ทุกข์ของคนกินผัก

อ่าน: 1556

กลับจากขอนแก่นพี่น้องเอ๊ย!

เส้นทางคมนาคมทางสำไส้ผิดปกติไปจากเดิม

ทั้งๆที่ไม่ได้แตะต้องเนื้อใดๆแม้แต่น้อย

ไม่ว่าเนื้อคนหรือเนื้อสัตว์

ที่เคยสะดวกปรูดปราดก็กลับนิ่งอั้นไปเฉยๆ

ทั้งๆที่เมื่อเช้าก็ออกกำลังเดินรดน้ำอาบแดดอยู่2ชั่วโมง

แสดงว่าเรื่องการปฏิบัติต่อตัวเองด้านการรับประทานอาหาร สำหรับผู้ที่ต้องการรักษาสุขภาพร่างกายอย่างเข้มข้นเพื่อหวังผลอย่างแท้จริง จะต้องมีแปลงผักของตนเอง ถ้าอยู่ต่างจังหวัดก็ไม่ยากอะไร แต่คนที่อยู่เมืองกรุงอาจจะผูกมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่เรียกว่าคน แล้วเป็นคนปลูกผักปลอดสารด้วยนะ คนเจ้าชู้ไม่เกี่ยว จะได้ตกลงMOU.ว่าจะปลูกจะจัดส่งให้กันอย่างไร หรือใครที่มีญาติอยู่ต่างจังหวัด ถ้าปลูกผักปลอดสารไม่เป็น ก็ชักชวนกันศึกษาทดลอง ไม่ยากหรอกถ้าเห็นประโยชน์คุ้มค่าแล้งลงมือทำจริง 2 เดือนก็อิ่มท้องอิ่มอกอิ่มใจแล้ว

วันก่อนพยาบาลโรงพยาบาลสตึกมาเยี่ยมแม่หวี

พยาบาลส่วนใหญ่ขี้โรคทั้งนั้น

คุยกันไปคุยกันมาถึงรู้ โรคความดัน โรงเบาหวาน โรคไมเกรน โรคมะเร็ง โรคอ้วน โรควิตกกังวล ทำงานหนัก..เลิกงานก็ชวนกันไปเลี้ยงเป็นการหลายน๊อตที่ศีรษะ อาหารที่เลี้ยงก็ แจ่วฮ้อน ตำยำ ปิ้งย่างเนื้อ หุ่นเจ้าเนื้อกันทั้งนั้น พยาบาลลุงพุงน่าดูที่ไหนละ

จึงตุตะอรชรเป็นส่วนใหญ่ ที่ไหนจะเหมือนพยาบาลแถวเชียงใหม่ พยาบาลกลุ่มที่มาบอกว่าอยากทำงานแบบจิตอาสา ชอบใจรูปแบบการทำแปลงผัก จะรีบเอาไปลงมือที่บ้าน มีความเข้าใจมากขึ้นเมื่อโฉมยงพาไปเดินเด็ดผักสดๆมาทำอาหารกัน บอกว่าจะให้โรงพยาบาลมาติดต่อ

โธ่ ผักอินทรีย์ปลูกกินเอง ไม่ได้ปลูกขาย มีคนเข้าใจว่าผักอินทรีย์ควรราคาถูกเพราะไม่ต้องซื้อปุ๋ยเคมีและสารเคมี แต่หารู้ไม่ว่าเป็นงานที่ต้องใช้เวลาและละเอียดอ่อนมาก การลงทุนไปอยู่ที่การเตรียมดินเตรียมน้ำอย่างประณีต ที่สำคัญการขนส่ง ถ้าส่งทางรถทัวร์ตอนเย็นไปถึงเช้า ค่าขนส่งท่านอาจจะคิดว่าแพง แต่ก็ยังถูกกว่าซื้อผักในห้าง จึงเป็นทางเลือกหนึ่งเท่ากับยิงนกโป้งเดียวร่วงมา2-4ตัว

1 ได้รับประทานอาหารสดๆปลอดภัย

2 ไม่ต้องเสียเวลาไปจ่ายตลาด มารับผักที่รถทัวร์สัปดาห์ละครั้ง

3 ได้ช่วยเหลือเครือข่ายชุมชนมีงานมีรายได้

4 ได้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและเพื่อนร่วมชาติ

· เรื่องนี้ควรจะให้รางวัลแก่สุขภาพตนเองเสียที

· ถึงผักอาจจะดูแพงอย่างไรก็ถูกกว่าสุขภาพของเราเอง

· ช่วยลดละเลิกสะสมสารพิษไว้ในร่างกาย

· แถมยังประหยัดค่ายาค่าไปหาหมออีก

· ถ้าคิดสารตะถึงคุณภาพชีวิตแล้วถูกมาก

· รีบๆดูแลตัวเองอย่างเอาจริงเถิด

· ก่อนที่จะไม่มีโอกาสทะนุถนอมตัวเอง

เมื่อเช้านี้เดินไปรดน้ำผัก แล้วเด็ดยอดผักมาอย่างละ2-3ยอดก็ค่อนตะกร้าแล้ว นึกในใจว่าจะรับประทานอาหารมื้อเดียว จึงรวบยอดเอาอาหารเช้ากับอาหารกลางวันมารวมกันไว้ด้วยกัน นั่นก็หมายความว่าเราต้อง จึงเด็ดเอาผักกินสุกมาลวกด้วย เช่น ยอดมะกล่ำ มะเขือพวง และยอดน้ำเต้า ส่วนผักสดก็เด็ดที่เคยรับประทานประจำ เด็ดไปเด็ดมา..ไอ้นั้นก็จะแก่ ไอ้นี่ก็จะยาว เรื่อยเจี้อยไปจนผักเต็มตะกร้า ล้างแล้วมีปริมาณมาก น่าจะประมาณ 2 .. ได้ คงเคี้ยวมาจนเมื่อยกราม

คราวนี้ก็เกิดความทุกข์นะสิครับ

จะกินยังไงหมดละเนี๊ย

ที่จริงก็ไม่ได้ปลูกมากมายอะไร ส่วนหนึ่งเป็นงานเก็บข้อมูลด้านเมล็ดพันธุ์

ผักที่อยู่รองรับคนได้6-7คน/วัน

ส่วนผักที่เด็ดมากินกัน2คนกำลังดี

คนชอบผักก็อยู่ไกลๆกันทั้งนั้น

จะชวนมาหาร3หาร4ก็ไม่มีทางทำได้

คนน่ารักกับคุณโยโก๊ะติดงานสำคัญมาไม่ได้

แกงขี้เหล็กที่จะทำก็คงต้องนั่งฟาดจนหน้ามืด

ครูสมบูรณ์ก็ไปควงตะหลิวอยู่ที่อินเดียโน่น

ถ้าสอนคนอินเดียกินผักไม่สำเร็จอย่ากลับมานะครับ

เสียชื่อครัวไทยสู่ครัวอินเดียโม๊ด คิคิ


สถานการณ์ตอนนี้ กินก็แล้ว แจกก็แล้ว

ผักสดเหมือนอาหารทะเลที่ไหนละ

ถึงเวลาจวนแก่ก็พุ่งพรวดพราดวันต่อวัน

ถ้าไม่รีบกำจัดจุดอ่อนละแย่เลย

ดังนั้น การวางแผนปลูกผักคงมีหลายระดับที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปล ถ้าตั้งเป้าว่าจะใช้ผักสำหรับ 10-20 คน/วัน, หรือ 30-50 คน/วัน จะมีรายละเอียดมากพอสมควร เรื่องอย่างนี้ไม่ลองก็ไม่รู้

มีคนจำนวนมากคิดเองเออเองว่าอาหารมังสะวิรัตไม่อร่อย

เพราะตนเองติดรสชาติทั่วไปเสียแล้ว ยังดีที่คนชนบทที่ยังมีน้ำพริกติดถ้วยอยู่บ้าง นักปฏิบัติจะบอกว่า..เรารับประทานเพื่อยังแก่ชีวิต ไม่ได้เพื่อความอร่อย ก็ไม่มีผิดถูกหรอกนะครับ แต่ถ้าจะเสนอแนวทางส่งเสริมให้ได้ผลเร็ว เราต้องมีเมนูเด็ดสิครับ

ทำอย่างไรถึงจะให้อาหารมังสะวิรัตอร่อยสำหรับผู้ที่ริเริ่มรับประทาน

ท่านผู้อ่านมีข้อเสนอแนะไหมครับ

ผมจะได้นำมาประกอบการความอร่อยให้อื้ออึงไปทั้งบางยี่ขัน


จดหมายถึงท่านเง๊กเซียนฮ่องเต้

4 ความคิดเห็น โดย sutthinun เมื่อ 17 กุมภาพันธ 2012 เวลา 7:38 ในหมวดหมู่ สวนป่าฮาเฮ #
อ่าน: 993

ท่านเง๊กเซียนครับ ผมได้รับบัญชาให้เขียนถึง สันติวิธีหรือวิธีสันติ ฉบับมหาชีวาลัยอีสาน จึงขออนุญาตมารบกวนให้ท่านช่วยพิจารณาช่วยด้วย ผมจะทำยังไงดีกับเรื่องที่คันอยู่ในหัวใจ แต่หาคนช่วยเกายังไม่ได้ ชวนคนไหนเขาเอาแต่โบ้ยบ้าย ทุกคนซังกะตายหมดแล้ว ที่ยังเต้นแร้งเต้นกาก็พอมีบ้าง แต่ก็อ่อนแรงเต็มที ท่านเง๊กเซียนมียาโด็ปไหมละครับ โปรดประทานให้ผมสักจอกหนึ่ง ผมจะเอาไปแจกเพื่อนๆพี่ๆผมใน สสสส.

