โรคกระดูกพรุน(หมอจินตนา สวนหลาม เพื่อน มช.08 )

103 ความคิดเห็น โดย Lin Hui เมื่อ กุมภาพันธ 19, 2012 เวลา 20:47 ในหมวดหมู่ เรื่องเล่าของLin Hui #
อ่าน: 2047

โรคกระดูกพรุน หรือ โรคกระดูกโปร่งบาง คือภาวะที่เนื้อกระดูกลดลง และมี

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ภายในของกระดูก ส่งผลให้กระดูกบางลง ทำให้มีโอกาสที่จะเกิดกระดูกหักได้ง่ายขึ้น
ในวัยเด็กปริมาณเนื้อกระดูกจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นจนสูงสุดเมื่ออายุประมาณ 30-35 ปี หลังจากนั้นเนื้อกระดูกจะ ลดลงอย่างช้า ๆ แต่ใน ผู้หญิง เมื่อถึงวัยหมดประจำเดือนปริมาณเนื้อกระดูกจะลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ตลอดชีวิต ผู้หญิงจะสูญเสียเนื้อกระดูกมากกว่าผู้ชายถึง 2 - 3 เท่า
ดังนั้นจะเห็นว่าทุกคนมีโอกาสที่จะเป็น โรคกระดูกพรุน แต่ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อไปนี้จะมีโอกาสเป็นโรคมากกว่าผู้ที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยง และ ถ้ายิ่งมีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างก็มีโอกาสเป็นโรคมากขึ้นอีก

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน

1. ผู้หญิงหลังจากหมดประจำเดือน สาเหตุสำคัญเชื่อว่าเกิดจาก ภาวะขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน
2. การกินอาหารที่ไม่ถูกสัดส่วน เช่น กินอาหารที่มีโปรตีนสูง ( เนื้อสัตว์ )หรืออาหารที่มีโซเดียมสูง ( รสเค็ม ) แต่กินอาหารที่มีแคลเซี่ยมน้อย ดื่มกาแฟมากกว่า 4 แก้วต่อวัน
3. กรรมพันธุ์ โดยเฉพาะผู้ที่มีคนในครอบครัว เป็นโรคกระดูกพรุน ก็จะมีความเสี่ยงสูงขึ้น
4. สูบบุหรี่ ดื่มสุรา
5. ขาดการออกกำลังกายที่มีการแบกรับน้ำหนัก
6. น้ำหนักตัว คนผอมมีความเสี่ยงมากกว่าคนที่มีรูปร่างอ้วน เนื่องจากคนอ้วนมีไขมันมากซึ่งไขมันนี้สามารถเปลี่ยนเป็นฮอร์โมนเอสโตรเจนได้
7. เป็นโรคบางอย่าง เช่น โรคเบาหวาน โรคขาดวิตามินดี โรคเลือดจางธาลัสซีเมีย โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคพิษสุราเรื้อรัง โรคมะเร็งบางชนิด
8. ได้รับยาบางชนิด เช่น ยาสเตียรอยด์ ยากันชัก ยาขับปัสสาวะซึ่งมักใช้ในโรคความดันโลหิตสูง
9. ผู้สูงอายุ สาเหตุสำคัญเชื่อว่าเกิดจากอายุที่ เพิ่มขึ้นและการขาดแคลเซี่ยมเป็นเวลานาน

จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคกระดูกพรุน

แพทย์สามารถบอกได้โดยอาศัยหลาย ๆ วิธีประกอบกันทั้งจาก …

  • ประวัติความเจ็บป่วยแต่ ผู้ป่วยมักจะปกติดี จนกระทั่งมีกระดูกหักเกิดขึ้น ซึ่งตำแหน่งที่พบกระดูกหัก ได้บ่อยคือบริเวณ กระดูกข้อมือ กระดูกสะโพก และ กระดูกสันหลัง
  • การเอ๊กซเรย์กระดูก
  • การวัดด้วยคลื่นเสียงอัลตร้า
  • การวัดความหนาแน่นของเนื้อกระดูก
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการอื่น ๆ เช่น การตรวจปัสสาวะ การตรวจสารเคมีในเลือด
  • การตัดชิ้นเนื้อกระดูกเพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา ซึ่งจะทำในรายที่จำเป็นเท่านั้น
แนวทางรักษา

