เบิ่งตาแลไทยแลนด์ในอีก20ปีข้างหน้า****

อ่าน: 1767

 

 

คนบ้านป่าได้รับการชี้ชวนให้มองเมืองไทยในอนาคต20ปีข้างหน้า นับว่าเป็นโจทย์ที่น่าใคร่ครวญไม่เบาเลยนะครับ ล อ ง ค า ด ห วั ง สิ ว่ า ป ร ะ เ ท ศ ของฉัน จ ะ เ ป็ น ฉั น ใ ด ? . . มองสังคมมองประเทศไม่เหมือนมองคนสวยหรอกนะเธอ มันมีมุมให้พิเคราะห์พิจารณายุบยับไปหมด โดยเฉพาะการมองแบบคาดการณ์นี่สิ ถึงตอนนั้นผมไม่มีโอกาสได้ทราบผลการคาดคะเนที่ว่าไว้ จะใกล้เคียงหรือเอนเอียงไปสุดกู่ประการใดก็ไม่อาจทราบได้

อีก20ปี ใ น ห มู่ เ ร า รุ่ น เ ก๋ า ส์ กึ๊ ก ก็ ค ง แ ย ก ย้ า ย ไ ป เ ป็ น ธ า ตุ อ า ก า ศ ที่ ไ ห น ก็ ไ ม่ รู้ จะยังชีพอยู่ก็แต่รุ่นสวยสะพรั่งตอนนี้ แต่ตอนนั้นก็คงนมยานจนเอาพาดบ่าได้แล้วละ เรื่องอย่างนี้มองคนเดียวไม่กระจ่างหรอก มั น ย า ก ก ว่ า ต า บ อ ด ค ลำ ช้ า ง ห ล า ย เ ท่ า นั ก ..เมื่อรับการบ้านมาก็ต้องทำการบ้านสิเธอ แต่มีปัญญาแค่หางอึ่งจะทำอะไรได้ จึงมองหาตัวช่วย..สมาชิกชาวFB.และลานปัญญาโปรดสะท้อนทัศนคติช่วยผมด้วย อย่าปล่อยให้คนป่าไปขายขี้เท่อบนเวทีเลยนะแม่คุณ

 

เมื่อเร็วๆนี้ได้รับซองเอกสาร เปิดอ่าน..สะดุ้งโหยง!..เรื่อง ขอเรียนเชิญไปเป็นองค์ปาฐกถาบรรยายพิเศษ ..ด้วยวโรกาศมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร์รามาธิบดี จักรนฤบดินทร สยามมินทราธิราช บรมราชบพิตร เจริญพระชนมพรรษา 84 สำนักงานสภาการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลทั้ง9แห่งทั่วประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงพร้อมใจกันจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติภายใต้โครงการประชุมสัมมนาวิชาการนานาชาติ “การยกระดับคุณภาพชีวิตและภูมิปัญญาท้องถิ่น อาเชียน” ครั้งที่ 1 (International Symposium on Local Wisdom and Improving Quality of Life) ในระหว่างวันที่ 8-11สิงหาคม 2555 ณ อุทยานหลวงราชพฤษ์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดยเชิญชวนภาคประชาชน ผู้ปฏิบัติ นักวิชาการ และผู้ทรงคุณวุฒิ จากประเทศกลุ่มประชาคมอาเชียนและประเทศภูฐาน,จีน,ญี่ปุ่น,อินเดีย,เกาหลี,ไต้หวัน,มานำเสนอผลงานและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น อาทิ Mr. Muhammad Yunus ผู้ก่อตั้งธนาคารกรามีน (Grameen Bank) ในการบรรยายเรื่อง”การพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชน”

หลายปีผ่านมานี้ ผมไปเกี่ยวข้องกับงานคล้ายๆกันนี้ในหลายเวที สิ่งใดที่เป็นงานถวายเทิดพระเกียรติพ่อหลวงของเรา ผมยินดีไปขยายขี้เท่อสุดฤทธิ์สุดเดช แต่ด้วยข้อจำกัดของสติปัญญาที่จำกัดจำเขี่ยและร่อยหรอบริบททางวิชาการ ก็ได้แต่น้อมถวายความจงรักภักดีพ่อหลวงตามมีตามเกิด ทั้งๆที่ตั้งใจไว้เปี่ยมล้นที่จะทำหน้าที่พกนิกรที่ดีของพระองค์

แต่ก็นั่นแหละเธอ..

