๒๐. สันติวิธีกับความมั่นคงแห่งชาติในมิติใหม่ ๓

โดย อัยการชาวเกาะ เมื่อ 20 กรกฏาคม 2008 เวลา 10:40 ในหมวดหมู่ เสริมสร้างสังคมสันติสุข #
อ่าน: 6365

วันนี้ผมขอต่อให้จบที่พี่แจ๋ บรรยายนะครับ นำสรุปบรรยายขึ้นติดๆกันทุกวัน กลัวว่าผู้อ่านจะเบื่อ และอ่านไม่ทัน สังเกตดูว่าถ้าเขียนแล้วอีกสองวันค่อยเพิ่มบันทึกจะมีคนอ่านมากกว่าเพิ่ม บันทึกทุกวัน แต่ไม่เป็นไร เพราะสิ่งที่ต้องการคือมีบทสรุปให้ทุกท่านได้ติดตามอย่างไม่ขาดครับ

หากเราสังเกตสังคมเราปัจจุบันจะเห็นว่ามีความเห็นต่างขั้วกันมากมายและลุกลาม ฝ่ายหนึ่งก็อ้างว่าเพราะความชั่วของอีกฝ่ายหนึ่งจึงทำให้เกิดปัญหา อีกฝ่ายหนึ่งก็ว่าเรื่องเล็กไปกระพือให้เป็นเรื่องใหญ่ รักชาติจริงหรือเปล่าหรือทำให้ชาติเสียหายกันแน่ พี่แจ๋เลยบอกว่า…

ความเห็นที่ต่างขั้ว สามารถทำให้ทุกคนไม่เป็นคนละพวกต้องรู้สึกเป็นพวกเดียวกันพูดคุยกันได้ พูดถึงดุลยภาพหรือความสมดุล

ความทุกข์สุขของคนเล็กคนน้อย ความเจ็บปวดเมื่อถูกได้รับการเยียวยา ก็จะสุข ให้อภัย ไม่เจ็บแค้น

สังคมไทยมีหลากหลายกลุ่มชาติพันธุ์จะมีประวัติศาสตร์ความจริงของท้องถิ่น และทุกกลุ่มก็จะภูมิใจในประวัติศาสตร์ชาติพันธ์ของแต่ละกลุ่ม หากแต่ละกลุ่มยอมรับความหลากหลาย ความต่าง การอยู่ร่วมแผ่นดินเกียวกันก็จะง่ายมาก สังคมไทยต้องยอมรับว่าเราเป็นพหุวัฒนธรรม จิตนาการของความเป็นไทยไม่ใช่จินตนาการเดียว   เมื่อ หลายปีมาแล้วถูกมองว่ากระทบต่อความเป็นชาติ เช่น ลูกจีนในอดีต แต่มาถึงปัจจุบัน นโยบายและยุทธศาสตร์ความมั่นคงเปลี่ยนไป ความหลากหลายทางวัฒนธรรมและเชื้อสาย เป็นสิ่งสวยงามที่พัฒนาความมั่นคงความเป็นไทยดีกว่าวัฒนธรรมเดียว การรวมกันสะสมมาหลากความแตกต่างหลากวัฒนธรรมจึงเป็นปัญญาที่สร้างสรรค์สังคม ได้ เรื่องของภาษาที่บอกความเป็นเอกลักษณ์ของความเป็นไทย เราพูดถึงจินตนาการถึงเอกลักษณ์ความเป็นไทย  ถ้าเราจะเดินออกจากความขัดแย้งทั้งมวล จำเป็นต้องเริ่มต้นจากภาคส่วนที่ไม่ใช่รัฐ และทำงานด้วยกัน

เราต้องมีการเรียนรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์จากความจริงทั้งหมด ทั้งสวยงามและเจ็บปวด แต่อย่าเอาความเจ็บปวดมาเป็นกับดักของการอยู่ร่วมกันไม่ว่าปัจจุบันหรือ อนาคต และป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก

