เชิญเข้าห้องสอบ

อ่าน: 1635

ยามชีวิตฉุกละหุก

ต้นทุนที่สะสมไว้กับตนเองจะมีความสำคัญอย่างมาก

วันนี้เชิญชวนคนไทยมาทำข้อสอบวิชาพึ่งตนเองและพึ่งพากันเอง

เรียนมาแล้วนี่ครับ วิชาเศรษฐกิจพอเพียง

(ถามกันได้ แต่ห้ามลอกข้อสอบ)

ข้อละ10 คะแนน เวลา 1 วัน

:: ข้อสอบวันแรก

ข้อสอบ ภาคเช้า

จงตอบคำถามต่อไปนี้ เวลา 3 ชั่วโมง

1 ในภาวะฉุกเฉินท่านต้องการความรู้อะไรมากที่สุด

2 ท่านตระหนักเรื่องน้ำท่วมครั้งนี้แค่ไหน

3 ท่านติดตามข่าวเกี่ยวกับน้ำท่วมอย่างไร

4 ท่านมีประสบการณ์เกี่ยวกับน้ำท่วมมากน้อยอย่างไร

5 ท่านเตรียมตั้งรับสถานการณ์อย่างไร

6 ท่านปรับตัวอยู่กับสถานการณ์อย่างไร

7 ท่านคิดวิธีช่วยเหลือตัวเองได้ในเรื่องไหนบ้าง

8 เรื่องใดที่ท่านช่วยเหลือตนเองไม่ได้

9 ท่านไปขอรับการช่วยเหลือในเรื่องใดบ้าง

10 ท่านได้รับ/ไปขอรับความช่วยเหลือจากใคร

11 เรียงลำดับความจำเป็นและต้องการเร่งด่วน 10 ข้อ

12 เรียงลำดับเรื่องที่ท่านต้องการเสนอแนะ 10 ข้อ

ข้อสอบภาคบ่าย

: จงตอบคำถามต่อไปนี้ เวลา 3 ชั่วโมง

1 ท่านนำหลักการเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในประเด็นใด

2 ท่านใช้จ่ายในระหว่างน้ำท่วมไปประมาณเท่าใด

3 ถ้าคะแนนเต็ม 10 ท่านให้ราคาผลงานกลุ่มรายชื่อข้างล่างนี้เท่าใด

3.1 คณะรัฐมนตรี

3.2 นักการเมือง ฝ่ายค้าน/ฝ่ายรัฐบาล

3.3 นักวิชาการ/นักวิจัย/อาจารย์ในมหาวิทยาลัย

3.4 ข้าราชการระดับกระทรวง

3.5 กองทัพไทย/ตำรวจ/ทหาร ทุกหมู่เหล่า

3.6 ข้าราชการระดับกรม/กอง

3.7 ข้าราชการระดับภูมิภาค

3.8 ข้าราชการส่วนท้องถิ่น

3.9 อบต.กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน

3.10 เครือข่ายชุมชน/ญาติ/เพื่อนฝูง

3.11 บริษัท/ห้างร้าน

3.12 มูลนิธิ/องค์กรการกุศล/อาสาสมัคร

3.13 ตัวท่านเอง

3.14 อื่นๆ

ข้อสอบภาคกลางคืน

: จงตอบคำถามต่อไปนี้ เวลา 3 ชั่วโมง

1 ท่านเข้าใจว่าสาเหตุน้ำท่วมเที่ยวนี้เกิดจากอะไร

2 ท่านมีความเห็นว่าจะแก้ไขปัญหาในระต้นระยะกลางระยะยาวอย่างไร

3 ท่านจะปรับเปลี่ยนอาชีพ/หน้าที่การงานหรือไม่อย่างไร

4 เรื่องใดบ้างที่เป็นวิกฤติมากที่สุดสำหรับครัวเรือนของท่าน

5 หลังจากน้ำท่วม ท่านจะร้องขอความช่วยเหลือในเรื่องใด มูลค่าเท่าใด

6 นอกจากความเห็นใจแล้ว ท่านต้องการได้รับเรื่องใดเป็นพิเศษ

7 ท่านวางแผนแก้ไขเรื่องภายในครอบครัวหลังน้ำท่วมอย่างไร

8 ในระหว่างวิกฤตท่านได้ใช้ความรู้ในเรื่องใดมากที่สุด

9 ท่านเชื่อไหมว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต

10 ในช่วงที่เกิดวิกฤติหน้าที่ประชาคนคนไทยควรปฎิบัติตัวอย่างไร

11 โปรดเล่าเรื่องที่ท่านประทับใจที่สุด 1 เรื่อง

12 ท่านชื่นชมและอยากขอบคุณหน่วยงานใดเป็นพิเศษ

หมายเหตุ :: รับสมัครอาจารย์คุมห้องสอบ จำนวน 10 ท่าน


วิชาเตะอั๋ง

อ่าน: 1995

วันนี้ลูกหลานจากราชภัฏบุรีรัมย์มาเยี่ยม เธอเหล่านี้เป็นนักศึกษาปี4คณะวิทยาการจัดการ อาจารย์พิสมัย ประชานันท์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ พาลูกศิษย์มาลุยด้วยตัวเอง อาจารย์บอกว่า นักศึกษากลุ่มนี้ใกล้จะจบการศึกษาแล้ว อยากจะให้มีอะไรติดในห้วงคำนึงออกไปบ้าง หลังจากหาทางเข้าสวนนานพอสมควร จนกระทั้งมานั่งเอี้ยมเฟื้ยมคุยกัน ผมก็บอกว่า..วันนี้เราจะเรียนแบบสบายๆ เรียนให้สนุก ยังไงก็ได้ไม่มีผิดมีถูก อยากรู้อะไรก็จะเล่าให้ฟัง

เปิดประเด็นว่าด้วย วิ ช า เ จ้ า เ ป็ น ไ ผ

นักศึกษาแนะนำตนเอง

ทราบว่ามีภูมิลำเนาอยู่อำเภอเมืองกับอำเภอนางรอง

ผมเกริ่นเรื่องกว้างๆเกี่ยวกับสถานการณ์โลก อเมริกา ยุโรป จีน อินเดีย กลุ่มอาเชียน แล้วมาจบลงที่ประเทศไทย แสดงทัศนะส่วนตัวว่าเราคิดอย่างไร มาขมวดตอนท้ายว่า..คิดอย่างเรานั้น..คิดอย่างไร เพื่อจะนำไปสู่การตีแตกความรู้สึกนึกคิด คิดจนแตกมันว่างั้นเถอะ จะได้แยกได้ว่าอะไรเป็นหัวกะทิอะไรหางกะทิ

แล้วก็มาปักหมุดลงที่มหาชีวาลัยอีสาน

ว่าคิดอะไร ทำอะไร ผลลัพธ์เป็นอย่างไร

บอกนักศึกษาว่า..นี่หนูรู้ไหม ถ้ามองออกไปรอบตัว..ทั้งหมดที่เห็นนั้นแหละคือตำราเรียนของที่นี่ ซึ่งแตกต่างจากตำราที่เป็นตัวหนังสือ เป็นตำราที่มีชีวิต เ รี ย น แ บ บ ตำ ต า ตำ ใ จ ..เด็ดก็ได้ ดมก็ได้ ชิมก็ได้ กระดิกกระเด้งกระดอนได้ ติดดอกออกผลได้ การที่อาจารย์พาหนูมาที่นี่ หนูก็จะได้สัมผัสตำราในมิติใหม่ ได้เห็นได้อยู่ในโลกแห่งความจริง ไม่ใช่โลกเสมือนจริงซึ่งพวกเราอลเวงกันอยู่ ยกตัวอย่างหนูพูดโทรศัพท์ ได้ยินเสียงได้รับการโต้ตอบ รับฟังได้เข้าใจได้ แต่มันสู้คุยกันเห็นหน้าเห็นตาอย่างนี้ไม่ได้หรอก

ข อ เ ต ะ อั๋ ง ห น่ อ ย . .