ปัจจุบันรักษาโดยใช้หลาย ๆ วิธีร่วมกัน ได้แก่
1. การออกกำลังกาย ซึ่งต้องมีการแบกรับน้ำหนักขณะออกกำลังกาย เช่น การวิ่ง การเดิน การยกน้ำหนัก จะช่วยเพิ่มเนื้อของกระดูกในบริเวณที่รับน้ำหนักได้
2. ขจัดปัจจัยเสี่ยง ที่ทำให้สูญเสียเนื้อกระดูก เช่น การดื่มสุรา ดื่มกาแฟ ยาสเตียรอยด์ เป็นต้น
3. การรักษาด้วยยา
3.1 ยาที่มีฤทธิ์ลดการทำลายกระดูก เช่น ฮอร์โมนเอสโตรเจน ฮอร์โมนแคลซิโตนิน แคลเซี่ยม
3.2 ยาที่มีฤทธิ์กระตุ้นการสร้างกระดูก เช่น วิตามินดี ฟลูออไรด์

ฮอร์โมนเอสโตรเจน

ต้องได้รับฮอร์โมนภายใน 3 - 5 ปี หลังเริ่มหมดประจำเดือน เป็นเวลาติดต่อกันอย่างน้อย 5 - 6 ปี จึงจะได้ผลดีที่สุดในการป้องกันโรคกระดูกพรุน
การให้ฮอร์โมนเอสโตรเจน แพทย์จะต้องพิจารณาเป็นราย ๆ ไป เพราะยานี้ห้ามใช้ในผู้ที่เป็น มะเร็งมดลูก มะเร็งเต้านม โรคตับ และ จะต้องใช้เป็นเวลานานซึ่งจะทำให้เกิดผลข้างเคียง ของยาได้

แคลเซี่ยม

ปริมาณแคลเซี่ยมที่ควรจะได้รับในแต่ละช่วงอายุจะแตกต่างกัน โดย

  • วัยเด็กและวัยรุ่นต้องการแคลเซี่ยมประมาณ 800-1,200 มก.ต่อวัน

  • ผู้หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตรต้องการประมาณ 1,500-2,000 มก.ต่อวัน

  • ผู้หญิงช่วงหมดประจำเดือนต้องการประมาณ 1,500 มก.ต่อวัน

  • ผู้สูงอายุต้องการประมาณ 1,000 มก.ต่อวัน

อาหารที่มีแคลเซี่ยมสูง เช่น น้ำนม กุ้งแห้ง กะปิ ผักใบเขียว ปลาเล็กปลาน้อยที่กินได้ทั้งตัว เต้าหู้เหลือง อาหารจานเดียวเช่นข้าวขาหมู ข้าวหมูแดง ข้าวหมกไก่ ก๋วยเตี๋ยวผัดซีอิ้วใส่ไข่ ข้าวราดไก่ผัดกระเพรา ขนมจีนน้ำยา

ปัจจัยอื่น ๆ ในอาหารที่เกี่ยวข้อง เช่น การรับประทานเนื้อสัตว์มากเกินไปจะเกิดภาวะเป็นกรดในเลือด ทำให้มีการดึงแคลเซี่ยมออกจากกระดูกมากขึ้น แคลเซี่ยมจากพืชจะถูกดูดซึมได้น้อยกว่าแคลเซี่ยมที่ได้รับจากสัตว์
ถ้าได้รับแคลเซี่ยมอย่างเพียงพอนานประมาณ 18 เดือน ก็จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดกระดูกหักได้
ถ้าได้รับแคลเซี่ยมเพียงอย่างเดียว ก็จะไม่ได้ประโยชน์อย่างชัดเจน จึงควรให้แคลเซี่ยม ร่วมกับ ฮอร์โมนเอสโตรเจน แคลซิโทนิน หรือ วิตามินดี

ฮอร์โมนแคลซิโตนิน

แคลซิโตนินสามารถเพิ่มเนื้อกระดูกได้ ร้อยละ 5-10 ใน 2 ปีแรกของการใช้ยา และยังช่วยระงับปวดกระดูกได้อีกด้วย แต่มีข้อเสียคือ ราคาแพง