บ้านเราตอนนี้มีพสกนิกรหลายสายพันธุ์

พูดไปก็กระเทือนทรางกันเปล่าๆ

เรามาช่วยกันเทิดพระเกียรติพ่อพระในดวงใจสไตล์เราๆชาวFB.ดีไหมครับ

 

เท่าที่สนทนาเบื้องต้น ผมเห็นความมุ่งมั่นที่จะสนองพระราชดำริเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินอย่างเต็มสติปัญญาก็น่าชื่นใจ เมื่อวานให้เจ้าหนูฝนไปประสานงาน ก็ได้งานมาเต็มหน้าตัก ดร.ฝน เล่าว่ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาต้องการจะสรุปงานในหลายรูปแบบ โดยเฉพาะในบทสรุปของ20มิตรประเทศที่สะท้อนความเห็น จึงทาบทามมาว่าเราจะอาสารับทำให้ได้ในรูปของพ็อกเก็ตบุกส์ให้ได้ไหม?

เห็นไหมละครับ..วิธีคิดของฝ่ายดำเนินงานบรรเจิดขนาดไหน?

ในฐานะตัวแทนประเทศไทย ถ้าผมสรุปมุมมองประเทศใน20ปีก็คงงั้นๆแหละ แต่ถ้าพี่น้องชาวFB.และลานปัญญาช่วยกันลงขันความคิดช่วยผม เขยเชียงใหม่คงจะไม่ตกม้าตายที่ดอยสุเทพแน่นอน ช่วยๆเขยเชียงใหม่หน่อยนะครับ

เพียงแค่แย้มพรายเรื่องออกมานิดๆ..

ใบหน้าของพี่น้องก็ลอยฟ่องมาเต็มอากาศ

ท่านใดจะอาสา ขอได้โปรดเอามือลง..

แล้วก็เริ่มวางศิลากฤษ์เบิกตัวอักษรได้เลย

รีบๆตะครุบ..ระวังตัวหนังสือจะกระโดดออกมาจากหน้ากระดาษ!

 

อนึ่ง. ช่วงที่เขยเชียงใหม่ไปอยู่หลายวัน น้าอึ่งอ๊อบ ครูอึ่ง ครูอาราม อุ๊ยจันตา เจ้าหนูฝน ฯลฯ อยู่ในพื้นที่อยู่แล้ว คงไม่ยากนักที่จะไล่กอด ยังหนักใจแต่ญาติทางไกล ทำยังไงจะนัดมาพบปะกันสักวันหนึ่ง ในช่วง7-11 สิงหาคมนี้ เ ร า ม า ก ร ะ ดี๊ ก ร ะ ด๊ า กั น ดี ไ ห ม ค รั บ ? คุณหมอจอมป่วน เจ้าตาหวาน พี่บางทราย ท่านอัยการชาวเกาะ รอกอดส์ หมอเบริด์ หมอเจ๊ แหม..ถ้าจะให้ล่ารายชื่อทั้งหมดคงไม่ต้องกินข้าวเช้าแน่ ผมคิดไปถึงลุงเอก พระอาจารย์ไร้กรอบแห่งนาซา และผองญาติในลานปัญญาทุกท่าน ไม่ให้กระเด็นเล็ดลอดหายไปได้สักคนหรอกหนา อยากจะขออนุญาตจับเข่าถามว่า..มาเที่ยวเชียงใหม่กันไหม?

 

เ ป็ น ไ ป ไ ด้ ไ ห ม ค รั บ ที่เราจะนัดจัดงานวันเฮฮาศาสตร์ ฉบับมินิในช่วงดังกล่าว ถ้าตัดสินใจร่วมกันว่าจะลุย ท่านที่มีเวลาก็มาเที่ยวมาชมและมาคุยงานกัน หลังจากจบงานนี้ก็ค่อยไปนั่งละเลียดความครุ่นคิดคำนึง ดึงเอาความรักความคิดถึงมาแชร์กันคนละเข่งสองเข่ง

เรื่องนี้สำคัญนะครับ มุมที่มองต่างอาชีพและประสบการณ์นั้นมีเสน่ห์ยิ่งนัก โ ด ย เ ฉ พ า ะ ค ว า ม มี อิ ส ร ะ แ ห่ ง ตั ว ต น ..ไม่ได้เขียนเสนอผลงานวิชาการ หรือเขียนแบบรายงานเจ้าสำนัก แต่..เป็นการเขียนตามใจฉันที่เห็นและเข้าใจ ขออนุญาต..ฉ ะ อ้ อ น ฉ อ เ ล า ะ ม า ถึ ง ที่ รั ก ส ม่ำ เ ส ม อ เมื่อบรรลุจุดประสงค์ปลงใจแล้ว ทั้งรูปหล่อและรูปสวยกรุณาบอกกล่าวเล่าแจ้งFB.และลานปัญญาด้วยเถิด

โปรดเปลี่ยนความเข้าใจ ให้เป็นความตั้งใจโดยพลัน ! อิ อิ..