งานเข้าอีกแล้วพี่น้อง เจอรายการคำขอมา2ฉบับ

รายการแรกมาจากนายแพทย์สุธี ฮุนตระกูล นักศึกษาสสสส.3 หลักสูตรเสริมสร้างสังคมสันติสุข(สสสส.) สถาบันพระปกเกล้า คุณหมอขอให้เขียนเรื่องอะไรก็ได้ไปเขย่าบล็อกหน่อย ไอ่อะไรก็ได้นี่แหละยากที่สุด อีกทั้งเป็นพื้นที่ของจอมยุทธระดับสูง จะบุ่มบ่ามบุกเข้าไปก๋าๆหาได้ไม่ จะต้องใช้แม่ไม้มวยไทยกี่แม่ก็ไม่ทราบได้ แม่ยกก็ไม่มีกับเขาเสียด้วย มีแต่แม่ยาย แต่ก็เอาเถอะไหนๆก็ไหนๆแล้ว ผมนะร่ำรวยอารมณ์รื่น ตั้งแต่มายืนอยู่ในพื้นที่FB.ก็ได้รู้จักญาติมิตรคนดีๆน่ารักทั้งนั้น ท่านเหล่านี้เป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้อง เป็นครู เป็นผู้อุปการะให้ความเมตตาต่อผม เอื้ออาทรความรู้สึกระหว่างกัน แบ่งปันประโยชน์ความรู้ความรักความสุขกันสม่ำเสมอ

· เราพูดกันมากมายเรื่องสันติสุข สันติภาพ

· เราคิดกันมากมายเรื่องจังหวัดชายแดนภาคใต้

· เราแสวงหากันมากมายเรื่องสมานฉันท์

มีทฤษฎี มีงานวิจัย งานสังเคราะห์กรณีศึกษา มีการปฏิบัติการหลายรูปแบบ ผมในฐานะลูกศิษย์สำนักนี้ก็ได้แต่มองดูอยู่ห่างๆ จะยื่นหมูยื่นแมวตัวเองก็แค่หมาน้อยธรรมดา จึงมาปักหลักค้นหากระบวนสร้างสันติสุขภาคประชาคม เท่าที่ตัวเองพอจะทำอะไรได้บ้าง ..ย่างกรายมาร่ายรักต่อกลอนเขียนโน่นนี่ เพื่อผูกมิตรไมตรีกับเครือญาติของผม เนื่องจากเพิ่งจะเริ่มตั้งไข่ยังไม่มีอะไรมาก แต่ผมเชื่อโดยสุจริตใจว่า คนไทยที่ผมเป็นเพื่อนกับเขาล้วนเป็นคนดี รักและห่วงใยบ้านเมือง และมีมิติสังคมในหัวใจ ไม่อย่างนั้น จะมีระบบไหนละที่จะมาเอื้ออวยให้ท่านเหล่านี้ เข้าไปมีส่วนช่วยเหลือประเทศชาติ

มองหารูยังไม่เจอครับ

คนดีของแผ่นดินมากมายเหล่านี้ มีความพร้อมทั้งความรู้ความคิดประสบการณ์และอุดมการณ์ แต่ความผันผวนในสังคมได้คุมกำเนิดความรู้ความคิดภาคประชาชนไว้แน่นหนึบยิ่งกว่าปลากระป๋อง ปัญหาของประเทศชาติจึงถูกลอยเพ เหมือนผักตบชะวาที่ไหลไร้ทิศทาง ตามแต่น้ำเน่าจะพัดพาไปทางไหน

คนเบี้ยน้อยหอยน้อยอย่างผม

ทำได้แค่ไหนก็แค่นั้น

แต่อย่างน้อยก็บอกตัวเองได้ว่าทำแล้วนะ ได้แค่นี้แหละ

ส่วนที่เหลือผมคิดว่ามีคนไทยอีกมากมายทำเรื่องดีๆให้กับบ้านเมือง เพียงแต่เขาไม่ทำเอาหน้าและไม่เสนอหน้า ผมรู้จักครูบาอาจารย์บางคนก้มหน้าก้มตาสอนลูกศิษย์ให้เป็นคนดีอย่างเต็มความสามารถ ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมและบรรยากาศบ้าๆบอๆ ผมรู้จักนักธุรกิจบางคนที่ไม่คิดแต่จะร่ำรวยแบบเอาเปรียบสังคม ไม่บ้าเงินบ้ากล่องจนกระทั้งไม่เห็นศีรษะเพื่อนร่วมแผ่นดิน รู้จักหมอหลายคนที่ทุ่มเททำงานในชนบท

นอกจากรักษาคนแล้ว ยังรักษาโรคทางสังคมอีกด้วย

สังคมสันติสุข ฟังแล้วหัวใจพองโต แต่มันช่างอยู่ไกลแสนไกลเหลือเกิน แต่พ่อหลวงสอนเราด้วยเรื่องราวพระมหาชนก ขนาดตกเรือลอยคอมองไม่เห็นฝั่งก็ยังไม่ท้อ นี่พวกเรายืนอยู่บนผืนแผ่นดินไทยเต็ม2ขา ถ้ามาคิดถดถอยก็ไม่ต่างกับหมาน้อยธรรมดา

ผมสำนึกบุญคุณสถาบันพระปกเกล้า เคารพในบุญครูบาอาจารย์ที่อบรมสั่งสอน เคารพรักพี่ๆที่เมตตาส่งอะไรมาให้มากมาย ทั้งๆที่เสียมารยาทไม่ตอบกลับ แต่ก็จำไว้มั่นว่าเราได้รับความกรุณาจากเพื่อนที่เต็มไปด้วยมิตรภาพของแท้ ไม่ใช่การเลียนแบบของความเป็นเพื่อนอย่างที่เห็นอยู่ทั่วไป ผมติดตามข่าวคราวท่านพี่ๆอยู่เสมอ ทราบข่าวเพื่อนเราก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงานทุกปีก็ดีใจด้วย แต่ไม่ได้แสดงออกจนกว่าจะได้เจอหน้ากัน หลายท่านปักหลักทำงานเชิงรุกอย่างเอาจริงเอาจัง อย่างท่านพลตำรวจเอกวันชัย ศีนวลนัด ขออนุญาตที่เอ่ยนาม แหม..ขอเลียนแบบชาวสภาเขาหน่อย ท่านพี่สว.สุนันท์ สิงห์สมบูญ คงอนุญาตนะครับ ท่านพี่วันชัยเปิดเวทีองค์กรสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจัง ทุ่มเทบัญชาการเองทุกวันขยันมาก ผมไปแอบตอดนิดตอดหน่อยเพราะมีเวลาจำกัด

ญาติผมทางนี้เขารอผมตั้งแต่ตี3 ท่านลองเข้าแง้มดูได้ในเฟสบุกค์ก็จะเจอ หรือยังข้องใจจะตามไปที่บล็อกลานปัญญา ถามหาลานสวนป่าจะเจอไม่ยาก ผมใช้สื่อไอทีในการพัฒนาตนเองและมิตรสหายที่อยู่รอบตัวทำแบบวิชาเกิน ไม่มีความรู้อะไรหรอก

มีแต่กำลังใจ กับ กำปั้น ไว้ทุบดิน

ประเทศไทยวันนี้ได้ลงทุนสร้างโครงข่ายพื้นฐานการโทรคมนาคมไปทั่วทุกหัวระแหง วิทยุชุมชน ทีวี โทรศัพท์ อินเตอร์เน็ท สามารถเข้าได้เข้าถึงพอสมควร อีกหน่อย3G. แพร่หลายจะสะดวกกว่านี้ การคมนาคมถนนหนทางสะดวกมาก รถทัวร์ รถบัส รถตู้ วิ่งกันให้ควัก หลายจังหวัดมีบริการเดินทางโดยเครื่องบิน แต่บ้านผมแย่หน่อยเข้าลักษณะลูกเมียน้อย มีเครื่องบินโดยสารเฉพาะวันศุกร์กับวันอาทิตย์ ส่วนรถทัวร์สบายมาก เที่ยวสุดท้ายออกจากบางกอกเที่ยงคืน มาถึงบุรีรัมย์ตอนรุ่งสาง ส่วนรถไฟ รอรัฐบาลสร้างรถไฟหัวกระสุนเมื่อไหร่จะสุดเริดเลยละครับ

ที่พูดถึงเรื่องนี้เป็นคุ้งเป็นแควก็เพื่อจะบอกว่า อุปกรณ์/เครื่องมือเหล่านี้ น่าจะเป็นปัจจัยเอื้อการการสร้างสังคมสันติสุขได้ไม่มากก็น้อย ถ้าเรารู้จักใช้/ใช้ให้ถูกทางและใช้ให้คุ้มค่า. เรามาส่งเสริมให้เกิดความตระหนักที่จะพัฒนาตนเองและเครือข่าย ด้วยการใช้ไอทีที่เป็นกระแสทั่วโลก จะไม่ดีกว่าการพร่ำบ่นว่าจะเข้าไปสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในเชิงทฤษฎีอย่างโน้นอย่างนี้รึครับ มันสำคัญที่ให้แก่นสารกับผู้คนมีส่วนร่วมในวงกว้างได้อย่างไร?