วิตามินดี

วิตามินดีจะช่วยในการดูดซึมแคลเซี่ยมจากลำไส้โดยสร้างจากผิวหนังที่ถูกแสงแดด ในคนไทยไม่จำเป็นต้องได้รับวิตามินดีเพิ่ม ถ้าได้รับแสงแดดในช่วงเช้าและเย็น อย่างสม่ำเสมอและนานเพียงพอ ซึ่งจะทำให้ระดับวิตามินดีในเลือดพอเพียงและไม่ลดลงเมื่ออายุมากขึ้น

การเลือกวิธีการรักษาต้องพิจารณาถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เช่น ความเสี่ยงที่จะเกิดโรค ความรุนแรงของโรค ฐานะของผู้ป่วย เพราะจะมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ผลดีผลเสียของวิธีรักษาแต่ละวิธี ความสามารถที่จะรักษาอย่างสม่ำเสมอ เพราะต้องรักษานานหลายปี หรือ อาจจะต้องรักษากันตลอดชีวิต …

โดย นพ.พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ

อาม่าถามเพื่อนรักที่เป็นหมอ เรื่องโรคกระดูกพรุน เธอรีบไปค้นหาข้อมูลส่งเมล์มาให้อาม่าทันที

ขอขอบคุณหมอChintana Suanlarm

Chintana Suanlarm

Worked at โรงพยาบาลฮอลี่รีดีมเม่อStudied Internal medicine at คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่Lives in Philadelphia, PennsylvaniaKnows Thai, English, Chinese


ข้าวโพดข้าวเหนียวสีม่วง

อ่าน: 3864

วันนี้ไปจ่ายตลาดเย็นที่ ตลาดการเคหะ เจอข้าวโพดข้าวเหนียวสีม่วง ที่กำลังเป็นที่นิยมรับประทานกันมาก ด้วยคุณค่าทางโภชนาการที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ  อาม่ารีบซื้อทันที ฝักใหญ่หอมกลุ่นน่ากินมากๆ

หลังอาหารเย็นรีบกินทันที่ ด้วยความใหญ่ของฝักข้าวโพด ต้องแบ่งกินแค่ครึ่งฝัก อร่อยหอมหวานเหนียวหนึบๆ  เป็นที่ถูกใจจริง นอกจากอิ่มท้อง อิ่มใจได้คุณค่าทางอาหารสูง ราคาไม่แพงเลย สามฝักยี่สิบบาท เท่ากับราคาข้าวโพดหวานค่ะ แต่คุณภาพสูงกว่าแน่นอน เลยตามไปดูว่า ที่มาที่ไปของข้าวโพดพันธุ์นี้  ปรากฏว่า มีหลายแหล่งที่พัฒนาพันธุ์ข้าวโพดข้าวเหนียวขึ้นมา และหนึ่งในที่มาของการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวโพดข้าวเหนียวสีม่วง ติดตามได้จาก ลิงค์ข้างล่างนี้ค่ะ

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1316436933&grpid=no&catid=&subcatid=


สับปะรดสี

1411 ความคิดเห็น โดย Lin Hui เมื่อ กุมภาพันธ 11, 2012 เวลา 20:32 ในหมวดหมู่ ดอกไม้ของอาม่า, สับปะรดสี, เรื่องเล่าของLin Hui #
อ่าน: 8777

ที่บ้านเลี้ยงสับปะรดสีไว้ชนิดเดียว เพื่อนบ้านให้มาหลายปีแล้วค่ะ ใบสีเขียวไม่มีลาย ตอนยังไม่ออกดอกจะมีหน้าตาเป็นอย่างนี้ค่ะ

ตอนที่มีดอก หน้าตาแปลกตามากค่ะ บ้างก็บอกว่าเหมือน คอตตอนบัด บ้างก็บอกเหมือนไม้ขีดไฟ แต่สีสรรน่าดูจริงค่ะ

ลองชมภาพมุมองจากบน จะได้ความงามอีกแบบค่ะ

ความจริงแล้วสับปะรดสีมีมากหลายร้อยชนิด แล้วแต่ความนิยม บางคนชอบสีของใบ รูปทรงต้น ซึ่งมีหลากหลาย บางชนิดไม่มีดอก ส่วนชนิดที่มีดอกก็หลากหลายมากค่ะ ลองชมสับปะรดสีของสวนนงนุชพัทยาดูนะค่ะ

http://youtu.be/v0BKOrhD43I

หรือจะติดตามชมได้จาก http://www.prueksa-tawanok.com/%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%99—%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2–%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B5.html

http://www.pusoidowgarden.com/www/index.php?option=com_content&view=article&id=47:bromeliad1&catid=34:interview&Itemid=2