หนูคนที่นั่งใกล้ยื่นฝ่ามือมา

ดูเส้นลายมือแล้วว่างๆไม่ค่อยมีเส้นยุ่งเหยิง

แสดงว่าหนูคนนี้เป็นคนสบายๆมีชีวิตที่ไม่ซับซ้อนอะไรมาก

ดวงเกิดมาสบายๆว่างั้นเถอะ

ที่จริงการขอดูมือก็เพื่อจะอธิบายจากการปฏิบัติให้เห็นว่า

การเรียนสายตรงสื่อสารกันตรงๆไม่อ้อมค้อมไม่เสียเวลา

นักศึกษาควรเรียนวิชาตั้งคำถาม

จะตั้งประเด็นได้ดีเราต้องมีต้นทุน

ก่อนจะมาที่นี่ถ้าเข้าไปอ่านลานปัญญา/ลานสวนป่าก็จะได้ข้อฉุกคิด

แง่นี้ต้องการ อ ธิ บ า ย วิ ธี เ รี ย น แ บ บ ส ด ๆ มี ชี วิ ต ชี ว า

เพื่อเสริมการ เ รี ย น แ บ บ เ หี่ ย ว ๆ อ ยู่ ใ น ห้ อ ง

การจัดการศึกษาหาความรู้ลักษณะนี้ จะมีปัญหาอยู่ตรงที่อาจารย์ไม่มีเวลา นักศึกษาไม่เข้าใจว่าทำไมต้องออกมาเรียนแบบระหกระเหินด้วย อยากจะเรียนง่ายๆสบายๆจบเร็วๆ การศึกษาจึงก้าวเดินออกมานอกรั้วสถาบันไม่ค่อยจะได้ เพราะทุกฝ่ายยังไม่เห็นความสำคัญอย่างแท้จริง อนึ่ง สถานที่จะไปก็ไม่ทราบว่าจะว่างตรงกันหรือเปล่า ไปแล้วจะได้รับผลตามที่คาดหวังไว้หรือเปล่า มันถึงไม่ง่ายยังไงละครับที่จะให้นักศึกษาพบกับวิธีเรียนรูปแบบนี้ อาจารย์ท่านใดอยากจะจัดไปก็จัดไปสิ อีกทั้งกระแสนี้ยังไม่ได้รับการสนับสนุนจากโครงสร้างการศึกษาเท่าที่ควร การพิจารณาความดีความชอบ แทนที่จะพิจารณาจากการจัดการสอนหรือผลลัพธ์ที่เกิดจากกระบวนการสอนเชิงรุก ก็ไปพิจารณาจากเอกสารเถื่อนบ้าๆบอๆ ถ้าเราไม่ช่วยกันเอาการศึกษาออกจากเงามืด เราจะมีอะไรไปเชื่อมโยงกับอาเชี่ยนครับ

ผมเห็นใจอาจารย์ที่นำนักศึกษาออกมาเรียนนอกสถาบัน

ให้นักศึกษาเคารพรักและชื่นชมอาจารย์ของตนให้มาก

วันนี้นักศึกษามา 1 รถตู้ ประมาณ 8 คนกำลังเหมาะ

ถ้ามามากๆจะโยกจะโอนความรู้ให้ไปคิดต่อได้ไม่ละเอียด

ความพอเหมาะพอดีทุกมิติจึงเป็นเรื่องสำคัญ

นักศึกษายุคนี้ต้องเรียนวิธีค้นหาความรู้ เพราะโลกของเทคโนโลยีเข้าถึงทุกถิ่นทุกทิศทุกทาง ปัญหาอยู่ที่ว่า เราต้องตระหนักถึงอิทธิพลและอานุภาพของระบบการสื่อสารยุคใหม่ ว่าแล้วก็โชว์ไอโฟน4เสียเลย ไม่รู้แหละ..อะไรที่อยู่ใกล้มือยิบมาเป็นอุปกรณ์การสอนได้ทั้งนั้น ผมกดโปรแกรมอะไรเอ่ย! เลือกคำทายสนุกๆ..แค่นี้ก็ได้เห็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะรอบโต๊ะ..ก็บอกแล้ว การเรียนทำไมต้องเครียดด้วย เรียนไปยิ้มไปนะทำได้.. จากนั้นก็ฉอดๆๆต่อ..หนูอยู่ในสถาบันฯก็เรียนจากสื่ออยู่แล้ว ม า วั น นี้ ม า เ รี ย น กั บ สื่ อ มี ชี วิ ต ถ้าได้เตรียมความพร้อมมาก็สอบถามสัมภาษณ์ได้ทุกแง่มุม เปรียบเสมือนการค้นความรู้ในคอมพิวเตอร์นั่นแหละ เพียงแต่วิธีใช้ต่างกันบ้างเล็กน้อย ต้องรู้ว่า..

ค อ ม พิ ว เ ต อ ร์ ต้ อ ง ก ด ต ร ง ปุ่ ม ไ ห น ?

ค น ตั ว เ ป็ น ๆ จ ะ ต้ อ ง ก ด ที่ จุ ด ไ ห น ?

ทุกกลไกมีระบบกำกับไว้

คอมพิวเตอร์กดไม่ถูกเครื่องแฮ็งค์เอาง่ายๆ

คนเรามีหลายปุ่มนะหนู กดผิดกดถูกเกิดเรื่องเชียวแหละ

ดังนั้นวันนี้เรามาเรียนวิชากดปุ่มแต่ละประเภทดีไหม?

(บางคนมองเฉยๆ แต่หนูคนนี้วิ่งไปอุ้ม..)

เครื่องมือในการเรียนรู้นอกสถานที่ ผมนิยามให้ว่า..เ ป็ น เ ดิ น เ ข้ า ห า ตั ว รู้ แทนที่จะปักหลักอยู่กับที่ คอยให้ความรู้วิ่งมาหา..เมื่อไหร่มันจะทันการละเธอ ยุคสมัยนี้เต็มไปด้วยการแข่งขัน ไม่ใช่เฉพาะมือใครยาวสาวได้สาวเอาหรอกนะ มันต้องขึ้นอยู่กับกระบวนการเรียนเชิงรุก น อ ก จ า ก ลุ ก จ า ก เ ก้ า อี้ แ ล้ ว ต้องเร็วต้องพร้อมอย่าเรื่องมาก มีเงื่อนไขอืดเป็นเรือเกลือ ทำให้เสียเวลาเสียโอกาสโดยไม่รู้ตัว พยายามเอาตัวไปสู่สนามเรียนรู้ให้ฉับไว วางแผนเก็บเกี่ยวความรู้ให้พร้อม ชาวนาเกี่ยวข้าวใช้เคียว หนูนักศึกษาจะใช้อะไรเก็บเกี่ยวความรู้ สมุด-ปากกา-กล้องถ่ายภาพ-เทปบันทึกเสียงมีมาไหม? จิตใจ-อารมณ์เป็นอย่างไร? ไม่ใช่อาจารย์ให้ชวนมาก็มาแบบซังกะตาย ถ้าเริ่มจากความรู้สึกที่อับเฉา เราจะเปิดโลกกว้างให้ทุกอย่างเป็นครูได้อย่างไร ควรมีเป้าหมายในใจว่าวันนี้เราจะเรียนให้บรรเจิดเพลิดเพลิน

(นักศึกษาควรจะขอบคุณอาจารย์ที่เมตตาพาออกมาหาความรู้)

ทำไมต้องทุกข์กับการเรียนรู้ด้วย

มหาชีวาลัยอีสานกำลังทำการบ้าน

ในค้นหาวิธีเรียนให้สนุกได้อย่างไร?