· ทำอย่างไรรึ

· ก็ทำอย่างที่หลายๆท่านกำลังกระทำอยู่นี่แหล่ะ

· ยังอีกหลายพันวิธีที่จะเลือกปรับใช้ตามศักยภาพของแต่ละท่าน

ผมและเพื่อนๆจากกลุ่มเฮฮาศาสตร์ จะสร้างกุฏิเล็กๆถวายท่านเจ้าคุณพระมหานภัณต์ สนติภทุโท (ถาวรเจริญบรรจบ)ที่สวนป่า เพื่อจะหาจังหวะนิมนต์ท่านมาเคาะกะโหลกเป็นครั้งคราว ผมยังมีโครงการสร้างหมู่บ้านโลกในปีนี้ หมู่บ้านโลกที่ว่า..หมายชุมชนเล็กๆที่ประกอบด้วยผู้คนที่มีจิตใจคล้ายกัน ที่อยากจะมาอยู่รวมตัวกัน แลกเปลี่ยนความรู้กันฉันญาติร่วมสุขร่วมทุกข์กัน มีอะไรก็หันหน้าเข้าหากัน อยากจะทดลองทำวิจัยเรื่องอะไรก็ลงมือกระทำไปเรื่อยๆ ถ้ามีชุดความรู้ไหนเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติเราก็จะนำไปเผยแพร่ พยายามช่วยกันหาคำตอบ..เราจะช่วยอะไรประเทศนี้ได้บ้างในสไตล์ของเรา การคิดการทำแบบนี้ไม่ได้ไปเบียดบังใคร แต่เปิดโอกาสให้คนดีความสามารถมาพบปะจับมือจับใจกันทำงานเชิงรุก

จะทำงานเชิงรุกได้มันต้องลุกจากเก้าอี้

บางท่านบอกว่าเท่านี้ไม่พอหรอก

มันต้องลุกขึ้นมาทั้งตัวและหวังใจ

ท่ามกลางความอลวนของสังคม เกษตรกรเป็นจำนวนมากต้องทิ้งถิ่น เพราะไม่มีความรู้เพียงพอที่จะอยู่ในท้องถิ่น ประมาณเกินครึ่งของครัวเรือนเกษตรกรต้องกลายเป็นผู้อพยพในประเทศของตนเอง เปลี่ยนจากเกษตรกรไปเป็นกรรมการเพราะความประมาทหรือเพราะอะไรมาบีบไปก็ไม่ทราบได้

ในขณะเดียวกันคนกรุงที่มีวิชาความรู้ แต่อุดอู้อยู่แต่ในกรุงเทพฯเหมือนปลากระป๋อง ผมจึงคิดเบาๆแต่เอาจริงว่า..จะชวนท่านที่มีวิชาความรู้เหล่านี้ออกมาพัฒนาชนบท แล้วให้คนชนบทไปอยู่ในเมืองแทน กระแสคนชนบทเข้ากรุงเป็นไปพอสมควรแล้ว แต่กระแสคนกรุงออกชนบทยังไม่เห็นเท่าใดนัก นอกจากตอนน้ำท่วมใหญ่ ไปๆมาๆแล้วกลับไปเผชิญไฟเขียวไฟแดงต่อไป..

การที่คนเมืองจะออกมาอยู่ในชนบทควรมีแบบแผนบ้าง

มันไม่ใช่แบบออกมาจับจองพื้นที่ปลูกสร้างรีสอร์ท ผมคิดมากไปกว่านั้น ทำอย่างไรถึงจะให้เขาตระหนักว่า อยู่ที่ไหนก็ผืนแผ่นดินไทย อยู่ที่ไหนก็ทำความดีงามให้กับบ้านเมืองได้ โดยเฉพาะท่านที่มีประสบการณ์และทักษะมหาศาล ถ้ามีการกำจัดเงื่อนไขให้เหลือน้อยที่สุด การอพยพทรัพยากรมนุษย์สายพันธุ์ดีให้มาแพร่ขยายความดี ให้มารู้เห็นความเป็นไปของบ้านเมือง ช่วยเหลือเกษตรกรที่ยังลำบาก เป็นเรื่องที่ท้าทายน่าประลองสติปัญญาไหมละครับ

เรื่องเหล่านี้จะเขียนหรือโม้โอ้อวดอย่างเดียวก็คงไม่ต่างกับเด็กเลี้ยงแพะ

ผมจึงต้องเอาตัวเองนี่แหละเป็นหนูลองยา

ไม่อย่างนั้นก็จะมีแต่เรื่องเสมือนจริงออกไปลับ-ลวง-พราง

ผมทำอะไรบ้าง

1. เรื่องสุขภาวะด้านสุขภาพของคนไทย

2. เรื่องมิติทางสังคม สำนึกรักบ้านเกิดรักแผ่นดิน

3. เรื่องการจับมือกันร่วมทุกข์ร่วมสุขของคนไทย

4. เรื่องการเชื่อมโยงสติปัญญาวิชาความรู้ และทักษะชีวิต แบบอิงระบบ

เอาแค่4เรื่องนี้ เดินขาเป็นเลข8แล้วละครับ

1.เรื่องสุขภาวะด้านสุขภาพของคนไทย คนเราอยู่ที่ไหนควรจะมีความรู้เพียงพอที่จะพัฒนาพื้นที่อยู่ที่ทำกินให้เจริญขึ้นตามลำดับ ผมจึงปลูกป่าไม้เป็นหลัก อีสานบ้านผมตัดไม้ทำลายป่าเยอะ เกิดวิกฤติทางธรรมชาติรุนแรงมากขึ้นๆ เป็นอุปสรรคต่อการทำมาหากิน ถ้ามีต้นไม้เป็นต้นทุนอยู่บ้างก็จะช่วยลดปัญหาแถมยังนำพาไปสู่การพึ่งตนเอง เช่น เอากิ่งไม้มาทำเชื้อเพลิง เอาใบไม้มาสับเลี้ยงปศุสัตว์ เอามัน-กลอย-เสาวรส-ไปปลูกข้างต้นไม้ใหญ่ให้เป็นค้างธรรมชาติ ในแต่ละปีผลผลิตวิธีนี้จะให้เรามีอาหารและผลไม้ปีละ2เข่ง/ต้น ถ้าทำ1,000 ต้น เหลือกินเอาไปแจกญาติผมได้ไม่น้อย หรือจะพัฒนาเป็นสินค้าอนามัยก็ไปได้อีกไกล เป็นส่วนเสริมด้านสภาพแวดล้อมที่มั่นยืนโดยไม่รีบตัดต้นไม้ก็อยู่ได้ ใช้เป็นแหล่งพลังงาน ผลิตผลไม้และอาหาร สร้างงานและอาชีพในท้องถิ่น ปฏิบัติการเหล่านี้เป็นต้นทุนให้แต่ละครัวเรือนอย่างแท้จริง แค่ชาวบ้านเก็บเอาเมล็ดไม้ไปเพาะปลูกหรือจำหน่ายก็มีงานทำที่ไม่เบาแล้วนะครับ ส่วนปศุสัตว์ผมเลี้ยงวัวเพื่อผลิตปุ๋ย เลี้ยงแพะเพื่อวางแผนให้เป็นโปรตีนที่เหมาะในอนาคต เลี้ยงไก่ให้อยู่ตามธรรมชาติ

ที่สำคัญผมปลูกผักทำการวิจัยเรื่องผักและกินผัก เรื่องนี้เกิดผลต่อตัวเองมาก หลังจากที่ผมเลิกรับประทานเนื้อสัตว์ ทำให้ท้องป่องเหมือนลูกแตงโมลดลงเรื่อยๆ อาการท้องผูกหายเป็นปลิดทิ้ง น้ำหนักตัวจาก 60 ..วันนี้ลดลงเหลือ 57 ..และจะลดลงไปที่ 55. .. ตามที่หมอแนะนำได้ไม่ยากนัก โดยไม่ได้พึ่งยาชนิดใดแม้แต่น้อย ทุกอย่างเกิดความตระหนักในตัวเอง สิ่งใดก็ตามถ้าทำแล้วเกิดประโยชน์โดยตรงต่อชีวิตของผู้คน ผมเชื่อแน่ว่าจะมีผู้คนหันมาทางแนวทางนี้มากขึ้น ส่วนกระบวนการก็ไม่จำเป็นต้องไปขืนโคให้กินหญ้า แนะนำกันด้วยเหตุด้วยผล ให้เขาจัดการบริหารชีวิตด้วยตัวของเขาเอง