 

ผมโชคดีที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาจนถึงวันนี้ ถึงชีวิตจะลุ่มๆดอนๆเพราะโดนสังคมจับเหวี่ยงจนกายาบอบช้ำ แต่หัวใจยังกระชุ่มกระช่วยกระยิ่มยิ้มย่องได้อยู่นะเธอ ..ก่อนที่จะมองไปข้างหน้า20ปี ก็ขอมองย้อนหลังไป20-30-40ปี ในช่วงชีวิตของเราๆท่านๆนี่แหละ สังคมไทยเปลี่ยนแปลงแบบพุ่งกระฉูด หลายเรื่องเป็นเสมือนมีอภินิหาร แต่หลายเรื่องก็พาลพาโลจนเกินความคาดหมาย ตอนผมเป็นเด็กๆ เตี่ยแม่ได้สร้างบ้านเป็นลักษณะร้านค้าเล็กๆในตัวกิ่งอำเภอที่ไกลปืนเที่ยง เป็นบ้าน2ชั้นด้านล่างเทพื้นปูนซีเมนต์

<· เจ้าพื้นซีเมนต์นี่แหละครับที่มันบ่งบอกความหัศจรรย์อย่างเอกอุให้แก่คนชนบท ผู้คนแถบนั้นตั้งแต่เกิดมาก็เพิ่งจะได้เห็นพื้นบ้านแข็งแกร่ง-ดูเรียบและเย็น-เ ด็ ก ๆ ช า ว บ้ า น ต่ า ง พ า กั น ม า ลู บ ม า น อ น ก ลิ้ ง เอาไปโจดขานกันเป็นเรื่องแปลกใหม่

<· <!–[endif]–>วิทยุก็เข้ามา ยุคที่ใช้ถ่านไฟฉายเป็นลังๆนั่นละครับ ชาวบ้านก็มารุมดูกันอีก แปลกใจตู้อะไรนะทำไมมันรายงานข่าว/ร้องเพลง/ประกาศเลขหวยออกอากาศ

<!· <!–[endif]–>ต่อมามีทีวีมันยิ่งมาขยายความอึ้งทึ่งๆและทึ่ง สมัยนั้นใช้ไฟปั่น ยังแพร่ภาพออกอากาศเป็นขาว-ดำ เด็กๆตื่นเต้นมาเฝ้าดูกันจนไม่กินข้าวกินปลา เลิกง้อรถหนังขายยา ไม่ต้องวิ่งตามโฆษกประกาศรอบหมู่บ้าน..ฮัลโหลๆ..คืนนี้จะฉายหนังกลางแปลงที่หน้าสุขศาลา กินข้าวกินปลาแล้วรับมากันนะครับ

<· <!–[endif]–>พาหนะใช้เกวียนบรรทุกสิ่งของ ต่อมาก็มีรถจิ๊ปลากไม้ รถมอเตอร์ไซด์ มาแทนรถจักรยาน ก่อนที่จะรู้จักรถอีตุ๊กอีแต๋นอยู่หลายสิบปี

<!· <!–[endif]–>เจ้าหน้าที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มาประชุมประจำเดือน ล้วนขี่ม้าบักจ้อนมาประชุม หน้าที่ว่าการอำเภอจะมีหลักสำหรับผูกม้าไว้ใต้ร่มไม้ เด็กๆไปเกี่ยวหญ้าม้ามาขาย หอบละ50 สตางค์ อีตอนเลิกประชุมทุกคนต่างกลับบ้านนี่สิครับ มีม้าวิ่งฝุ่นตลบออกทุกทิศทุกทาง มองดูคล้ายๆกับในหนังคาวบอย

สภาพการณ์ดังกล่าวนี้ มีมาก่อนหน้าเพลงผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุม พ..2504 หลังจากนั้นแผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติฉบับต่างๆก็ทยอยออกมา ในช่วงแผนพัฒนาฉบับที่8 ก่อนหน้าช่วงฟองสบู่แตก ในแผนฯมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ แต่พอเศรษฐกิจมีปัญหาเราก็ปรับแผนฯมาเน้นเรื่องความเป็นนิกส์ ลดความสำคัญของการพัฒนาการศึกษา ผลเป็นประการใดท่านทั้งหลายก็คงจะทราบกันดีอยู่แล้ว

 

ดังนั้นถ้าจะตั้งข้อสังเกต พอให้ได้ข้อสรุปหยาบๆในการพิจารณาวันข้างหน้า ก็คงจะมองสภาพการณ์บ้านเมืองในเวลานี้กระมังครับ สังคมบ้านเรามีข้อดีข้อด้อยประการใด มันก็จะไปส่งผลในอนาคตภายหน้าครบเครื่องเรื่องกลไกของสังคม พอจะประมาณได้ว่า

“ถ้าจะดูวันหน้า ก็ควรดูวันนี้”

“ทำวันนี้ให้ดี วันข้างหน้าก็จะออกมาดี”

<!· วันนี้..เราทำหน้าที่พลเมืองไทยแล้วหรือยัง!<!–[endif]–>

<!· วันนี้<!–[endif]–>..เราเป็นพกสกนิการที่ดีแล้วหรือยัง!

