ซักถาม: - ความขัดแย้งเชิงอัตลักษณ์และแนวทางสันติวิธีในการจัดการปัญหาความรุนแรง: กรณีความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ไม่มีความคิดเห็น โดย จอมป่วน เมื่อ 3 มกราคม 2012 เวลา 19:57 ในหมวดหมู่ จอมป่วน #
อ่าน: 1917

ณัฎฐ์ วัลลิโภดม ผู้อำนวยการพรรคกิจสังคม

ฟังแนวคิดของวิทยากรแล้วทำให้เข้าใจอะไรๆมากขึ้น  แต่ปัจจุบันแนวคิดแบบนี้หายไป

คนในชนบทนับถือสรรพสิ่ง  แต่คนกรุงเทพฯ คนในเมืองไม่รู้จะเอาอะไรเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว  หรือจะเป็นพุทธพาณิชย์

อยากถามความคิดเห็นกรณีของความขัดแย้งระหว่างกะเหรี่ยงที่เพชรบุรีกับทางราชการ

พ่อหลวงจอนิ

จะอยู่ไปวันๆหรือมีอะไรมากกว่านี้

คนเรามี 5 กลุ่ม

1. อยู่ไปวันๆ

2. หาทางออก

3. ไปตามกระแส

4. กลุ่มเรียกร้อง

5. ต้านกระแส

คน 100 คนจะเหลือ 20 คน  ต้านกระแส

อยู่บ้านเลี้ยงความก็เรียนหนังสือได้  เข้าเมืองเรียนหนังสือเป็นคน 2 วัฒนธรรมก็ได้

กรณีเพชรบุรี  ทางราชการถือว่ามีการทำไร่เลื่อนลอย  ทำลายป่า  แต่ความเป็นจริงกะเหรี่ยงอยู่ที่ไหนป่ายังอยู่ ที่ที่ไม่มีกะเหรียง ป่าหมด

ปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากกลุ่มนายทุนที่บุกรุกที่ดินปลูกพืชเชิงเดี่ยวขนานใหญ่  และทำรีสอร์ต  คนรุ่นใหม่อยากได้เงินเลยเกิดปัญหา

เมื่อร้อยกว่าปีก่อนเอาป่าไม้ขายให้ฝรั่ง  อธิบดีป่าไม้ 2-3 คนแรกๆเป็นฝรั่ง  ป่าหมดเลยโทษกะเหรี่ยง  กะเหรียงรุ่นใหม่บางคนก็มีปัญหาจริง  แต่อย่าเหมารวมกันหมด

แต่กะเหรี่ยงถูกอพยพออกมาหลายกลุ่ม  บอกว่าให้ที่ทำกิน 5 ไร่  แต่จริงๆมีแค่ 5 งาน  เลยไม่มีข้าวกิน  วิถีชีวิตคนในป่ากับคนในเมืองมันคนละวิถี  คุยกันไม่รู้เรื่อง

กะเหรี่ยงไม่ได้อยู่ไปวันๆ  ต้องมีภูเขา มีสวน มีนา มีบ้าน มีวัว  มีควาย  ต้องมีประชาธิปไตยที่กินได้  สันติวิธีแบบชาวบ้าน  ทำความเข้าใจไป  พูดคุยกันไป  สาปแช่งไป  เรียกร้องไป

อ. ตีละพี อะตะบู

พูดเรื่องสถาบันครอบครัว  การบ่มเพาะความรู้ให้กับลูกหลาน  กระบวนการ 5 ร. เพื่อแก้ปัญหาในครอบครัวและสังคม

อย่าด่วนสรุปปัญหาแต่ใช้กระบวนการ 5 ร.  รู้จักเหตุเพื่อแก้ปัญหาที่เหตุ

อิสลามก็สอนให้แก้ปัญหาอย่างมีหลักเกณฑ์  ประชาธิปไตยเริ่มจากในสถาบันครอบครัว  ในครอบครัวมีพ่อ แม่ ลูก  มีประชาธิปไตยในครัวเรือนอยู่แล้ว  ถ้าไม่มีก็จะรู้สึกถูกกดดัน  ต้องมีการพูดคุยกันในเวลาที่เหมาะสม

คนโบราณในภาคใต้  สอนให้มีสมาธิอยู่กับตัว  แน่วแน่  ไม่เครียด  จะเกิดสติตามมา  สติมาปัญญาเกิด  ปัญญาก็ทำให้ควบคุมอารมณ์ได้

ศาสนาอิสลามแบ่งอารมณ์เป็น 7 ขั้น  อารมณ์ที่เป็นอารมณ์ที่ดีมากๆจะนำเราไปสู่สวรรค์

มุสลิมก็มีการฝึกสมาธิ  มุสลิมกับพุทธคล้ายหรือเหมือนกันมาก

ประชาธิปไตยต้องมีสมาธิทุกต้องมีสมาธิ เกิดสติ เกิดปัญญา  ควบคุมอารมณ์ได้  ต้องมาเป็นขั้นตอน

ประชาธิปไตยแบบชาวบ้านเป็นประชาธิปไตยที่มีชีวิต  มีอิสระ เป็นจริงได้  ตั้งแต่ระดับครอบครัวไปจนถึงระดับชาติ  เป็นวิธีคิดแบบสันติวิธี  คนเราจะอยู่ด้วยกันแล้วแก้ปัญหาร่วมกันอาศัย สมาธิ สติ ปัญญา และการควบคุมอารมณ์ระดับต่างๆ

นิทานของพ่อหลวงจอนิก็เห็นสรรพสิ่งมีชีวิต  ล้วนเป็นเรื่องใกล้ตัว

คนในเมืองคิดเรื่องใกล้ตัวแค่ไหน?  มีความพร้อมที่จะเผชิญปัญหาและพร้อมที่จะแก้ปัญหาโดยไม่เครียดได้ไหม?

คนในเมืองอย่ามองคนต่างวัฒนธรรมอย่างเหมารวม

ชาวเขาไม่ได้ทำลายป่าหมดทุกคน  ใช้ปัญญาชาวเขามาช่วยรักษาป่า

ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ อย่าเหมารวมว่าชาวมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นขบวนการก่อความไม่สงบไปหมด

สุมล สุตะวิริยะวัฒน์  สมาชิกวุฒิสภา

สุมล 1

เป็นชาวเพชรบุรี  ทำงานด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ได้รังแกชนกลุ่มน้อย  แต่ต้องการรักษาอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน  ต้องการให้ชนกลุ่มน้อยอยู่เป็นหลักแหล่ง  หัวหน้าอุทยานฯ คนแรกเป็นคนเมืองเพชร  แต่คนต่อๆมาไม่ทำตามนโยบาย  เลยเกิดปัญหา

ปัจจุบัน หัวหน้าอุทยานฯ เป็นคนเมืองเพชรอีกครั้ง  ต้องการดูแลชนกลุ่มน้อย  พยายามให้ชาวกะเหรี่ยงมาอยู่ที่บ้านโป่งลึกและบ้านบากอย

มีพวกที่ข้ามมาจากต่างชาติ  มีการปลูกสร้างที่อยู่อาศัยแต่ไม่มีคนอยู่อาศัย  ไม่มีการทำกิน  เลยต้องรื้อและเผาทิ้งเพราะกลัวเป็นแหล่งซ่องสุม  ที่อำเภอหนองหญ้าปล้องก็เป็นชนกลุ่มน้อยเกือบทั้งหมด

พ่อหลวงจอนิ

ป่าอยู่ได้ คนอยู่ได้ มีข้าวกิน

ญี่ปุ่นที่โตเกียวที่ดินแพงมาก  ต้องทำความอบอุ่น  แต่ที่บ้านอยู่กันมา 300 กว่าปีแล้ว  ไม่ต้องมีเครื่องทำความร้อน  ไม่ต้องมีแอร์  ประหยัดไปเยอะ

ที่สำคัญต้องสร้างความภูมิใจ  ต้องเข้าใจ  กะเหรี่ยงอยู่ทั้งไทยทั้งพม่า  ภาคใต้คนมลายูก็อยู่ทั้ง 2 ประเทศ  ที่น่านก็มีขมุอยู่ทั้ง 2 ประเทศ   “ทั่วโลก ทุกสิ่งมีชีวิต มีตากลม”

ณัฎฐ์ วัลลิโภดม ผู้อำนวยการพรรคกิจสังคม

ทุกศาสนามีประชาธิปไตยของตัวเอง  ประชาธิปไตยเริ่มจากครอบครัว  ขยายสู่สังคม

ปกากะญอ  เกิดจากความเชื่อจิตวิญญาณอยู่กับธรรมชาติจนกลายเป็นประชาธิปไตย  มีกฎเกณฑ์การอยู่ร่วมกัน

คนกรุงเทพฯ ก็ใช้กฎหมาย  แต่พอมีความแตกแยกทางความคิดก็ไม่รู้จะทำอย่างไร?

Post to Facebook Facebook


ความขัดแย้งเชิงอัตลักษณ์และแนวทางสันติวิธีในการจัดการปัญหาความรุนแรง: กรณีความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ไม่มีความคิดเห็น โดย จอมป่วน เมื่อ 2 มกราคม 2012 เวลา 15:35 ในหมวดหมู่ จอมป่วน #
อ่าน: 2829

14 ตุลาคม 2544  9.30-12.30 น.

อ.จิราพร บุนนาค

พ่อหลวงจอนิ นักสู้แห่งขุนเขาเพื่อสิทธิที่ทำกินของชาวกะเหรี่ยง ในอ.แม่วิน จ.เชียงใหม่

อาจารย์ตีละพี อะตะบู ครูภูมิปัญญาไทย ศิลปกรรมพื้นบ้าน (การทำกริช)

เริ่มจากคำถาม “ถามพ่อหลวงจอนิ  เรื่องน้ำท่วม  ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร?”

พ่อหลวงจอนิ

จอนิ

60 กว่าปีที่แล้วก็มีฝนตกหนักขนาดนี้ แต่ตกถึงเดือนธันวาคม  ปัญหาจึงแตกต่างออกไป

900 กว่าปีก่อน  อุกาบาตเคยตกใกล้บ้าน

หลายร้อยปีก่อนมีหินถล่ม น้ำท่วม เสียชีวิตกันมากมาย

สมัยนี้เราเรียนความรู้ด้านต่างๆมากเกินไป  แต่เรียนรู้ภาษาธรรมชาติน้อยเกินไป  เดิมยกบ้านสูงเวลาน้ำมาก็ลอยๆกระทงสนุกสนานกันเป็นวัฒนธรรม  ปัจจุบันเลยเครียดรู้แต่เทคโนโลยี  มาอยู่ที่ราบแต่สร้างบ้านติดดิน  ลืมเรื่องเหล่านี้ไป  ต้องมีแก้มลิง  ต้องสนุกกับน้ำท่วม

มัวแต่ห่วงทรัพย์สมบัติ  ห่วงมือถือ  ห่วงไฟฟ้า (ก็มันมีกลางวันกลางคืนอยู่แล้ว)

ที่ทะเลาะกันมี 5 ปัจจัย

1. ความเชื่อ

2. ทรัพยากรธรรมชาติ

3. อำนาจ

4. สิทธิ ชายหญิง สิ่งมีชีวิต

5. ผลประโยชน์ เงินตรา

ทางแก้ไข  ความเชื่อปกากะญอบอกว่า ความเป็นจริงคือร้องไห้  ร้องตั้งแต่เกิด  ถ้ายิ้มมาตั้งแต่เกิดก็ผิดปกติ  แต่งงาน  ตายก็ร้องไห้  ถ้าลืมไปก็จะร้องไห้ไม่เป็น  เพราะเอาเงินตราเป็นที่ตั้ง

ในโลกมีความเชื่อมากมาย ต้องแบ่งปันกัน ทรัพยากรก็ต้องแบ่งปันกัน  อำนาจก็ต้องแบ่งปันกัน  สิทธิชายหญิงก็เช่นกัน  ผลประโยชน์ เงินตราก็ต้องแบ่งปันกัน

พื้นที่ก็ต้องแบ่งเป็นพื้นที่อนุรักษ์  ทำกิน  อยู่อาศัย  แบ่งเป็นป่าช้า เลี้ยงผี ฯ

อย่าหวังน้ำบ่อหน้า  ต้องหวังน้ำบ่อหลัง

ไปลอนดอน ญี่ปุ่นก็เห็นมันมีขอทาน  มันก็มีตากลมๆ  มันก็อยู่บนดิน  มันก็กินข้าว

ตัวพ่อหลวงจอนิก็เป็นพุทธครึ่งนึง  เป็นคริสต์ครึ่งนึง  เป็นพวกนับถือผีอีกส่วนหนึ่ง

อาจารย์ตีละพี อะตะบู

อะตะบู

อาจารย์อยู่ที่ อ.รามัญ จ.ยะลา  ลุ่มน้ำสายบุรี

มีปัญหาน้ำท่วมเหมือนกัน  เดิมคนก็อาศัยอยู่ตามลุ่มน้ำ  ริมแม่น้ำ ริมคลอง  บ้านก็ยกสูงและทุกครัวเรือนมีเรือ  เดิมน้ำท่วมก็อยู่กันได้  ปัจจุบันปลูกบ้านติดดิน  เวลาน้ำท่วมก็คือท่วมหลังคาบ้าน  เพราะฝืนธรรมชาติ   ไม่เข้าใจวิถี

พูดเรื่องความเข้มแข็งของชุมชนขอยกเอาเรื่องมือมาคุย

นิ้วมี 5 นิ้วคือกระบวนการ 5 ร. ซึ่งได้มาจากการวิจัยเรื่อง กริช

สถาบันครอบครัวเป็นสถาบันแรกที่สอน ภาษา วัฒนธรรม  วิถีชีวิต

มือเป็นอวัยวะที่มีกำลัง  มี ม. ม้า คือกำลังหรือพลัง (ฝรั่งก็ใช้ Horse Power)    มีสระ อิ  คือใบไม้  มาช้อน มาหุ้ม  มาห่อ   มีสระอื  เหมือนตะเกียบแปลว่ามีนิ้ว    มี อ. อ่างเท่ากับมาตัก  มาตวง

ช่างทำกริชห้ามสอน  ห้ามถ่ายทอดวิชาให้คนที่ประวัติไม่ดี  ความประพฤติไม่ดี

การแก้ปัญหาชีวิต  ใช้กระบวนการ 5 ร. คือ รู้จัก รู้ใจ  รู้จริง  รู้รักสามัคคี  รู้จักทำงานหรือทำงานเป็น