มาพิเคราะห์ดูแล้วถ้าเรียนตามระบบในห้องคงยากที่จะสนุก

แต่ถ้ามาเรียนนอกห้องในสภาพแวดล้อมที่ตัวความรู้ซ่อนอยู่ในธรรมชาติ

อาจจะยิ้มง่ายคลายกังวลได้สะดวกกว่า

การเข้าไปควานหาตัวความรู้แบบใหม่นี่เอง

จะเป็นวิธีสร้างเสริมประสบการณ์ตรง

เกิดการฉุกคิด เอ๊ะนั่น เอ๊ะนี่ อยู่ไหนน๊า..เจ้าความรู้เอ๋ย

ตรงจุดนี้จะเข้าสู่วิชาวิธีคิด

จะคิดได้ ต้องมาจากการได้คิด

เมื่อได้คิด ก็จะได้ตัวความรู้สึกนึกคิด

ความรู้สึกนึกคิดจะเป็นมัคคุเทศก์นำเราไปสู่กระบวนการคิด

ถ้าได้กระบวนการแล้ว..

หนูก็จะเป็นคนขี้สงสัย อยากรู้ อยากเห็น อยากทดลอง อยากทำวิจัย

เปลี่ยนจากคนอือๆออๆยังไงก็ได้

จะให้ทำอะไรบอกมาเลย

มาเป็นคนที่มีคำถามในหัวใจ

ไม่อย่างนั้น..ขืนปล่อยไปนานๆก็จะกลายเป็นคนสิ้นคิดนะสิ..

หลังจากยั่วยุไปประมาณนี้ นักศึกษาเริ่มกล้าที่จะถามประเด็นต่างๆมากขึ้น ส่วนใหญ่ก็จะถามความคิดเรา เรื่องนี้ทำอย่างไร คิดอย่างไร เป็นมาอย่างไร แหม ถามอย่างนี้ก็ง่ายเหมือนปอกกล้วยนะสิ เพราะเราคิดอยู่ทุกมื่อเชื่อวัน ก็เลยโยงไปเรื่อง”โมเดลบุรีรัมย์” เพื่อจะชวนไต่ความคิดว่า

..เราเป็นคนบุรีรัมย์ เราเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง สภาพเศรษฐกิจสังคมเป็นอย่างไร การเมืองส่งผลอะไร หนูเห็นไหมถนนที่เข้ามาทรุดโทรมยับเยินยิ่งกว่าผิวโลกพระจันทร์ เข้าไปดูที่นโยบายสิ เขาว่าไว้อย่างไร อ๋อ..เขาทำนโยบายเรื่องถนนปลอดฝุ่นใช่ไหม ไม่ได้ทำเรื่องถนนปลอดหลุม นโยบายขี้ฝุ่นมันก็ไอ่แค่นั้นแหละต๋อยยย..

ผลประกอบการของแต่ละพรรคการเมืองดูได้จากตอนเลือกตั้ง ทุกพรรคต้องเค้นคิดว่าทำอะไรไว้บ้างและคิดที่จะทำอะไรต่อไป บางพรรคไม่ได้ทำอะไร เอาแต่ปัดฝุ่น เรื่องอื่นไม่มีไม่ได้ทำจึงจุดจู๋ไม่รู้จะเอาอะไรมาหาเสียง

ค น ส ตึ ก จึ ง ต้ อ ง ม า ทำ น โ ย บ า ย “บุรีรัมย์โมเดล” ยังไงละเธอ

คนอยู่บุรีรัมย์ ยังตอบตัวเองไม่ได้ว่าจะพัฒนาบุรีรัมย์ให้รอดพ้นวิกฤติได้อย่างไร หนูเห็นไหมทำไมคนบุรีรัมย์ถึงทิ้งถิ่นทิ้งไร่ทิ้งนา บากหน้าไปเป็นกรรมกรในกรุง

เกิดอะไรขึ้นที่บุรีรัมย์

มันเสียหายจนคนอยู่บุรีรัมย์ไม่ได้เชียวหรือ

มีแนวทางใหม่ๆอะไรบ้าง ที่จะเข้ามาเสริมสร้างอาชีพการงานให้คนบุรีรัมย์

จะเปิดพื้นที่ทางสังคม

เปิดโอกาสการเรียนรู้

รึ..จะผลิตนักฟุตบอลไปลุยตลาดโลก

แข่งบอลมันก็ไม่เสียหายอะไรหรอก แต่ต้องการเห็นโครงสร้างการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่หลากหลาย กิจการงานที่ทำให้คนบุรีรัมย์ลืมตาอ้าปากได้ มีนโยบายอะไรที่ทำให้คนบุรีรัมย์..ตั้งสติตั้งตัวได้ ช่วยกันทำข้อสอบดีไหม จะลดสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร?

ลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติธรรมชาติ

ลดความเสี่ยงจากระบบปลาใหญ่ไล่เจี๊ยะปลาเล็ก

ลดความรู้สึกที่ไม่เชื่อมั่นในอาชีพการงานของตนเอง

ลดความหมางเมินในการแสวงหาความรู้

ลดพฤติกรรมติดลบต่างๆ

ลดการกระเหี้ยนกระหือกับนโยบายลดแลกแจกแถม

ลดการเดินตามคนอื่นต้อยๆโดยไม่ยั้งคิดอะไร

ลดความคิดที่จะเป็นเพียง..ลูกคุณช่างขอ

มีคำถามจากวงสนทนาว่า..ผมจะขยายหรือขายความคิดนี้อย่างไร แหมเรื่องอย่างนี้คิดทำคนเดียวได้ก็บ้าแล้ว ผมก็จะโยนความคิดนี้ลงสู่พื้นที่สารธารณะ กระแซะลงไปในเวทีประชุมสัมมนาเชิงนโยบายของสภาพัฒน์ฯ สภาวิจัยฯ รายการวิทยากรที่ไปโม้ สื่อหนังสือพิมพ์ ทีวี เขียนผ่านบล็อก แม้แต่คณะต่างๆที่มาเยี่ยมมาดูงาน เช่น คณะของหนูจากมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ เราก็มานั่งเว้ากันเรื่องนี้ใช่ไหมละ

ที่สำคัญ ขีดเส้นใต้ไว้เลย

เดือนหน้าหนังสือ”บุรีรัมย์โมเดล1 คลอดแน่ๆ

ท่านใดที่ช่วยอ่านหนังสือเล่มนี้

เท่ากับเป็นเจ้าภาพร่วม หนังสือ”บุรีรัมย์โมเดล” โดยปริยาย

ถามว่า..ในสารบัญมีเรื่องอะไรบ้างละ

โอ้ยโย่! เยอะๆๆ ..แม้แต่เรื่องที่เราคุยกันวันนี้

ก็น่าจะเอาไปลงพิมพ์

เพื่อจะประกาศว่า..

มหาวิทยาลัย ร า ช ภั ฏ บุ รี รั ม ย์

ไม่ใช่สถาบัน “พอกระเทิน” แล้วนะโว้ ย ย ย ย ย !


จดหมายคุณย่า

อ่าน: 1166

ท่านที่รัก

กลุ่มสมาชิกชาวเฮฮาศาสตร์ส่วนมากอายุค่อนไปทางหนุ่มสาวเหลือน้อย กลุ่มที่เป็นสาวซำน้อยต้อยติ่งก็พอมีอยู่บ้าง ได้แต่แอบหวังไว้ว่าสมาชิกที่เข้ามาลานปัญญาใหม่ๆจะอยู่ในวัยสดใสไฉไลประดุจดอกบัวบานกลางบึง ไม่ใช่อะไรหรอก อยากจะให้มาลดสัดส่วนกระชากวัยพวกแก่เกินแกงลงเสียบ้าง แต่ก็อีกนั่นแหละ หนุ่มสาวสมัยนี้ไม่นิยมเขียนหนังสือเป็นเรื่องเป็นราว ชอบใช้สื่อเจ๊าะแจ๊ะประเภทโชว์เบอร์ไม่โชว์ใจ เพราะเข้ากับวิถีชีวิตที่มะรุมมะตุ้มกับเรื่องวูบวาบและวับแวม..

