังคม และคนกลุ่มนี้จะมีความเห็นที่ถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนา เมื่อมีปัญหาเกี่ยวกับพระศาสนาเกิดขึ้น คนกลุ่มนี้จะเป็นกองหน้าที่จะคอยแก้ต่าง สนับสนุนหรือคัดค้านเรื่องราวที่เกิดขึ้น เพราะนอกจากจะได้รับการศึกษาทั่วไปแล้วก็ได้มีโอกาสอบรมบ่มนิสัยตามคติของ พระพุทธศาสนาไปด้วย ดังพระเถระท่านหนึ่งกล่าวไ้ว้ว่า “มหาจุฬาฯ คือแหล่งผลิตลูกเขยที่ดีให้แก่ชาวบ้าน” (มหาจุฬาฯ คือ มหาวิทยาลัยสงฆ์)
แต่การศึกษาของคณะสงฆ์ปัจจุบันมีปัญหามาก เช่น นโยบายขยายโอกาสทางการศึกษาทำให้มีผู้บวชเรียนน้อยลง ค่านิยมในการเรียนนักธรรมและบาลีในหมู่พระหนุ่มเณรน้อยลงต่ำลงกว่าเดิมมาก หรือธรรมเนียมและค่านิยมแบบเดิมๆ ของวัดทำให้ไม่สามารถตอบสนองสังคมปัจจุบันได้ สาเหตุนี้ทำให้มหาวิทยาลัยข้างนอกเริ่มเปิดสอนสาขาพระพุทธศาสนามากขึ้นเป็น ลำดับ ข้อสังเกตอีกอย่างก็คือปัจจุบันคนมาวัดฟังเทศน์ฟังธรรมค่อยๆ น้อยลง แต่มุมหนังสือธรรมะในร้านหนังสือจะค่อยๆ มากขึ้น
การบวชตามประเพณี คือ ค่านิยมว่าลูกผู้ชายไทยอายุครบยี่สิบปีแล้วจะต้องบวชก่อนการแต่งงานมีครอบครัวตามสำนวนว่า “บวชก่อนเบียด” ก็ มีมาแต่โบราณควบคู่กับการบวชเรียน ผู้เขียนคิดว่าเป็นความฉลาดของบรรพบุรุษที่นิยมให้ลูกหลานบวชเสียก่อน แต่งงาน เพราะคนเรานั้นผ่านชีวิตวัยเด็ก วัยรุ่น จนกระทั้งถึงวัยหนุ่ม ย่อมได้ประสบความสุขความทุกข์ หรือสิ่งที่ดีและชั่ว มาพอสมควร เมื่อได้มาบวชก็ย่อมมีเวลาตริตรอง ทบทวนเรื่องที่ผ่านมา ได้ศึกษาธรรมะก็ย่อมเป็นแว่นขยายให้เข้าใจโลกและชีวิตมากยิ่งขึ้น พร้อมที่จะออกไปครองเรือนและใช้ชีวิตที่ดีงามตามค่านิยมของพระพุทธศาสนาได้ ผู้เขียนคิดว่าการบวชตามประเพพณีที่เชื่อกันว่าทดแทนค่าน้ำนมแม่ หรือพ่อแม่ได้บุญนี้ น่าจะมาจากประเด็นว่าผู้ที่มาบวชได้มีโอกาสทบทวนตนเอง ทำให้เข้าใจสิ่งที่ผ่านมาได้ดียิ่งขึ้น เมื่อสึกออกมาก็จะได้นำสิ่งที่ตริตรองไว้ไปปรับปรุงพฤติกรรมของตนเอง ทำให้พ่อแม่เบาใจขึ้น
ส่วนคำกล่าวที่ว่า ถ้าได้เมียเสียก่อนมาบวชนั้น บุญจะแบ่งไปให้เมียครึ่งหนึ่ง น่าจะมาจากประเด็นว่าเมื่อคิดได้ก็ทำให้ภรรยาพลอยเบาใจไปด้วย ระยะเวลาที่บวชนั้น สมัยก่อนยึดถือกันว่าสามพรรษาเหมาะสม หรืออย่างน้อยควรจะให้ได้หนึ่งพรรษา แต่ถ้ามากเกินไปก็ไม่ดีที่จะออกมาใช้ชีวิตแบบชาวบ้าน ดังสำนวนของพ่อท่านเฒ่าว่า “พรรษาหนึ่งดี สองงาม สามสวย บวชสิบษา สึกออกมา หมาไม่แล” หรือคำพังเพยว่า “ตื่นแต่ดึก สึกแต่หนุ่ม” อะไรทำนองนี้