นิ้วก้อย คือรู้จัก  นิ้วนางคือรู้ใจ  นิ้วกลางคือรู้จริง  นิ้วชี้คือรู้รักสามัคคี  และนิ้วหัวแม่มือคือรู้จักทำงานหรือทำงานเป็น

ขบวนการ 5 ร. เป็นวิชาของสถาบันครอบครัวในทุกเชื้อชาติ

อ.จิราพร บุนนาค

ความเชื่อมโยงของขบวนการ  5 ร. เริ่มจากสถาบันครอบครัว  เป็นขบวนการสันติวิธี

พ่อหลวงจอนิก็พูดถึงสาเหตุของความขัดแย้ง 5 ประการที่ต้องแบ่งปันกันเหมือนนิ้วทั้ง 5 ของมือ

ปัญหา 5 ประการก็มีแนวทางแก้ไขปัญหามาตั้งแต่อดีต

ฐานรากของประชาชนจะเข้มแข็งได้  ถ้าไม่ละทิ้งปรัชญา  ภูมิปัญญา  วิถีชีวิต  จะหวังน้ำบ่อหน้าก็อย่าลืมน้ำบ่อหลัง

พ่อหลวงจอนิเล่านิทานให้ฟัง  สรุปได้ว่า  คนสมัยก่อนจะทำงานด้วยการอาศัยข้อมูลคือรู้จริงในสิ่งที่ทำ  มีการประเมินทุก 7 วันว่าอะไรดี  อะไรไม่ดี  สำรวจทั้งร่างกายและจิตใจตัวเอง

Post to Facebook Facebook


ซักถาม - แนวทางการเสริมสร้างสังคมสันติสุขในจังหวัดชายแดนใต้

ไม่มีความคิดเห็น โดย จอมป่วน เมื่อ 2 มกราคม 2012 เวลา 13:35 ในหมวดหมู่ จอมป่วน #
อ่าน: 12129

อับดุลอซิซ ตาเดอินทร์ ประธานฝ่ายสิทธิมนุษยชน  สมาคมยุวมุสลิมแห่งประเทศไทย

สนใจเรื่องการกระจายอำนาจ  ปัญหาที่เกิดขึ้น  ผู้ว่าราชการจังหวัด  นายกเทศมนตรีเป็นแค่ Messenger

การศึกษา ถ้าจัดโดยเทศบาลจะดีมาก  แต่ถ้าเป็น อบต. ยังมีบทบาทน้อยมาก  ยังไม่มีคว่มเข้าใจในการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง

พงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ  นายกเทศมนตรีนครยะลาฃ

การจัดสรรงบประมาณโดยหลักเกณฑ์ที่เหมือนกันทำให้ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีปัญหา  ได้เงินน้อยกว่าแต่รับผิดชอบมาก (เบี้ยเสี่ยงภัย)

การไม่บูรณาการทำให้เกิดปัญหา

การศึกษาต้องกระจายอำนาจลงไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

การศึกษาล้มเหลวเพราะ

1. การถ่ายโอนภารกิจด้านการจัดการศึกษาให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นล่าช้า  คนมุสลิมไม่นิยมเรียนในระบบ  แต่ที่เทศบาลนครยะลาเด็กเพิ่มทุกปี  ผู้บริหารท้องถิ่นมีความรับผิดชอบทางการเมือง

2. การศึกษาที่จัดโดยเอกชนมี สช. ดูแล เป้าหมายสุดท้ายถ้าเป็นผลกำไร  ทำในเชิงธุรกิจก็จะมีปัญหา  ต้องพัฒนาหลักสูตรอีกมาก

3. การจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ  ระบบ  หลักสูตร  สถานที่ บุคคลากรก็มีปัญหา  มีคำพูดของชาวบ้านว่า

“ อย่าไปเรียนโรงเรียนของรัฐบาล  ครูไม่สอนหนังสือ”…

“ผู้บริหารโรงเรียนประชุมในส่วนกลางจนไม่มีเวลาอยู่ในพื้นที่”…

“ ห้องเรียนอ่อนแอ (ห้องเรียนเป็น cell เล็กๆ)   โรงเรียนก็อ่อนแอ  การศึกษาก็อ่อนแอ”

ผลการประเมินระบบการศึกษา ทั้ง 3 ระบบของการศึกษาไทยเปรียบเทียบกัน

ผลการประเมิน โรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดีขึ้น  ต้องกระจายอำนาจ ต้องเป็น Bottom Up    ไม่ใช่  Top Down

แนวคิดให้ส่วนกลางมาประเมินความพร้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้านการจัดการศึกษานั้นผิด  ต้องให้ประชาชนเป็นคนประเมิน  ต้องให้ประชาชนมามีส่วนร่วม

ยกตัวอย่างสถานีขนส่ง  ให้เทศบาลดูแลสถานีขนส่ง  แต่คิวรถตู้ไม่ต้องเข้าสถานีขนส่งเพราะไม่ให้เทศบาลกำกับดูแล

นิชา หิรัญบูรณะ ธุวธรรม สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล

ขอชื่นชมนายกเทศมนตรีนครยะลา  ถ้าผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นแบบนี้หมด  การกระจายอำนาจคงไม่มีปัญหาอะไร

อยากทราบ

1. การตรวจสอบวิธีการใช้งบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

2. บทเรียนของกองทัพควรเป็นอย่างไร?  มีกระแสให้องค์กรชุมชนเข้มแข็ง  ถ้าถอนทหารออกมา  ท้องถิ่นจะอยู่กันได้ไหม?

พงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา

1. การตรวจสอบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมี สตง.  ท้องถิ่นมีทั้งดีและไม่ดี  ประชาชนรับรู้มากขึ้น  สถิติการเลือกตั้งผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลังสุด  ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่ได้รับเลือกตั้งกลับเข้ามาสูงถึง >60%   สมัยนี้ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องทำงาน  ต้องโปร่งใส

เทศบาลเมือง  เทศบาลนครไม่ค่อยมีปัญหา  เทศบาลตำบลคงต้องใช้เวลาพัฒนา  กระบวนการเลือกตั้งจะเป็นการขับเคลื่อนให้ดีขึ้น

2. บทบาทของกองทัพ

ไทยพุทธอยากให้อยู่  แต่อยู่อย่างไร?  อยู่ในค่ายทหารหรือออกไปปราบปราม

ผู้ว่าดี ผู้การดี  นายอำเภอดี  ผู้กำกับดี  ไม่จำเป็นต้องเป็นคนใต้  ถ้าให้เลือกอยากได้คนมลายู คนดี คนเก่ง  แต่ที่ต้องการมากที่สุดคือต้องการคนดี

แต่กองทัพกลับไปทำภารกิจที่ทำให้ความขัดแย้งสูงขึ้น

อ. อังคณา  นีละไพจิตร

เคยถามคนที่อยู่ในพื้นที่สีแดง  ต้องการคนที่มีคุณธรรม  รู้กฎหมาย  ไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน

นโยบายกองทัพจะถอนทหารออกเหลือทหารพรานไว้  แต่ชาวบ้านมองว่าทหารพรานมีปัญหา  ไม่อยากได้

การตรวจสอบทหารลำบากมาก  ในระบบทหารเองก็มีปัญหา  ทหารชั้นผู้น้อยจากเหนือ อีสานไม่ได้รับเบี้ยเลี้ยงหรือได้ไม่ครบ  มีการซ้อมทรมานพลทหาร  วัฒนธรรมเหล่านี้ประชาชนไม่สามารถตรวจสอบได้  รวมทั้งการรวจสอบงบประมาณด้วย  สตง.ก็มีปัญหาในการตรวจสอบ

คนกลุ่มน้อยสามารถเข้ามาเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ไหม?  การเปิดโอกาสให้คนกลุ่มน้อยเข้ามาเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐก็จะสามารถลดความขัดแย้งลงได้  ในการสอบเข้ารับราชการตำรวจ ทหาร  คนทางใต้สอบไม่ค่อยได้เพราะภาษาไทยไม่ดี  ไม่ควรใช้มาตรฐานกลางมาใช้ในท้องถิ่น

ภาพพจน์ของเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงไม่ค่อยดีโดยเฏพาะการคุกคามทางเพศ

ดร.สมหมาย ปรีชาศิลป์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร

แนวทางยุทธศาสตร์ของเทศบาลนครยะลามีผลต่อทั้งจังหวัดอย่างไร?

สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทยมีบทบาทอย่างไร?

องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นๆในพื้นที่ทำบ้างไหม?

พงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา

ในสังคมพหุวัฒนธรรมไม่อยากให้พัฒนาไปเป็นสงครามกลางเมือง  เริ่มมีการเผาร้านค้า  การลอบฆ่ากันและกัน  เลยต้องทำให้สังคมพูดคุยกันได้ อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข

การแก้ไขปัญหาคือการเจรจา –Dialogue  ……ต้องคุย

นายกรัฐมนตรีก็ส่งสัญญาณการเจรจาเพื่อหาความต้องการ  ประชาชนก็เบื่อ  ขบวนการก็เบื่อ  ทุกฝ่ายอยากพูดคุย  แต่กลุ่มที่ฉกฉวยสถานการณ์  เช่นค้ายาเสพย์ติด  ค้าของเถื่อน  ไม่อยากให้จบเพราะหากินลำบาก

เทศบาลนครยะลาก็ไปเป็นพี่เลี้ยง  ไปช่วยพัฒนาเทศบาลและ อบต.อื่นๆในพื้นที่

รศ. ดร. ประเสริฐ ชิตพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา

กลุ่ม S 4ส3 จะทำรายงานเรื่องของเยาวชนกับการจัดการความขัดแย้งใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้  ต้อง Empower เยาวชนให้เป็นพลังในการขับเคลื่อนสันติวิธี  ต้องปรับปรุงการศึกษาและประเด็นอื่นๆด้วย

นายกเทศมนตรีนครยะลาทำเรื่องการสร้างสันติภาพและขยายผลไปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น  โดยใช้กิจกรรมเกี่ยวกับเยาวชนโดยเฉพาะการศึกษา  มีการจัดกิจกรรมที่คงอัตลักษณ์  แต่ให้ยอมรับในการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม  เพื่อสร้างสังคมในอนาคต

ทางกลุ่มอยากเอากิจกรรมของเทศบาลนครยะลามาทำการศึกษาและนำเสนอต่อสังคมต่อไป  เพราะเป็นตัวอย่างในการบริหารที่น่าจะเป็นแนวทางที่จะลดความขัดแย้งในท้องถิ่น  ซึ่งสามารถขยายผลในระดับชาติต่อไป

พงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา

ไม่ขัดข้อง  บริบทของแต่ละท้องถิ่นไม่เหมือนกัน  ถ้าตั้งโจทย์ผิด  คำตอบก็จะผิด

20 ปีมานี้เยาวชนถูกแบ่งด้วยระบบการศึกษา  ทำให้เสียโอกาสที่เด็กจะอยู่ด้วยกัน  เรียนรู้ร่วมกัน  เพราะการเรียนในระบบกับแยกไปเรียนในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม

อัตลักษณ์ก็สามารถพัฒนาไปทำเชิงธุรกิจได้  มีความเป็นศิลปะสูง  เช่นกรงนกหัวจุก  ถ้ามีอาชีพที่ดี  ปัญหาก็จะลดลง

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองต้องเริ่มที่ชุมชน ยะลาใช้สภาซูรอ  การเลือกตั้งประธานชุมชนจะมีการทะเลาะเบาะแว้งกัน  ปัจจุบันใช้ Dialogue ในชุมชน ลดความขัดแย้งลงได้

ถ้าชุมชนเข้มแข็ง  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะเข้มแข็ง  ประเทศชาติก็จะเข้มแข็ง

Post to Facebook Facebook


แนวทางการเสริมสร้างสังคมสันติสุขในจังหวัดชายแดนใต้จากมุมมองของภาคประชาสังคม

ไม่มีความคิดเห็น โดย จอมป่วน เมื่อ 2 มกราคม 2012 เวลา 12:03 ในหมวดหมู่ จอมป่วน #
อ่าน: 1893

อ. อังคณา  นีละไพจิตร

30 กันยายน 2554  9.30-12.30 น.

picweb_copy162

สังคมไทยเป็นสังคมที่มีวัฒนธรรมยกเว้นโทษให้กับการละเมิดสิทธิมนุษยชน  ถ้าไปเกิดในพื้นที่ที่ละเอียดอ่อน  จะนำไปสู่ความรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม

วีรบุรุษของรัฐไม่เป็นที่รักของคนในพื้นที่  บางครั้งวีรบุรุษของรัฐเสียชีวิตแต่ชาวบ้านเชือดแพะ เชือดแกะฉลอง

การแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติหลายกรณีที่มีปัญหากับชาวบ้านในพื้นที่  เช่นนายทุนกับประมงพื้นบ้าน  มีการใช้ความรุนแรง  ประชาชนมีความรู้สึกขมขื่นกับการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ชาวบ้านในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เรียกข้าราชการว่า “นาย” ตลอด  เวลาประชุมเจ้าหน้าที่นั่งเก้าอี้  ชาวบ้านนั่งกับพื้น

รัฐหวาดระแวงเช่นกรณีศาสนา  จะทำอย่างไรที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ

“วิธีคิด” เจ้าหน้าที่ของรัฐมองความมั่นคงของรัฐมากกว่าความมั่นคงของมนุษย์…..ทำอย่างไรให้ประชาชนมีชีวิตอยู่ได้อย่างสงบ ปกติสุข  ภายใต้ความมั่นคงของรัฐ

การใช้กฎหมายพิเศษหลายฉบับ  เจ้าหน้าที่ไม่เข้าใจ  มีการใช้ที่ไม่เป็นธรรม  มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน  มีเรื่องของการพนัน  ยาเสพติด  ค้าของเถื่อนชายแดน  เป็นเรื่องของผลประโยชน์

มีโครงการนำประชาชนในหมู่บ้านมาฝึกอาวุธ  ทหารพราน อส. อม. ฯ จริงๆมีได้แค่ปืนลูกซอง  แต่บางหน่วยมีอาวุธสงคราม  รวมทั้งมีการฝึกอาวุธให้ผู้หญิงและเยาวชนด้วย

มีการให้สัญญาแล้วไม่รักษาสัญญา  อาจทำไม่ได้ด้วยข้อจำกัดหลายประการ  ทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจ  ไม่เชื่อถือ  เบื่อหน่าย

มีการปลูกฝังความเกลียดชัง  ให้ร้าย  ใน Social Media ก็มีการโพสต์ข้อความในลักษณะปลูกฝังความเกลียดชัง  แม้กระทั่งในสื่อของรัฐ

การที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขต้องร่วมมือกันทำงาน  เยียวยาบาดแผล  รักษาสัญญา

ทำอย่างไรที่จะเปิดพื้นที่ให้ผู้หญิงเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา

ผู้หญิงไทยพุทธก็มีความรู้สึกไม่ปลอดภัยในสังคมที่มีปัญหา  ผู้หญิงที่อยู่ในป่า  ในขบวนการทุกคนมีความขมขื่น  ปวดร้าวมาตลอดเป็นเวลานาน  แทบทุกคนมีสามีหรือลูกถูกจับหรือเสียชีวิต

ธรรมาภิบาลเป็นสิ่งสำคัญในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งสูง  ธรรมาภิบาลอาจไม่พอ ต้องมีคุณธรรม  ยึดถือการมีส่วนร่วม  ให้ทุกคนยอมรับที่จะหาทางออกร่วมกัน

Post to Facebook Facebook


แนวทางการเสริมสร้างสังคมสันติสุขในจังหวัดชายแดนใต้จากมุมมองของเทศบาลนครยะลา

ไม่มีความคิดเห็น โดย จอมป่วน เมื่อ 2 มกราคม 2012 เวลา 11:05 ในหมวดหมู่ จอมป่วน #
อ่าน: 2301

30 กันยายน 2554  09.30-12.30 น.

พงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ  นายกเทศมนตรีนครยะลา

นายพงษศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ_resize

ท่านเป็นนายกเทศมนตรีมาตั้งแต่ ปี 2546  อาศัยอยู่ในย่านตลาดเก่าซึ่งมีมุสลิมอยู่ถึง 90%  เหตุการณ์เริ่มรุนแรงขึ้นตั้งแต่ปี 2547 มีเหตุการณ์ปล้นปืน  และกรณีกรืเซะ  ตอนนั้นก็คิดว่าสักพักคงจะดีขึ้น  แต่นี่ก็เจ็ดปีเศษแล้วยังไม่สงบเลย

ถ้าจะพูดถึงสาเหตุก็ถูกหมดทุกข้อ  ไม่ว่าจะเป็นความไม่เป็นธรรม  ส่วนตัวคิดว่าไม่ใช่เรื่องของศาสนา  มีชาวมุสลิมในอเมริกามาพบผู้ใหญ่บ้านเรา  ก็ตั้งข้อสงสัยว่าเมืองไทยให้การสอนศาสนาแฝงการก่อความไม่สงบ  ตั้งแต่ปี 2529 มีขบวนการปลูกฝังอุดมการณ์ใหม่มาตลอด  โดยอาศัยศาสนาเป็นเครื่องมือ

ในการทำงานยึดความเป็นธรรม  แต่ในเชิงความรู้สึกจะยาก  ทางราชการบอกว่าเหตุการณ์ดีขึ้น  แต่ความรู้สึกของประชาชนสวนทางกัน  มีการแจกมากมายแต่ความรู้สึกไม่ดีขึ้นเลย  ในเชิงประจักษ์  มีความรู้สึก Inferior  เป็น Second Class Citizen   มีความรู้สึกถูกแบ่งแยก  ได้รับการปฎิบัติที่ไม่เท่าเทียม  มีความไม่เสมอภาคด้านโอกาส

เหตุการณ์ในวันนี้เป็นผลพวงจากการกระทำในอดีต  ในการจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนา  จังหวัดยะลาถูกกำหนดเป็นศูนย์กลางการประมง  ศูนย์ต่างๆอีกมากมาย  แต่ก็ถูกดึงไปที่อื่นหมด

เดิมพื้นที่  ศอ.บต. กำหนด 3 จังหวัด  แต่มีความพยายามดึงสงขลา สตูลเข้ามา  ก็จะถูกดึงงบประมาณไปหมด  เป็นเรื่ีองการช่วงชิงทรัพยากรที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ในอดีต  ถูกเอาเปรียบสั่งสมมาตลอด

ชาวไทยพุทธก็สงสัยว่าทำไมมุสลิมได้อะไรๆมากกว่าชาวพุทธ

ด้านคุณภาพชีวิต  เด็กปัตตานี  นราธิวาส IQ อยู่อันดับท้ายๆ  รายได้ประชากรก็ต่ำ  ปัจจุบันอยู่ได้เพราะเม็ดเงินของข้าราชการทหาร ตำรวจที่ลงไปในพื้นที่  ถ้าเลิกก็จะมีปัญหา

กรณีพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยสมัยเสียงปืนแตกก็มี 2 สาเหตุหลักๆ

1.  ความเป็นธรรม

2. คุณภาพชีวิต

แต่ภาคใต้ยังมีเรื่องของอัตลักษณ์  ประวัติศาสตร์  มีคนพูดว่าจีนให้เสรีภาพด้านอัตลักษณ์แต่ไม่ให้เสรีภาพในด้านศาสนา  ไทยให้เสรีภาพด้านศาสนาแต่ไม่ให้เสรีภาพในเชิงอัตลักษณ์

ในต่างประเทศจะมีการควบคุมไม่ให้ใช้ศาสนาไปบิดเบือน  ประเทศไทยเป็นเมืองที่ไม่มีกติกา  ควรแก้ไข

มองด้านการปกครอง

การปกครองเป็นแบบ One Size Fit For All  กรณีมีการทำผิด 1 รายจะมีการลงโทษ  ออกกฎระเบียบเพื่อดึงอำนาจกลับส่วนกลาง

การกระจายอำนาจถอยหลังหมดเลย มองจากการจัดสรรงบประมาณจะเห็นว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องวิ่งเต้นเอางบประมาณ  ทำตามรัฐบาลหมด

การถ่ายโอนภารกิจของกระทรวงทบวงกรมต่างๆก็มีแต่การชะลอการถ่ายโอน  อำนาจไปโป่งที่ส่วนภูมิภาคหมด  ซึ่งไม่มีความเข้าใจประชาชน

เทศบาลต้องการซื้ออินทผาลัมในเทศกาลศ๊ลอด  กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นตีความว่าไม่ได้เพราะเป็นความเชื่อส่วนบุคคล  สตง. ห้ามซื้อทั้ง 3 จังหวัด  แล้วการจัดเทศกาลกินเจทำไมทำได้ ?

แนวโน้มและทิศทางน่าจะมีการถ่ายโอนภารกิจมากขึ้น  มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด  แต่ต้องมีการเตรียมประชาชนให้พร้อม  เสน่ห์ของท้องถิ่นคือความรับผิดชอบทางการเมือง  ถ้าน้ำท่วม  จัดการดูแลไม่ดี  เลือกตั้งสมัยหน้ามีปัญหาแน่ๆ

นครรัฐปัตตานีไม่ใช่คำตอบ กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบก็ไม่เคยแสดงความเห็น

คนใน ศอ. บต. ยังไม่เข้าใจเรื่องขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดีพอ

พอมีเหตุการณ์ไม่สงบ  สังคมก็เริ่มมีความแตกแยก  ชาวไทยพุทธและมุลิมก็เริ่มแตกแยก  เหมือนกรณีเสื้อเหลืองเสื้อแดง  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องจัดการไม่งั้นอยู่ไม่ได้  ทำอย่างไรจะทำให้ผู้คนอยู่กันได้ด้วยความรักความเข้าใจ  เทศบาลนครยะลาได้รับรางวัล “City For Peace” จาก UNESCO  ท่ามกลางเสียงระเบิด  แต่เขาดูที่ความพยายาม “Learn to live Together Better”

เทศบาลนครยะลาเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมในสังคมพหุวัฒนธรรม  ใช้การศึกษา  กิจกรรมทางวัฒนธรรมเป็นตัวเชื่อม  ทำ“สภาประชาชน” ให้ชาวบ้านมาวิจารณ์ เสนอแนะนายกเทศมนตรี  มีทีมงานหาความต้องการของประชาชนด้วย

โครงการ “เทศบาลสัญจร” ทำเวลากลางคืน  Focus ในแต่ละชุมชน  ได้ข้อมูล  ได้ทำความเข้าใจ  แก้ไขปัญหาได้เลย

“สภากาแฟประชาชน”  เติมเต็มส่วนที่ไม่เป็นชุมชน

การประชุมร่วมกับภาคประชาสังคมและการประชุมชุมชน  หัวหน้าส่วนการงานต้องเข้าร่วม

มีการจัดทำ “Gross Municipality Happiness”

ด้านการศึกษา  มีหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย “พหุปัญญา  พหุวัฒนธรรม”  หยิบเอางานวิจัยของคนที่ได้รับรางวัลจากกระทรวงศึกษาธิการ  มีการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นเพื่อสร้างค่านิยมร่วม “Core Value”    มีการจัดกิจกรรมให้เด็กพุทธและมุสลิมได้ร่วมกันทำกิจกรรม เช่นยะลา Youth Camp

ตั้งวง Orchestra  เยาวชนเทศบาลนครยะลา  เพื่อสอนให้มีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม

Penang_1

Post to Facebook Facebook


แนวทางการเสริมสร้างสังคมสันติสุขในจังหวัดชายแดนใต้จากมุมมองของ ศอ.บต.

ไม่มีความคิดเห็น โดย จอมป่วน เมื่อ 12 ตุลาคม 2011 เวลา 22:05 ในหมวดหมู่ จอมป่วน #
อ่าน: 1944

วันที่ 23 กันยายน 2554  13.30-16.30 น.

ว่าที่ร้อยตรี สมโภชน์ สุวรรณรัตน์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้: ศอ.บต.

DSC_8228

เริ่มที่ ว่าที่ร้อยตรี สมโภชน์ สุวรรณรัตน์ พูดถึงบทบาทหน้าที่ของ ศอ.บต.ว่า ศอ.บต.ไม่ใช่กุญแจในการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้  องค์กรหลักคือ กอ.รมน. ภาค 4

ศอ.บต. 3 ยุค

ยุคแรกยุคก่อตั้งตั้งแต่ พ.ศ. 2524 ซึ่งจะประกอบด้วย 2 ด้านคือด้านการพัฒนาดำเนินการโดย ศอ.บต. ภายใต้การกำกับดูแลของปลัดกระทรวงมหาดไทย  และ พตท.43 หรือกองบัญชาการผสมพลเรือน ตำรวจ ทหารที่ 43 ขึ้นกับแม่ทัพภาคที่ 4 ดูแลด้านการปราบปราม

ยุคที่ 2 ยุบ ศอ.บต. เมื่อ 30 เมษายน 2545  โดยโอนอำนาจของคณะกรรมการการอำนวยการแก้ไขปัญหาความมั่นคงจังหวัดชายแดนภาคใต้ไปให้สภาความมั่นคงแห่งชาติ  อำนาจ ศอ.บต.เป็นของกระทรวงมหาดไทย อำนาจของ พตท. 43 เป็นของกองทัพภาคที่ 4/กอ.รมน.ภาค 4

ยุคที่ 3 จัดตั้ง ศอ.บต.ใหม่ในพ.ศ. 2549  และ 30 ธันวนคม พ.ศ. 2553 ได้มีพระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2553 กำหนดให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กพต.) โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีหน่วยงานสำนักงานคือ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เป็นนิติบุคคล ไม่ขึ้นต่อสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม อยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรีโดยตรง

มีคณะกรรมการที่ปรึกษา ศอ.บต. ด้านการเมืองและการปกครอง และด้านเศรษฐกิจและสังคม

สถานการณ์รุนแรงขึ้นเรื่อยๆแต่ไม่ใช้คำว่าก่อการร้าย  ใช้คำว่าก่อความไม่สงบเพราะเป็นเรื่องภายในประเทศ  ไม่อยากให้องค์กรระหว่างประเทศเข้ามายุ่ง  เป็นการปรับบทบาทการทำงานเพราะถ้าให้ศอ.บต.ขึ้นกับ กอ.รมน.หรือทหาร  ภาพออกมาว่าเป็นการใช้ความรุนแรง  มีการอุ้ม คนหายไปโดยไม่รู้สาเหตุเป็นการสร้างเงื่อนไขใหม่เพราะมีญาติจำนวนมาก  ทำให้มีศัตรูมากขึ้น  เลยใช้มิติการพัฒนาโดย ศอ.บต.

มีสมมติฐานว่า จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่เหมือนจังหวัดที่เหลือยุทธศาสตร์ก็ต้องแตกต่างออกไป  ถ้าหน่วยงาน กระทรวงทบวงกรมยังใช้ยุทธศาสตร์ที่เหมือนกับจังหวัดอื่นๆ  วิธีคิดน่าจะผิด  ศอ.บต.เป็นหน่วยงานทางยุทธศาสตร์ (Strategic Unit)   ไม่ใช่หน่วยงานสั่งการหรือหน่วยงานปกครอง

ตาม พรบ. ใหม่ ศอ.บต.เป็นนิติบุคคล  ตั้งงบประมาณเอง  ถ้าอยู่กับ กอ.รมน.ขั้นตอนมันยาว  ตอนนี้เวลาทำงานก็มีส่วนที่เกี่ยวข้องคือ ศอ.บต. ทหาร ตำรวจ ภูมิภาค คือจังหวัด อำเภอ  และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(ซึ่งเป็นนิติบุคคลด้วย)

มีการพูดถึงการตั้งเขตปกครองพิเศษแต่นายกองค์การบริการส่วนตำบล  เทศบาล  องค์การบริหารส่วนจังหวัด  รวมทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดและข้าราชการก็เป็นมุสลิมในสัดส่วนที่สูงมากแล้ว

คู่ขัดแย้งใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีองค์กรความขัดแย้งคือฝ่ายรัฐ  ฝ่ายขบวนการ(ซึ่งอาจจะมีหลายกลุ่ม  แต่ละกลุ่มจะเป็นใคร  ใครเป็นผู้นำ?) และประชาชนหรือภาคประชาสังคม

ศอ.บต. มีหน้าที่ทำให้ประชาชนอยู่กับฝ่ายรัฐ  ซึ่งขับเคลื่อนโดยคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้(กพต.)  ใช้ยุทธศาสตร์รบด้วยปัญญา ชนะด้วยความรู้ ศอ.บต. ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการสั่งการให้หน่วนงานต่างๆทำ  แต่ถ้าเจอข้าราชการที่มีปัญหาก็เอาออกนอกพื้นที่ได้เลย

Post to Facebook Facebook


สันติวิธีกับการแก้ปัญหาชายแดนใต้ (3)

ไม่มีความคิดเห็น โดย จอมป่วน เมื่อ 10 ตุลาคม 2011 เวลา 2:09 ในหมวดหมู่ จอมป่วน #
อ่าน: 2115

วันศุกร์ที่ 23 กันยายน 2554 เวลา 09.30 –12.30 น.