พวกรุ่นเก่าๆเล่าความหลัง ยังผ่านการเขียนจดหมายมาบ้าง เพราะยุคครั้งกระโน้นไม่มีสื่อที่ถึงอกถึงใจเหมือนสมัยนี้ บางคู่เขียนจดหมายโต้ตอบกันเป็นลังๆก็ยังปลงใจกันไม่ได้สักที..

ไปงานครูภูมิปัญญาไทย รับเครื่องราชฯ ถ่ายภาพกับองคมนตรี ท่านถามว่าครูบาจะให้ช่วยอะไร บอกเลยนะ ..รีบฝากหนังสือเจ้าเป็นไผกับหนังสือนี่คนนี่ไง”จารย์ปู” ครูพันธุ์ก๊าก เรียนท่านว่าจะทำหนังสือทำนองนี้ วันหลังจะส่งสำเนาให้ท่าน ชี้โพรงให้กระรอกแบบนี้ก็ขอคำนิยม “โมเดลอีสาน เล่มที่2″ เสียเลย อิ.

เมื่อไม่กี่วันนี้

เจอคนขายดอกไม้เป็นช่อเล็กๆ

เธอเล่าว่าเอาไว้ขาย..ให้วัยรุ่นสาวๆซื้อไปให้หนุ่มหล่อที่พอใจ

โอ้ยโย่! คำว่า ก ร ะ ช า ก วั ย ไม่ทันกินแล้ว

เดี๋ยวนี้ ถึ ง ขั้ น ก ร ะ ช า ก ใ จ กันแล้วเน้อ

ต่อไปจะพัฒนาการสื่อสารหัวใจจะไปถึงไหนๆก็ไม่รู้

กลับมาถึงบ้านเห็นจดหมายกองอยู่บนโต๊ะปึกหนึ่ง อ่านแล้วหงุดหงิดเป็นบ้า เป็นจดหมายที่ส่งล่าช้ามาก เมื่อก่อนไม่เป็นอย่างนี้ แสดงว่าระบบการจัดการไปรษณีย์ตำบลสนามชัยถอยหลังเข้าคลอง นึกจะส่งก็มาส่ง ไม่ได้รับผิดชอบเลยว่าเนื้อหาในจดหมายบางทีมีเรื่องเร่งด่วน เที่ยวนี้ผมโดนเข้าไปหลายกระทอก เช่น

1. สภาพัฒน์ฯเชิญประชุมเรื่อง”การเตรียมความพร้อมของประเทศไทยเข้าสู่ประชามอาเชี่ยน(AC) ระหว่างวันที่ 16-18 กันยายน 2554 จดหมายส่งมาให้ตอบรับภายในวันที่ 31 สิงหาคม ผมเพิ่งจะได้รับวันนี้ เอกสารส่งทางEMS.ด้วยนะ เท่าที่อ่านเป็นเรื่องเชิงนโยบายเสียด้วยสิ นายกรัฐมนตรีใครต่อใครมาปาฐกถา มีการแบ่งกลุ่มวิเคราะห์แผนงานฯลฯ แสดงว่าEMS.เชื่อถือไม่ได้แล้ว ระบบราชการควรจะพัฒนาการส่งเอกสารทางไหนดี

2. มหาวิทยาลัยอุบลเชิญประชุมวิชาการระดับชาติประจำปี 2554 ระหว่างวันที่ 8-9 กันยายน 2554 โดยมีการดำเนินกิจกรรมภายใต้กรอบแนวทางการปฏิรูปการศึกษารอบสอง เพื่อส่งเสริมการพัฒนาระบบอุดมศึกษาไทยให้สามารถทัดเทียมได้กับสากล มีเรื่องน่าสนใจมากมาย เช่น

- พัฒนาคุณภาพบัณฑิตยุคใหม่

- พัฒนาคุณภาพครูยุคใหม่

- เรื่องTQF สาขาครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์

- พัฒนาคุณภาพสถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้ยุคใหม่

- พัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการใหม่

- ประกาศเกียรติคุณ และผลงานคุณภาพ

เอกสารฉบับนี้มาถึงวันที่ 14 กันยายนครับพี่น้อง หน่วยงานที่เชิญอาจจะมองว่าผมนี่เหลวไหลไม่ใส่ใจไปร่วมประชุมก็ได้

3.  หนังสือด่วนที่สุด จากสภาการศึกษาแห่งชาติ ส่งแบบตอบรับครูภูมิปัญญาไทย(รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์) และมีการประชุมสัมมนาเฉพาะเรื่องระหว่างวันที่ 13-15 กันยายน 2554 ผมต้องตอบรับเรื่องการเดินทาง-เข้าที่พัก-และซักซ้อมพิธีการ จดหมายเพิ่งมาถึงเมื่อ2วันที่แล้ว ผมจะไปรู้เรื่องอะไรละครับ เขาให้ไปรับอะไรก็ไปทื่อๆยังงั้นแหละ เอกสารก็ไม่ได้ตอบรับ หน่วยงานอาจจะคิดว่า แก่แล้วไม่รู้ภาษาแถมยังหยิ่งอีกต่างหาก โธ่เสียแก่ก็อีตอนนี้แหละเธอ

4. เอกสารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาวิจัยทรัพยากรการเกษตร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เชิญประชุมหารือแนวทางการดำเนินงานโครงการบัณฑิตจิตอาสา (ครั้งที่ 2) ทางสำนักฯใจดีมีให้เลือกว่าจะเข้าร่วมประชุมวันที่ 19 หรือวันที่ 26 เมื่อจดหมายได้รับช้า ผมก็รับนัดอบรมดูงานนะสิครับ จะไปร่วมประชุมกับจุฬาฯยังไงนี่ ผมถูกแต่งตั้งให้เป็นวิพุทธิยาจารย์อาสา(แปลว่าอะหยังฮึ) ผมมีคิวจะต้องไปสอนนักศึกษาในโครงการนี้ที่จังหวัดน่าน

เมื่อไม่ได้ไปร่วมประชุมจะไม่อาจหาญไปหน่อยรึที่จะไปดำน้ำสอน!

ไปรษณีย์ หรือ ไปรษหนี ทำพิษอีกแล้ว

5. อีกฉบับหนึ่งเป็นจดหมายมาจากท่านพระมหากฤษณะ ตรุโณ ผศ.ดร.เจ้าอาวาสวัดเรไร เขตตลิ่งชัน กทม. ท่านให้ความเห็นกับคำถามที่สัมภาษณ์มาทางจดหมาย โดยสังเขป ดังนี้

5.1 คำถามด้านอภิปรัชญา 1-2-3

5.2 คำถามด้านญาณวิทยา 1-2-3

5.3 คำถามด้านจริยศาสตร์ 1-2-3

5.4 คำถามด้านสุทรียศาสตร์ 1-2-3

5.5 คำถามด้านตรรกศาสตร์ 1-3-4

5.6 คำถามทั่วไป และความคิดเห็นอื่น

ท่านส่งคำตอบวันที่20 ท่านใจดีบอกว่า ถ้าตอบจะมีค่าตอบ 1,500 บาท อิ

6. ขณะที่ความเซ็งกำลังจู่โจมหัวใจ ได้รับจดหมายฉบับสุดท้าย เขียนด้วยลายมือบรรจง ในกระดาษขาวว่างเปล่าไม่มีเส้นบรรทัด แต่ตัวอักษรเรียงตรงเป็นระเบียบเรียบร้อย อ่านแล้วน้ำตาซึม ขออนุญาตแกะเอาทุกตัวอักษรดังนี้ > >

เรียนคุณสุทธินันท์ ที่นับถืออย่างยิ่ง

ดิฉันได้อ่านหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันอังคารที่ 30 สิงหาคม ที่มีบทความ”สุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ นักวิจัย “บ้านๆ” ปราชญ์ที่ไม่ยอมหยุดเรียนรู้” แล้วมีความรู้สึกซาบซึ้งอย่างยิ่งในเรื่องวิถีชีวิตของคุณตามที่เขียนเล่าไว้ ชวนให้ระลึกถึงคุณพ่อของดิฉัน พระยามไหสวรรย์ ในอดีตเป็นผู้ที่มีรักความรักในเศรษฐกิจการเกษตร และดิฉันมีโอกาสทำงานที่ห้องสมุดธนาคารแห่งประเทศไทย ได้เรียนรู้เรื่องนี้เสมอมา จึงขอแสดงความชื่นชมในกิจการงานอันทรงคุณค่าสูงส่งของคุณ

