เด็กข้างวัด (๙) เข้าเมืองหลวง

2 ความคิดเห็น โดย Panda เมื่อ 1 กุมภาพันธ 2012 เวลา 14:41 ในหมวดหมู่ การศึกษา การเรียน การสอน, สังคม ครอบครัว ชุมชน #
อ่าน: 1786

        จากสุดยอดของเด็กบ้านนอก ที่สอบได้ที่ ๑ ของชั้นเรียนมาเป็นประจำ เมื่อเดินทางมาเรียนต่อในเมืองใหญ่ในตัวจังหวัดนครราชสีมา ความรู้สึกและสิ่งที่เจอก็คงคล้าย ๆ กับละครทีวีที่กำลังนำเสนออยู่ในช่วงนี้เรื่อง “โหมโรง” ที่เจ้าศร มือระนาดเอก จากบ้านนอกเข้ากรุง ได้เจอว่า นักเรียนที่มาเข้าเรียนในโรงเรียนประจำจังหวัดจำนวนมากล้วนเป็นผู้ที่สอบได้ที่ ๑ หรือ ที่ ๒ มาจากต่างอำเภอ และแม้แต่เด็กที่อยู่ค่อนมาทางหางแถวของโรงเรียนประจำจังหวัดก็ยังเก่งกว่าสุดยอดจากโรงเรียนบ้านนอก ก็คงมีปัจจัยต่าง ๆ มากมายที่ทำให้เกิดความแตกต่างมาจนถึงในปัจจุบันนี้ก็คงยังคงเช่นเดิม แม้ว่าความเจริญก้าวหน้าด้านการเทคโนโลยีการสื่อสาร ทั้งวิทยุ ทีวี โทรศัพท์มือถือ และ อินเทอร์เน็ตจะดีกว่าเมื่อก่อนมากก็ตาม แต่ในเมืองก็ยังคงมีปัจจัยและโอกาสที่ดีกว่าบ้านนอกเหมือนเดิม เช่นเดียวกับในกรุงเทพฯ ก็ยังมีปัจจัยและโอกาสต่าง ๆ มากกว่าต่างจังหวัดเหมือนเดิม  ดังนั้นในเทอมแรกที่เข้ามาเรียนในตัวจังหวัดของเด็กบ้านนอกจึงถือว่าเป็นช่วงปรับตัวที่สำคัญ ที่ต้องอาศัยใจที่เข้มแข็ง ไม่ท้อถอยในการพัฒนาตัวเองเพื่อให้สามารถแข่งขันในการเรียนกับสุดยอดฝีมือที่ได้มาพบกันให้ได้

          ในสมัยนั้นยังไม่มีการเรียนพิเศษหรือการกวดวิชากันมากเหมือนในสมัยปัจจุบัน ดังนั้นวิธีหนึ่งที่ทำให้นักเรียนสนิทสนมกันมากขึ้นก็คือการรวมกลุ่มเพื่อติวหรือช่วยเหลือซึ่งกันและกันในระหว่างเพื่อนร่วมชั้นเรียนด้วยกันเอง โดยใช้บ้านของใครคนใดคนหนึ่งที่สะดวกเป็นที่พบปะกัน สำหรับกลุ่มของห้อง ม.๗-๘ ข มักจะใช้บ้านของเพื่อนที่อยู่บริเวณถนนราชดำเนินใกล้ๆ กับสี่แยกที่ตัดกับถนนจอมสุรางค์ยาตร์ ที่ฝั่งตรงข้ามคือห้างสรรพสิ้นค้าคลังพลาซ่าในปัจจุบัน บ้านของเพื่อนที่กลุ่มเราใช้พบกันค่อนข้างบ่อยก็คือ ร้านตัดเสื้อผ้าชายที่มีชื่อว่า “ร้านทรงสมัย”  ซึ่งถ้าจำไม่ผิดแถวนั้นปัจจุบันกลายเป็นร้านขายพิชซ่าไปแล้ว ในสมัยนั้นด้านหลังของตึกแถวแถบนั้นสามารถทะลุออกไปยังบริเวณที่เป็นโรงลิเกได้ และมีบ้านของเพื่อนอีกคนที่อยู่ติดกับโรงลิเก ที่มักจะใช้เป็นที่พบปะกันอีกบ้านหนึ่งด้วย