อาจารย์จิราพร บุนนาค อดีตรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ

การพูดคุยเพื่อสันติภาพ

ในทุกประเทศทั่วโลกที่มีความขัดแย้งและมีการใช้ความรุนแรงแล้ว  ในที่สุดก็ต้องพูดคุยและเจรจา  ได้ข้อยุติที่จะอยู่ร่วมกัน  ไม่มีประเทศไหนในโลกที่ใช้ความรุนแรงและใช้อำนาจบังคับ  แล้วจะมีสันติ  อยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน  ทางเลือกที่ควรเลือกและต้องเลือก  และถูกเลือกเป็นนโยบายและยุทธศาสตร์แล้วก็คือใช้สันติวิธีในการจัดการความขัดแย้งใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ในรายงานการวิจัยชิ้นนี้ก็ได้พูดถึงเรื่องการพูดคุยเพื่อสันติภาพและมีเรื่องที่ต้องทำให้เกิดความชัดเจน 2 เรื่องในการพูดคุยเพื่อสันติภาพ  เรื่องแรกก็คือต้องเข้าใจว่าการพูดคุยไม่ใช่การเจรจาต่อรอง  การพูดคุยเพื่อสันติภาพเป็นเรื่องที่อยู่ในกระบวนการในจุดเริ่มต้นซึ่งจะมีกระบวนการต่อเนื่องหรืออยู่ใน Peace Process

การพูดคุยเพื่อสันติภาพเริ่มต้นด้วยการทำให้เกิดบรรยากาศของการให้เกียรติกันก่อนระหว่างสองฝ่ายที่จะพูดคุยกัน  ฝ่ายที่มีอำนาจเหนือกว่าต้องส่งสัญญาณหรือแสดงท่าทีที่ให้เกียรติอีกฝ่ายหนึ่งก่อน  หมายถึงการทำให้อีกฝ่ายหนึ่งรู้สึกว่ามีความเท่าเทียมในการพูดคุย  ไม่ได้ด้อยกว่า  ทำให้รู้สึกว่ามีคุณค่าในการที่จะร่วมพูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกัน  ไม่ใช่การพูดคุยแบบที่ตั้งต้นก็ใช้อำนาจที่เหนือกว่าข่มอีกฝ่ายหนึ่ง

เวลาที่พูดคุยกันจะค่อยๆสร้างบรรยากาศของความไว้เนื้อเชื่อใจ  ซึ่งกันและกันเป็นลำดับ  ซึ่งเมื่อเห็นความจริงใจแล้วก็จะเกิดความไว้เนื่อเชื่อใจ

ต้องเลือกพื้นที่ที่ทั้งสองฝ่ายเชื่อว่ามีความปลอดภัยในการที่จะคุยกัน  และต้องคุยกันต่อเนื่อง  เมื่อคุยกันแล้วเห็นว่ามีข้อเสนอที่เป็นไปได้ในทางปฏิบัติก็ลองเอามาปฏิบัติดู  ลองทำดู เวลาคุยกันใหม่ก็จะพูดคุยกันว่าไปทำอะไรมาแล้วบ้างเป็นการต่อเนื่อง  ไม่ใช่คุยกันครั้งเดียวแล้วหายไปเลย

ในกรณีของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในขณะที่ยังไม่รู้ว่าใครเป็นใครที่ใช้ความรุนแรง ที่รู้แน่ๆจากหน่วยงานความมั่นคงและหน่วยข่าวทั้งหลายก็คือ BRN เป็นผู้ใช้ความรุนแรงมากกว่า PULO  เวลาที่คุยกันไม่จำเป็นต้องมี Track เดียวหรือ window เดียว  คุยกันหลายๆ Tracks  หลายๆ Windows  ได้

แต่เป็นการคุยที่สร้างสรรค์ในการอยู่ร่วมกัน  เช่นคนที่อยู่ในขบวนการมาคุยกับเรา เขาอาจห่วงเรื่องเยาวชนที่ติดยาเสพติดก็ต้องยืนยันในการแก้ไขปัญหา  เขาห่วงเรื่องคดีที่ไม่ได้ข้อสรุปสักทีทั้งๆที่นานแล้วหรือคดีที่รู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมก็ต้องอธิบาย  เช่นกรณีตากใบ กรือเซะก็ต้องอธิบาย

เขาอยากให้ความสำคัญเรื่องภาษาถิ่น  ภาษาอาหรับก็ต้องอธิบายว่าตอนนี้ทางการไทยได้มีการกำหนดนโยบายภาษาแห่งชาติโดยราชบัณฑิตยสถานเป็นผู้เสนอแล้วซึ่งให้ความสำคัญกับภาษาแม่หรือภาษาถิ่นในเรื่องของการเรียนการสอนในพื้นที่เท่าๆกับการเรียนรู้ภาษาไทย

ถ้ายังทำไม่ได้ก็บอกตรงๆว่ายังทำไม่ได้ด้วยเหตุผลใด  เรื่องเหล่านี้อยู่ในกระบวนการพูดคุย  เวลาพูดคุยกันอาจจะมีองค์กรหรือบุคคลที่ทั้งสองฝ่ายเชื่อถือหรือไว้ใจมาเป็น Facillitator เป็นผู้อำนวยความสดวก  เป็นผู้ประสานงานหรือเป็นพยานก็ได้  หรือจะเป็นองค์กรต่างชาติเช่น HDC(

Humanitarian Dialogue Center) ที่เคยทำกรณีอาเจะ  ก็คุยกันไปเรื่อยๆจนพัฒนาไปสู่ Formal Negotiation ได้

การพูดคุยเพื่อสันติภาพกับปัญหาความชอบธรรมของฝ่ายที่ร่วมพูดคุย

เวลาคุยก็มีปัญหาว่าจะคุยกับใคร  แต่ละฝ่ายก็ต้องการคุยกับตัวจริง  ชบวนการก็ต้องการคุยกับคนที่เป็นตัวแทนของรัฐบาลตัวจริงเหมือนกัน  ไม่ใช่ส่งนักวิชาการไปคุย  ต้องได้รับ Mandate และสามารถที่จะตกลงกันได้

การพูดคุยเพื่อสันติภาพ เป็นเรื่องของสันติวิธีที่โยงกับความมั่นคงมีประเด็นที่ต้องพิจารณาอีก 5 ประเด็น

  • การพูดคุยเพื่อสันติภาพอย่างเป็นทางการ  จะเกิดได้ไหม?  เกิดได้อย่างไร? เป็นเรื่องที่ฝ่ายนโยบายและฝ่ายปฏิบัติต้องคิดร่วมกัน
  • การพูดเพื่อสันติภาพโดยมี “คนกลาง” จะมีหรือไม่? ควรจะเป็นใคร? นอกเหนือจากองค์กรต่างชาติแล้วอาจจะเป็นตัวแทนประเทศใดประเทศหนึ่งที่มาเป็นผู้ประสานงาน  ผู้อำนวยความสดวก  หรืออยู่ในเวทีพูดคุยในฐานะพยาน
  • การพูดคุยเพื่อสันติภาพกับการสร้างบรรยากาศสันติภาพควรจะทำควบคู่ไปกับเวลาที่อยู่ใน Peace Process  เพราะถ้ามีบรรยากาศไว้เนื้อเชื่อใจกันก็จะเลือกสันติวิธี ความรุนแรงจะลดลงไปเอง  ไม่ควรข้ามขั้นตอนไปต่อรองให้ยุติความรุนแรงตรงนั้นตรงนี้ก่อน  ในการเจรจาต่างก็ต้องการ win-win  win-win ไม่ใช่ต้องได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการแล้วชนะ  แต่ win-win ในสันติวิธีคือการให้ในสิ่งที่ิีกฝ่ายอยากได้เป็นชัยชนะที่เหนือกว่า  เป็นชัยชนะในความรู้สึกว่าได้ให้  อีกฝ่ายรับแล้วมีความสุขและภูมิใจ
  • ยุทธศาสตร์การพูดคุยเพื่อสันติภาพที่มีเอกภาพในทิศทาง แต่มีหลายช่องทางในการเจรจา
  • การพูดคุยเพื่อสันติภาพในฐานะบททดสอบความเข้มแข็งของรัฐ  ต้องมีหลักคิดว่ามีแต่รัฐที่เข้มแข็งเท่านั้นจึงจะพร้อมนั่งลงพูดคุยกับผู้ที่มีความเห็นต่างทางการเมืองการปกครองด้วยความมั่นใจในตนเอง

พอพูดถึงการเมืองการปกครองก็จะมีประเด็นของการแสวงหาทางเลือกทางการเมืองการปกครอง

ข้อสรุปที่ 1: ประเด็นเรื่องเขตปกครองพิเศษสำหรับจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เคยเป็นเรื่องต้องห้ามในสังคมไทย  ตอนนี้ดูจะได้กลายเป็นประเด็นสาธารณะที่พูดคุยกันได้มากขึ้นแล้ว  สถาบันพระปกเกล้าก็ร่วมกับหลายองค์กรจัดเวทีพูดคุยถึง 47 เวที  แต่ก็ยังไม่มีข้อสรุป  มีสภาประชาสังคมจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งจะทำเรื่องขบวนการยุติธรรมกับเรื่องการเมืองการปกครองที่เหมาะสมที่เป็นความต้องการของคนในพื้นที่ี  อาจจะเป็นแค่ท้องถิ่นลักษณะพิเศษแบบ กทม. และพัทยาก็ได้

ข้อสรุปที่ 2: มีการศึกษาถึงรูปแบบการปกครองท้องถิ่นที่เหมาะสมสำหรับจังหวัดชายแดนภาคใต้  และการรวบรวมประสบการณ์จากต่างประเทศเข้ามาประกอบการพิจารณา

ข้อสรุปที่ 3: ไม่มีการศึกษาเรื่องความขัดแย้งเชิงชาติพันธุ์-ศาสนาชิ้นใดเห็นว่าการใช้มาตรการรุนแรงทางทหารจะนำไปสู่ข้อยุติของความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ได้อย่างยั่งยืน

จากข้อค้นพบต่างๆที่ได้พูดถึงงานวิจัยมีข้อเสนอทางเลือกทางการเมืองการปกครอง 3 ข้อ

  1. แนวทางการพัฒนากระบวนการประชาธิปไตย
  2. การปรับและ/หรือจัดตั้งโครงสร้างสถาบันทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมเพื่อรองรับการมีส่วนร่วมของประชาชน
  3. แนวคิดเรื่องเขตปกครองพิเศษในฐานะทางออกสำหรับ “ความขัดแย้งรุนแรงทางชาติพันธุ์” อย่างสันติและยั่งยืน

เวลาพูดถึงเรื่องการเมืองการปกครองก็ต้องพูดถึงปัญหาและข้อถกเถียงบางอย่างด้วยเช่นกัน เช่น

  • การให้ความหมายของ”เขตปกครองพิเศษ” ในบริบทของสถานการณ์ความขัดแย้งใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และบริบทของสังคมไทย
  • ตำแหน่งแห่งที่ของอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ในโครงสร้างทางการเมืองการปกครอง
  • เสถียรภาพของโครงสร้างทางการเมืองการปกครองแบบใหม่กับความสามารถในการจัดการตนเอง
  • ความสัมพันธ์ระหว่างการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางการเมืองกับการยุติความรุนแรง

ทำไมต้องคิดเรื่องยุทธศาสตร์สันติวิธีเวลานี้หลังจากความรุนแรงมากขึ้นๆ  เพราะจากตารางจะเห็นว่าจำนวนการก่อความรุนแรงลดลงแต่จำนวนผู้บาดเจ็บล้มตายสูงขึ้น  การส่งสัญญาณของผู้นำรัฐบาลกับผู้นำระดับสูงในการปฏิบัติส่งสัญญาณชัดไหมเรื่องการใช้สันติวิธีในการจัดการความขัดแย้ง  สามารถคุมเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ไม่ให้ปฏิบัติออกนอกกรอบของกฏหมายได้หรือเปล่า?