แยมมัลเบอร์รี

678 ความคิดเห็น โดย Lin Hui เมื่อ มกราคม 13, 2012 เวลา 16:31 ในหมวดหมู่ คุณก็ทำได้, เรื่องเล่าของLin Hui #
อ่าน: 7595

ช่วงนี้มัลเบอร์รี เริ่มทะยอยสุก มีผลร่วงลงมาให้เห็นทุกวัน ต้องแบ่งผลมัลเบอร์รี จากนกมาทำแยมไว้กินบ้าง ตื่นเช้าขึ้นมาต้องรีบไปเก็บมัลเบอร์รีกิน เพราะตอนท้องว่าง วิตามินและแร่ธาตุต่างๆ จากผลมัลเบอร์รี จะซึมเข้าสู่ร่างกายได้เต็มที่ค่ะ

เมื่อมีผลมัลเบอร์รี่มากพอ ก็ทำแยมไว้กินค่ะ เป็นการถนอมผลไม้ไว้กินได้นานๆ ค่ะ ปกติอาม่า จะทำแยมไว้กินเองค่ะ เพราะจะถูกปากมากกว่าไปซื้อมากินค่ะ และเราก็เลือกผลไม้ที่เราชอบมาทำกินเองปราศจากสารกันบูด ผลไม้ที่อาม่าชอบนำมาทำแยมกินคือเปลือกส้มจากสัมที่มีคุณภาพสูงซึ่งนำเข้าจากออสเตรเลีย หลังจากกินเนื้อแล้วเปลือกส้มนำมาทำแยมกินได้อย่างสบายใจ ส่วนเนื้อแบ่งส่วนหนึ่งมาใส่ด้วย แล้วใช้ส้มรดชาดหวานอมเปรี้ยมของบ้านเราเติม แค่นี้ก็ได้แยมเปลืกส้มที่ถูกใจแล้วค่ะ

วันนี้ตั้งใจจะเล่าวิธีทำแยมมัลเบอร์รีสดๆ จากต้น วิธีการง่ายมากๆ คัดผลมอลเบอร์รีที่สุกระดับหนึ่งเพื่อให้ได้รสชาดที่อร่อย ผลสุกงอมเก็บไว้กินสดค่ะ

ผลที่นำมาทำแยมต้อง มีลักษณะแบบนี้ค่ะ

สำหรับขั้นตอน ให้ทำดังนี้ค่ะเด็ดผลมัลเบอร์ให้ได้มากพอประมาณล้างน้ำสะอาดหนึ่งรอบเพื่อเอาฝุ่นและสิ่งที่ไม่ต้องการออก ถ้าจะให้ประณีตก็ต้องผ่า แกะเอาก้านขั้วออก ใส่หม้อเติมน้ำเล็กน้อยใส่เกลือนิดหน่อย ต้มให้เปื่อยใช้ทัพพีขยี่เนื้อ อันนี้ถ้าต้องการเฉพาะน้ำข้นๆ เพื่อทำแยมก็ต้องกรองเอาเนื้ออก แต่ถ้าต้องการเนื้อแยมแบบที่มีทั้งเนื้อและเมล็ดไม่ต้องกรองออก เติมน้ำตาลทราย(น้ำตาลไมฟอกสี)พอประมาณ กวนต่อไปสักพักชิมรสดูว่าถูกใจหรือยัง หากยังหวานไม่พอก็เติมน้ำตาลได้ กวนค่อไปใช้ไม้พายเล็กๆ กวน จนได้ที่โดยการสังเกตุ ใช้ไม้พานดันเนื้อแยมไปข้างหน้า แล้วตัวเนื้อแยมกลับมาช้า ถือว่าได้ที่แล้ว ปิดไฟทิ้งไว้ให้เย็นตักใส่ขวดหรือโถแก้ว เก็บไว้ในตู้เย็น เก็บไว้กินค่ะ แค่นี้เองเราก็ได้แยมคุณภาพไว้กินแล้วค่ะ

วันนี้มีแยมมัลเบอร์รีรสชาดที่ถูกใจ ทำเองกินเองไม่เกรงใจใคร…..