จุดขายอยู่ที่ถามว่า

คุณรักตัวเองแค่ไหน

คุณต้องการเพิ่มความรักให้ตัวคุณเองอีกไหม

มีวิธีนี้นะ..ยังงี้ๆ เลือกเอาประยุกต์เอาตามความเหมาะสม

เรื่องลักษณะนี้ตัวผู้แนะนำส่งเสริมต้องเป็นต้นแบบเชิงประจักษ์ จะไปส่งเสริมเรื่องมังสวิรัติทั้งๆที่ตัวเองพุงป่องเหมือนเจ้าไข่นุ้ยก็ใช่ที่..ควรทำให้ดูอยู่ให้เห็นกันจะๆ แล้วเอาสิ่งที่เราลงมือปฏิบัติมาชี้แนะกันมันถึงจะชัวร์ ใช่ไหมะครับ

· ความมั่นคงด้านอาชีพการงาน

· ความมั่นคงด้านอาหารและสุขภาพ

· ความมั่นคงด้านความรู้และทักษะชีวิตของตัวเองและบุตรหลาน

· ความมั่นคงด้านสภาพแวดล้อมและภูมิปัญญาท้องถิ่น

· ความมั่นคงด้านการพลังงานและเชื้อเพลิง

· ความมั่นคงด้านบริบททางสังคม

· ความมั่นคงด้านความปลอดภัยและทรัพย์

· ความมั่นคงด้านเข้าถึงทุนเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร

ประเด็นเหล่านี้เป็นรากฐานของการสร้างเสริมสังคมสันติสุขที่แท้จริง ถ้าเราไปจับกระเดียดเรื่องความรุนแรง เรื่องความขัดแย้ง ชอบชอบธรรมในสังคม โดยละเลยเรื่องความมั่นคงพื้นฐาน ก็เท่ากับเราไปเกี่ยวข้องกับภาพรวมของสังคมยังไม่สมบูรณ์นัก

รถยนต์วิ่งไม่เต็มลูกสูบมันก็กระฉึกกระฉักอย่างที่เป็นอยู่นี่ละครับ

2. เรื่องมิติทางสังคม สำนึกรักบ้านเกิดรักแผ่นดิน

เรื่องมิติทางสังคมกำลังเป็นปัญหาร้ายแรงที่กบดานอยู่อย่างน่าวิตกกังวล เกิดการเปรียบเทียบระหว่างสวัสดิการของข้าราชการ กับ ภาคธุรกิจเอกชน เรื่องระบบข้าราชการมีปัญหาด้านกำลังผล ด้านประสิทธิภาพของการปฏิบัติงาน เรื่องความซับซ้อนของกฎระเบียบ เรื่องพวกนี้ปะทุขึ้นมาล้วนเป็นหมัดตายทั้งนั้นละครับ ดังที่เราจะสังเกตเห็นความเปราะบางอ่อนแออ่อนไหวในหมู่ข้าราชการมากขึ้น ศักดิ์ศรีเกียติภูมิของข้าราชการออกอาการอีบัดอีโรย หลายคนเบื่อหน่ายกับระเบียบเต่าล้านปี พอไปเทียบกับภาคเอกชนมันคนละเรื่อง ทำให้เกิดสมองไหลบ้าง แย่งกันเออรี่บ้าง ที่สาหัสคือเกิดวิกฤติศรัทธาระหว่างข้าราชการกับประชาชน

ไม่ทราบว่าสิ่งนี้เป็นตัวแปรต่อการสร้างเสริมสังคมสันติสุขไหมครับ

ในฐานะคณะกรรมการด้านกำลังพลของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นกระทรวงชั้นเยี่ยมทางด้านการปรับปรุงตนเองตลอดเวลา คณะผู้บริหารฯทำการบ้านอย่างสม่ำเสมอ ก็ยังเจอปัญหาหืดขึ้นคอ เรื่องการโยกย้าย เรื่องการขยายขอบข่ายงานสู่โรงพยาบาลเพื่อสุขภาพในชุมชน เรื่องสมองไหล แต่ละปีมีนักศึกษาแพทย์มาเข้าค่ายดูงานที่นี่ สิ่งที่อาจารย์หนักใจก็คือ ลูกศิษย์ไม่อยากทำงานในชนบท มาขอให้ผมประนีประนอมหว่านล้อมให้ที เรื่องนี้ไม่มีใครถูกใครผิด เพียงแต่นักศึกษามีมิติทางสังคมบ้างเขาถึงจะย้อนคิดเรื่องนี้ เราจะบรรจุพลังเหล่านี้ใส่ลงไปในหัวใจนักศึกษาแพทย์ เมื่อเร็วๆนี้นักศึกษาและอาจารย์แพทย์ขอนแก่นก็มาที่นี่

วันที่ 23 มีนาคม ก็จะไปงานปฐมนิเทศนักศึกษาแพทย์จุฬาฯที่จังหวัดชลบุรี ได้หัวข้อมาแล้วครับ..อาจารย์แพทย์เชิญไปพูดเรื่อง “หมอของชาวบ้าน” คงจะไปจำมาจากสโลแกนของที่นี่..

“มหาชีวาลัยอีสาน คือยาขมหม้อใหญ่

ที่ปรุงแต่งขึ้นมาเพื่อรักษาไข้ใจของคนอีสาน”

ผมสะท้อนให้นักศึกษาเห็นว่า ในชนบทยังมีเรื่องดีงามมากมายที่นักศึกษาควรจะได้แสวงหา องค์ความรู้เรื่องพัฒนาการกินอยู่ต่างหากที่เป็นหัวใจของระบบปฏิรูปสุขภาพ เอาแค่คนไทยกินเนื้อสัตว์ลดลงสักกึ่งหนึ่ง การเจ็บไข้ได้ป่วยก็ลดลงได้มากแล้ว แต่ถ้าเอาแต่เพิ่มเตียงเพิ่มหมอทำเท่าไหร่ถึงจะพอ ปีนี้มีโครงการเพิ่มหมออีก 10,000 คน แต่คนป่วยรอหมดล้นทะลักเป็นหลักล้าน แก้กันเป็นวัวพันหลัก ก็คงเหมือนไม่ลดรายจ่าย มันจะเพิ่มรายได้ตรงไหนละครับ โครงการรณรงค์เลิกเหล้าเลิกบุหรี่ยาบ้า สวมหมวกกันน็อกก็จะลดลง การประกันสุขภาพ ควรโยงไปถึงวัฒนธรรมด้านการความเป็นอยู่อาหารการกินอย่างมีนัยสำคัญ ถ้าสามารถทำให้คนไทยรักตัวเองดูแลตนเองมากยิ่งขึ้น

ชี้ให้เห็นว่าโจทย์พวกนี้ ถ้านักศึกษาแพทย์ช่วยระดมกันทำได้

จะช่วยให้วิกฤตด้านการรักษาพยาบาลเห็นหน้าเห็นหลังเลยละครับ

แพทย์/พยาบาลจะได้ทำงานเหนื่อยน้อยลง

งบประมาณใช้จ่ายน้อยลง

ผู้คนแข็งแรงทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สภาพผู้คนปลอดโรคยิ้มแย้มแจ่มใส

· ถามว่าถ้าผู้คนในชาติมีสุขภาพแข็งแรง

· ประเทศชาติแข็งแรงขึ้นด้วย

· การสร้างเสริมสังคมสันติสุขก็จะฟิตปั๊งตามไปด้วยไหมละครับ

· เราจะสร้างเสริมสังคมสันติสุขท่ามกลางคนป่วย

· คนยากคนจนไส้เต็มไปด้วยน้ำเหลืองสำเร็จได้หรือครับ

3.เรื่องการจับมือกันร่วมทุกข์ร่วมสุขของคนไทย

เรื่องนี้พูดไปแล้วเสียดายนัก จากการจารีตประเพณี/วัฒนธรรมที่ดีงาม หล่อหลอมคนไทยจนทำให้เกิดนิยามคำว่า “ยิ้มสยาม” อยู่กันอย่างเอื้ออาทรฝากผีฝากไข้กันได้ “ข้าวบ้านเหนือเกลือบ้านใต้” กลายมาเป็น “ทำไหรทำเถิ๊ด อย่าเปิดผ้า ทำไหร่ไม่ว่าผ้าอย่าเปิ๊ด วนๆเวียนอยู่แค่นี้ เมื่อปัญหาซับซ้อนมากขึ้นแบ่งกันออกเป็นหมู่เหล่า บ้างที่ไม่สนใจก็อยู่กันอย่างอีแอบ

