๖๗.ความไว้วางใจ๓

โดย อัยการชาวเกาะ เมื่อ 28 พฤศจิกายน 2008 เวลา 18:19 ในหมวดหมู่ เสริมสร้างสังคมสันติสุข #
อ่าน: 732

คราวที่แล้วผมเขียนมาถึงเงื่อนไขแวดล้อมความไว้วางใจที่ความสัมพันธ์ทางสังคมบางอย่างที่เป็นพื้นฐานที่จะทำให้เกิดความไว้วางใจและหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงได้

ขณะที่เขียนบทความนี้ก็มีกรณีที่พันธมิตรบุกยึดสนามบินทั้งสุวรรณภูมิและดอนเมือง ท่าน ผบ.ทบ.เป็นประธานคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ร่วม ได้เชิญหัวหน้าส่วนราชการ,นักวิชาการและภาคเอกชน เพื่อแก้ปัญหาความวุ่นวายในสังคม และมีมติออกมาว่านายกฯควรยุบสภา และพันธมิตรต้องยุติการชุมนุมและออกไปจากสนามบิน

เหตุที่พันธมิตรอ้างในการชุมนุมก็คือเพื่อไม่ให้มีการประชุมสภาแก้รัฐธรรมนูญ แต่แล้วเกิดเหตุวุ่นวายขึ้นมา เพราะฝ่ายพันธมิตรไม่ไว้วางใจรัฐบาลเนื่องทราบมาว่า ร่างแก้รัฐธรรมนูญของหมอเหวงก็จ่ออยู่ในวาระแล้ว รัฐบาลไม่เสนอก็จริงแต่หมอเหวงเสนอไว้แล้ว อ้าว…เท่านั้นยังไม่พอโฆษกรัฐบาลเองก็ออกมาให้สัมภาษณ์แม้จะไม่ปลุกระดมแต่ก็พูดให้กองเชียร์เข้าใจว่าก็มันสมควรแก้รัฐธรรมนูญนี่…แล้วนี่ถ้าหากเสื้อแดงออกมาเรียกร้องให้แก้รัฐธรรมนูญก็เป็นสิทธิเขา…อยากรู้เหมือนกันว่าโฆษกรัฐบาลพูดเพื่ออะไร อยากจะให้ตีกันหรือ ฝ่ายรัฐบาลอยากแก้ปัญหาโดยไม่ใช้ความรุนแรงเองแต่ยุให้ให้ประชาชนใช้ความรุนแรงกันเองหรือ คำพูดมีเยอะแยะต้องอย่าลืมว่าท่านให้สัมภาษณ์ในฐานะโฆษกรัฐบาลไม่ใช่ผู้นำม๊อบ กรุณาแยกให้ออกด้วยเพราะคำพูดของท่านมันมีผลกระทบ แล้วจะให้ฝ่ายพันธมิตรไว้วางใจรัฐบาลได้อย่างไรล่ะ..เฮ้อ..เวรกรรมประเทศไทย

เอาเหอะ..เรามาดูภาคทฤษฎีของเรากันต่อ คราวนี้เรามาดูการประเมินความไม่ไว้วางใจ ดูตรงไหนล่ะ…

ดูความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น มันไม่เป็นไปตามสัญญา ไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็น มีการหักหลัง หลอกลวง พูดอย่างทำอย่าง เช่น ปากบอกว่าเราจะไม่ใช้ความรุนแรง แต่จากการประทะกลับมีคนตายจากอาวุธของผู้ปราบปราม

หรือหากประเมินแล้วเห็นว่าจะไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง เพราะที่ผ่านมากมักจะเป็นอย่างนี้แหละ หรือว่าไม่ได้รับความร่วมมือ มีบรรยากาศของความระแวงฝ่ายตรงข้าม มีอคติ โกรธแค้น เกลียด เป็นปฏิปักษ์ เป็นฝ่ายตรงข้าม ต่อต้านซึ่งกันและกัน เหมือนที่เราเห็นกันอยู่ ถ้าเป็นฝ่ายตรงข้ามพูดก็จะผิดทั้งหมด ฝ่ายตัวเองพูดจะถูกทั้งหมด แล้วถ้าไม่มีคนอยู่ตรงกลางแล้วเราจะได้ความจริงหรือ…เพราะคนกลางจะฟังด้วยใจที่เป็นกลาง ฟังทั้งสองข้าง ไม่ใช่ฟังความข้างเดียว..เข้าใจไหม..(อิอิ ตูจะกลายเป็นพวกไม่รักชาติไหมเนี่ย)