ช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากก่อนสิ้นปี

135 ความคิดเห็น โดย Lin Hui เมื่อ มกราคม 4, 2012 เวลา 23:52 ในหมวดหมู่ ส่งเสริมสุขภาพ, เรื่องเล่าของLin Hui #
อ่าน: 2366

๒๙ ธค.๒๕๕๔ คณะก่อการดี นัดหมายกันที่ศูนย์อนามัยที่ ๕ เพื่อรวบรวมสิ่งของทั้งหมด นำไปช่วยเหลือผู้สูงวัย และผู้พิการ ที่ บ้านสระมโนราห์ ต.โคกกรวด

สืบเนื่องมาจาก น้องพิมลรัตน์ กมลธรรม นักกายภาพบำบัดของ เรือนลำดวน และ คุณอารี ปรมัตถากร อดีตรองผู้อำนวยการ รพ.ส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ ๕ ได้เล่าเรื่องความทุกข์ยากของผู้สูงวัยและผู้พิการที่ได้เข้าไปช่วยเหลือดูแลฟื้นฟู และทำกายภาพบำบัด หลายคนน่าส่งสารมาก โดยเฉพาะผู้ยากไร้ขาดแคลนเครื่องกันหนาว ยิ่งหน้าหนาวที่หนาวเหน็บในช่วงเดือนธันวาคมปีนี้ รุนแรงมาก จึงหาทางช่วยเหลือเมื่อ อาม่าได้เล่าเรื่องนี้ให้ อ.สมพันธ์  ชาญศิลป์ ท่านขอร่วมทำบุญด้วยโดยมอบเงินหนึ่งพันบาทให้อาม่าช่วยจัดซื้อเครื่องกันหนาวที่ขาดอยู่เนื่องจากผ้าห่ม เสื้อกันหนาว ผ้าพันคอที่อาม่า และคุณอารีจัดมาให้เพียงพอแล้ว อาม่า เลย ไปซื้อหมวก ถุงมือ และถุงเท้า แจกให้ทุกคน โดยเฉพาะถุงเท้าให้คนละสองคู่ อาม่าสมทบเงินส่วนหนึ่ง ชมรมผู้สูงอายุฯ สมทบอีกหนึ่งพันห้าร้อยบาท จึงสามารถแจกเงินให้ได้ทุกคน แต่จำนวนไม่เท่ากัน ตามสถานะภาพความทุกข์ยากค่ะ

มีการนัดหมาย อสม. ของบ้านสระมโนราห์ เพื่อพาไปยังบ้านผู้ทุกข์ทุกหลัง รวมกว่าสิบหลัง

บ้านหลังแรกเป็นชายพิการ ที่ยากไร้ ตอนแรกไม่เห็นคนเห็นผ้าห่มกองอยู่ พอเอาผ้าห่มออกจึงเห็นคน จึงจัดการมอบผ้าห่มผืนใหม่ เสื้อกันหนาว หมวก ถุงเท้า ถุงมือ เครื่องดื่ม น้ำมันมะกอก และเงินให้อีกจำนวนหนึ่งค่ะ

บ้านหลังที่สองเป็นผู้สูงอายุ วัยเก้าสิบกว่า นอนอยู่บนเตียง แต่สามารถพยุงให้รุกขึ้นนั่งได้ น้องๆ เลยสวมถุงมือให้ แล้วมอบเครื่องกันหนาวให้ครบชุด พร้อมเงิน ท่านน้ำตาร่วงด้วยความปลื้มปิติ เมื่อขอให้ท่านให้พรท่านถึงกับหลังน้ำตาด้วยความสุขที่พวกเราไปเยี่ยมท่านค่ะ