ถ้าเป็นอย่างนี้สังคมจะสันติสุขอย่างไรก็ยังงงอยู่นะครับ

เรื่องใหญ่ๆอย่างนี้ จะไปทำแบบเห็นช้างขี้ก็ขี้ตามช้างไม่ได้หรอก

แต่ถ้าชี้ชวนให้ผู้คนตระหนักหันหน้าเข้าหากัน เรียนรู้ร่วมกัน เกี่ยวก้อยเดินทางไปในทิศเดียวกัน อาจจะพอเห็นหน้าเห็นหลังได้บ้าง ถึงจะเร็วขนาดไวไฟ อย่างน้อยมันยังมีแต้มบวกมาให้เห็น มีกลุ่มองค์กรมากมายที่กระจายตัวกันทำอยู่ในชนบทต่างๆ ถ้าจะให้ผลดังกล่าวนี้แตกลูกแตกหลานออกไป หน่วยราชการควรจะอยู่เบื้องหลัง ไม่ใช่เข้าไปเป็นเจ้าของโครงการ พวกเธอต้องทำตามกฎระเบียบอย่างนี้ๆนะ บางเรื่องอาจจะพอใช้ได้ แต่หลายเรื่องไม่มีทาง

บางกรณีมีข้อพิเศษที่คนหนึ่งคิดแล้วเอามาให้คนหนึ่งทำ

ทำได้ครับเพราะมีงบประมาณมาล่อ

แต่มันก็ซังกะตายปีนเกลียวกันไปอย่างนั้นแหละ

เสียดายเวลาและงบประมาณ

แถมยังมาสร้างวิกฤติศรัทธาระหว่างกันขึ้นมาอีก

เพลาๆบ้างได้ไหมครับเรื่องพวก

ถ้าไม่ใจเย็นพอที่จะให้เขาเกิดการเรียนรู้

ความรู้ไม่พอใช้ของทุกฝ่ายนี่แหละ

คือตัวปัญหาเชิงโครงสร้างสังคมสันติสุข

· ผมทดลองมาควานหาคำตอบในเฟสบุกค์

· และลงมือสร้างกลุ่มเฮฮาศาสตร์และกลุ่มลูกหลานครูบาในFB.

4.เรื่องการเชื่อมโยงสติปัญญาวิชาความรู้ และทักษะชีวิต แบบอิงระบบ

เมื่อเห็นว่าในระบบมันเต็มไปด้วยเงื่อนไข การที่จะทำอะไรเพื่อสังคมในสภาพตัวเองก็ไม่ได้มีความพร้อมอะไร มีแต่น้ำลายกับกำปั้น จะทำอะไรได้นอกจากทำตัวให้เป็นผู้เรียน ชักชวนให้หมู่มวลมิตรเป็นผู้เรียน ผู้เรียนจะต้องมีคุณสมบัติอยากเรียนรู้ อยากรู้อยากเห็น อยากทดลอง สู้สิ่งยาก อยากเปลี่ยนแปลงสิ่งรอบตัวให้ดีขึ้น สู้กับปัญหาแบบกัดไม่ปล่อย ถ้าผมมีญาติพี่น้องคุณสมบัติดังกล่าวนี้ คนตาบอดอย่างผมก็จะมีคนจูง เท่าที่ปฏิบัติมาก็พบว่า..คนมีความรู้ ความสามารถ คนดีคนเก่งอยู่รอบๆตัว คอยอุ้มชู คอยอุปการะความรู้ ผมเองไม่มีอะไรหรอก เป็นหมาน้อยธรรมดา ที่ผู้ใหญ่ลีจะขอกล่าวนั่นแหละ แต่พอมีการเชื่อมโยงความรู้ ทำให้สามารถปลดสิ่งที่ค้างคาใจออกไปได้มาก อยู่ในป่าก็เรียนรู้ได้ทะลุไปถึงต่างประเทศ มีข้อแนะนำดีๆ เรื่องราวดีๆมากมาย ที่ไม่ต้องรออนุมัติแบบทางการ

สิ่งนี้อาจจะเป็นการจำลองสังคมสันติสุขได้อีกในแง่มุมหนึ่ง

· ที่นี่ไม่มีอำนาจ

· ที่นี่ไม่มีผลประโยชน์

· ที่นี่มีแต่ความรักกับความรู้

ความรู้ในตัวคนนั้นสำคัญนัก ความรักในตัวคนก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน

ถ้า2สิ่งนี้เดินคู่ขนานกันมา

พลังของประชาคมก็อยู่ไม่ไกลนัก

ที่สำคัญทำได้ทันที ไม่ต้องรอสิ่งใดๆ

· อยากได้เมล็ดพันธุ์ผักจากตะวันออกกลางเพื่อนใจดีก็ส่งมา

· อยากได้หมวกไหมพรมเพื่อนอุตส่าห์ถักก็ส่งมา

· อยากได้เสื้อยืด ปากกา ยาดม เพื่อนก็ส่งมา

· อยากได้ไม้ใช้วัดเห็ดเป็นพิษเพื่อนก็ส่งมา

· อยากรู้วิชาธรรมชาติบำบัดเพื่อนก็มาสอนให้

· อยากหายปวดหลังปวดเอวเพื่อนก็มาสอนวิธีแก้ปวดให้

· อยากได้ความรู้ความคิดเพื่อนก็ส่งมาให้

· อยากได้เครื่องสับกิ่งไม้เพื่อนก็หามาให้

· อยากได้ต้นมะตูมยักษ์/มะขามป้อมยักษ์เพื่อนก็ซื้อมาให้

· อยากได้ความรัก ..เมื่อคืนส่งมาแบบถล่มทลาย

แม้แต่ในขณะที่เขียนเรื่องนี้ก็มีโทรศัพท์เข้ามาถาม

จะไปมาหา ต้องการอะไรหรือเปล่าจะจัดไปฝาก

บอกว่า..ไม่ต้องการอะไร ขอแค่รอยยิ้มกับเสียงหัวเราะก็พอ

ก็ยังถามมาอีกว่า..คิดดูนะ ..แล้วบอกมา

โถ แม่คุณทูลกระหม่อม ..แบบนี้ไม่ให้รักได้ยังไง?

· ผมไม่ทราบว่า..ตัวชี้วัดสังคมสันติสุขมีอะไรบ้าง

· สำหรับตัวผมแล้ว..ผมวัดที่มิตรไมตรีไม่มีพรมแดนนี่ละครับ

· ถ้าสังคมมีการร่วมทุกข์ร่วมสุขกันอย่างแท้จริง

· เราจะบ้าไปเอาเกณฑ์อะไรมาวัดอีกละครับ

· แม้แต่ KPI. เป๋ๆผมถือว่ากระจอกมากถ้ามาวัดกันในมิติดังกล่าวนี้

· เครื่องมืออะไรละครับที่จะวัดใจกันได้

· ถ้าไม่ใช้ใจวัดใจ

Key Word : สังคมสันติภาพ ขึ้นอยู่กับคุณภาพของสังคม

———————————————————————————

เรียนคุณหมอสุธี ฮั่นตระกูลที่เคารพรัก

วันนี้ทำได้เพียงนี้ แต่หนทางข้างหน้ายังอยู่อีกไกล จะไปไหวไหมหนอ แต่ไม่ท้อหรอกนะครับ ลูกศิษย์หลวงพ่อศรีวิชัย เอ๊ย! พลเอกเอกชัย ศรีวิลาศ จะมาถอดใจกลางคันมีหวังโดนพระอาจารย์ถี- คุณหมอช่วยหิ้วปีกด้วยนะครับ เพราะหมอเองขอให้ผมเขียนแบบจัดหนักๆ..

ถ้าพระอาจารย์ใหญ่อัด หมออย่าลืมวิ่งมาให้ทันก็แล้วกัน

.. ด้วยรักในอัตราก้าวหน้าตลอด อิอิ.

แคว๊กๆ .


ควายยังเคี้ยวเอื้อง คนเราจะเคี้ยวอะไร?