เงื่อนไขที่เอื้อต่อความสำเร็จของสัญญาณเชิงบวกกับการแปลงเปลี่ยนขับเคลื่อนความขัดแย้ง (Conflict Transformation)

  1. หัวใจของความสำเร็จของยุทธศาสตร์สันติวิธีอยู่ที่ความเข้าใจใหม่ต่อมโนทัศน์เรื่อง ”อำนาจ” และ “ความเข้มแข็งของรัฐ”
  2. ภาวะผู้นำ (Leadership) และความกล้าในการตัดสินใจทางการเมือง
  3. หน่วยงานกลางที่เป็นอิสระในการติดตามความก้าวหน้าและประเมินผลทางยุทธศาสตร์ชาติ
  4. ระดับความเข้มแข็งของภาคสังคมกับศักยภาพในการถักทอสายสัมพันธ์ระหว่างผู้คนที่แตกต่างในบริบทของความรุนแรง

ทั้ง 4 ข้อจำเป็นต้องทำให้เกิดเพื่อแปลงเปลี่ยนขับเคลื่อนความขัดแย้ง

ยุทธศาสตร์การจัดการความรุนแรงภาคใต้

  • การสถาปนาอำนาจรัฐและเสริมสร้างความเข้มแข็งของรัฐในมุมมองของสันติวิธีเป็นการพยายามสร้างดุลภาพระหว่างความมั่นคงของรัฐบนพื้นฐานความเข้มแข็งของสังคม
  • ข้อเสนอให้พยายามจำกัดอาวุธปืนในมือพลเรือน,   พยายามเปิดพื้นที่ทางการเมืองให้กับประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้ร่วมกันตั้งต้นออกแบบนโยบายที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและความมั่นคงปลอดภัยของพวกเขา,   ความพยายามในการสรรหาช่องทางการพูดคุยเพื่อยุติความรุนแรง,   การเปิดพื้นที่ให้มีการถกเถียงหรือร่วมผลักดันให้สถาปนาสถาบันทางการเมืองขึีนใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่  ล้วนสะท้อนสถานะของรัฐที่เข้มแข็ง
  • เพราะแนวทางเหล่านี้ล้วนเอื้อต่อสัมพันธภาพที่มั่นคงระหว่างรัฐกับประชาชนบนฐานของความมั่นใจในกันและกันต่อไปในระยะยาว

ที่พูดมาเพื่อให้เห็นภาพว่าสันติวิธีใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดขึ้นไม่ได้ถ้าอำนาจรัฐเข้มแข็งแต่ภาคประชาชนอ่อนแอ  และถ้าประชาชนเข้มแข็งแต่รัฐอ่อนแอก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน  ต้องเข้มแข็งด้วยกัน

สันติวิธีในเชิงยุทธศาสตร์หนีไม่พ้นที่จะไปเกี่ยวข้องกับความคิดในการทำงานของสื่อมวลชน  เพราะสื่อมวลชนเป็นตัวเชื่อมประสานความจริง ความต้องการ ความเห็น  ปัญญา  การแก้ไขปัญหาในทุกมิติ  มิติเชิงโครงสร้าง  มิติทางวัฒนธรรม  วิถีชีวิต  ความรู้สึกอารมณ์ต่างๆ  ทั้งความเจ็บปวดและความภูมิใจของคนในพื้นที่  ต้องผ่านกระบวนการสื่อสารโดยสื่อมวลชนซึ่งเป็นตัวหลักที่มีความสำคัญในการที่จะขยายผลทำความเข้าใจ  ข้อเสนอและความต้องการต่างๆ

เป็นการทำความเข้าใจที่ไม่ไปทำให้เกิดความขัดแย้งแตกแยกกันมากขึ้น  เป็นการเอื้อให้มีบริบทของการสร้างสรรค์ การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข  แต่ก็ต้องไม่ทิ้งความจริง  ความจริงที่เจ็บปวด  ความจริงที่ภูมิใจ ที่งดงามก็นำเสนอได้  แต่เทคนิคและวิธีการนำเสนอ  ความละเอียดอ่อนของความคิดเห็น  ความรู้สึก  อารมณ์ของผู้รับจำเป็นต้องคำนึงถึง

สันติวิธีในจังหวัดชายแดนภาคใต้จำเป็นต้องเชื่อมโยงกับปัญญาและการปฏิบัติ การขยายผลของสื่อมวลชนด้วย  และต้องอาศัยพลังวัฒนธรรม 7 กลุ่ม

  1. กลุ่มศาสนาทุกศาสนา
  2. นักการศึกษา  ตั้งแต่ครูสอนตาดีกาไปจนถึงอาจารย์มหาวิทยาลัยและนักวิชาการอิสระ
  3. กลุ่มการเมืองท้องถิ่น  การเมืองการปกครองระดับท้องถิ่นและระดับชาติในพื้นที่
  4. กลุ่มสื่อมวลชน
  5. กลุ่มสตรีในพื้นที่
  6. กลุ่มเยาวชน
  7. กลุ่มนักกฏหมายในพื้นที่

ภาคประชาชนสงสัยว่าภาครัฐมีความจริงใจในการแก้ปัญหาหรือไม่?  แจกแพะ แจกแกะ  ให้ของก็มากแต่ไม่ใช่ความต้องการของประชาชน  ประชาชนมีความรู้สึกว่าการให้ไม่ได้ความรู้สึกเป็นเจ้าของ  ความรู้สึกเป็นเจ้าของจะเกิดได้ต้องมาจากกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง  ไม่ใช่เป็นเพียงรูปแบบ  ให้เท่าไหร่ก็ไม่ชนะสักทีเพราะประชาชนรู้สึกแบบนี้

ในแง่ประวัติศาสตร์ไม่ได้มีแต่ความงดงาม  มีความเจ็บปวดด้วยทั้งฝ่ายประชาชนและฝ่ายรัฐ  แต่ไม่ควรเอาความเจ็บปวดมาเป็นความเจ็บแค้นไม่รู้จบ  ทำให้ใช้สันติวิธีไม่ได้ผล  น่าจะเป็นบทเรียนไม่ให้เกิดขึ้นอีก

คนในพื้นที่มีความภูมิใจในความงดงาม  สื่อมวลชนควรนำมาถ่ายทอดให้สังคมไทย  สังคมโลกได้รับรู้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ภูมิใจ  สวยงามที่คนภาคใต้ต้องการให้เรารับฟัง  อะไรเป็นความคับแค้นใจที่เราควรรับฟัง  ต้องได้ฟังจากปากของคนที่ได้รับความคับแค้นใจ  ต้องฟังแล้วเข้าใจว่าคนในพื้นที่คิดอย่างไร?  ต้องการอะไร?

เรื่องของการรับรู้ที่สั่งสมที่แตกต่างกันในเชิงลบจะกลายเป็นข่าวลือนำไปสู่ความสับสน  ทำให้เกิดอารมณ์ไม่พอใจ  คับแค้นใจ  เป็นข่าวลือที่ด่วนสรุป

เจ้าหน้าที่รัฐก็มีการรับรู้ที่สั่งสม  เห็นคนมุสลิมมีความแตกต่าง   เห็นคนในพื้นที่สีแดงเป็นคนที่ให้ที่พักพิงแก่ผู้ที่ก่อความไม่สงบ

Hero ของประชาชนกับ Hero ของรัฐก็ไม่ตรงกัน  มักจะเป็นคนละคนกัน ความคิดความรู้สึกที่แตกต่างกันทำให้เกิดการปฏิบัติที่สวนทางกับนโยบาย  สร้างเงื่อนไขใหม่ขึ้นมาอีก  ทำให้ปัญหารุนแรงต่อไปขณะที่ประชาคมโลกกำลังเฝ้ามองอยู่

ความรู้สึกเป็นพวกเดียวกันเป็นเรื่องสำคัญ  ต้องอย่าให้ Activist กลายเป็นนักต่อสู้ และอย่าให้นักต่อสู้กลายเป็นผู้ก่อการร้าย

อับดุลอซิซ ตาเดอินทร์ ประธานฝ่ายสิทธิมนุษยชน  สมาคมยุวมุสลิมแห่งประเทศไทย

ในยุทธศาสตร์ความมั่นคงของชาติที่ฝึกอาวุธให้พี่น้องไทยพุทธ  เป็นห่วงค่อนข้างมากเพราะมีพี่น้องไทยพุทธสองแสนกว่าคน แต่อพยพถิ่นฐาน  ขายที่ไปอยู่ที่อื่นก็เหลือน้อยลง  น่าจะเป็นยุทธศาสตร์ที่ผิดพลาดเพราะถ้ามีการฝึกอาวุธ ติดอาวุธโดยถูกกฏหมาย  เอากำลังทหารไปคุ้มครองวัด  คุ้มครองชุมชนที่เป็นไทยพุทธทำให้ความขัดแย้งขยายมากขึ้น  สังเกตเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีการตายสลับกัน  เกิดการแก้แค้นกัน

ปัจจุบันมีการค้าอาวุธในพื้นที่  ครูมีปืนคนละ 2 กระบอก ซื้อมาราคาถูกแล้วขายต่อเอากำไร  อาวุธปืนไม่รู้ไปอยู่ที่ใคร

Post to Facebook Facebook


สันติวิธีกับการแก้ปัญหาชายแดนใต้ (2)

ไม่มีความคิดเห็น โดย จอมป่วน เมื่อ 9 ตุลาคม 2011 เวลา 22:38 ในหมวดหมู่ จอมป่วน #
อ่าน: 2271

วันศุกร์ที่ 23 กันยายน 2554 เวลา 09.30 –12.30 น.

อาจารย์จิราพร บุนนาค อดีตรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ

การแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถ้าเลือกใช้สันติวิธีอย่างจริงจังจะได้ผลสำเร็จแน่นอนแต่สันติวิธีไม่เคยถูกใช้อย่างจริงจัง  สันติวิธีไม่ได้บอกว่าใช้กฏหมายเพื่อป้องกันและป้องปราม  หรือการจับกุมผู้กระทำผิดกฏหมายมาลงโทษตามกฏหมายจะกระทำไม่ได้  สันติวิธีบอกว่าต้องใช้กฏหมายแต่ต้องใช้ด้วยหลักนิติธรรม  มีความเป็นธรรม  เท่าเทียม  ไม่สองมาตรฐานหรือเลือกปฏิบัติ  แต่ไม่เคยมีการทำอย่างเต็มที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ขอเอาผลงานวิจัยของคณะทำงานด้านสันติวิธีภายใต้ สกว. ที่มี อ.มาร์ค ตามไทและ อ.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ร่วมทำงานด้วยมานำเสนอ  บ่ายนี้ทางตำรวจและทาง ศอ.บต.ก็จะมาพูดเรื่องของการบริหารจัดการจังหวัดชายแดนภาคใต้ในมุมมองของหน่วยงานภาครัฐ

สถิติหรือข้อมูลของคณะทำงานกับหน่วยงานภาครัฐคงไม่แตกต่างกันมาก

ยุทธศาสตร์การจัดการความรุนแรงของจังหวัดชายแดนภาคใต้ 2554-2547  เพราะมองย้อนหลังไป

มีเหตุการณ์ไม่สงบรวม 10,660 ครั้ง   มีผู้บาด้เจ็บล้มตาย 12,126 ราย

เป็นผู้เสียชีวิค 4,621 ราย  เป็นผู้ได้รับบาดเจ็บ 7,505 ราย

ผู้เสียชีวิตเป็นผู้นับถือศาสนาอิสลาม 2,728 ราย (59.03%)

เป็นผู้นับถือศาสนาพุทธ  1,765 ราย (38.20%)

ผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นผู้นับถือศาสนาอิสลาม 2,468 ราย (32.88%)

เป็นผู้นับถือศาสนาพุทธ 4,512 ราย (60.12%)

ข้อมูลสถิติของเหตุการณ์ความไม่สงบมีแนวโน้มลดลง  แต่ความรุนแรงของเหตุการณ์คือการบาดเจ็บล้มตายไม่ลดลง  แสดงว่าความสูญเสียในแต่ละเหตุการณ์สูงขึ้น

คำถามทางยุทธศาสตร์คือความเข้มแข็งของรัฐ ? เพราะมีการขยายตัวของหมู่บ้านสีแดงที่มีสถานการณ์พิเศษที่ต้องได้รับการจัดการเป็นพิเศษ  ต้องใช้กฏหมายพิเศษ กองกำลังพิเศษ อาศัยอาวุธที่มีอำนาจทำลายล้างเพิ่มชึ้น  ต้องการทรัพยากรพิเศษ ?

มีแนวโน้มสถานการณ์ที่สำคัญและโอกาสของสันติวิธีที่น่าสนใจ

  • การขยายตัวของกองกำลังพลเรือนติดอาวุธถูกกฏหมาย
  • การเสริมสร้างบทบาทของฝ่ายพลเรือน
  • การพูดคุยเพื่อสันติภาพ
  • การแสวงหาทางเลือกทางการเมืองการปกครอง

ในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีการขยายตัวของกองกำลังพลเรือนติดอาวุธถูกกฏหมาย

  1. จำนวนทหารพรานในเดือนตุลาคม 2551 มีอยูาราว 9,000 คน
  2. อาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.) สังกัดกระทรวงมหาดไทยมีจำนวน 3.299 คน
  3. ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) สังกัดกระทรวงมหาดไทย และมีประจำอยู่ในทุกหมู่บ้าน รวมทั้งหมดมีจำนวนราว 60,000 คน
  4. ราษฎรอาสารักษาหมู่บ้าน (อรบ.) มีจำนวน 24,763 คน ซึ่งส่วนใหญ่มีสมาชิกเป็นชาวพุทธ
  5. มีกลุ่มชาวพุทธติดอาวุธอีก 8,000 คน

นอกจากนี้ยังมีข่าวว่ามีการติดอาวุธให้กลุ่มเยาวชนซึ่งเป็นที่สนใจขององค์กรระหว่างประเทศ องค์กรมุสลิมและองค์กรสิทธิมนุษยชน

การขยายตัวของกองกำลังพลเรือนติดอาวุธถูกกฏหมายมีบทเรียนจากต่างประเทศสรุปได้ว่า  การมีกองกำลังฯ แบบนี้มีผลต่อความเข้มแข็งของรัฐไทย

  1. บั่นทอนและทำลายกระบวนการสร้างสันติภาพ
  2. การบังคับบัญชาสั่งการกองกำลังพลเรือนเช่นนี้ทำได้ยาก
  3. ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนมีแนวโน้มเลวร้ายขึ้น
  4. เมื่อความขัดแย้งที่ถึงตาย (Deadly Conflict) ยุติลง  การปลดอาวุธในมือของพลเรือนเป็นกระบวนการที่ยุ่งยาก
  5. การหมุนเวียนของอาวุธอย่างกว้างขวาง ส่งผลให้เกิดความไม่ไว้วางใจระหว่างชุมชนต่างศาสนาวัฒนธรรมยิ่งขึ้น
  6. การแบ่งขั้วเชิงชาติพันธุ์เข้มข้นขึ้น
  7. โอกาสใช้อาวุธในการแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยตนเองเพิ่มขึ้น

การเสริมสร้างบทบาทของฝ่ายพลเรือน มีสัญญาณเชิงบวกจาก ศอ.บต. ใหม่  คือ

ในมาตรา 4: นโยบายบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้  ต้องมาจากความต้องการและสอดคล้องกับวิถีชีวิตของประชาชน

มาตรา 19:  ให้มีสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้  มีอำนาจให้คำปรึกษา เสนอแนะ ร่วมมือและประสานงานกับศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.)