ต้องหลุดจากโจทก์เดิม มีโจรแยกดินแดน ก่อความไม่สงบ มีภาพฉายที่จอเป็นภาพ นศ.รามคำแหง สโมสรนิสิตนักศึกษา ร่วมกันเปิดพื้นที่สันติวิธีที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เรื่องราวของผู้หญิงถูกข่มขืนที่ปะแต นศ.เปิดพื้นที่คนประมาณ ๓,๐๐๐ คน เรียกร้องให้รัฐทำความจริงให้ปรากฏ และทำสำเร็จด้วยความเรียบร้อยไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรงกับรัฐ แต่การเปิดพื้นที่ครั้งนั้นถูกระแวงว่าเป็นกลยุทธิ์ใหม่ที่กลุ่มโจรให้นศ. ทดลองทำดู นศ.กลุ่มนี้จึงถูกจับจ้องเพื่อหาข่าวเชิงยุทธวิธี จังหวัดชายแดนภาคใต้จึงมีพื้นที่เรียกร้องน้อยมาก เพราะจะเกิดการระแวง ถูกจับจ้อง เป็นที่มาของการเกิดความระแวงไว้วางใจสะสม  มีการเสนอการปกครองท้องถิ่นภาคใต้ เดิมมีคำว่าพิเศษ พอเอาคำว่าพิเศษออกก็ดูดีขึ้น

ความคิดของสามชายแดนภาคใต้ มี ๒ ความคิด คือกลุ่มหนึ่งต้องการสันติ กับอีกกลุ่มหนึ่งต้องการใช้ความรุนแรง ภาครัฐก็เช่นเดียวกัน ต้องดูว่าการจับกุมผู้กระทำความผิดได้ผลแค่ไหน การทำให้แนวร่วมออกมาให้ร่วมมือกับรัฐ ทำมากแต่ได้ผลน้อย แต่ถ้าทำใหม่ คิดใหม่ในรูปแบบสันติวิธี เอาคนที่อยู่ในกระบวนการมาคุยเรื่องการหาทางออกโดยสันติวิธีกับรัฐไทย กำลังขยายผลซึ่งน่าจะง่ายกว่า การที่รัฐจินตการใหม่ การเรียนสองภาษา การให้เกียรติยอมรับ กระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใส จะดึงความไว้เนื้อเชื่อใจกลับคืนมา

จะมีกระบวนการ peace talk แต่ยังไม่เปิดเผยในเบื้องต้น และประเทศอื่นที่ได้เคยประสบความสำเร็จ เช่นประเทศสเปน บาเซโลน่า พรรคบาสกับรัฐสเปน ซึ่งใกล้เคียงกับไทยมากที่สุด

จากนั้นพี่แจ๋ก็สร้างบรรยากาศแห่งความมันด้วยการเชิญคุณพิภพ ธงไชย และคุณศุภชัย ใจสมุทร แต่น่าเสียดายที่คุณศุภชัย ไม่อยู่ติดภาระกิจเลยไม่ได้มาเรียนในวันนี้ แต่ก็ยังมัน