อ่าน: 1234

หลังจากที่เข้ามาสู่กระบวนการรับประทานภักษาหาร ความคิดก็พุ่งทะยานขึ้นมา ตามอัตตาของคนขี้โม้ เห็นสิ่งใดดีถ้าไม่ได้บอกกล่าว..อกจะแตกตาย นี่ถ้าเน็ทบ้านนอกไม่เดี๊ยง เธอเอ๋ย..อ่านกันจนตาแฉะ เพราะมีเรื่องบอกเล่าให้คนดีที่น่ารักได้ช่วยกันพิจารณา ดังนั้น ..สิ่งที่เขียนในFB.ไม่ใช่เรื่องวิเศษวิโสอะไร เป็นแต่เพียงความรู้หยาบๆ ส่งมาให้พวกเราช่วยเติม ช่วยแก้ ช่วยขัดเกลา ถ้ามองอย่างตรงจุดก็คือ..เป็นการส่งอวดความไม่รู้ มาให้คณะผู้รู้-ผู้มากประสบการณ์-ผู้เชี่ยวชาญช่วยกันแกะร่างแห

โจทย์ในวันนี้ก็คือ มังสวิรัติจะเดินหน้าอย่างไร

คนไทยถึงจะไปสู่ความตระหนัก และเข้าถึงญาติที่แสนรักของผมได้ วันวาเลนไทด์ ผมมีแต่ดอกน้ำเต้า-ดอกมะเขือ-ดอกฟักทอง ไหนเลยจะสู้ดอกกุหลาบได้ จึงขออนุญาตส่งความปรารถนาดีเกี่ยวกับการกินอยู่ของพวกเรามาแทน หวังว่าคุณคนดีคงไม่น้อยอกน้อยใจ

ที่ไม่มีกุหลาบมาปัก ฉึก กลางหัวใจนะครับ

ช่วงนี้ดอกประดู่แดงกำลังชูช่อระย้าย้อย สีแดงระเรื่อเจือสีแสดนิดๆ เป็นสีเฉพาะของเขาเลยละครับ ดอกซากุระอีสานบานต้อนรับเทศกาลแห่งความชื่นมื่นแล้วก็รีบโรยรา ทิ้งกลับดอกสีชมพูเล็กๆเกลื่อนพื้น ดอกไผ่ผึ้งมาบินตอมเซ่งแซ่ทุกเช้า โลกของดอกไม้เบิกบานไสวไม่อนาทรอะไร ถึงเวลาก็แย้มบานให้ ผีเสื้อ นก และเราได้ชมชื่น

ขอส่งมอบความรักอย่างนี้ครับ

เรื่องมังสวิรัติ ที่เราไม่รู้ว่าจะเอายังไงดี หรืออยู่ในระหว่างหาคำตอบ กำลังดำเนินการและประกอบการให้เหมาะสมกับสภาวะแห่งตน เรื่องความเคยชิน เรื่องของนิสัย ใช่ว่าจะจัดการอะไรได้ง่ายๆ การอธิบายหรือชักชวนเรื่องนี้ ผมย้อนไปถึงคำสุภาษิตที่ว่า

“สร้างเรือนตามใจผู้อยู่ ผูกอู่ตามใจผู้นอน”

เมื่อมีที่หลับนอนสะดวกสบายใจฝันหวานได้ไม่อั้นแล้ว ก็จะชวนมาดูเรื่องอาหารการกินที่ปฏิบัติมา เป็นอย่างไรบ้าง ไม่ชอบอะไรบ้าง และติดอกติดใจกับเมนูอะไรบ้าง เรื่องพื้นฐานของจิตใจที่เคลือบความชอบไว้สำคัญนักเชียว ถ้ามองข้ามก็ตกม้าตายได้ง่าย ความหวังดีที่เราจะบรรจุเข้าไปก็อาจจะโดนดีดกลับ สุดท้ายก็ปล่อยเลยตามเลย..

จบแบบเอวังก็มีด้วยประการละฉะนี้

ผมรักใครแล้วไม่ยอมให้จบลงง่ายๆหรอก

พยายามใคร่ครวญว่าจะชวนที่รักให้รับประทานมังสวิรัติเพิ่มขึ้นได้อย่างไร?

มังสวิรัติสไตล์มหาชีวาลัยอีสานจะเดินสายกลางครับ

จะมาข่มขืนความรู้สึกของที่รักนั้นไม่บังควร

ลำดับที่ 1

ท่านใดรับประทานอาหารประเภทใดอยู่ก็รับประทานต่อไป เพียงแต่ขอความร่วมใจลดเมนูเนื้อสัตว์ลงบ้าง เคยสั่งถ้วยใหญ่ก็ลดลงเป็นถ้วยเล็ก เคยประประทานเต็มที่ก็ยั้งๆช้อนไว้บ้าง เคยสั่งเมนูเนื้อเต็มโต๊ะก็ลดลงสักครึ่งโต๊ะ ค่อยๆลดไปเพื่อให้กระเพาะและจิตใจรับสภาพความเปลี่ยนแปลง

ลำดับที่ 2

ทดลองชักชวนตัวเองให้ลองรับประทานผักมากขึ้น เลือกชนิดผักที่ตนเองชอบมากที่สุด ซึ่งก็คงจะมีบ้างละน่า คงไม่มีใครไม่เคยกินผักเอาเสียเลยในชีวิตนี้ ถ้ายังไม่กล้าสั่งเมนูผัก ก็มองไปที่โต๊ะข้างๆก็ได้ พร้อมกับถามตัวเองว่า..ทำไมท่านอื่นๆจึงรับประทานผัก ตัวเราผิดปกติตรงไหนหรือเปล่า ถ้าผักไม่ดีไม่อร่อย ใครจะบ้าสั่งมารับประทานกันละครับ ลองคิดเบาๆ..อาจจะฉุกคิดขึ้นมาก็ได้ ถ้าอยากจะลองชิมชิ้นมา..คราวนี้ละได้เรื่อง..

เอ๊ะ มีคนพูดว่ากินผักบุ้งแล้วตาหวาน

ถ้างั้น..นี่หนูๆ..พี่ขอสั่งผักบุ้งไฟแดงจานหนึ่ง

ลำดับที่ 3

ทดลองชิมผัดผักต่างชนิดมากขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป ให้ตัวเราคุ้นชิน จะได้พิจารณาสั่งอาหารแปลกเพิ่มขึ้น เช่น จับฉ่าย ฟักตุนมะนาวดอง น้ำเต้าชุบแป้งโกกิทอด พิจารณาสั่งอาหารที่มีส่วนผสมของผักมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็สั่งผลไม้จำพวก ฝรั่ง กล้วยสุก แอปเปิล แคนตาลูป ส้ม มังคุด สับปะรด มะพร้าวอ่อน ผักกับผลไม้คุณสมบัติใกล้เคียงกัน ก่อนที่จะโดดไปสู่การรับประทานผักสด ก็อยากจะให้ชิมชอบความสดของพืชผักเป็นเบื้องต้นเสียก่อน

อย่าสั่งผลตาลสุก! ก็แล้วกัน

ลำดับที่ 4

จะชวนที่รักชิมผักสดแล้วละนะ เมนูที่เลือกคือ “เมี่ยงคำ” “แหนมเนือง” อาหารกลุ่มนี้กระจุ๋มกระจิ๋ม เครื่องเคียงมีให้เลือกแยะ สนุกตรงช่วยกันหยิบโน่นเติมนี้มาห่อแผ่นแป้งเป็นคำๆ หรือจะลองใช้ใบชะพลูก็ได้ ที่สวนช่วงนี้งามมากๆ ชะพลูยอดเขียวอ่อนแต่ละใบขนาดฝ่ามือแน๊ะ เพื่อให้ซู่ซ่ายิ่งขึ้น น่าจะเสริม ส้มตำ ยำถั่วพู ยำหัวปลี ยำแตงกวา ถ้ามีผู้สูงอายุก็เพิ่มยำมะเขือยาว ถ้าเป็นเมนูน้ำๆ ก็ทำประเภทแกงจืดตำลึง หรือประเภทซุปผักต่างๆ ตามด้วยผลไม้ มะละกอ ขนุน แตงโมนี่ถ้าไม่ได้ปลูกเองอย่าซื้อเลย ให้สารเคมีมากที่สุด หันไปหามะม่วง ส้มโอ กล้วย จะดีกว่า

ลำดับที่ 5

เราคุ้นชินกับการกินผักแบบหยั่งเชิงผ่านไปแล้ว คราวนี้ก็เข้าสู่การรับประทานผักมากขึ้นๆ 50%-60%-80%-99.9% ขึ้นอยู่กับประมาณตนประมาณใจตัวเองว่าแค่ไหนพอดี ท่านที่ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บก็พิจารณาได้ว่าควรจะเลือกสัดส่วนการรับประทานผักแค่ไหนอย่างๆไร ส่วนท่านที่สุขภาพชำรุดก็ควรจะใส่ใจมากขึ้น มากเป็นพิเศษ ก็ย่อมได้

มื้อเช้าผมรับประทานผักสด

มื้อกลางวันถ้าหิวก็รับประทานผักสุก/ข้าวนิดหน่อย

มื้อบ่าย-เย็น รับประทานผลไม้และ น้ำมะพร้าวอ่อน

รายการทั้งหมดนี่ไม่ตายตัว ถ้าไม่หิวก็ไม่รับประทาน

ปล่อยท้อง-ปล่อยใจ-ว่างบ้างไม่ได้รึไง!

ลำดับที่ 6

ผมมีเพื่อนที่ชอบรับประทานอาหารประเภทเนื้อแบบชูชกเรียกเฮียนั่นแหละ เรียกแกเล่นๆว่า “ขาใหญ่” ร้านอาหารประเภทที่เชลชวนชิมและลืมชิม ถ้าหนังสือพิมพ์ลงเรื่อง/รูป ทีวีออกรายการ..แกจะหูผึ่ง โทรมาชวนยิกๆ ..ไกลแค่ไหนแพงแค่ไหนก็บ่ยั่น!