ด้วยความปรารถนาดียิ่งจริงใจ ขอให้คุณดำเนินการทุกสิ่งที่คุณรักพึงพอใจ เป็นผลดียิ่งยิ่ง เพื่อชีวิตอันทรงคุณค่าของคุณ และความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติ

ดิฉันจะติดตามเรียนรู้เรื่องที่น่าสนใจในกิจการที่คุณจะดำเนินการอีกในอนาคต

ด้วยความนับถือยิ่ง

กัทลี สมบัติศิริ

วันที่ 30 สิงหาคม พ..2554

หมายเหตุ : ขณะนี้ดิฉันมีอายุ 90 ปี ได้ทำบุญไปเมื่อกรกฎาคมปีนี้เอง

ท่านที่รัก

ได้อ่านจดหมายฉบับนี้แล้วลืมเรื่องขุ่นข้องหมองใจกับไปรษหนีข้างบนนั่นหมดเกลี้ยงเลยละครับ จดหมายของคุณย่า..

สะอาดทั้งตัวหนังสือ สะอาดทั้งในความรู้สึก

คืนนี้จะอ่านสัก 100 รอบ แล้วจะตอบจดหมายคุณย่า นะครับ


บทที่ 8 ตอน:ตอบแทนคุณแผ่นดินแบบกำปั้นทุบดิน

อ่าน: 1635

คนเรานี่นะครับ จะทำชีวิตให้สง่างามเต็มไปด้วยความสุขความหวังมีชีวิตชีวา มีตัวช่วยหลักอยู่2อย่าง คือหัวใจและ2มือของเรา ถ้าจิตใจที่ทรงพลังสองมือที่แข็งแกร่ง จะเนรมิตอะไรก็ได้ทั้งนั้น เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราทำอะไรไปแค่ไหน ผลลัพธ์ออกมาอย่างไร ส่วนหนึ่งเก็บรวบรวมประมวลผลด้วยการผ่านบล็อกลานปัญญานี่แหล่ะ อย่างผมที่เขียนไม่เป็นโล้เป็นพายเอามาลงในลานสวนป่า แต่คนส่วนใหญ่จะทำแบบปิดทองหลังพระ ทำไปเรื่อยๆเหนื่อยก็ยิ้ม ไม่ต้องการร้องแรกแหกกระเชอให้เสียเวลา มีความสุขอยู่กับการทำก็สุขล้นแล้ว ตามอ่านลานซักล้าง ลานจอหงวน ก็จะรู้ว่าไผเป็นไผ อิ อิ..

ผลงานอีกส่วนหนึ่งจะมีองค์กรหรือสถาบันต่างๆ ติดตามเก็บข้อมูลของบุคคลที่น่าสนใจ แล้วทำการคัดเลือกให้ไปจัดแสดงผลงาน-ไปนำเสนอ-และให้ไปรับรางวัล โครงการทำคุณแก่แผ่นดินจะมีเจ้าหน้าที่ผู้สื่อข่าวเก็บข้อมูลไปเสนอคณะกรรมการชุดเล็ก รอบแรกจะคัดเลือกไว้จังหวัดละ3คน หลังจากนั้นส่งผลงานไปให้คณะกรรมการใหญ่พิจารณาคัดเลือกให้เหลือ 1 คน

เราไม่รู้หรอกนะครับว่าคนมาพบเป็นใครมีเป้าประสงค์อะไร บางคนไม่แนะนำแม้แต่ชื่อของตนเอง ไม่บอกผมก็ไม่ถาม เมื่อไม่อยากให้รู้ชื่อแซ่ตำแหน่งหน้าที่การงานก็ไม่เป็นไร จะมาดูเฉยๆก็ได้ มาถ่ายรูปแวบๆก็ได้ จะมาแบบไหนได้ทั้งนั้นละครับ เชิญเลย..
จนกระทั้งกลางเดือนที่แล้ว มีโทรศัพท์มาบอกว่าให้ไปรับรางวัล รางวัลอะไรก็ไม่ชัดเจน อีกไม่ถึงสัปดาห์ก็มีโทรศัพท์มาอีกว่าให้ไปรับรางวัลที่ขอนแก่น ขอทราบหุ่น เจ้าภาพจะตัดเสื้อให้ด้วย ผมอยู่บางกอกไม่มีสายวัด จึงบอกว่าเอาเบอร์Lก็แล้วกัน วันที่สวมใส่เสื้อคับพุง เขาจับแต่งหน้าแต่งผมด้วยนะ แก่จวนเข้าโลงจะแต่งยังไงมันก็ไม่หล่อ ทำอย่างกับจะจับไปแสดงละครทีวี ทำไงได้ละ ผีถึงป่าช้า มีอะไรก็ว่าไปตามกัน สรุปว่าใช้เวลาไปค่อนครึ่งวันกับการซักซ้อมความพร้อมหลายรอบ ก็เข้าใจได้ละครับว่าทีมงานต้องการให้ภาพออกมาดูดีที่สุด

งานนี้เกี่ยวข้องกับการทำดีหลากหลายกรณีตามวิถีคนอีสานจำนวน20คน คณะกรรมการฯตั้งใจจะให้เป็นกรณีกิจกรรมสังคมในแต่ละพื้นที่ เพื่อจะเป็นแบบพิมพ์ให้แก่ชุมชนและสาธารณชนทั่วไป เรื่องนี้ไม่มีข้อจำกัดอะไร ทำอะไรก็ได้ตามที่เห็นว่าดี ออกแบบความดีตามอัธยาศัย ซึ่งคนส่วนใหญ่จะมองว่าการกระทำดีเป็นสิ่งยาก แต่ถ้าเราลองเริ่มต้นทำดีแบบง่ายๆ ความดีก็จะโผล่ขึ้นมาทันทีเช่นกัน



ไม่เชื่อก็ลองยิ้มดูสิครับ
เห็นไหม ใบหน้ายิ้มแย้มขึ้นมาทันที
ทำให้หน้าตาเรียบเฉยมีเสน่ห์ชวนมอง
ทั้งๆที่ยังไม่ได้แต่งหน้าทาปากด้วยซ้ำ
ลองเปิดสารบัญความดีด้วยรอยยิ้มก็ได้นะครับ
การยิ้มเป็นอาภรณ์วิเศษที่สุดในโลก
ยิ้มเถิดนะยิ้ม ยิ้มแย้มแจ่มใส ..

การลงมือปฏิบัติเป็นหัวใจของทุกเรื่อง
ถ้าได้แต่คิดแล้วไม่ลงมือทำ จะคิดทิ้งคิดขว้างไปทำไมละครับ?