ขณะนี้สภาที่ปรึกษาก็เริ่มปฏิบัติงานแล้วแต่ในทางปฏิบัติจริงดูเหมือนสภาที่ปรึกษาส่วนหนึ่งไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของ พรบ. ศอ.บต.  เลยทำให้เกิดปัญหาตั้งแต่วิธีคิดที่โยงไปถึงการทำงานในฐานะสภาที่ปรึกษา

ประเด็นข้อพิจารณาความเข้มแข็งของรัฐไทยกับบทบาทของฝ่ายพลเรือน

  • บทบาทของประชาชนในพื้นที่ การใช้อำนาจรัฐ กับความเข้มแข็งและอ่อนแอของอำนาจรัฐ เวลาพูดถึงอำนาจรัฐ อำนาจรัฐควรเข้มแข็งถึงจัดการกับปัญหาได้  แต่ต้องไปผูกโยงกับบทบาทของประชาชน  ซึ่งประชาชนก็ต้องเข้มแข็งด้วย  เพราะความมั่นคงของชาติถูกปรับเปลี่ยนเป็นความมั่นคงของประชาชนไปแล้วตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป  ความเข้มแข็งของรัฐจะมองเดี่ยวแยกออกไปไม่ได้  ต้องมองร่วมกับความเข้มแข็งของประชาชน
  • การสถาปนาสภาที่ปรึกษาฯของ ศอ.บต. คือการสร้างพื้นที่ทางการเมืองที่ปลอดภัยสำหรับเสียงที่แตกต่างอย่างแท้จริง  โดยเจตนารมณ์ของ พรบ. ศอ.บต. อยากจะเปิดพื้นที่ในการที่จะให้คนที่มีความเห็นต่างเข้ามามีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับแสดงความคิดเห็น  สภาที่ปรึกษาฯ ศอ.บต. น่าจะมีส่วนช่วยให้ประชาชนมีความเข้มแข็ง  แต่องค์ประกอบในปัจจุบันกลับไม่มีความหลากหลายตามเจตนารมณ์ของกฏหมาย  กลับเป็นองค์ประกอบของคนที่ดูไม่มีความแตกต่างเท่าไหร่ในเรื่องของความคิดเห็น  ข้อมูลก็เป็นแท่งข้อมูลเดียวกันทั้งๆที่ข้อมูลก็มีหลากหลาย แตกต่างกัน
  • การคัดเลือกสมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ  การมีส่วนร่วมของประชาชน  และปัญหาความชอบธรรมในการปกครองของรัฐ  ซึ่งต้องอาศัยองค์ประกอบที่มีความหลากหลาย

อับดุลอซิซ ตาเดอินทร์ ประธานฝ่ายสิทธิมนุษยชน  สมาคมยุวมุสลิมแห่งประเทศไทย

การตั้งสมาชิกสภาที่ปรึกษา ศอ. บต. มีปัญหาเพราะส่วนหนึ่งเป็นข้าราชการประจำที่มีการจัดตั้งมาอย่างดี  อีกส่วนหนึ่งเป็นการซื้อเสียงเข้ามา ชาวบ้านมีความรู้สึกว่าล้มเหลว  คนที่มีข้อมูล  มีความเห็นต่าง  ไม่สามารถเข้าไปเพื่อเสนอความเห็นในการแก้ไขปัญหาได้เลย

สามารถ วราดิศัย รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส

คณะกรรมการที่ปรึกษา ศอ.บต. มีมานานแล้ว  เดิมก็เชิญบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาร่วม  ตาม พรบ. ศอ.บต.ใหม่ก็อยากให้มีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับคนที่มีความเห็นต่าง ข้อมูลต่างมาช่วยแสดงความคิดเห็นพูดคุยกันใน ศอ.บต.

แต่ พรบ. ศอ.บต. ใหม่ก็มีสภาที่ปรึกษา    แต่เน้นการเลือกตั้งเข้ามา  ไม่ใช่เชิญเข้ามา  เลยมีการแบ่งก๊ก แบ่งเหล่า มีการซื้อเสียง หาเสียง  เห็นเป็นช่องทางที่จะทำให้มีเกียรติยศชื่อเสียงในวันข้างหน้า  เลยทำให้แปรเปลี่ยนเจตนารมณ์ไปหมดเลย  ควรปรับข้อกำหนดเข้าสู่ตำแหน่งจากการเลือกตั้งเป็นการเชิญเข้ามา  เพราะภาครัฐรู้ข้อมูลต่างๆเหล่านี้ดี  แต่ก็มีโควต้าให้ภาครัฐเชิญเข้ามาอยู่แล้ว

ผศ. ดร.จงรัก พลาศัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์

สภาที่ปรึกษา ศอ.บต. น่าจะมีการจัดวางตัวไว้แล้ว  ขบวนการสรรหาของที่ปรึกษาเช่นกลุ่มการศึกษาซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่  อุดมศึกษา การศึกษาพื้นฐาน เยอะไปหมดแต่ได้ 1 คน  ซึ่งคงเป็นจากการศึกษาพื้นฐานอยู่แล้วไม่ต้องเลือกก็รู้ว่าได้ใคร   สถานภาพของคนที่ได้เป็นตัวแทนก็ไม่ได้โดดเด่นอะไรในฐานะตัวแทนกลุ่ม  ประชาชนนั่งมองอยู่ น่าจะมีการทบทวนตรงนี้

รศ. ดร. ประเสริฐ ชิตพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา

ตอนกฏหมายเข้าสภาก็มีการถกเถียงกันมากเพราะต้องการให้มีตัวแทนจากภาคประชาชนในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง  ตัวแทนจากภาครัฐค่อนข้างน้อย พอผ่านมาที่วุฒิสภา  วุฒิสภาได้แก้ไขเยอะมาก หลายมาตรา  พอกลับไปที่สภาผู้แทนฯ ตอนแรกก็ไม่เห็นด้วย  แต่ด้วยเวลาที่ค่อนข้างจะบังคับ รัฐบาลประชาธิปัตย์ก็เลยต้องให้สภารับร่างฯที่วุฒิสภาแก้ไข

วุฒิสภาก็พยายามที่จะ Balance สภาที่ปรึกษาเลยลดสัดส่วนของสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งลง  การเลือกตัวแทนจากภาคประชาชนและตัวแทนภาครัฐที่ต้องเลือกตั้งกันมาจากกลุ่มต่างๆมักจะมีปัญหาเพราะไดุ้บุคคลที่ไม่เหมาะสม  ไม่ได้เป็นตัวแทนที่แท้จริง ทำให้การทำงานมีปัญหา

กิจจา อาลีอิสเฮาะ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย

ปัญหาอยู่ที่ความจริงใจในการแก้ไขปัญหา  ไม่ใช่เฉพาะสภาที่ปรึกษา ศอ.บต. กรรมธิการชุดต่างๆจาก สส. ก็ดี สว. ก็ดีที่ถูกวางตัวหรือแต่งตั้งเข้ามา  ก็มีที่มาจากหัวคะแนน ตัวแทนของ สส.  ฯ ไม่มีความรู้ความสามารถ ไม่เหมาะสม  เข้ามาทำงานก็เลยมีปัญหา

พันเอก ดร. พิเชษฐ คงศรี นายทหารปฏิบัติการกองบัญชาการกองทัพไทย

3 จังหวัดปัญหาชายแดนภาคใต้เป็นปัญหาความมั่นคง สมช. ไม่กำหนดแนวคิดที่ชัดเจนคนทำงานเลยสับสน  ศอ.บต.ก็ไม่มีความเป็นเอกภาพในการทำงาน  ทำแบบเบี้ยหัวแตก  ใช้กฏหมาย  ใช้องค์กรที่แตกต่างกัน  เมื่อทำงานไม่ได้ผลมีการประเมินอย่างไร?

รัฐกำหนดนโยบาย ไม่ได้ทำตามผลการศึกษา  ขาดการประเมินผลในการปฏิบัติงาน  ขาดทิศทาง  สะเปะสะปะ

อาจารย์จิราพร บุนนาค

สมช. ทำตามอำนาจหน้าที่ตามกฏหมาย  นโยบายและยุทธศาสตร์ก็ผ่านการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน  ทั้งฝ่ายทหาร  และฝ่ายต่างๆก็มีการเชิญมาพูดคุยแล้วจึงนำเสนอต่อรัฐ

การประเมินผล สมช.ก็ประเมิน  แต่เป็นการประเมินเชิงยุทธศาสตร์และนโยบาย  เชิงปฏิบัติเป็นหน้าที่ของหน่วยปฏิบัติที่จะต้องประเมินแต่ไม่ใช่หน่วยปฏิบัติเป็นผู้ประเมินตัวเอง  ต้องให้คนอื่นที่เกี่ยวข้องมาช่วยประเมิน  เช่นการประเมินความไว้เนื้อเชื่อใจที่ประชาชนมีต่อภาครัฐก็ต้องให้องค์กรกลางมาประเมินว่าทำงานมาแล้ว 1 ปี  คนในพื้นที่ในชุมชนไว้ใจเจ้าหน้าที่ภาครัฐในหน่วยงานความมั่นคงแค่ไหน? กอ.รมน.ภาค4 ได้รับความไว้ใจมากขึ้นหรือเปล่า?  จากงานวิจัยของอาจารย์ศรีสมภพพบว่าทหารใน กอ.รมน. ภาค 4 ได้รับความเชื่อถือในลำดับต่ำสุด  จากเดิมเป็นตำรวจแต่คราวนี้กลับเป็นทหาร

ประเด็นที่เป็นปัญหามากในภาพรวมและในจังหวัดชายแดนภาคใต้คือการรายงาน  การรายงานการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติโดยเฉพาะหน่วยงานทหารและตำรวจจะรายงานขึ้นไปยังผู้บังคับบัญชา คือ ผบ.ทบ. หรือ ผบ.ตช. รายงานไม่ครบ จะเลิอกรายงานที่เป็นผลงานของตัวเอง  แต่อะไรที่เป็นปัญหา เป็นอุปสรรคไม่รายงาน อันนี้อดีต ผบ.ทบ. มาพูดในกรรมาธิการจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่าไม่ได้รับรายงานเรื่องแบบนี้เลย  ทำให้การตัดสินใจในระดับหน่วยงาน  ไม่ใช่ระดับประเทศ  เกิดปัญหาในเรื่องการปฏิบัติ  ถ้าสนใจการทำงานในเชิงนโยบายหรือยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวกับความมั่นคงก็อยากเชิญให้ไปพูดคุยกับรองเลขาฯ สมช. ที่รับผิดชอบจะได้เคลียร์  ชัดเจน

วิชชุกร คำจันทร์ นักบิน บริษัท การบินไทย จำกัด

ทุกคนเห็นด้วยว่าปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้เริ่มจากรัฐใช้ความรุนแรงตั้งแต่กรณีของหะยีสุหรง  ทนายสมชาย  หรือแม้แต่กรณีกรือเซะกับตากใบ  ตากใบเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ความรุนแรงขยายวงกว้าง  จนถึงปัจจุบันยังไม่เคยเห็นอะไรที่เป็นรูปธรรมจากรัฐเลยว่าจะคืนความยุติธรรมให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบในแต่ละกรณีอย่างไร?  ที่พอจะเห็นเป็นรูปธรรมได้ก็เป็นกรณีเยียวยาแต่ก็มีคนมองว่าเหมือนไปสนับสนุนผู้ก่อความไม่สงบด้วยซ้ำไป  แต่ที่อยากเน้นก็คือการคืนความยุติธรรมให้กับผู้ได้รับผลกระทบที่ยังไม่เห็นเป็นรูปธรรม

การแก้ปัญหาของรัฐก็ไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่มีบูรณาการ ยุทธศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในภาคใต้ต่างฝ่ายก็ต่างทำ  ไม่ว่าฝ่ายทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครองหรือฝ่ายการเมืองท้องถิ่นเอง เหมือนกับอาศัยความขัดแย้งดังกล่าวเป็นเค็กก้อนหนึ่งซึ่งแต่ละฝ่ายก็จ้องตาเป็นมัน  จนเกิดวิกฤตด้านความมั่นคง

ที่ผ่านมาก็เป็นทหารเป็นเจ้าภาพ  แต่เสียงสะท้อนจากคนในท้องถิ่นก็กลายเป็นทหารได้รับความเชื่อถือน้อย

อาจารย์จิราพร บุนนาค

เรื่องเอกภาพกับการบูรณาการ นโยบายและยุทธศาสตร์ทุกรัฐบาลเหมือนกัน  แต่ในการปฏิบัติก่อนหน้านี้ กอ.รมน. ภาค 4 เป็นผู้ที่จะทำให้เกิดเอกภาพเพราะเป็นผู้นำในพื้นที่  พอมี ศอ.บต. ก็แยกส่วน  ถ้าเป็นเรื่องของความมั่นคงก็เป็น กอ. รมน. ภาค 4   ถ้าเป็นเรื่องของการพัฒนาก็เป็น ศอ.บต.

แต่ในทางปฏิบัติจริงมันเป็นเช่นนั้นหรือเปล่า?  แต่ตามความเห็นของฝ่ายวิชาการกับประชาชนที่เกี่ยวข้อง  หรือกรรมธิการที่เกี่ยวข้องทั้งของ สส. และ สว. ก็พบว่ายังไม่บูรณาการและยังไม่เป็นเอกภาพ  เป็นเรื่อง Top-down  มากกว่า Bottom-up

ในนโยบายและยุทธศาสตร์เป็น Bottom-up  ขบวนการมีส่วนร่วมต้องมาจากประชาชนอย่างแท้จริง  มีข้อมูลจากสำนักงบประมาณก็พูดในกรรมาธิการของ สส. ว่ามีแต่ Top-down  ต้องแยกแยะนโยบาย ยุทธศาสตร์กับการปฏิบัติ มันเป็นไปทางเดียวกันหรือการปฏิบัติมันสวนทางกับนโยบายและยุทธศาสตร์

นโยบายใช้การเมืองนำการทหาร  นโยบายให้แนวทางสันติวิธีเป็นแค่วาทะกรรมหรือเปล่า?  เพราะมันถูกต้องชอบธรรมและเป็นภาพพจน์ที่ดีทั้งในสายตาของทั้งภายในและต่างประเทศ  ตอนนี้ทุกประเทศในโลกก็หันกลับมาเลือกที่จะใช้สันติวิธีในการจัดการเพราะว่าได้ผลจริง  ไทนเราก็เห็นว่าได้ผลจริงจึงกำหนดไว้ในนโยบาย  แต่เวลาปฏิบัติมันไม่ใช่

มีตัวอย่างเมื่อเร็วๆนี้เองเรื่องการซ้อมทรมาน  คณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนจังหวัดชายแดนภาคใต้พบว่ามีการละเมิดด้วยการควบคุมผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัยไว้แล้วมีการซ้อมทรมาน  มีการร้องเรียนไปที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  อนุกรรมการฯก็ลงพื้นที่พบว่ามีการซ้อมทรมานจริง หน่วยงานที่ทำก็ยอมรับ  แม้จะยอมรับคำพูดที่สวนคณะอนุกรรมการฯมาก็คือ  ถ้าไม่ซ้อมแล้วจะรู้หรือว่าแหล่งซ่อนปืนอยู่ที่ไหน?   คำถามของกรรมการฯ ก็คือแล้วจะตอบเขาว่ายังไง?  รู้แหล่งซ่อนปืนแล้วได้อะไร?  ได้ปืนมาแล้ว แล้วยังไงต่อ?    คนที่ถูกซ้อมไม่จบแค่นั้น เขาฟ้องคณะกรรการสิทธิฯ  เขาฟ้องไปที่ OIC  เขาฟ้องไปที่สหประชาชาติ  เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่ลงนามในอนุสัญญาต่อต้านการซ้อมทรมานของสหประชาชาติแล้ว