ดังนั้น การบวชตามประเพณีหนึ่งพรรษาจึงมีคุณค่าคือ “ได้มีโอกาสทบทวนการใช้ชีวิตที่ผ่านมา ทำความเข้าใจตนเอง และวางแผนปรับปรุงตนเองให้ดีขึ้นเมื่อสึกออกไป”
ปัจจุบัน การบวชตามประเพณีหนึ่งพรรษาได้รับความนิยมน้อยลง เริ่มต้นมาจากลุ่มที่ทำงานประจำ เช่น รับราชการ บริษัท หรือบางคนก็ยังเรียนไม่จบ คนกลุ่มนี้ก็อยากจะบวชสืบทอดประเพณี หรือบางครั้งการอยากจะให้บวชเกิดจากพ่อแม่ ปู่ยา ตายาย ที่อยากเห็น ชายผ้าเหลือง ลูกหลานของตนก่อนตาย เมื่อลูกหลานไม่พร้อมที่จะบวชหนึ่งพรรษาก็เลยมีการต่อรองว่าเพียงเดือนเดียว สิบห้าวัน เจ็ดวัน หรือบางครั้งให้ได้บวชหน้าศพสามวันก็ได้ ต่อมา แม้บางคนมีเวลาว่างก็ไม่อยากจะบวชหนึ่งพรรษา กลายเป็นบวชเจ็ดวันสิบห้าวันตามพวกที่ไม่ค่อยว่างไปด้วย เมื่อมีการทำตามมากขึ้นก็กลายเป็น ค่านิยมใหม่ คุณค่าการบวชหนึ่งพรรษาเพื่อให้มีเวลาทบทวนตัวเองและศึกษาธรรมะเพื่อไปใช้ ครองเรือนแบบเดิมตามที่บรรพบุรุษสร้างเอาไว้ก็ค่อยๆ หมดไป อย่างไรก็ตามการบวชตามค่านิยมใหม่ทำนองนี้ก็ยังคงมีคุณค่่าอยู่ เพียงแต่ไม่สมบูรณ์เหมือนเดิมเท่านั้น
สมัยก่อน บ้านเราเป็นสังคมเกษตรกรรมมีอาชีพหลักคือ ทำนา ทำสวน ขึ้นตาล ตัดยาง หรือวางกัด เป็นต้น ฐานะทางครอบครัวก็ไม่ค่อยแตกต่างกันมาก เมื่อแต่งงานเสร็จเป็นผัวหนุ่มเมียสาวก็แยกเรือนออกมาอยู่ต่างหาก เรือนนั้นไม่ค่อยมั่นคงนัก กั้นจาก มุงจาก เรียบฟากไม้ไผ่ ตามแบบโบราณ ซึ่งมีลักษระคล้ายกับขนำหรือหนำตามบ้านเรา เพียงแต่ว่ามีขนาดใหญ่กว่าและมั่นคงแข็งแรงกว่าเท่านั้น บ้านเรือนทำนองนี้ถ้าขยันซ่อมแซมอยู่เสมอก็จะอยู่ได้สิบกว่าปี เมื่อลูกชายลูกสาวอายุสิบหกสิบเจ็ด พ่อแม่ก็เริ่มคิดสร้างบ้านใหม่ โดยมักจะเป็นบ้านเรือนไม้หลังใหญ่ เพื่อไว้อวดฐานะและประกาศความสำเร็จของชีวิตครอบครัวในงานบวชลูกชายหัวปี หรืองานแต่งงานของลูกสาวคนโต ตอนผู้เขียนบวชได้ ๒-๓ พรรษาหรือเมื่อเกือบยี่สิบปีก่อนก็ยังทันเห็นลักษณะนี้ มีญาติโยมบางคนมานั่งปรับทุกข์ว่า “ผมคิดว่าจะสร้างบ้านสักหีด ไว้บวชไอ้บ่าวต่อสองสามปีข้างหน้า” แต่บ้าที่สร้างก็มิได้เป็นบ้านไม้ทรงปั้นหยาแบบแต่ก่อน เป็นเพียงบ้านปูนหรือครึ่งปูนครึ้งไม้ตามสมัยปัจจุบัน
ฉะนั้น คุณค่าอย่างหนึ่งของการบวชลูกชายตามประเพณีก็คือ “การประกาศความสำเร็จของชีวิตคู่ และความสามารถในการเลี้ยงดูลูก” ผู้เขียนคิดว่าคุณค่านี้แม้มีมาแล้วใจอดีต แต่ก็ยังมีอยู่ตราบเท่าปัจจุบัน