นักพัฒนาความดีควรหลอมรวมหัวใจ รวบรวมพลังสองมือจากมิตรสหายให้เข้ามาร่วมด้วยช่วยกัน ถ้าไปชวนทศกรรฐ์มาช่วยได้ยิ่งดี เพราะเจ้ากรุงลงกามีกายาพิเศษกว่าคนอื่น เลือกเอามาเฉพาะจุดดีนะครับ เรื่องเจ้าชู้ประตูดินอย่าเอามา ผมหมายถึงว่า คนเราไม่มีใครสะอาดสมบูรณ์แบบผ้าขาว ถึงจะกระดำกระด่างไปบ้าง ถ้ารู้จักเลือกจุดดีก็จะเป็นประโยชน์ได้ เคยได้ยินคำว่า“ผ้าขี้ริ้วห่อทอง”บ้างไหมครับ นั่นแหละใช่เลย ใครจะเปรียบเปรยผ้าขี้ริ้วในแง่มุมอื่นก็ช่างเถอะ แต่ผมตีความง่ายๆตรงๆว่าผ้าขี้ริ้วทำอะไรได้ตั้งหลายอย่าง การที่เราไปเอาผ้าสวยๆราคาแพงมาห่อทองเสียอีกที่เป็นอันตราย อาจจะสะดุดตาโจรได้ จะเห็นว่าแม้แต่ผ้าขี้ริ้วก็เอามาใช้ประโยชน์ได้ดี มีตัวอย่างในวรรณคดีไทย เรื่องพระอภัยมณีหรือเรื่องอิเหนา นางเอกของเรื่องบางคนหน้าตาขี้ริ้ว แต่มีความดีในตัวเป็นอาภรณ์ กลายเป็นอภินิหารจูงใจให้พระเอกเข้ามาซบได้

คนหย่อนสวยอย่าเพิ่งท้อ ทำความดีไว้
สร้างปรากฏการณ์ความดีให้สำเร็จ
อานุภาพแห่งความดีอาจจะบันดาลให้พระเอกขี่ม้าขาวมาสยบก็ได้นะเธอ

เ ร า ม า เ ป็ น ตั ว คู ณ ค ว า ม ดี ข อ ง กั น แ ล ะ กั น เ ถิ ด น ะ ?
นะ นะ นะ

สรุปว่า..ไม่มีอุปสรรคใดๆในโลกนี้มาปิดกั้นการทำความดีได้ ดีมากดีน้อยค่อยบรรจง อานิสงค์แห่งความดีมีอยู่แล้ว การทำดีเล็กน้อยมีค่ามากกว่าการทำร้ายไม่รู้กี่ล้านเท่า ไม่มีมาตรวัดว่าอะไรดีมากดีน้อย ความดีมีค่าเท่าเทียมกันสม่ำเสมอ
พระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานในพิธีเปิดการประชุมยุวพุทธิกสมาคมทั่วประเทศ ครั้งที่ 12 ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วันที่ 12 ธันวาคม 2513
“ในการดำเนินชีวิตของเรา เราต้องข่มใจในการกระทำสิ่งใดๆที่เรารู้สึกด้วยใจจริงว่าชั่วว่าเสื่อม เราต้องฝืนต้องต้านความคิด และความประพฤติทุกอย่างที่รู้สึกว่าขัดกับธรรมะ เราต้องกล้า ต้องบากบั่นที่จะกระทำสิ่งที่เราทราบว่าเป็นความดีเป็นความถูกต้องและเป็นธรรม ถ้าเราร่วมกันทำเช่นนี้ให้ได้จริงๆ ให้ผลของความดีบังเกิดมากขึ้นๆ ก็จะช่วยค้ำจุนส่วนรวมไว้มิให้เสื่อมลงไป และจะช่วยให้ฟื้นคืนชีพดีขึ้นเป็นลำดับ”

จะเห็นว่าหลักการทำความดีนั้นมีอยู่แล้ว แต่พสกนิกรของพระองค์สนองพระราชดำริในเชิงทฤษฎีเป็นส่วนใหญ่ ยังมีผู้ที่นำเอาไปปฏิบัติไม่มากพอที่จะเกิดพลังค้ำชูดูแลบ้านเมือง บางส่วนก็ลอยแพสังคม บางส่วนก็ทำร้ายสังคม กำลังกระเหี้ยนกระหรือกับอำนาจเถื่อนที่ได้มา บางกลุ่มกล้าคิดแม้แต่จะขอพระราชทานอภัยโทษความเลว แทนที่จะทำความดีลดโทษตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์ ก็คิดจะปีนเกลียวอยู่ร่ำไป คนประเภทแหกคอกมีอยู่ทุกยุคทุกสมัยนะครับ ทำไงได้ นอกจากรอดูกฎแห่งกรรม ทำสิ่งใดได้สิ่งนั้น ไม่มีใครสบายใจจากการคิดนอกลู่นอกทางหรอกนะครับ ไม่งั้นจะมีคำว่า
“เข้าตามตรอกออกตามประตู” รึ

จิตนาการ สำคัญกว่าความรู้ ถ้าอยากรู้ว่า “อัลเบริต์ ไอสไตน์ พูดถูกหรือเปล่าเราต้องลงมือปฏิบัติดูว่าจริงไหม? วันนี้เธอมีจินตนาการอย่างไรบ้าง หรือมีแต่จินตนาเกา อะไรที่สำคัญกว่าความรู้ล้วนน่าพิจารณา เพราะแม้แต่แค่ความรู้เราก็ยังอิหลักอิเหลื่อ ถามว่า..
วันนี้เราอยู่กับชุดความรู้อะไร ?
โทมัส อัลวา เอดิสัน คนที่เราเป็นหนี้บุญคุณเรื่องแสงสว่างมาเท่าทุกวันนี้ บอกว่า..อัจฉริยะเกิดจากแรงบันดาลใจเพียงเล็กน้อย แรงผลักดันส่วนใหญ่เกิดจากความอุตสาหพยายาม แหมพูดอีกก็ถูกอีก ไม่ พ ย า ย า ม พ ญ า ย ม ก็ถามหานะสิ เราจะมีชีวิตอยู่เพื่อผลาญออกซิเจนอย่างนั้นรึ
เกี่ยวเถิดนะพ่อเกี่ยว อย่ามัวชะแง้แลเหลียว เดี๋ยวเคียวจะบาดใจเอย..

พูดถึงการเป็นคนดีแทนคุณแผ่นดินในปีนี้แล้วเขินเป็นบ้า
คณะผู้อภินันทนาการรางวัลได้คัดย่อผลงานไปแสดงไว้ดังนี้

“ครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ ปราชญ์เกษตรชาวบ้าน ผู้พัฒนาวิธีการปลูกยูคาลิปตัสแบบผสมผสานสลับกับไม้ยืนต้นพื้นเมืองอื่นเพื่อสร้างความหลากหลาย รวมทั้งอาศัยการจัดการระบบน้ำหยดเข้าช่วย จนดินกลายเป็นดินดำ ทำให้ป่าอุดมสมบูรณ์ขึ้นอย่างรวดเร็ว และระหว่างรอให้ต้นไม้โตก็ได้ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ระหว่างแถวต้นไม้ควบคู่ไปด้วย โดยเลี้ยงโคเนื้อ แพะแกะ และรวมทั้งสัตว์ปีกจำพวกไก่ สุกรพันธุ์พื้นเมืองและการเลี้ยงผึ้ง นอกจากนี้ยังจัดตั้งระบบการเรียนรู้แบบโฮมสคูล เพื่อให้เด็กเรียนรู้จากของจริง”

ก่อนขึ้นรับรางวัลของตัวแทนแต่ละจังหวัด เจ้าภาพจะฉายสไลด์วิดีโอผลงานสั้นๆขึ้นจอ แล้วแต่ละท่านเดินขึ้นไปรับรางวัลกับองคมนตรี ดร. สุเมธ ตันติเวชกุล รับรางวัลแล้วเดินไปที่โฟเดี้ยมเพื่อพูดความในใจสั้นๆ.. ผู้ดำเนินรายการมากระซิบว่าให้พูดสั้นๆ สั้นๆ ก็สั้นๆ..
“ท่านที่รัก มีคำถามเบาๆแต่เอาจริงว่า
มีเหตุผลอะไรที่เราไม่ช่วยกันแทนคุณแก่แผ่นดินนี้ ขอบคุณครับ”


(เปิดห้องเรียนให้กว้างๆแล้วจะเห็นทุกอย่างเป็นครู)

กลับมาถึงบ้าน มีครูอาจารย์จากโรงเรียนกนกศิลป์พิทยาคม จังหวัดบุรีรัมย์ นำขบวนโดยอาจารย์พันดา เลิศปัญญา พาเด็กๆมานอนเข้าค่ายศึกษาเรื่องศิลปะเพื่อธรรมชาติรอจำนวน50กว่าชีวิต ในช่วงที่ให้เด็กๆสอบถามข้อข้องใจ .. คำถามยอดฮิตที่ได้รับจากเด็กๆและผู้ที่มาเยี่ยม คือ

เ ค ย ท้ อ ไหมครับ?
เอาทุนมาจากไหน?
เอาแรงบัลดาลใจมาจากไหน?
ทำมากอย่างนี้ต้องดูแลยังไง?
ทำไมถึงมาเลือกปลูกสร้างสวนป่า?
ในอนาคตสถานที่นี่จะใครจะมารับช่วงทำต่อ?