เวลาที่ทำคิดแค่ผลงานรึเปล่า?  คิดถึงผลกระทบที่จะตามมามั๊ย?  ในส่วนที่เป็นภาพที่ใหญ่กว่าหน่วยงานความมั่นคงรู้อยู่แล้วว่าถึงได้ปืนมา  คนที่ใช้ปืนไม่รู้ว่าใครสั่งให้ใช้ปืน  คดีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จึงถูกงดการสอบสวนบ้าง  เพราะพยานหลักฐานไมาพอ  ยกฟ้องบ้าง  ดำเนินคดีไม่ได้  ผลที่ตามมามันสร้างเงื่อนไข  สร้างความเจ็บปวดหรือไม่?  มันทำลายศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์  ทำให้รู้สึกว่าไม่เท่าเทียมกัน  คนที่ถูกซ้อมถูกเยียวยามั๊ย?  ยังไม่มีขบวนการเยียวยาผู้ที่ถูกซ้อมทรมาน

ประเด็นเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องมองลึก  ต้องมองผลกระทบที่จะตามมาไม่ใช่มองแค่ได้ผลงาน  ซึ่งปัจจุบันฝ่ายความมั่นคงก็มีข้อมูลแล้วว่ามันไม่ใช่เรื่องของอุดมการณ์อย่างเดียว  แต่มีการโยงกับเรื่องยาเสพติด  การค้าของเถื่อนและเรื่องการเมืองท้องถิ่น  กลุ่มอิทธิพลด้วย

กิจจา อาลีอิสเฮาะ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย

คดีกว่า 400 คดีที่มูลนิธิศูนย์ทนายมุสลิมทำเพื่อช่วยเหลือประชาชนไม่มีคดีปล้นปืนเลย…..

คดีที่เป็นเหตุให้ทนายสมชายหายไปเป็นคดีจับผู้ต้องหา 5 คน  มีการซ้อมทรมาน  แขวนคอบนเก้าอี้  มีการใช้ไฟฟ้าจี้ตามตัวและอวัยวะเพศ  ….เป็นผู้ต้องหาชุดแรกที่โดนข้อหาปล้นปืนแต่สุดท้ายอัยการสั่งไม่ฟ้อง

………

Post to Facebook Facebook


สันติวิธีกับการแก้ปัญหาชายแดนใต้ (1)

ไม่มีความคิดเห็น โดย จอมป่วน เมื่อ 9 ตุลาคม 2011 เวลา 15:04 ในหมวดหมู่ จอมป่วน #
อ่าน: 2045

 

วันศุกร์ที่ 23 กันยายน 2554 เวลา 09.30 –12.30 น.

อาจารย์จิราพร บุนนาค อดีตรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ

ในอดีตเวลาพูดถึงความมั่นคงเป็นเรื่องความมั่นคงของรัฐ  ความมั่นคงของชาติ แต่ปัจจุบันจะเป็นความมั่นคงของประชาชน  ประเด็นแรกเลยจะโยงไปถึงประเด็นสิทธิมนุษยชน  โยงไปถึงความเป็นจริงของคนที่อยู่ในสังคมไทย ความเป็นจริงที่ต้องยอมรับคือสังคมไทยไม่ใช่ชาติพันธุ์เดียวที่อยู่ในสังคมไทย  มีความหลากหลายในชาติพันธุ์ ศาสนา วิถีชีวิต วัฒนธรรม อัตลักษณ์ ในวิธีคิด ปัญญาที่สะสมแตกต่างกันมา

ในอดีตถ้ามองเรื่องความมั่นคงจะมองความหลากหลายเป็นอุปสรรคของความมั่นคง  จะมองความหลากหลายหรือความแตกต่างของทุกเรื่องเป็นอุปสรรคต่อความมั่นคงของรัฐ  แต่ปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป  ความหลากหลายไม่ใช่อุปสรรค แต่ความหลากหลายของทุกสังคมในโลกกลายเป็นเรื่องสร้างสรรค์ของสังคมนั้น  ความหลากหลายกลายเป็นพลังปัญญาที่จะเผชิญกับปัญหาในสังคมและเป็นหลากหลายปัญญาที่จะช่วยกันแก้ปัญหาสังคม

ตัวอย่างในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แม้มีความเห็น  วิถีชีวิต ชาติพันธุ์ ศาสนา  อัตลักษณ์ที่แตกต่างกัน  เรื่องของการเมืองการปกครองที่เขาอยากเลือกเอง  เมื่อก่อนสังคมไทยก็มองเป็นความแตกแยก แต่ปัจจุบันด้านความมั่นคงจะมองความหลากหลายของคนในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพลังของการพัฒนา  การที่จะอยู่ร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประชาคมโลก  โดยเฉพาะประชาคมโลกมุสลิม

ปัญญาหลายๆปัญญาที่สะสม เรียนรู้กันมาของกลุ่มชาติพันธู์  ศาสนา วิถีชีวิต เอกลักษณ์ที่แตกต่างกัน  ปัจจุบันทั่วโลกมองว่าจะทำให้มีปัญญาหลากหลายปัญญาและทำให้มีทางเลือกหลากหลายที่จะเผชิญปัญหาและหาทางออกเพื่อแก้ไขปัญหา  มีหนทางในการป้องกันปัญหาหลายทาง

 

แนวคิดสันติวิธีเข้าไปโยงกับความมั่นคงโดยเฉพาะจังหวัดชายแดนภาคใต้  ฝ่ายต่างๆที่มีส่วนในการแก้ปัญหาก็จะมีวาทะกรรม พูดตรงกันหมดว่าจะใช้การเมืองนำการทหาร  จะใช้สันติวิธีในการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้  แต่ทำไมพูดแล้วความรุนแรงถึงไม่ค่อยลดลง  ถึงแม้หน่วยงานด้านความมั่นคงและหน่วยงานที่ดูแลเรื่องการเมืองการปกครองในพื้นที่ก็จะพูดเหมือนกันว่าสถานการณ์ดีขึ้น  แต่ในปรากฏการณ์ที่พบหรือสิ่งที่เห็นพบว่ายังมีความรุนแรงอยู่  จริงๆแล้วมันยังไม่ดีขึ้น

นโยบายของรัฐบาล ยุทธศาสตร์ของกระทรวงทบวงกรมต่างๆก็ขียนไว้ชัดเจนว่า เห็นคุณค่า  เคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์  ให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิมนุษยชน  ให้สิทธิเสรีภาพภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ  ไม่เลือกปฏิบัติ คำนึงถึงความเป็นธรรมและการพัฒนาที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต  ผู้ปฏิบัติในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องไม่สร้างเงื่อนไขใหม่ที่ทำให้มีการใช้ความรุนแรงเพิ่มขึ้น  เพื่อไม่เปิดโอกาสให้องค์กรระหว่างประเทศและต่างประเทศเข้ามาแทรกแซงเรื่องความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้

แต่การละเมิดสิทธิมนุษยชนจากเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ยังมีอยู่ให้เห็นและถูกพิสูจน์เช่นกรณีของคนหายเพราะถูกอุ้มแล้วทำให้หายโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐแบบที่คุณสมชาย นีละไพจิตร ประสบ  แม้จำนวนไม่มากแต่ก็มีเป็นระยะ 

ในช่วงปี 47-49 พบว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนดังกล่าวแล้วพิสูจน์ว่าเป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่ของรัฐจำนวน 23 ราย (พิสูจน์แล้วโดย DSI เจ้าหน้าที่ตำรวจ  ทหาร )

หลังปี 49 จนถึงวันนี้มีเพิ่มอีก 10 รายรวมเป็น 33 ราย

ยังมีการซ้อมทรมานซึ่งเป็นเงื่อนไขการสร้างความเจ็บปวดเกิดขึ้นเป็นระยะๆซึ่งพิสูจน์แล้วว่าเป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่ของรัฐ  แต่หลายกรณีก็ไม่สามารถดำเนินการจนเอาผิดเจ้าหน้าที่ของรัฐได้

ในมุมมองของภาคประชาชนพบว่าการสร้างเงื่อนไขของเจ้าหน้าที่รัฐเช่นนี้  เวลานำขึ้นสู่ขบวนการยุติธรรมก็พบว่าไม่มีความเท่าเทียมกันกับความผิดชนิดเดียวกันที่ประชาชนเป็นผู้กระทำอย่างเป็นรูปธรรม   ประเด็นเหล่านี้ก็เลยทำให้เกิดปัญหาการสร้างเงื่อนไขจากความเจ็บปวดมาเป็นความเจ็บแค้น ความเกลียดชัง แล้วเกิดการใช้ความรุนแรงตอบโต้

การใช้ความรุนแรงตอบโต้ในปัจจุบันกลายเป็นวงจรที่หมุนเวียนไป  ไม่รู้เมื่อไหร่จะจบ  เมื่อเจ็บปวดก็แก้แค้นก็ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเจ็บปวด  ก็มีการแก้แค้นกลับ  เป็นแบบนี้อยู่ตลอด

แต่ก็มีเหมือนกันที่ไม่แก้แค้น  ไม่ใช้ความรุนแรงเช่นกรณีการหายไปของหะยีสุหลง อับดุลกาเดร์  ลูกหลานของหะยีสุหลง  ไม่ว่าจะเป็นคุณเด่น โต๊ะมีนา หรือหลานสาวคือคุณหมอเพชรดาว ก็ไม่ได้คิดที่จะใช้ความรุนแรงในการแก้แค้น   แต่เลือกที่จะใช้สันติวิธีโดยเลือกใช้วิธีทางกฏหมาย  กรณีของคุณสมชาย  คุณอังคณาก็เลือกที่จะใช้กฏหมาย  ใช้ขบวนการยุติธรรมและพยายามที่จะช่วยเหลือสังคมโดยเฉพาะเยาวชนและกลุ่มสตรีในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบ  ทำให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมมากขึ้น

กรณีของการซ้อมทรมานจนโต๊ะอิหม่ามยะผา กาเซ็งเสียชีวิต เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง ก็เป็นผู้กระทำ ทางครอบครัวก็ไม่เลือกที่จะใช้ความรุนแรง  แต่ให้ลูกๆเรียนกฏหมายเพื่อจะได้มาช่วยเหลือชุมชนที่อยู่ในสังคมไม่ให้ถูกกระทำโดยออกนอกกรอบของกฏหมาย

เป็นตัวอย่างว่าเจ็บปวดแล้ว เจ็บแค้นแล้วต้องใช้ความรุนแรงเสมอไปเพราะนั่นคือสิ่งที่ไม่มีวันจบ  จากการพูดคุยกับครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากการใช้ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้  พบว่าความเจ็บปวดของครอบครัว  ไม่ว่าจะเป็นสามี ภรรยาและลูกๆ  ความเจ็บปวดเท่ากันไม่ว่าจะเป็นของฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐเป็นฝ่ายสูญเสียหรือทางฝ่ายประชาชนที่สูญเสีย  หรือคนที่ถูกอ้างว่าเป็นผู้ก่อความไม่สงบ  ถ้านึกถึงใจเขาใจเรา  ความเจ็บปวดความสูญเสียมีเท่ากัน

เร็วๆนี้ชาวยิวกับชาวปาเลสไตน์ที่เคยมีความขัดแย้งกันและใช้ความรุนแรง  ตอนนี้เลือกที่จะใช้สันติวิธีในการอยู่ร่วมกัน  การส่งสัญญาณที่ชัดเจนก็คือการบริจาคเลือดด้วยกัน แม้จะเป็นคนต่างชาติพันธุ์ที่เคยทะเลาะกันใช้ความรุนแรงกัน  การส่งสัญญาณแบบนี้เพื่อที่จะบอกว่าศักดฺ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่อยู่ร่วมโลกเดียวกันสามารถที่จะอยู่ร่วมโลกเดียวกันอย่างสันติสุข  ถ้าไม่คิดแบ่งแยกกันเป็นคนละพวก  ทำให้เกิดปัญญาที่จะแก้ไขปัญหาในภายภาคหน้าด้วยกันฉันท์มิตรแท้

     

    

 

Post to Facebook Facebook


การบริหารจัดการความขัดแย้งด้วยความสมานฉันท์ (4)

ไม่มีความคิดเห็น โดย จอมป่วน เมื่อ 2 ตุลาคม 2011 เวลา 22:15 ในหมวดหมู่ จอมป่วน #
อ่าน: 2042

ศาสตราจารย์ ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์

ความสามารถที่จะคืนชีวิตชีวาให้กับสังคมและศักยภาพที่จะจินตนาการถึงอนาคตร่วมกันได้  เปรียบเทียบกับชีวิตสมรส บางครอบครัวก็มีปัญหาเกิดความแตกแยก  บางคู่มันจมอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วมันล็อคอยู่กับอดีตที่แตกแยกขัดแย้ง  เดินเจอหน้ากันก็คิด…หลอกลวงกัน ….มีเมียน้อย  มันล็อคไว้โอกาสจะทำอะไรก็ทำไม่ได้ทำให้เสียโอกาสที่จะคืนชีวิตชีวา  ทำอย่างไรถึงจะก้าวข้ามอดีตนั้นไปได้  ถ้าคืนชีวิตชีวาได้ก็จะมามองว่าเราจะมีอนาคตร่วมกันได้อย่างไร?