โดยมาแล้ว พ่อแม่ก็ไม่ได้หวังอะไรจากลูกมากนัก พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่า พ่อแม่นั้นเป็น บุพพการี หมายถึงผู้กระทำอุปการคุณก่อน ส่วนลูกๆ นั้นถ้ารู้สึกถึงอุปการคุณที่พ่อแม่ได้กระทำแล้วแก่ตนก็เรียกว่า กตัญญู แต่เมื่อยังไม่ได้กระทำอะไรตอบแทนพ่อแม่ก็ยังชื่อว่า กตเวที ไม่ได้
ฉะนั้น คุณค่าการบวชในปัจจุบันอย่างหนึ่งก็คือ “เจ้านาคได้มีโอกาสแสดงความกตเวทีต่อพ่อแม่หรือผู้มีพระคุณ” เพราะคำว่า กตเวที แปลว่า ประกาศสิ่งที่ตนได้กระทำแล้วให้ผู้มีพระคุณได้รับรู้ การที่เจ้านาคยอมบวชตามคำขอของพ่อแม่หรือผู้มีพระคุณ นั่น ! เป็นการประกาศสิ่งที่ตนได้กระทำตอบแนทให้พ่อแม่หรือผู้มีพระคุณได้ทราบ นั่นเอง
จะแทรกเรื่องคำว่า่ “นาค” อีกเล็กน้อย โดยมากเราเชื่อกันว่าคำว่านาคหมายถึง งู ฟัง ตามกันมาว่า เหตุที่ได้ชื่อว่าบวชนาคเพราะเคยมีงูตัวหนึ่งมีฤทธิ์ (บาทท่านอ้างนิทานธรรมบทว่า งูตัวนี้ชาติก่อนเคยบวชเป็นภิกษุชื่อเอรกปัตต์) ปลอมตัวมาบวช ภายหลังถูกจับได้ ก็เลยสึกไป แต่ได้ขอคำว่าบวชนาคไว้เป็นที่ระลึกอะไรทำนองนี้… เคยอ่านบทความของใครก็จำไม่ได้ ท่านบอกว่า นาคแปลว่าเทวดา ที่ว่า นาคให้น้ำ นั้น เป็นเทวดาให้น้ำ มิใช่งูให้น้ำ แต่โบราณแปลผิดก็เลยเชื่อตามๆ กันมา… และอาจารย์นิ่ม นิ่มหนู่ ป.ธ.๙ เคยยกคาถาให้ฟังว่า
- นาโค นาคํ อภิรุยฺห นาครุกขํ อนุคนฺตฺวาน
- นาคปุพผํ นิกฺขิปิตฺวาน นาคพุทธํ อภิปูชเต ฯ
- พระราชาผู้ประเสริฐ ทรงช้างตัวประเสร็จ เสด็จไปยังต้นกากระทิง ทรงเก็บดอกกากระทิงแล้วก็ทรงบูชาจำเพราะพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ฯ
ตามคาถานี้ นาคะ เป็นศัพท์คุณนามแปลว่า ประเสริฐ โดยศัพท์คุณนามใช้ขยายความเทวดา มนุษย์ หรือสัตว์ก็ได้ที่เรายกย่องว่าเป็นผู้ประเสริฐ ส่วนที่เป็นศัพท์นามแปลว่า ต้นกากระทิง
แต่บางมติที่บอกว่าแปลว่า ช้าง นั้น ไม่ได้หมายถึงว่าช้างตัวนั้นเป็นสัตว์ประเสริฐ แต่แปลว่าสัตว์ที่ถูกเห็นเหมือนภูเขา ดังบทวิเคราะห์ว่า นโค วิยะ ทิสฺสตีติ นาโค สัตว์ใดย่อมถูกเห็นประดุจภูเขา เหตุนั้น สัตว์นั้นชื่อว่า นาคะ (ผู้ถูกเห็นประดุจภูเขา) ตามวิเคราะห์นี้ นคะ แปลว่า ภูเขา
ในคัมภีร์อภิธานัปปทีปิกาฏีกา ก็บอกว่าแปลว่า งู ได้ ดังวิเคราะห์ว่า น คจฺจตีติ นาโค, ทีฆาทิ สัตว์ใดย่อมไม่ไป เหตุนั้น สัตว์นั้นชื่อว่านาคะ (ผู้ไม่ไป) ได้แก่สัตว์มีตัวยาวเป็นต้น (คืองู) ตามวิเคราะห์นี้ ผู้เขียนไม่เข้าใจอรรถ อาจหมายถึงไปตามปรกติไม่ได้ จะต้องเลื้อยไปหรือ ? ไม่แน่ใจ !