ความฝันอันสูงสุดคืออะไร

มีคำตอบมากมายสำหรับคำถามเหล่านี้ บางคนมีปณิธานว่าจะใส่ใจทำงานให้บรรเจิด ตั้งเป้าประสงค์ที่จะทำความดีต่อช่วงความฝันให้บรรลุ แต่คนอีกส่วนหนึ่งก็ตีค่าความใฝ่ฝันให้ออกนอกลู่นอกทาง ไม่ตระหนักว่าความฝันมีเครื่องหมายบวกและเครื่องหมายลบอยู่ด้วย ในความฝันมีทาง2แพร่ง จะแปลค่าความฝันให้ออกหัวหรือออกก้อยดีละครับ เมื่อไม่แน่ใจก็วิ่งโร่ไปหาหมอดูคู่กับหมอเดา

ถ้าคิดดีคิดได้ก็ทำความใฝ่ฝันให้เป็นปณิธาน ถ้าคิดไม่ได้คิดไม่ดีทำความฝันให้แปดเปื้อน แสดงว่าความฝันคงมีหลายกระบวนท่า บางคนฝันเตี้ยๆเรี่ยพื้นดิน บางคนฝันครึ่งๆกลางๆ ตีความเป็นลางร้ายลางดี เอาไปวิเคราะห์เป็นตัวเลขเด็ด สรุปได้ว่าความฝันกับความใฝ่ฝันยืนเคียงคู่กัน จะยกระดับให้สูงขึ้นหรือจะทำให้เตี้ยลงสาวะวันขึ้นอยู่กับ เ ร า จ ะ บ ริ ห า ร ค ว า ม ฝั น อ ย่ า ง ไ ร ? บางคนคิดทำเพื่อตนเอง แต่บางคนก็คิดเผื่อแผ่ไปถึงคนอื่นด้วย ความฝันอันสูงสุดจึงขึ้นอยู่กับการกระทำที่ทรงพลังของตัวเรา

ความฝันของมหาชีวาลัยอีสาน ต้องการหาวิธีเอาใบไม้ต้นไม้ปกคลุมผืนดินสีแดงๆตุ่นๆให้เหมือนสภาพผืนดินผืนป่าในอดีต จึงควานหารูปแบบที่จะนำมาส่งเสริมขยายผลที่เหมาะกับสภาพของสังคมปัจจุบัน ที่ส่วนใหญ่มุ่งแต่จะกอบโกยเอาประโยชน์จากป่าเขาลำเนาไพร ไม่ใคร่มีใครคิดที่จะมาช่วยกันเติมเต็มให้สภาพแวดล้อมธรรมชาติ ต้นทุนทางธรรมชาติ คือต้นทุนที่สำคัญของชาติ ชาติไหนธรรมชาติเปราะบาง สังคมนั้นๆก็จะอ่อนแออ่อนไหว หลังจากคิดสาระตะแล้วจึงเสนอ “โมเดลบุรีรัมย์”

ไม่ปลูกป่าแต่อยากจะอยู่ในที่อากาศดีๆมีทิวทัศน์สวยงาม
นอกจากจะไม่ลงทุนลงแรงช่วยฟื้นฟูธรรมชาติแล้ว
ใจคอตั้งหน้าแต่จะกอบโกย

เอาอย่างนี้ดีไหมครับ?
ใครอยากจะปลูกสร้างรีสอร์ท
ก็ควรวางแผนพัฒนาสภาพแวดล้อมในพื้นที่เอกสารสิทธิ์ของตนเอง
อย่าก้าวล่วงมือยาวสาวได้สาวเอา
พวกมือยาวสติสั้นนี้น่ากลัวนัก
ใครพบเจอที่ไหนช่วยแนะนำให้กลับไปอยู่ในจุดที่ชอบๆด้วยเถิด

เท่าที่ปลูกต้นไม้มาพอสมควร มั่นใจว่าถ้าคนอีสานเข้าใจเรื่องการปลูกป่าหลายวัตถุประสงค์ อีสานบ้านผมจะฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ได้ภายใน10ปี ไม่นานเลยนะครับ ระหว่างที่รอเวลาป่าไม้เติบโต เราก็เก็บเกี่ยวประโยชน์จากร่มไม้ ใบไม้ กิ่งไม้ มาเป็นรายได้ชุดเบิกนำ การทำการเกษตรที่เอื้อต่อธรรมชาติเป็นวงจร ทุกอย่างก็จะเชื่อมโยงกัน เช่น เปลี่ยนใบไม้มาเป็นอาหารสัตว์ เปลี่ยนใบไม้มาเป็นมูลสัตว์ เปลี่ยนมูลมาเป็นปุ๋ยใส่ต้นไม้ ทำไปทำมาก็จะเข้าใจเองละครับว่าความมั่นยืนคืออะไร จะเกิดการเปรียบวิธีทำงานแบบล้างผลาญสิ่งรอบข้าง กับการทำงานแบบเอื้ออาทรต่อธรรมชาติ มีคนดีจำนวนมากพยายามพูดโน้มนำเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ แต่ภาพรวมของการเกษตรระดับรากหญ้าก็บอบช้ำจากการช่วงชิงผลประโยชน์

รู้จักหมูในอวยไหมครับ?
รู้จักหมูวิ่งชนปังตอไหมครับ?
รู้จักสุกรนั้นไซร้เป็นหมาน่อยธรรมดาไหมครับ?

เรื่องการเกษตรจะมาพูดกันอ้อมแอ้มไม่ได้หรอก กระทรวงศึกษาธิการจะต้องเข้ามาเป็นเพื่อนคู่คิดอย่างสำคัญ ถ้าเกษตรกรอยู่ไม่ได้ ลูกหลานเกษตรกรจะอยู่ได้อย่างไร วิชาความรู้ที่สอนๆกันอยู่ในโรงเรียน เอามาใช้มาช่วยการงานพ่อแม่ได้ไหม ผมชื่นชมโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนมานาน เขาบูรณาการหลักสูตรให้เข้ากับสภาพของสังคมพื้นถิ่น ให้เด็กๆได้ลงมือเรียนวิชาการงานอาชีพควบคู่กับวิชาสามัญฆาตกรรม แต่พอมาดูโรงเรียนในชนบทของเขตพื้นที่การศึกษา สอนบ้าอะไรก็ไม่รู้ เกณฑ์ให้ครูและเด็กเรียนแต่เรื่องไกลตัว เรียนวิชาทิ้งถิ่น ไม่มีสำนึกดีว่า จะผสานความรู้ในโรงเรียนกับความรู้ในท้องถิ่นให้เนียนเป็นเนื้อเดียวกันอย่างไร

• วิทยาลัยการอาชีพสอนอาชีพอะไร
• วิทยาลัยสารพัดช่างสอนช่างอะไร
• วิทยาลัยเกษตรสอนเกษตรอะไร
• วิทยาลัยเทคนิคสอนเทคนิคอะไร
• วิทยาลัยชุมชนสอนชุมชนอย่างไร
• การศึกษานอกโรงเรียนสอนวิชานอกโรงอย่างไร
• มหาวิทยาลัยราชภัฎ เป็นมันสมองท้องถิ่นได้แค่ไหน