แต่ว่าก็ว่าเหอะ ทั้งฝ่ายที่สนับสนุนเสื้อแดง และฝ่ายสนับสนุนเสื้อเหลือง ถ้าเขารู้จักกันเขาก็จะมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกันอยู่ เช่น นักการเมืองที่เรารู้จักในฐานะเขาเป็นผู้แทนเราเห็นว่าเขาทำไม่ถูกเพราะเขาอยู่ฝ่ายแดง แต่ในฐานะคนรู้จักกันก็อาจจะมีสายสัมพันธ์กันอยู่บ้าง ใช่ไหมครับ ถึงจะชังก็ชังไม่หมดเสียทีเดียว อย่างนี้เป็นต้น

คราวนี้เมื่อมันเกิดความไม่ไว้วางใจเกิดขึ้นแล้ว การเจรจามีปัญหา หากจะตั้งใจแก้ปัญหาต่อไปก็ต้องมีการประเมิน ผลเสียและผลกระทบ เพราะเมื่อเรื่องสำคัญไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ผลที่เกิดขึ้นคืออะไร

ที่เห็นชัดคือไม่สามารถระดมความร่วมมือเพื่อให้บรรลุเป้าหมายได้

ในส่วนสภาพทางด้านจิตวิทยาและทางอารมณ์ แน่นอนครับว่าความโกรธ ความไม่พอใจ รวมไปถึงปฏิกิริยาตอบสนองในทางลบ รัฐอยากให้ทหารเข้ามาควบคุมสถานการณ์จัดการกับพวกพันธมิตร ทหารก็ไม่ปราบปรามประชาชน รัฐก็ผิดหวังกับกองทัพ พันธมิตรอยากจะให้ทหารปฏิวัติล้มล้างอำนาจรัฐบาลให้มันจบๆเสียที ทหารก็ไม่ปฏิวัติ ทำไปทำมาทหารถูกจวกทั้งสองข้าง ผมไม่แน่ใจว่าผลักทหารเข้ามาอยู่กับพวกเสื้อไม่จำกัดสีไหม…

มีความเสียหายอันเนื่องมากจากความไม่ไว้วางใจระดับใด อาทิ ทำงานต่อไปไม่ได้ ความรุนแรงขยายตัวมากขึ้น การตัดความสัมพันธ์ ตอนนี้เราเห็นภาพค่อนข้างชัดขึ้นว่ารัฐบาลไม่ไว้วางใจทหาร ให้ตำรวจนำหน้าและให้ทหารเป็นเพียงฝ่ายสนับสนุน อะไรจะเกิดขึ้นต่อไปหากตำรวจใช้กำลังปราบปรามประชาชน ทหารจะทำอะไร….ฝ่ายรัฐที่จะทำหน้าที่จัดการก็ออกมาพูดว่าพันธมิตรเป็นกบฏ(อีกแล้ว) จะให้ศาลเดือดร้อนอีกแล้ว…อิอิ

จะทำอย่างไรให้ความไว้วางใจเกิดขึ้นมาอีก หากฝ่ายรัฐยังคงเติมเชื้อ แบบโต้วาทีด้วยกิริยาอาการหมั่นไส้พันธมิตร กระตุ้นเสื้อแดงอยู่ตลอดเวลาว่าจะต้องรักษาประชาธิปไตย ต้องไปจัดการ ต้องเตรียมอาวุธจะเพื่อป้องกันตัวหรืออะไรก็ตามที เห็นเสื้อแดงพกอาวุธออกข่าวทีวีก็เห็นกันอยู่ เจ้าหน้าที่ของรัฐก็ทำอะไรไม่ได้(หรือไม่ทำอะไร..) ฝ่ายพันธมิตรจะมีอาวุธบ้างมันจะแปลกอะไรล่ะ…ผมพูดอย่างเป็นกลางที่สุดแล้ว

จะทำให้คนอื่นไว้วางใจที่จะมาคุยกันก็จะต้องเรียนรู้ที่จะไว้ใจคนอื่นด้วยเหมือนกัน ไม่ใช่รัฐจะบอกพันธมิตรให้ยุติการชุมนุม แต่กูจะอยู่ต่อ..เขาก็คนมีความคิดเหมือนกัน และในความคิดที่เกิดจากความไม่ไว้วางใจ เขาก็มีสิทธิคิดว่ารัฐบาลกำลังวางโครงการต่างๆที่เป็นเมกาโปรเจคส์เพื่อผลประโยชน์ตัวเองและพวกพ้อง ตราบใดที่ยังจัดการไม่เสร็จก็จะไม่ออก ตราบใดที่ย้ายข้าราชการระดับสูงไปคุมพื้นที่ไม่เสร็จ ก็ไม่ออก ตราบใดที่จะโปรยเงินหว่านเพื่อจัดการให้ได้เสียงข้างมากโดยใช้เงินภาษีของพี่น้องประชาชนแทนที่จะใช้เงินของตัวเองยังไม่เรียบร้อย ก็จะไม่ออก เขาก็มีสิทธิคิดเหมือนกันใช่ไหมครับ….(คราวนี้จะโดนเสื้อแดงถีบไหมนี่..อิอิ)