          ด้วยความมุ่งมั่นและการพยายามพัฒนาตนเองอย่างหนัก ทำให้ผลการเรียนของตัวเองสามารถขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งที่ ๑ หรือ ที่ ๒ ของชั้นได้ในที่สุด โดยมีเพื่อนคนหนึ่งที่มาจากอำเภอลำปลายมาศเป็นคู่แข่ง ที่ผลัดกันแพ้หรือชนะ จนจำไม่ได้แน่ว่าในตอนจบชั้น ม.๘ ตัวเองได้ที่ ๑ หรือ ที่ ๒ ของชั้น แต่จำได้แม่นว่าสอบได้คะแนนรวม ๗๙ เปอร์เซ็นต์ ขาดไปเพียง ๑ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น (คือสอบชั้น ม.๘ ได้คะแนนตั้งแต่ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ขึ้นไป) ชื่อก็จะได้รับการจารึกไว้ที่บอร์ดประกาศของโรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย เพื่อเป็นเกียรติประวัติต่อไป

          อ่านต่อ »


เด็กข้างวัด (๘) ครูต้นแบบ

อ่าน: 1469

      คุณครูทรงธรรม ชุ่มเมืองปัก ครูใหญ่โรงเรียนมัธยมปักธงชัย หรือ โรงเรียน มป. ที่ผมเรียนตั้งแต่ชั้น ม.๑ ถึง ม.๖ เป็นคุณครูที่ผมรู้จักมาตั้งแต่เด็ก เนื่องจากโรงเรียนตั้งอยู่ใกล้บ้านเกิด คุณครูทรงธรรมหรือครูเหลือ ของชาวบ้านร้านตลาดปักธงชัยเป็นคุณครูที่ผมประทับใจมากและถือเป็นครูต้นแบบที่สำคัญคนหนึ่งของผมตลอดมา

  อ่านต่อ »


เด็กข้างวัด (๗) คารวะคุณครู

อ่าน: 1663

    เนื่องในโอกาสวันครูที่กำลังจะมาถึง วันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕ นี้  ขอกราบคารวะคุณครูทั้งหลายที่กรุณาอบรมสั่งสอน ให้สามารถดำเนินชีวิตต่อมาได้จนถึงปัจจุบัน  ขอนำภาพคณะครูที่ร่วมอบรมสั่งสอนในชั้น ม.๗-ม.๘ โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย ในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ มากราบคารวะไว้ในที่นี้อีกครั้งครับ

  อ่านต่อ »


เด็กข้างวัด (๖) ละครเพศที่สาม

อ่าน: 1964

      ในงานการกุศลของจังหวัดนครราชสีมาครั้งหนึ่ง ในช่วงที่เรียนอยู่ที่โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย ทางโรงเรียนต้องจัดการแสดงละครไปร่วมงานกับทางจังหวัดด้วย และผู้นำหรือคนหลักในการจัดการละครครั้งนี้ก็คือเพื่อนร่วมชั้นเรียนในชั้นเดียวกัน ดังนั้นเพื่อนหลาย ๆ คนรวมทั้งตัวเองก็เลยได้ร่วมแสดงละครในครั้งนี้ด้วย เป็นการแสดงที่ยังมีรูปเก็บไว้จนถึงทุกวันนี้ครับ

  อ่านต่อ »