อีกคนที่น่าสงสารมากออกจากบ้านไปทำงานที่กรุงเทพตั้งแต่เด็ก จนอายุเลยวัยกลางคน ถูกรถชนศีรษะยุบ พิการพูดไม่ได้ เดินไม่ได้ สามีเอามทิ้งที่บ้านให้น้องสาว ที่สุขภาพไม่ดีเลี้ยงดู ซึ่งไม่คุ้นเคยกันตั้งแต่เด็ก หลังจากที่ทางน้องตุ๊เข้าไปฟื้นฟูจิตใจ ทำให้เข้าใจทั้งสองฝ่าย ผู้พิการรู้สึกดีขึ้นเพราะสามารถช่วยเด็ดพริกให้น้องสาวที่ทำกับข้าวขายได้ คนนี้อาม่าสงสารมากเลยสวมหมวกให้แล้วใช้ปลายหมวกพันคอให้ เธอกอดอาม่า อาม่าเลยหอมแก้มไปสองฟอด แล้วให้ผ้าห่มผืนใหญ่ไปค่ะ นอกนั้นก็มอบของที่เตรียมไว้ให้ทั้งหมดและมอบเงินส่วนหนึ่งไว้ให้ค่ะ
ป็นอีกรายที่รู้สึกสงสารมากค่ะ อายุ ๑๕ ปี ตัวผอมมาก และตัวบิดเบี้ยว แม่เป็นผู้ดูแลเป็นอย่างดี บอกว่าเริ่มอาการจากเส้นเลือดตีบในสมอง ตั้งแต่อายุเจ็ดเดือน ร่างการพิการช่วยตัวเองไม่ได้
เป็นผู้สูงวัยที่พิการค่ะ เมื่อก่อนช่วยตัวเองได้ระดับหนึ่ง ตอนนี้เดินไม่ได้ค่ะ
ผู้นี้ก็พิการแต่ยังพอช่วยตัวเองได้ระดับหนึ่งค่ะ
สำหรับคุณยายท่านนี้ อายุเก้าสิบสี่ปีค่ะ สะอาดมาก ความจำดีมาก สามารถทานอาหารได้เอง อย่างเรียบร้อย จะมีผ้าเช็ดหน้าไว้เช็ดปาก หลังจากมอบสิ่งของเรียบร้อยแล้วท่านให้ศีลให้พรค่ะ
ยังมีคุณยายอีกสองท่านที่ไม่มีภาพ ท่านหนึ่งเป็นคุณยายสูงอายุมาก เดินไม่ได้ใช้วิธีถดเอา สามารถหุงข้าวกินเองได้ ก็มอบของที่จัดมาให้ครบและให้เงิน
อีกท่านเป็นหญิงสูงวัยไม่มาก พิการเดินไม่ได้ หลังจากทางน้องจากศูนย์อนามัยที่๕ เข้ามาช่วยปรับสภาพแคร่ให้เตี้ยงลง และทำเชือกบริหารให้ ตอนนี้สามารถพยุงตัวลุกนั่งได้เองแล้ว มอบของที่จัดเตรียมไว้ให้และเงินอีกจำนวนหนึ่ง ทราบข่าวว่าได้รับบริจากรถเข็นจากผู้ใจบุญแล้วหนึ่งคัน
คนสุดท้ายเป็นผู้สูงอายุคู่หนึ่งฝ่ายชายเป็นผู้หาเงินด้วยการเข็นรถกาแฟขายลำบากมาก เข่าไม่ดีล้มเป็นประจำ วันนี้ทุกคนได้เห็นสภาพบ้านแล้วอึ้ง เพราะเป็นบ้านหลังใหม่งดงาม มีบริเวณบ้านปลูกไม้ดอกไม้ประดับสวยงามมาก ท่านเล่าให้ฟังว่าลูกคนที่ไปทำงานที่เยอรมันส่งเงินมาให้และกลับมาปลูกบ้านหลังงามให้อยู่อย่างสบายไม่ต้องทำงานแล้ว ลูกส่งเงินมาให้ใช้ทุกเดือน และกลับมาเยี่ยมทุกปีจึงมอบแค่เครื่องดื่ม และน้ำมันมะกอกทาผิว สำหรับของที่เตรียมไว้ ตัดสินใจมอบให้เพื่อนร่วมรุ่นของท่าน ที่เป็นผู้นำทางพามาบ้านใหม่หลังนี้ นำไปมอบให้ผู้ทุกข์ที่บ้านสระมโนราห์ตามที่ท่านเห็นสมควร
เป็นอันว่าเป็นจบลงด้วยความสุขค่ะ



Main: 0.048373937606812 sec
Sidebar: 0.29421591758728 sec