สังคมที่ไว้วางใจกัน เราจะเห็นได้ในชนบทที่มีการไปมาหาสู่กัน พบปะพูดคุยกันเสมอๆ และคนจะน่าเชื่อถือก็จะมีบุคลิกภาพหรือคุณลักษณะพิเศษคือ

จะเป็นคนที่มีความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ในสาขาวิชาต่างๆ สามารถทำงานให้สำเร็จได้ จนทำให้เกิดความเชื่อว่าเขามีความสามารถทำงานตามที่เราคาดหวังได้

เป็นผู้มีศักดิ์ศรี ยึดมั่นให้หลักการบางอย่างที่คนทั่วไปยอมรับได้ โดยประเมินจากความคงเส้นคงวาในพฤติกรรมที่ผ่านมา ไม่ใช่พูดอย่างทำอย่าง

เป็นผู้มีใจโอบอ้อมอารี ห่วงใยผู้อื่น เปิดใจในการพูดคุย

เป็นผู้มีความจริงใจ แม้ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของอีกฝ่ายหนึ่งได้ก็ต้องสื่อสารให้เขาได้รับรู้อย่างตรงไปตรงมา

โดยสรุป หากทั้งสองฝ่ายมองว่าการเจรจายังสามารถเกิดขึ้นได้ สิ่งที่ต้องทำคือการฟื้นฟูความไว้วางใจกัน โดยเยียวยาภาวะทางจิตใจ การชดเชยความเสียหาย การแก้ไขข้อผิดพลาดในเวลาที่เหมาะสม การสื่อสารที่เปิดกว้างตรงไปตรงมา สร้างอัตลักษณ์หรือการหาสิ่งยึดเหนี่ยวร่วมกันใหม่ หรือความสนใจร่วมกัน สร้างผลงานร่วมกัน เป็นต้น และหากทำได้ ความไว้วางใจก็จะกลับคืนมาและหันหามาเจรจากันโดยสันติวิธี…

จะมีใครฟังบ้างไหมครับเนี่ย…..

« « Prev : ๖๖.ความไว้วางใจ๒

Next : ๖๘.ศึกษาดูงานภาคเหนือ เชียงราย หลวงน้ำมา สิบสองปันนา » »


ผู้ใช้ Facebook สามารถให้ความเห็นที่นี่ได้ โดยกด Like เพื่อแสดงตัว

4 ความคิดเห็น

  • #1 จอมป่วน ให้ความคิดเห็นเมื่อ 28 พฤศจิกายน 2008 เวลา 21:41

    ฟังอยู่ครับๆๆๆๆๆ
    ไม่ป่วนเพราะกลัวอดกินโรตี
    นั่งฟังเฉยๆจะโดนด้วยไหมเนี่ย …. ..(อิอิ ตูจะกลายเป็นพวกไม่รักชาติไหมเนี่ย)….….(คราวนี้จะโดนเสื้อแดงถีบไหมนี่..อิอิ)….

  • #2 สิทธิรักษ์ ให้ความคิดเห็นเมื่อ 29 พฤศจิกายน 2008 เวลา 12:10

    โดนใจมากเลยครับ   พูดได้ตรงเผง   ตอนนี้อะไรฉุดก็ฉุดไม่อยู่แล้ว
    แล้วมันพัฒนามาจากอะไร
    ฟันธงได้เลยว่า  ความไม่เรียงสากับการปกครอง อำนาจ เงินตรา ที่ครอบงำ
    ความเห็นแก่ได้ เห็นแก่เงิน เห็นแก่อำนาจ ยังคอยฉุดรั้งความถูกต้องและชอบธรรม
    ตอนนี้ผมไม่อยากเสนอความเห็นอะไรมากกว่านี้ เพราะละเหี่ยใจเหลือเกิน 
    ของคุณมากครับ  กับบทความดีๆ

  • #3 อัยการชาวเกาะ ให้ความคิดเห็นเมื่อ 30 พฤศจิกายน 2008 เวลา 12:17

    ฟังเฉยๆโดยไม่เก็บโรตีไว้เผื่อก็เป็นพวกไม่รักชาตื ฮา….

  • #4 อัยการชาวเกาะ ให้ความคิดเห็นเมื่อ 30 พฤศจิกายน 2008 เวลา 12:18

    เฮียเหลียงอย่าชมมาก เดี๋ยวมันขึ้นมาอีก..ของขึ้น…เอิ้กๆๆ


แสดงความคิดเห็น

ท่านอยากจะเข้าระบบหรือไม่


*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Click to hear an audio file of the anti-spam word


Main: 0.42059111595154 sec
Sidebar: 2.5801780223846 sec