คุณพิภพ ธงไชย ยอมรับว่าไม่ได้ใช้สันติวิธีเต็มรูป  แต่ใช้สันติวิธีจริงๆทั้งหมดไม่ได้ ข้อมูลที่ได้มาและพูดบนเวทีตรงมั่งไม่ตรงมั่ง บนเวทีก็มีการแก้ไขปัญหากันตลอดเวลา หากใครพูดก้าวร้าว หยาบ ก็จะต้องจัดการกันห้ามพูด และในพันธมิตรก็มีทั้งซ้ายสุดและขวาสุด และเล่าให้ฟังว่า…พันธมิตรอดทนมาสามครั้ง ที่ธรรมศาสตร์มาก่อกวนมาเปิดอวัยวะเพศ  ครั้งที่สอง ก็โดน ครั้งที่สามโดนที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ดังนั้นพอมาถึงสะพานมัฆวานจึงตั้งรับ ในกระบวนการสันติวิธี คุณพิภพให้ความเห็นว่าตำรวจต้องทำงานด้วย การต่อสู้กับการสลายม็อบด้วยการตั้งรับให้นอนหงายเป็นการโต้ตอบความรุนแรง เพราะต้องใช้คนถึงสามคน และอาจเกิดปัญหาลวนลามทางเพศ  มีการตกลงกันว่า ๕ แกนนำจะยอมให้จับ เหล็กแป๊บต่างๆ ไม้เบสบอล เป็นเครื่องมือของความรุนแรง ก็เอาไปเก็บ  ห้ามบุกทำเนียบ  นา ยกฯสมัครพูดถึงการสลายม๊อบ สังคมไทยต่อต้านความรุนแรง อดีต รสช.ก็โทร.ไปหาสมัคร ถ้าใช้ความรุนแรงจะไม่มีที่ดินอยู่ คุณจำลองจะสั่งให้หยุดความรุนแรงตลอด ยุทธวิธีตำรวจกั้นที่ไหนเราก็หยุดที่นั่นและนั่งลง มันก็เกิดปัญหาการจราจรติดขัดรัฐบาลต้องแก้ปัญหาการจราจรเอาเอง  การกั้นจะทำให้เกิดวงกว้างขึ้น เป็นยุทธวิธีให้รัฐบาลตระหนัก

สันติวิธีจะไปที่ไหนก็จะบอกก่อน แล้วไม่เปลี่ยน ต้องตรงไปตรงมา ในคืนที่ศาลสั่งให้รื้อเวที ก็สั่งการภายใน ๑๕ นาที ให้ยึดสะพานมัฆวาน  และก็ทำได้สำเร็จ

ถ้าจะให้เกิดสันติวิธีศึกษาทฤษฎีไม่พอ ต้องฝึกด้วย และต้องมีสัตยาเคราะห์ มีวาจาชอบ ยอมรับว่ามีการด่ากันบ้างบนเวทีซึ่งนั่นไม่ใช่สันติวิธี

ท่านชาติชาย กฤตชาญชัย ถามเรื่อง ใครเป็นกุนซือคิดเรื่องการถอดถอนผู้พิพากษาศาลแพ่ง และถ้าศาลอุทธรณ์ยืนตามจะถอดถอนหรือไม่ และศาลฎีกาพิพากษายืนตามจะถอดถอนผู้พิพากษาฎีกาหรือไม่ ทำไมจึงไม่ใช้วิธีการตั้งข้อรังเกียจตามที่กฎหมายกำหนด

คุณพิภพ ยอมรับว่าพลาด แต่ก็ถอนทัน และเป็นเรื่องอารมณ์ ระหว่างที่มีการไกล่เกลี่ยก็มีการเสนอแนะให้เปิดช่องทางจราจร แต่คำพิพากษาไม่ออกมาไม่เป็นไปตามที่เสนอแนะกัน โรงเรียนราชวินิตเขาขอเพียงให้รถเข้ามายูเทิร์น ไม่ได้ขอให้ยกเลิกการชุมนุม  คนร้องเรียนเรื่อง กลิ่น มีการเจรจากับรถเมล์ การแก้ปัญหามีความพอใจในระดับบริหาร คุณพิภพบอกว่าที่พันธมิตรยอมไม่ได้คือคือถ้าต่อไปการชุมนุมในที่สาธารณะจะทำ ไม่ได้ คำพิพากษาใช้เวลาสองชั่วโมง แล้วศาลให้รื้อเต้นท์คือเกินกว่าที่ไกล่เกลี่ยกัน

หลักการชุมนุมก็ต้องทำให้เกิดการเดือดร้อนซึ่งละเมิดสิทธิบางอย่าง ถ้าประชาชนเห็นด้วยก็จะไม่มีปัญหา ถ้าไม่ทำให้เดือดร้อนรัฐจะมาเจรจาด้วยหรือ