ขาใหญ่เพิ่งจะออกโรงพยาบาล

ผ่าตัดลิ้นหัวใจรั่วระดับ..สุวรรณเกือบเปิดดูบัญชี

ยังไม่แข็งแรงดีโทรมาชวนอีกแล้ว

จะมากรุงเทพฯแล้วยัง จะได้ไปหาอะไรกินกันอร่อยๆ

..ผมเลิกกินเนื้อสัตว์แล้วครับ ..

แกร้องเสียงหลง..”เป็นไปได้ยังไง

“คราวนี้ผมจะไปกินข้าวกับใครละ”

อ้าว! ยุ่งแล้วไหมละ

ลองกินมังสวิรัติดูไหมละเฮีย

“ไม่ไหวละมั๊ง มันจะอร่อยตรงไหน”

ผมเตรียมวิธีปราบเซียนไว้แล้ว

1 ถ้าไปกินข้าวด้วยกันคราวนี้ ผมจะเลี่ยงไปรับประทานเฉพาะที่เป็นน้ำๆ

ถ้าเป็นจำพวกปลา ปูนึ่ง อาจจะชิมพอไม่ให้เสียน้ำใจ

2 ผมจะขอสั่งเมนูผักๆ แล้วลองชวนแกชิม

3 แกอยากมาสวนป่าอยู่แล้ว ก็จะทำอาหารประยุกต์เลี้ยง แต่จะไม่ตัดบัวไม่เหลือใยเสียทีเดียว อาจจะทำไก่อบโอ่ง ปลาอบโอ่ง แถมด้วยผัดยอดน้ำเต้า ผัดฟักทองอ่อน แล้วกินผักสดโชว์ ว่ามันดียังไง สะดวกสบายยังไง เป็นผลดีต่อสุขภาพยังไง รักตัวเองไหม อยากจะมีชีวิตอยู่จะทำงานต่อไปอีกนานๆไหม เงินทองที่หามาได้ร่ำรวยจะมีประโยชน์อะไร

ผมไม่เคยเห็นคนนอนโลงศพแล้วเซ็นเช็คได้ !

ผมชอบใจคุณโยโกะ มาครั้งที่แล้ว ทดลองทำอาหารแปลกๆให้รับประทาน ล่อกันขนาดแกงขี้เหล็กกันเลย นึกว่าจะตาหน้าแหย กลับยิ้มกว้าง ยกนิ้วชู บอกว่าชอบมาก.. อาร๊อย อาร่อย ! มาช่วงผักกำลังงามด้วยสิ มาที่นี่ไม่กินผัก นับว่าวาสนาอักเสบแน่ๆเลย วันที่17-19 คุณโยโกะก็จะมากับคุณจินตนาที่สวนป่าอีกครั้งหนึ่ง

ถ้าไม่ติดใจ..จ้างสักพัน ก็ไม่หันหน้ามาอีกหรอกหนา

ครูสมบูรณ์บอกให้เคี้ยวช้าๆ..

เคี้ยวอาหารอย่างเดียวไม่ทำอะไรก็เสียเวลา

ระหว่างเคี้ยวเบาๆคิดเบาๆ..ก็เขียนเรื่องราวออกมา

ผ่านการกลั่นกรองจากปากสู่ตัวอักษรให้ที่รักอ่าน

นี่ดีนะ ถ้าอินเตอร์เน็ทส่งกลิ่นและเสียงไปได้ด้วย

ที่รักจะน้ำลายไหลแม๊ะๆ..มากกว่านี้..

· ใช้เวลารับประทาน 1.5 ชั่วโมง

· ผมกลืนอาหารลงท้องประมาณ 80%

· 20% กลืนเฉพาะน้ำผัก ส่วนกากคายทิ้ง

· อุ้ยจันตา..มากระเซ้าว่า ลดได้2รูเข็มขัดจริงหรือเปล่า?

· ผมก็ยิ่งลดภาระการบดย่อยอาหารลงด้วยวิธีนี้

· เคยเห็นแต่วัวควายเคี้ยวเอื้อง

· คนเราก็เคี้ยวเอื้องได้นะจ๊ะคนสวย

แคว๊ก แคว๊ก


มึนจังตู

อ่าน: 857

ชุมชนท้องถิ่น: ฐานรากการพัฒนาประชาคมเศรษฐกิจอาเชี่ยน เป็นโจทย์การจัดประชุมทางวิชาการ ประจำปี 2555 จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา ร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 400 ท่าน ส่วนมากจะเป็นการนำเสนอของนักวิจัยจากสำนักต่างๆทั่วปะเทศ นับเป็นการชุมนุมอาจารย์,นักศึกษาที่ต้องการนำเสนอผลงานวิจัยอีกงานหนึ่ง จากที่เคยไปร่วมเป็นวิทยากรที่มหาวิทยาลัยทักษิณ ที่หาดใหญ่ เมื่อปีที่ผ่านมา และไปร่วมงานของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จัดที่เชียงใหม่เมื่อเดือนที่แล้ว

ก่อนหน้านี้คนไทยจะเจอคำว่า..เศรษฐกิจพอเพียงจนจำเจ

ต่อไปนี้ก็จะเจอคำว่า..ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจนหูอื้อ

และจะเจอคำว่า.>.> การประชุมระดับนานาชาติบ่อยๆ

สิ่งเหล่านี้จะเรียกว่าการโหนกระแสหรือสร้างกระแสก็ไม่ทราบได้

เพราะเท่าที่รับฟังไม่ค่อยมีเนื้อมีแต่น้ำ

เหมาะกับคนรับประทานมังสวิรัติอย่างผม

เมื่อเช้าตื่นสะโหลสะเหล่เพราะนอนดึก ชวนโฉมยงลงมารับประทานอาหารเช้านอกบ้านเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เลิกรับประทานเนื้อ เนื่องจากเป็นอาหารในโรงแรมเราจึงมีอาหารให้เลือกพอสมควร เลือกผักสลัด ชิมน้าสลัด5-6ชนิด เลือกผลไม้ เลือกน้ำขิง แค่นี้ก็อิ่มไปขึ้นเวทีได้

เจ้าหน้าที่มาตามไปห้องรับรอง ฟังคณะผู้ใหญ่คุยกันสนุกสนาม รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นมาในฐานะประธานเปิดงาน รศ.ดร.สุทัศน์ เศรษฐ์บุญสร้าง อดีตรองเลขาธิการอาเซียน และอดีตผู้แทนการค้าไทย เป็นองค์ปาฐก

2 ท่านแรกให้ความคิดเห็นในแง่มุมต่างๆไว้ดีมาก

ต่อจากนั้นเป็นการอภิปรายคณะของผม

คุณจิตนา ชัยยวรรณการ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

คุณธีรศักดิ์ ฑีฆายุพันธ์ ประธานหอการค้าจังหวัดขอนแก่นและรองนายกเทศมนตรี

ในชั้นแรกตกลงกันว่าจะเอาผมไว้คนสุดท้าย แต่พอขึ้นเวทีไหงผู้ดำเนินรายการโยนไมค์มาให้ผมจ้อเป็นคนแรก ให้เหตุผลว่า..หัวข้อเขากำหนดมาว่า..ชุมชนเป็นฐานรากการพัฒนาประชาคมอาเซียน ก็ต้องให้ตัวแทนเป็นพระเอก..

ผมขอเกริ่นว่า..ชุมชนถูกชวนให้ออกมายืนหน้าฉากยังงี้แหละ ในความเป็นจริงก็รู้ๆกันอยู่ว่า ไม่ได้เป็น”พระเอก”หรอก เป็น “เสี่ยวอ้อ” ต่างหาก และเรื่องอาเซียนนี่ ชาวบ้านก็ไม่ได้รู้อิโหน่อิเหน่ อยู่ทุกวันนี้ก็แทบเอาตัวไม่รอด ชักหน้าไม่ถึงหลัง จะไปเป็นฐานรากอะไรได้ คงเป็นได้แต่รากเน่าๆผุๆละมั๊ง ใครๆก็รุมกินโต๊ะชุมชน ไปขายข้าวก็ถูกแกล้งหักความชื้น หักสิ่งเจือปน ไปขายยางพาราก็อ้างว่าไม่ได้มาตรฐาน โดนสูบเลือดสูบเนื้อต่อหน้าต่อตา ยังจะมาบอกว่า..ชุมชนเป็นฐานทั้งๆที่เป็นหนูลองยาให้ใครต่อใคร..มานานแสนนาน