สังคมก็เหมือนกัน เหมือนกับชีวิตแต่งงาน เหมือนกับชีวิตคู่

บทเรียนจากต่างประเทศมีการศึกษาเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้น  แบ่งผลการศึกษาออกมา  5 กลุ่ม

กลุ่มที่ 1 มีความพยายามในการลืมความรุนแรงในอดีต  จึงไม่พยายามทำความจริงให้ปรากฏขึ้น  อยากให้เห็นว่าการทำเรื่องปรองดองต้องทำบนฐานของความรู้ไม่ใช่ใช่ความรู้สึก  เช่น “ไม่ได้  ต้องหาความจริงเท่านั้น”  เช่น

กรณีแคนาดากับชนพื้นเมืองไปเปลี่ยนอัตลักษณ์ชนพื้นเมือง

กรณีสงครามเวียตนามกับอเมริกา  ไม่ค่อยพูดถึงสงครามเท่าไหร่  เพราะถ้ายังจมปลักกับเรื่องนี้เวียตนามจะอยู่ในอาเซียนอย่างไร?  ประเทศไทยเป็นฐานทัพอากาศที่ส่งเครื่องบินไปทิ้งระเบิดในเวียตนาม ในลาว…ถ้าอยากจะทำมาค้าขายกันก็ต้องพยายามลืมให้หมด  มีการรวมเวียตนามเหนือและเวียตนามใต้  เวียตนามใต้ตอนนั้นก็เข้าข้างอเมริการบกับเวียตนามเหนือ  ถ้าไม่ลืมจะอยู่กันอย่างไร?

สงครามกลางเมืองในสเปน(1936-1939)

ถ้าลืมเป็นการปรองดองรึเปล่า?

กลุ่มที่ 2 ไม่มีการลืมความรุนแรงและพยายามทำความจริงให้ปรากฏขึ้นแต่ก็ไม่สามารถปรองดองได้  เช่นกาน่าและเปรู(เปรูมีคนถูกฆ่าและสาบสูญ 69,280 คน)  เวลาคิดเรื่องการปรองดองมีเรื่องให้คิด 9 เรื่อง  ทั่วโลกจะสนใจแค่ความจริง ความยุติธรรม  ใครรับผิด

กรณีของกาน่าและเปรู  ไม่ลืม  พยายามเอาความจริงให้ปรากฏแต่ก็ปรองดองกันไม่ได้

กลุ่มที่ 3  ให้ความสำคัญกับการทำให้ความจริงปรากฏและมีการเล่าความจริงในที่สาธารณะ  แต่ยิ่งเล่ายิ่งยุ่งยิ่งแย่  และความยุติธรรมไม่ปรากฏแต่อย่างใด  คือกรณีของรวันดาและเซียร่า เลโอน

กรณีของรวันดาเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของเผ่า(Tutzi) และเผ่าฮูตู(Hutu) มีคนตาย  800,000-1,000,000 คน ที่น่าสนใจของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ครั้งนี้ไม่ได้ใช้อาวุธปืนอัตโนมัติ  แต่ใช้มีดใช้ดาบทำ  และความรุนแรงที่เกิดเกิดระหว่างเพื่อนบ้านกัน คำถามของนักวิจัยคือฆ่าลูกของเพื่อนบ้านที่เห็นกันมาตั้งแต่เด็กได้อย่างไร?

หลังจากเหตุการณ์นี้มีการดำเนินการด้วยการให้มีส่วนร่วมของชุมชนซึ่งกำลังเป็นที่นิยมกันในปัจจุบันทุกวงการ มีการกระจายอำนาจและพูดเรื่องการปรองดองโดยชุมชนกลับก่อปัญหา  ไม่ได้แก้ปัญหา ในรวันดามีการตั้ง Gacaca (Gacaca jurisdiction) การปรองดองในท้องถิ่นซึ่งมีถึง 9,000 หน่วย ยึด “Ukuri,Ubutabera,Ubwiyunge – Truth,Justice,Reconciliation) ผู้พิพากษากาซาซาเป็นคนในท้องถิ่น  ถูกเลือกโดยชุมชนและไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับการฆ่ามาก่อน  ไม่ได้รับผลตอบแทนใดๆ  แต่ได้สิ่งของชดเชยอย่างอื่นเช่นวิทยุ  และผู้พิพากษาเป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย  กาซาซาถูกออกแบบเพื่อช่วยการตรวจสอบคดีที่ค้างคาจำนวนมหาศาล  รวมถึงคดีที่ยังไม่มีการไต่สวนแก่นักโทษที่อยู่ในคุก  การไต่สวนของกาซาซาจะมีอาทิตย์ละหนึ่งวัน  อาจจะเป็นสนามกีฬาเล็กๆ  ตลาด  โรงเรียน ฯลฯ

2-10-2554 18-12-41

มีการลงโทษผู้กระทำผิด  ปล่อยนักโทษที่บริสุทธิ์  จัดให้มีการชดใช้ค่าเสียหาย  เน้นกระบวนการค้นหาความจริงและสนับสนุนกระบวนการไกล่เกลี่ยระหว่างฮูตูกับทุตซี่ เป็นความพยายามที่จะดำเนินการตามทฤษฎีการมีส่วนร่วมที่ดีมาก  แต่ผลที่เกิดขึ้นเพราะ Gacaca

“ผู้คนในชุมชนจึงไม่ไว้วางใจกันและกัน”

“กระบวนการปรองดองอาจจะเกิดขึ้นได้หากไม่มีกาซาซา”

“มีความแตกต่างระหว่างสันติภาพและความมั่นคง  ทุกวันนี้เรามีความมั่นคง  แต่ไม่ใช่สันติภาพ  ผู้คนไม่ใช้ความรุนแรงเพียงเพราะเขากลัวผู้มีอำนาจ….รวันดากำลังจะเป็นแบบอิรักในไม่ช้านี้  ความเกลียดชังได้มาจากมิติต่างๆ  และกาซาซาเป็นสาเหตุให้ครอบครัวต่างๆขัดแย้งกัน  เด็กๆที่พ่อแม่ของเขาอยู่ในคุกจะถามเสมอว่าพ่อแม่อยู่ที่ไหน?  พวกเขาเตรียมจะแก้แค้น”

การสารภาพบาปในคริสตศาสนาเป็นการสารภาพใน Private Space แล้วจะได้รับการยกโทษ  แต่ Gacaca  ทำใน Public Space ทำให้เกิดมีเรื่องของความอาย  ศักดิ์ศรี  เกิดความเคียดแค้นเมื่อรับทราบความจริงที่เกิดขึ้น

การปรองดองเสี่ยง  ผลอาจจะออกมาแบบนี้ก็ได้

กลุ่มที่ 4  แม้จะให้ความสำคัญกับการทำให้ความจริงปรากฏขึ้นและการเล่าความจริงแต่ความยุติธรรมไม่ปรากฏแต่อย่างใด (อัฟริกาใต้)  กรณีนี้เป็นตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ แต่ก็มีจุดอ่อนเพราะ “ข้อมูลไม่ตรงและไม่ครบ,  ชดเชยไม่ทั่วถึง,  นิรโทษกรรมคนผิด ไม่ยุติธรรม,  ให้อภัยไม่ลง,  รอนสิทธิผู้เสียหาย,  สร้างวัฒนธรรมคนผิดลอยนวล,  ไปไม่ถึงปรองดอง  เพราะคนผิวดำรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม  คนผิวขาวที่ถูกกล่าวหารู้สึกถึงแต่ความเกลียดชังและอคติ

กลุ่มที่ 5 ให้ความสำคัญกับการทำให้ความจริงปรากฏขึ้นและความยุติธรรมเริ่มปรากฏประจักษ์ชัดขึ้นเรื่อยๆซึ่งเหมาะสมกับเงื่อนไขของการปรองดองที่ยั่งยืนมากที่สุด  เช่นในกรณีของอาร์เจนติน่าและชิลี  ซึ่งเดิมเป็นเผด็จการ มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนมาก  แต่มีการปรองดองได้ค่อนข้างยั่งยืนเพราะมีการปรองดองมากับการเปลี่ยนระบอบ (Regime Changes) การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง  ที่สำเร็จเพราะมีการเปลี่ยนแปลงจากระบอบเผด็จการหรืออำนาจนิยมแบบทหารมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ชิลีประธานธิปดีก็เป็นผู้หญิงมีควาพยายามเรื่องสิทธิมนุษยชนมาก

การปรองดองในสังคมไทยมีความเสี่ยงสองชั้น

ชั้นแรกการปรองดองเกี่ยวพันกับความเสี่ยงอยู่แล้ว  เพราะการปรองดองสัมพันธ์กับความไว้วางใจและจะไว้วางใจได้ก็ต้องเสี่ยง

ชั้นที่สองสังคมไทยเป็นสังคมความเสี่ยง (Risk Society) เป็นความเห็นทางวิชาการเพราะองค์กรอยู่ได้ก็เพราะความไว้วางใจเลยมีความเสี่ยง  ธนาคารก็อยู่บนฐานของความไว้วางใจ  เมื่อไหร่ธนาคารเจ๊ง  เจ๊งไม่ใช่เพราะถูกคนปล้นแต่เจ๊งเพราะประชาชนไม่ไว้วางใจ  ไม่เชื่อถือ  ถ้าความภักดีต่อสถาบันหมายถึงอย่างนี้  โจทย์จะเป็นว่าจะรักษาความภักดีนี้อย่างไร?  ถ้าเข้าใจผิดก็ตั้งหน้าจ้างยามอยู่นั่นแหละเพราะเข้าใจโจทย์ผิด  มัวแต่แก้ปัญหาโจรปล้นแบงค์  มันเรื่องเล็ก  ไม่ได้คิดถึงเรื่องทำอย่างไรถึงจะสถาปนาสายสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกับลูกค้า

ถ้าไปผิดทางเพราะเข้าใจผิดก็แก้ความขัดแย้งไม่ได้เลยไปใช้อย่างอื่นเพราะเห็นว่าใครก็เป็นโจรที่จะมาปล้นธนาคารหมด  เลยตรวจหมด ใครจะมาเข้าธนาคาร

  1. ระบบราชการแตกแยกภายในทุกระบบ?
  2. กลไกผ่อนเบาความขัดแย้งทุกอันอ่อนกำลังเพราะความยืดเยื้อของความขัดแย้ง?
  3. รัฐอ่อนแอในด้านความสามารถที่จะเผชิญกับความขัดแย้ง?

การจะแก้ไขความขัดแย้งก็มีความไว้วางใจซึ่งมีความเสี่ยง  คนต้องมีความไว้วางใจถึงจะทำ  มิฉะนั้นความขัดแย้งก็จะลุกลามต่อไป มีโอกาสที่จะเกิดความรุนแรงขึ้นได้  การใช้ความรุนแรงก็มีบทเรียนมาแล้ว  บางคนบอกว่าได้ผลได้ประโยชน์  ปัจจุบันเราอยู่ในสถานการณ์พิเศษอย่างที่ทราบกันอยู่ อยู่ในเงื่อนไขพิเศษ  ประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมพอสมควร

ถ้าไม่คิดถึงเรื่องการปรองดอง  ไม่เข้าใจเรื่องความขัดแย้งจริงๆแล้ว ไม่พูดถึงเรื่องทางเลือกอื่นเช่นสันติวิธี ของพวกนี้ไม่ใช่พูดแล้วแก้ได้เลยเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา  มองกันตรงๆไม่งั้นก็แก้ไม่ได้  เป็นเรื่องที่ต้องเสี่ยง

ในอนาคตจะอยู่กันอย่างไร?  ปัจฉิมโอวาทของพระพุทธเจ้าสำคัญมาก

“ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราขอเตือนท่านทั้งหลาย สังขารทั้งหลายมีความเสื่อม ความสิ้นไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลาย จงบำเพ็ญไตรสิกขา คือศีล สมาธิ ปัญญา ให้บริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด

การอยู่กับอนาคตคืออยู่อย่างไม่ประมาท การประมาทหมายถึง

  • ไม่รู้จักตนเองว่าเปลี่ยนไปอย่างไร?
  • ไม่รู้ว่าสภาพของโลกภายนอกเปลี่ยนไปอย่างไร?
  • ถือเอาว่าสามารถยื้ยุดฉุดความเปลี่ยนแปลงได้

ความมีสติ ระลึกได้  รู้ตัวทั่วพร้อมสำหรับสังคมไทยหมายความว่าอย่างไร? หมายความว่าสังคมไทยเปลี่ยนไปแล้ว  เราเรียนมาว่าสังคมไทยเป็นสังคมเกษตร  ไม่ใช่แล้ว  เปลี่ยนไปแล้ว  แรงงานส่วนใหญ่อยู่ในภาคแรงงานไม่ใช่ภาคเกษตร  ชาวนาทุกวันนี้ก็ไม่ใช่ชาวนาในอุดมคติเหมือนเดิมที่เราเคยเห็น  เป็นชาวนาซึ่งผูกเข้ากับระบบทุนของการเกษตรไปนานแล้ว  มีหนี้มีสิน เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเยอะ ตอนนี้ต้องเข้าใจว่าเปลี่ยนไปอย่างไรแล้ว

บ้านเมืองมีความขัดแย้งลูกศิษย์ก็คิดแตกต่างกันไป  บางคนก็โกรธอาจารย์เพราะว่าไม่เข้าใจใจว่าทำไมไม่ทำอย่างนั้น ไม่ทำอย่างนี้   ต่อมาก็โทรมาบอกว่าหายโกรธแล้วอาจารย์ส่วนหนึ่งก็สีเหลือง  ลูกศิษย์จำนวนหนึ่งก็แดง  คนรุ่นอาจารย์ก็มีความสัมพันธ์กับสถาบันประเพณีไม่เหมือนกับคนรุ่นหลัง   วันนี้เปลี่ยนไปพอสมควร ต้องตระหนักว่าการเปลี่ยนแปลงมันเป็นจริง  วันนี้มันเปลี่ยนไปเป็นยังไงแล้ว  นอกจากเห็นว่าตัวเองเปลี่ยนยังไงแล้วโลกเปลี่ยนยังไงด้วย  ปัจจุบันโลกเรามีความเสี่ยงสูงเพราะคนคนหนึ่งสามารถสร้างความเสียหายได้มากด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน

การก่อการร้าย 9-11 ลงทุนไม่เกิน 500,000 เหรียญ  แต่อเมริกาต้องลงทุนในการต่อต้านการก่อการร้ายเป็นแสนล้านเหรียญ  ที่สำคัญมีคนกลุ่มหนึ่งในสังคมโลกเชื่อว่าตัวเองสามารถหยุดการเปลี่ยนแปลงของโลกได้  ซึ่งอันตรายมาก  พุทธศาสนาสอนว่าความเป็นจริงคือการเปลี่ยนแปลง  อย่าไปยึดติดกับมัน  แปลว่าอย่าบังคับไม่ให้มันเปลี่ยนเพราะทำไม่ได้  เป็นสาระสำคัญของการที่จะอยู่กับอนาคตอย่างไม่ประมาท

Post to Facebook Facebook



Main: 0.18479800224304 sec
Sidebar: 0.19543290138245 sec