เด็กข้างวัด (๕) จากบ้านเกิด

อ่าน: 1758

         หลังจากเรียนจบชั้นมัธยมที่ ๖ ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดของโรงเรียนในอำเภอบ้านเกิดในสมัยนั้นแล้ว โดยสถานะภาพของลูกคนจีนที่มีอาชีพค้าขาย แนวทางของชีวิตก็คือ เริ่มทำงานหาเลี้ยงชีพโดยการช่วยเหลือเตี่ยและครอบในการทำมาค้าขาย แต่ด้วยเพราะว่าผลการเรียนระยะเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่ชั้น ม. ๑ จนถึง ม. ๖ จะสอบได้ที่ ๑ หรือที่ ๒ ของชั้นเรียนตลอด จึงทำให้คุณครูโดยเฉพาะครูใหญ่ มาคุยกับเตี๋ยและแม่ ว่าควรจะให้ได้เรียนต่อชั้น ม.๗ - ม.๘ เพื่อที่จะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยต่อไป โดยคุณครูเห็นว่าเรียนดีอย่างนี้น่าจะมีโอกาสสอบเข้าเรียนคณะแพทยศาสตร์ หรือเข้าเรียนหมอได้ตามความต้องการของคุณแม่ อีกปัจจัยหนึ่งก็คือแรงสนับสนุนจากพี่วรากร ที่ขณะนั้นเรียนอยู่ที่ วิทยาลัยครูนครราชสีมา (ปัจจุบันคือ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา) โดยได้รับทุนการศึกษา จึงทำให้ภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวน้อยลง ผมจึงมีโอกาสเข้ามาสอบแข่งขันเพื่อคัดเลือกเข้าศึกษาต่อที่ โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย ที่เป็นโรงเรียนประจำจังหวัดชาย โดยมีนักเรียนจากอำเภอต่าง ๆ เข้ามาสอบแข่งขันจำนวนมาก รวมทั้งนักเรียนส่วนหนึ่งจากโรงเรียนราชสีมาวิทยาลัยเองด้วย และก็โชคดีที่ผมสอบเข้าได้ จึงมีโอกาสได้เรียนต่อในชั้น ม.๗ - ม.๘ หรือที่สมัยนั้นเรียกอีกอย่างว่าชั้นเตรียมอุดม ซึ่งหมายถึงว่า เป็นการเรียนเพื่อเตรียมตัวศึกษาต่อในชั้นอุดมศึกษาหรือชั้นมหาวิทยาลัยนั่นเอง เมื่อเข้าไปเรียนในชั้น ม.๗ นักเรียนที่สอบคัดเลือกเข้ามาได้ทางโรงเรียนจะให้เรียนในห้อง ม.๗ ข ทั้งหมด ส่วนห้อง ม.๗ ก จะเป็นนักเรียนที่คัดมาจากนักเรียนชั้น ม.๖ ที่เรียนดีถึงเกณฑ์ของโรงเรียนราชสีมาเองโดยไม่ต้องสอบ อ่านต่อ »


เด็กข้างวัด (๔) โรงเรียนหน้าบ้าน

อ่าน: 1444

         ด้านหน้าบ้านไม้สามชั้นเป็นถนน ที่อีกฟากหนึ่งของถนนเป็นที่ตั้งของโรงเรียนเอกชนแห่งแรกของอำเภอปักธงชัย มีชื่อว่า โรงเรียนมัธยมปักธงชัย หรือ มป.  เป็นโรงเรียนที่เปิดสอนในระดับชั้นมัธยม ตั้งแต่ชั้นมัธยมปีที่ ๑ ถึง ๖ (ม. ๑-๖)  เนื่องจากในขณะนั้นโรงเรียนของรัฐบาลที่อำเภอมีเพียงชั้น ประถมศึกษาปีที่ ๑ ถึง ๔ (ป.๑-๔) เท่านั้น เพราะเป็นการศึกษาภาคบังคับของภาครัฐในตอนนั้น ชีวิตในวัยเด็กของผมจึงมีความเกี่ยวข้องอยู่กับทั้งเรื่องของที่ บ้าน วัด และโรงเรียน ครบทั้งสามส่วนที่เรียกย่อ ๆ กันว่า บวร นับว่าเป็นความโชคดีของผม นอกจะได้เรียนรู้ชีวิตที่บ้าน ชีวิตเด็กวัดแล้ว ยังได้เรียนรู้ชีวิตในโรงเรียนที่อยู่หน้าบ้านอีกด้วย ได้เข้าไปเล่นในบริเวณโรงเรียนนี้ตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กอยู่ และต่อมาเมื่อเข้าเรียนชั้นมัธยมก็ได้มาเรียนที่โรงเรียนนี้จนจบชั้น ม.๖  แม้ว่าในช่วงนั้นมีโรงเรียนที่ตั้งใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งโรงที่รู้จักกันนามว่า โรงเรียนแผนใหม่ เพราะมีการจัดการเรียนการสอนตามแนวที่มีการปรับปรุงใหม่ โดยมีกิจกรรมเสริมหลักสูตรด้านอาชีพมากขึ้น อ่านต่อ »


เด็กข้างวัด (๓) หลังบ้านหลังวัด

อ่าน: 1442

        หลังบ้านไม้สามชั้น จะเป็นที่ผืนใหญ่ของเจ้าของ ที่มีลักษณะเป็นไร่นาสวนผสม คือบริเวณต่อจากหลังบ้าน มีการปลูกพืชผักสวนครัว ถัดออกไปจะเป็นไม้ขนาดกลางเช่นกล้วยน้ำว้า มะละกอ  มะกูด มะนาว  มะพร้าว ส้มโอ ที่เป็นไม้ใหญ่ที่เด่นมากคือ มะขาม และเป็นมะขามหวานเสียด้วย ใกล้ ๆ ต้นมะขาม จะเป็นยุ้งสำหรับเก็บข้าวเปลือกที่มีพื้นยกสูง บริเวณใต้ยุ้งข้าวและใต้ต้นมะขามนี้เองที่เป็นที่เล่นประจำของเด็ก ๆ แถวนั้น เพราะนอกจากได้ร่มเงาแล้ว ยังได้ชิมมะขามหวานอีกด้วย