ถ้าบทบาททางการศึกษายังคลำเป้าไม่เจอ ปริมาณของเกษตรกรอาจลดลงจนแทบสูญพันธุ์ได้ นโยบายการศึกษาทุกวันนี้คุมกำเนิดความก้าวหน้าของภาคการเกษตรกรรม ตั้งหน้าตั้งตาแต่จะป้อนตลาดแรงงาน ทำเอาสังคมชนบทซวดเซอย่างหนัก ถึงกระนั้นก็ยังไม่รู้สึกรู้ร้อนรู้หนาว
การศึกษาไทยควรแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ
1 กลุ่มที่อยู่ชายแดน กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ควรเรียนหลักสูตรตำรวจตระเวนชายแดน
2 กลุ่มที่อยู่ในชนบทที่ไม่มีความพร้อมมากนัก เรียนหลักสูตรท้องถิ่นประยุกต์
3 กลุ่มที่อยู่ในเขตเมือง เรียนหลักสูตรปกติในปัจจุบัน

ถ้าไม่ยอมเปลี่ยนแปลงหลักการ ยังจะตะบี้ตะบันจัดการศึกษาแบบเหมาโหล พยายามตัดตีนให้พอดีกับเกือก มันไม่ทารุณไปหน่อยรึครับ ถามว่า..ผู้ปกครองต้องการให้ลูกเป็นเจ้าคนนายคน ไม่ต้องการให้ลูกเต้าตกระกรรมลำบากอยู่ในท้องไร่ท้องนาเหมือนตน จึงผลักไสไล่ส่งให้ลูกเข้าเรียนสูงๆ จะให้กระทรวงการศึกษาทำอย่างไร?
ไม่ผิดหรอกที่จะสนองความต้องการภาคประชาชน แต่การสนองความต้องการแบบไม่สมเหตุสมผล จำเป็นที่จะต้องจับเข่าบอกเล่าความเป็นจริงให้ญาติร่วมแผ่นดินได้ตระหนักถึงความเป็นไปได้ อีกไม่กี่ปีก็จะมีหุ่นยนต์มาทำงานแทนมนุษย์กันแล้ว เราจะเอาบัณฑิตไปกองไว้ที่ไหนละครับ

นโยบายที่สมบูรณ์แบบคือการจัดการศึกษาให้ทั้งสังคม
ไม่ใช่จะมาต๊อกๆอยู่แต่ในสถาบันการศึกษาเท่านั้น

มีเด็กไกลปืนเที่ยงรอดพ้นปากเหยี่ยวปากกาไปได้กี่คน เรามีเด็กที่ถูกสังคมกระทำบ้าๆบอๆจนกรุแทบแตก เรามีเด็กเกเรเกตุงหนักข้อขึ้นทุกวัน ปัญหาเหล่านี้มีวิธีแก้ที่หวังผลได้แล้วหรือ ไปอั้นวิทยาลัยเทคนิคไว้ไม่ยอมให้เปิดสอนระดับปริญญา จิกให้อยู่ในขั้นอนุปริญญา ความสำนึกของเด็กวัยร้อนทำให้เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจอยู่ลึกๆ ถ้าให้เขาเหล่านี้ได้เรียนในระดับบัณฑิต บางทีรัศมีของวุฒิปริญญาตรี อาจจะทำให้เด็กเทคนิคปรับกริยามารยาทให้สมกับวุฒิภาวะของบัณฑิตก็ได้นะเธอ


ความเท่าเทียมกันทางการศึกษาอย่าจัดแบบปิดประตูตีแมวสิครับ..

นโยบายทางการศึกษาควรรื้อหลักสูตร ในขณะเดียวกันรัฐบาลก็ต้องมีแผนกอบกู้วิกฤติทางภาคการเกษตร โดยจัดระบบการศึกษาและการส่งเสริมอาชีพให้เข้มข้นถูกทิศถูกทาง ให้ชาวไร่ชาวนามีรูปแบบการพัฒนาวิชาชีพที่ชัดเจน ใ ห้ วิ ท ย า ลั ย ต่ า ง ๆ เ อ า วิ ช า เ ข้ า ไ ป ห า อ า ชี พ ถ้าทำได้ครบถ้วนเป็นวงจร ความเปลี่ยนแปลงก็จะเกิดขึ้นกับสังคมเกษตรและสังคมการศึกษา จะ ทำ ใ ห้ ภ า ค ก า ร ศึ ก ษ า ม อ ง เ ห็ น จุ ด โ ห ว่ ที่ จ ะ ต้ อ ง เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง เ นื้ อ ห า ก า ร เ รี ย น เ น้ น ม า ส อ น เ ชิ ง รุ ก มุ่งสอนการปฏิบัติที่มีความจำเป็นต่อการฟื้นฟูการงานอาชีพในพื้นที่ วิทยาลัยต่างๆก็จะเห็นช่องทางที่จะเข้าไปสอดแทรกความรู้ จัดเป็นหลักสูตรสนองต่อผู้ปกครองและลูกศิษย์ของตนเอง ถ้านึกไม่ออกลองไปศึกษางานในศูนย์ศีลปาชีพดอยตุง ที่สมเด็จย่าได้วางลู่ทางไว้ให้ ไปฟังเสียงชาวบ้านชาวดอยเขาพูดถึงวิธียกระดับความเป็นมืออาชีพได้อย่างไร แทนที่จะมางมโข่งสอนวิชาตกงาน ก็สอนวิชาสร้างงานไม่ดีกว่ารึ เอาอย่างนี้ดีไหมครับ อย่าทำเป็นแผ่นเสียงตกร่องอยู่เลย นึกว่าสงสารลูกหลานตาดำๆที่ทนเรียนแบบซังกะตาย


เด็กทุกคนต้องได้เรียน
เด็กทุกคนต้องได้รับการสนับสนุนเรียนฟรี
เร็วๆนี้เด็ก ป.1 ยังจะได้รับแจกแท็ปเลท
ลูกอีช่างแจกจริงๆเลยนะเนี๊ย..

ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาเป็นอย่างไรไม่กล้ากระเอม
การวัดประเมินผลแต่ละกลุ่มวิชาเป็นอย่างไรได้แต่กลอกหน้า
เรื่องนี้โทษครูโทษโรงเรียนไม่ได้หรอก
ต้องพิจารณาต้นตอที่ใจคอจะจัดการศึกษาดำน้ำไปเรื่อยๆ
บทนี้ทำท่าจะเป็นหนังเรื่องยาว
ท่านราชบัณฑิตเมธีทางการศึกษา ศ.สุมน อมรวิวัฒน์
บอกว่า..ครูบาทำไมไม่พูด
จะยกยอดไปอีกหนึ่งกระทอกจะดีไหมนี่?

เอ๊ะ เขียนอย่างนี้น่าจะได้รางวัลปาก-มาอีกสักอย่างนะเธอ

อิ อิ..


พ่อใหญ่เสน่ห์ จามริก

อ่าน: 1789

วันนี้มีแขกจากบางกอกมาเยี่ยม คุยกันหลายเรื่องแต่มาจบตรงที่ลูกศิษย์ลูกหาศาสตราจารย์เสน่ห์ จามริก จะชวนกันระดมข้อเขียนเพื่อพิมพ์เป็นหนังสือที่ระลึกถึงท่านอาจารย์ใหญ่ของเรา ทั้งๆที่มีการบ้านค้างคารอเวลาสะสางอยู่หลายกระบุงโกย แต่เรื่องที่รับมาตะกี้นี้สำคัญกว่า เพราะมีคุณค่าทางใจที่ไม่อาจจะประมาณได้ เราจะเอาเครื่องมืออะไรมาชั่งความเคารพรักที่มีต่อกันละครับ เรื่องทั้งหมดทั้งมวลเป็นความผูกพันทางใจ ที่ไม่ทราบว่าจะเอียงอกออกได้สะเด็ดอย่างไร มันแทรกซ้อนอยู่ในความคิดคำนึงเสมอมา  ที่นึกถึงคราใดหัวใจก็ผะผ่าว..

อ่านต่อ »



Main: 0.17698907852173 sec
Sidebar: 0.10285592079163 sec