การที่จะเอาชุมชนเป็นฐาน

ถามว่ารู้จักชุมชนแค่ไหน

พวกเราๆนี่แหละ..กว่าจะออกไปหาชุมชนได้แต่ละที

ต้องติดกฎเกณฑ์ ระเบียบ วัฒนธรรมขององค์กร

บางแห่ง..จะออกมาหาผม..ฝ่ายบริหารถามว่ามันเกี่ยวกับKPI.รึเปล่า อีโธ่อีถังเอ๋ย ..มันจะทันกินได้อย่างไร สมัยนี้เป็นยุคของโลกการสื่อสารสายฟ้าแลบ ทุกอย่างต้องรวดเร็วฉับพลัน จะมาแต่งตัวเป็นแม่สายบัวไม่ทันกินหรือ ชุมชนบางแห่งเขาไปโลดแล้ว เขาไม่มารอเรือก้นทะลุหรอกนะครับ

· นักวิชาการนักวิจัยควรจะออกไปเรียนรู้ร่วมกับชุมชน

· โจทย์วิจัย/หัวข้อวิทยานิพนธ์จะเอากี่กระบุ้ง

· ผมเดินเตะตรงไหนก็เป็นโจทย์วิจัยทั้งนั้นแหละ

· จะเอาสักกี่1,000 หัวข้อก็ได้

· ถ้าออกไปถามชุมชนว่าเขาติดขัด/หรือต้องการสิ่งยกจะรู้สิ่งใด

· งานวิจัยก็จะลดขั้นตอน ไม่ต้องวิ่งหาคนใช้ประโยชน์จากงานวิจัย

· มาตั้งเองชงเรื่องเองเอาแค่พอจบๆมันก็ไอ่แค่นั่นแหละ

เท่าที่อ่านในเอกสารบทคัดย่องานวิจัยที่ตีพิมพ์ในเอกสารของงานนี้ ต้องขอขอบคุณหลายท่านที่ทำในหัวข้อที่ชุมชนสามารถเอาไปใช้ประโยชน์ได้ ด้านหน้าห้องนี้มีแม่ใหญ่หลายคนมานั่งสานกระติบไม้ไผ่ บอกว่าเป็นงานโอท็อป ผมเห็นแล้วชอบใจ จึงซื้อกระติบยักษ์มา1ใบ ราคา600 บาท มีคนบอกว่าอย่างเพิ่งเอาไปได้ไหม ขอเอาไว้โชว์ก่อน อ้าว! ตอนคณะผู้ใหญ่เดินผมก็ได้อวดผลงานไปแล้วนี่ ผมจะกลับแล้ว จึงขออุ้มกลับบ้าน ขอชื่นชมว่าฝีมือดีมาก แต่ก็ยังพัฒนาต่อไปได้อีกถ้านักวิจัยเข้าไปช่วย

ตามโผ ผมต้องพูดในกรอบ..-สถานการณ์และความตื่นตัว หรือเข้าใจต่อการดำเนินการตามข้อตกลงของภาคประชาชน หรือภาคเกษตรกรรมรายย่อยมีมากน้อยเพียงใด และในส่วนที่คิดว่าตื่นตัวแล้ว เข้าใจว่าผลกระทบในเชิงบวกหรือลบ เป็นอย่างไร? และได้เตรียมการอย่างไร?

ถ้าจะพูดตามโผให้มา..ก็ขอบอกว่ามึนพะยะค่ะ ชุมชนไม่ได้รู้เรื่องตามที่โผบอกสักหน่อย เป็นการตั้งข้อสมมุติฐานเอาเอง ทำไมไม่ถามใจกันดูก่อน หรือให้อิสระในการที่จะแสดงความเห็น ผมคิดว่า..ผมพูดได้นะ ไม่งั้นไม่ถ่อทิ้งงานขับรถมาร่วม200 .. เพื่องานนี้หรอก ผมจึงทิ้งโผนะสิครับ..

ด้านความเข้มแข็ง..ชุมชนแตกซ่าน ไม่มีความรู้ที่จะอยู่ในท้องถิ่น ทิ้งถิ่น

ด้านวิชาความรู้..ความรู้ไม่พอใช้

ด้านจารีตประเพณีและวัฒนาธรรม ..โดนแจจังกึมครอบจนลายพันธุ์ไปแล้ว

ด้านความมั่นคงอาหาร ..แต่อาหารที่คนไทยรับประทานเต็มไปด้วยสารพิษ

ด้านเศรษฐกิจ..จะเป็นครัวโลก ส่งอาหารไปEU. ถูกเขาตีกลับกระเจิง

ด้านความปกติสุข ปลอดภัย ก็กินใจแบ่งกันออกเป็นฝักเป็นฝ่าย

เล่าถึงการสร้างเครือข่ายแบบอิงระบบ

อวดว่ามีเพื่อนอยู่ทั่วโลก

รักใคร่เสมือนญาติสมานไมตรี

ทราบว่าผมปลูกผักก็ส่งเมล็ดพันธุ์ผักมาให้ทั้งในและต่างประเทศ

ผมไม่มีน้ำยาหรอก แต่เพื่อนๆที่ยืนเคียงข้างผมล้วนเป็นจอมยุทธด้านต่างๆ

กำลังสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ผ่านเฟสบุกค์

ประเทศในกลุ่มอาเซียนผมก็ตระเวนมาแล้ว

พอที่จะเห็นเรื่องหยาบๆที่เป็นพื้นฐานของเขา.>.>

คุยเรื่องจะชวนคนกรุงออกป่า เรื่องหมู่บ้านโลกได้นิดหน่อย

กำลังโม้เพลินๆ อ้าว! หมดเวลาแล้ว

ต่อด้วยท่านรองอธิบดีจินตนา และท่านประธานหอการค้าขอนแก่น เนื่องจากท่านทำมากับมือ จึงมีสาระประโยชน์ในการสะท้อนมุมมองเกี่ยวกับอาเซียนได้ดีมาก จบรอบแรกขึ้นรอบที่2 คราวนี้ท่านรองอธิบดีเปิดฉากก่อน..ต่อด้วยท่านประธานหอฯ ตามที่ตกลงกันรอบนี้น่าจะได้เวลาคนละ 10-12นาที เนื่องจากเวลาบีบเข้ามาบ่ายแล้ว ท่านผู้ดำเนินรายการ ขอลดเหลือ 5-6 นาที

ผมพูดเป็นคนสุดท้าย

ก็ทิ้งทุ่นไว้ว่า..

· การประชุมลักษณะนี้มักจะจัดทำนองเดียวกันทั่วประเทศ

· ไปเวทีไหนก็อย่างนี้แหละ

· จะให้พูดเรื่องอนาคต/การแข่งขัน/เรื่องเป็นเรื่องตายแต่ไม่มีเวลาให้

· ผมก็จนใจ..ดีนะที่ผมเจอบ่อยจึงไม่เตรียมPowerPoint ให้เสียเวลา

เมื่อไหร่เราจะประชุมเพื่อเอาแก่นสารกันจริงๆ ถกกันจริงๆ ให้ได้ความจริงออกมา อย่าไปก็อปรูปแบบการสัมมนาแบบเก่าๆอยู่เลยครับ ยุคของการเปลี่ยนแปลง ถ้าไม่ปรับเปลี่ยนอะไรเลย มันบ่งบอกอะไรหลายอย่างนะครับ

หลังจากนั้นก็ถ่ายรูปหมู เอ๊ย! รูปหมู่ แจกของที่ระลึก

ซึ่งเป็นผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยขอนแก่น

เป็นกลุ่มงานวิจัยที่เหมาะกับนำไปใช้กิจการ SPA

มีกลิ่นดอกโมก-บัวหลวง-พลับพลึง-กุหลาบ-ดอกแก้ว-

คุณภาพดี กลิ่นหอมเยี่ยมเลยละครับ

ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ชวนเข้าห้อง..รับประทานอาหาร มีอาจารย์หลายท่านเข้ามาชวนไปกินข้าวจะได้คุยกันด้วย แต่ผมบ่กินอาหารประเภทที่โรงแรมจัด จึงออกมาหาสุกี้MK. สั่งชุดผักมาเจี๊ยะแก้ขัด เห็นผักของMK.แล้วสงสารท้องตัวเอง เทียบไม่ได้หรอกกับผักเราปลูก ชวนกันกินพอปะทะประทัง กลับมาถึงบ้านจวน6โมงเย็น ไปรดน้ำผัก ปลูกผัก อาบน้ำ นอนรำพึงรำพัน

ลุงเอกโทรมาหา

มองเห็นแต่โรงแรมที่พักใกล้เคียงกัน

ต่างคนต่างยุ่งจึงไม่ได้เจอกัน

นี่แหละสังคมไทยยุคบ้าๆบอๆ

อยู่ใกล้กันแค่ตะโกนได้ยิน..ก็ยังไม่ได้พบหน้า

แล้วคนรักที่อยู่ห่างไกลออกไป.10 ..100 ..500..5,000..

จะพบกันได้อย่างไร?

ยังมิรู้เลยยยยยย..

โอ้ย.. มึนจังตู !



Main: 0.1011950969696 sec
Sidebar: 0.060957908630371 sec