          ต้นมะขามเหล่านี้ ที่เป็นมะขามหวานรสชาติดี เพราะเจ้าของเขาเอาของเหลวสีน้ำตาลเข้มที่เอามาจากโรงงานน้ำตาลที่เป็นโรงงานของเขาเหมือนกัน มาราดที่โคนต้น จึงทำให้มะขามที่ได้มีรสชาติหวานมากขึ้น  สมัยยังเป็นเด็กก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ปัจจุบันก็ทราบว่าของเหลวที่เขาเอามาราดที่โคนต้นมะขาม คือกากน้ำตาลนั่นเอง ปีหนึ่ง ๆ เจ้าของเก็บมะขามหวานขายได้มากพอสมควร แต่ในสมัยโน้นราคามะขามหวานในชนบทจะราคายังไม่แพงเหมือนในปัจจุบัน อ่านต่อ »


เด็กข้างวัด (๒) วัดกลาง

อ่าน: 1641

          ติดกับบ้านไม้สามชั้นด้านหนึ่งจะเป็นวัด ดังนั้นเด็ก ๆ แถวนั้นก็เป็นเด็กข้างวัด คือใช้สนามในวัดและบริเวณต่าง ๆ ภายในวัดเป็นที่เล่นและทำกิจกรรมต่าง ๆ เป็นประจำ บริเวณด้านหน้าของวัดจะมีต้นโพธิ์ขนาดใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง ที่ให้ร่มเงาแก่เด็ก ๆ และผู้คนที่มาวัด ด้านหลังต้นโพธิ์เป็นบริเวณที่มีเรือนไม้หลังเล็ก ๆ หลังหนึ่งตั้งอยู่

        อ่านต่อ »


เด็กข้างวัด (๑) บ้านไม้สามชั้น

ไม่มีความคิดเห็น โดย Panda เมื่อ 2 มกราคม 2012 เวลา 16:30 ในหมวดหมู่ สังคม ครอบครัว ชุมชน #
อ่าน: 1694

       ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ประมาณต้นปี พ.ศ. ๒๔๘๕ เมื่อรัฐบาลไทยยอมเซ็นสัญญาเข้าร่วมรบกับญี่ปุ่น และประกาศสงครามอย่างเต็มตัวกับฝ่ายสัมพันธมิตรแล้ว  ฝ่ายพันธมิตรคือทางสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ จึงได้ส่งเครื่องบินขนาดใหญ่มาทิ้งระเบิดอาคารบ้านเรือนต่าง ๆ ทั่วทั้งกรุงเทพฯและต่างจังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลากลางคืน ทำให้แหล่งอุตสาหกรรมที่สำคัญๆถูกทำลาย วัดวาอารามก็ถูกระเบิดจนย่อยยับ เส้นทางคมนาคมถูกตัดขาด จนรัฐบาลต้องประกาศให้ประชาชนเตรียมพร้อมสำหรับการทิ้งระเบิดในครั้งต่อ ๆไป เมื่อเครื่องบินกำลังจะมาถึง ทางการจะเปิดเสียงสัญญาณหวอหรือไซเร็นเสียงดัง เพื่อเตือนให้ประชาชนได้ระวังตัว เช่น ไปหลบอยู่ในหลุมพรางที่ขุดขึ้นเอง หรือทำการพรางไฟ เป็นต้น แต่ประชาชนในกรุงเทพฯบางส่วนก็ได้อพยพย้ายไปอยู่ตามชานเมืองหรือต่างจังหวัด ประชาชนในเขตเมืองบางส่วนก็อพยพไปอยู่ในเขตชนบท ที่คิดว่าปลอดภัยจากการถูกทิ้งระเบิด ซึ่งการอพยพนั้นมักจะเดินทางกันไปเป็นขบวนกลุ่มใหญ่เหมือนขบวนคาราวาน

อ่านต่อ »



Main: 0.074287176132202 sec
Sidebar: 0.025566816329956 sec