คุณเทพสิทธิ์ ประวาหะนาวิน ถามว่า แรงกดดันที่พันธมิตรทำสำเร็จไปหลายเรื่อง ทำไมไม่จบเสียที ถ้ามองในภาพรวมเรื่องเศรษฐกิจ เสถียรภาพทางการเมือง ซึ่งมีผลกระทบต่อประชาชน ถามว่าอีกนานไหมที่จะมีข้อยุติ

คุณพิภพ  ตอบเหตุผลว่าที่ไม่ยังไม่ยุติการชุมนุมว่า

-ไม่มีข้อพิสูจน์ว่าการชุมนุมทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ

-การชุมนุมมีสาเหตุมาจากรัฐบาลทั้งพลังประชาชน ประชาธิปัตย์ หรือชาติไทย

-เป้าที่แท้จริง รัฐบาลไม่เคยประกาศจะยุติการแก้รัฐธรรมนูญ

-คนที่มาชุมนุมไม่ลดลง

เกิดดุลยอำนาจของพลังทางฝ่ายประชาชน  จะต้องทำให้กระบวนการยุติธรรมทำงานได้ ตำรวจทำอะไรอยู่ อัยการทำอะไร คตส.ทำอะไร

ต้องมานั่งฟังในบรรยากาศจริงครับพี่น้อง ผมตัดถ้อยคำที่เห็นว่าอ่านแล้วจะเกิดความรู้สึกรุนแรงออก เพราะคำพูดกับภาษาเขียนถ้าผู้อ่านไปตีความอีกอย่างหนึ่งเดี๋ยวจะกลายเป็นผล กระทบลามไปอีก จึงต้องใช้สันติวิธีโดยไม่เติมเชื้อเหมือนกับคนสองสามคน อิอิ

ในวันนั้น มีการแซวกันว่า สงสัยเราต้องลงพื้นที่ไปหาข้อมูลจริงถึงจุดที่ชุมนุมของพันธมิตร และไปดูที่กลุ่มเสื้อแดง  พอวันอาทิตย์น้องสาวผมโทร.มาหาว่า โก..ได้ข่าวว่าพวกตัวเอง ๘๐ คน จะไปที่เวทีพันธมิตรเหรอ

ผมร้องเฮ้ย….เอามาจากไหน 555

น้องบอกว่าก็คุณพิภพ บอกว่าอีกสักครู่นักศึกษาการเสริมสร้างสังคมสันติสุขจำนวน ๘๐ คนจะไปร่วมกับพันธมิตร

ผมบอกน้องว่าผมเป็นเลขานุการรุ่นชั่วคราว ถ้าจะไปในนามรุ่นทำไมผมไม่เห็นรู้เรื่องเลยล่ะ และเรากำลังศึกษาเรื่องสันติวิธีกันอยู่แล้วเราจะไปเข้าข้างใครได้อย่างไร เราต้องวางตัวเป็นกลาง ไม่งั้นจะเท่ากับว่าเราลงไปรบกับเขาด้วยแล้วเราจะแก้ไขปัญหาของชาติกัน อย่างไร แต่ใครจะมีความเห็นส่วนบุคคลอย่างไรก็เป็นสิทธิของเขา เพราะจะให้ทุกคนเห็นตามกันไม่ได้ แต่เราต้องอยู่ด้วยกันอย่างสันติบนความคิดเห็นที่แตกต่างอย่างหลากหลาย

อืมม์..จริงอย่างที่คุณพิภพว่า เรื่องที่พูดบนเวทีตรงมั่งไม่ตรงมั่ง ฮา…

« « Prev : ๑๙. สันติวิธีกับความมั่นคงแห่งชาติในมิติใหม่ ๒

Next : ๒๑. สันติวิธีในสังคมไทยการรับรู้และความเข้าใจ ๑ » »


ผู้ใช้ Facebook สามารถให้ความเห็นที่นี่ได้ โดยกด Like เพื่อแสดงตัว

1257 ความคิดเห็น