ส่วนที่แปลว่า ประเสริฐ นั้น มาจากบทวิเคราะห์ว่า อาคุัง น กโรติ นาโค ผู้ใดย่อมไม่กระทำความผิด (บาป) เหตุนั้น ผู้นั้นชื่อว่านาค (ผู้ไม่กระทำความผิด, ผู้ไม่กระทำบาป) ในรูปวิเคราะห์นี้ อาคุ แปลว่า ความผิด หรือบาป ซึ่งผู้ไม่กระทำผิดหรือไม่กระทำบาปก็คือผู้ประเสริ็ฐนั่นเอง
ตามนัยนี้ ถ้า นาคะ แปลว่า ผู้ไม่กระทำผิด, ผู้ไม่กระทำบาป ซึ่งบ่งความว่าเป็น ผู้ประเสริฐ แล้ว คำว่า บวชนาค ก็ควรจะมีความหมายว่า บวชผู้ไม่กระทำผิด, บวชผู้ไม่กระทำบาป หรือ บวชผู้ประเสริฐ นั่นเอง มิได้บวชงูตามที่เข้าใจกัน เรื่องนี้จะต้องไปถามผู้ที่ใช้คำว่าบวชนาคคนแรกว่าต้องการให้มีความหมายว่า อย่างไร แต่เป็นใครก็ไม่ทราบ เขียนให้อ่านเล่นๆ เป็นเกล็ดความรู้เท่านั้น
ประการสุดท้ายที่อยากจะกล่าวถึงก็ คือคุณค่าเชิงประเพณี เพราะงานบวชนาคเป็นประเพณีที่สืบทอดมานานเหมือนกับงานแต่งงาน งานศพ ฯลฯ ประเพรีนั้นเป็นเครื่องแสดงออกบางสิ่งบางอย่างในสังคมนั้นและมีคุณค่ามากมาย พระยาอนุมานราชธนกล่าวไว้ทำนองว่า ” ถ้าสังคมเห็นว่าประเพณีใดยังมีความสำคัญอยู่ก็ยังคงไว้ หรือถ้าเห็นว่าแบบเดิมๆ ไม่เหมาะสมกับยุคสมัย แต่ยังคงมีความสำัคัญอยู่ สังคมก็จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับยุคสมัย แต่ถ้าเห็นว่าไม่มีความจำเป็นใดๆ สำหรับสังคมแล้ว ประเพณีนั้นก็จะค่อยๆ สลายหายไปกลายเป็นเรื่องเล่าปรัมปราในที่สุด” เฉพาะประเพณีงานบวชนาค นี้ ผู้เขียนเข้าใจว่าสังคมยังเห็นว่ามีความจำเป็น เพราะลูกผู้ชายไทยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นลูกคนจน คนรวย บ้านนอก หรือในกรุง จะเป็นลูกชาวนา กรรมกร ข้าราชการ นักธุรกิจ หรือเหล่าดาราศิลปินต่างๆ ก็ยังนิยมบวชกันอยู่เหมือนเดิม
ปัจจุบัน พระศาสนาหรือวัดได้รับผลกระทบจากสังคมมาก ผู้เขียนบวชมานานรู้สึกถึงมุมมองของชาวบ้านที่มีต่อวัดหรือพระภิกษุสามเณร ที่ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปในแง่ลบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ได้เป็นลำดับๆ หลายปีก่อนผู้เขียนเคยปรารภกับพระเถระท่านหนึ่งว่า “ต่อไปข้างหน้า เราจะอยู่กันอย่างไร ?” ท่านให้ความเห็นสั้นๆ ว่า “ถ้ายังมีคนบวช ก็ยังมีคนใส่บาตร” ฉะนั้น คุณค่าการบวชเชิงประเพณีในปัจจุบันควรแก่การทำความเข้าใจเป็นอย่างมาก ผู้เขียนจะทิ้งปัญหานี้ไว้ ผู้อ่านคงจะตอบคำถามของตนเองได้ว่า “มีความยินดีที่ได้ไปงานบวชนาคเพราะเหตุอะไร ?”
May 12th, 2010 at 20:55
เป็นสักขีพยานของการที่ลูกผู้ชายคนหนึ่ง จะทำหน้าที่กว่า2500ปี ในการสืบทอดศาสนา
ให้ศาสนาพุทธยังคงอยู่ต่อไป และ นำหลักธรรมซึ่งพระองค์ทรงตรัสรู้ ให้มนุษย์อยู่ด้วยกัน
อย่างสงบสุข
July 6th, 2010 at 20:37
ดีมากผมได้ความรู้อีกเยอะเลย
August 31st, 2010 at 9:56
ขอบพระคุณอย่างสุดซึ้ง O; ไม่เคยได้ความรู้เยะอขนาดนี้มาก่อน เลย