<!· วันนี้<!–[endif]–>..เธอเล่นบทไหนในฐานะประชาชนคนไทย!

อย่างน้อยคนไทยก็ควรทำหน้าที่ 2 ประการ

1 ทำ ห น้ า ที่ ก า ร ง า น ข อ ง ต น ใ ห้ เ รี ย บ ร้ อ ย ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งอะไรก็ขอให้มีความรับผิดชอบ

2 ทำ ห น้ า ที่ พั ฒ น า แ ล ะ ดู แ ล สั ง ค ม ถ้ายังเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ปล่อยให้กระแสเถื่อนลากจูงสังคมเข้ารกเข้าพง สร้างความปั่นป่วนวุ่นวาย ถามว่าสังคมเราเกิดอะไรกันครับ

“ถ้าเราลอยเพสังคม สั ง ค ม ก็ จ ะ ล อ ย เ พ เ ร า ”

สั ง ค ม ที่ ถู ก ล อ ย เ พ วั น นี้ วันข้างหน้าจะไม่เพแตกรึครับ!

หลายท่านอาจจะตัดช่องน้อยแต่พอตัว ฉันรวย ฉันพร้อมเผ่น ฉันพร้อมแก้ปัญหาด้วยตนเอง เรื่องของสังคมก็ปล่อยให้เป็นสวะลอยไปในน้ำเน่าปล่อยให้เหตุการณ์บ้าๆบอๆล้วงควักประเทศชาติกันไป บางกลุ่มคนก็อึ้งกิมกี่ด้วยไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ได้แต่เข้าวัดเข้าวาสงบจิตสงบใจ บางกลุ่มก็ถือโอกาสชุลมุนแย่งชิงฉกฉวยประโยชน์ สถาบันต่างๆคลอนแคลน เกิดสภาวะวิกฤติศัทธา กาวใจไร้ประสิทธิภาพ ทั้งๆที่ประชาชนคนไทยโชคดีที่สุดในโลก ก็ลองนึกดูสิเธอ

<!1. คนไทยมีสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่พระประมุขทรงทุ่มเททำงานให้แก่คนไทยตลอดพระชนชีพของพระองค์ ทรงยอมเหนื่อยยากเพื่อให้พกสกนิกรกินอิ่มนอนอุ่น ทรงทำหน้าที่พระมหากษัตริย์จนเป็นเลิศเป็นแบบอย่างทั้งโลก ได้รับการยกย่องและชื่นชมเสมอมา ทั้งในระดับราชวงศ์ ระดับประมุขของประเทศ และระดับสหประชาชาติ

<!2. คนไทยมีสถาบันศาสนา เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ ศาสนาเป็นวินัยทางสังคมที่ผู้คนน้อมปฏิบัติ มีวัฒนาธรรมจารีตประเพณีและครรลองครองธรรมเป็นหลักชัยให้ดำเนินรอยตาม

<!3. คนไทยมีความเป็นชาติ ชาติที่มีความพร้อมมีอัตลักษณ์ มีความเป็นไท มีปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีพและพัฒนา

<!4. คนไทยมีความเป็นไท ยิ้มสยามเป็นตัวชี้วัดคุณภาพของจิตใจและอารมณ์ มีความเอื้ออาทรกัน “ข้าวบ้านเหนือ เกลือบ้านใต้” บ่งบอกถึงความสมานไมตรีจิตทุกระดับ มีภูมิปัญญาคอยดูแลวิถีไทให้ปกติสุขเรื่อยมา

<!5. คนไทยอาศัยอยู่ในพื้นที่ๆมีความหลากหลายทางชีวภาพ จึงมีสภาพแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ ดินฟ้าอากาศความชุ่มชื้นพอเหมาะต่อการเพาะปลูก ภาคการเกษตรได้ทะนุบำรุงภาคอุตสาหกรรมจนรุ่งเรือง

<!6. คนไทยมีศักยภาพที่จะพัฒนาตนเองให้ก้าวทันโลกภายนอก ชนบททุกวันนี้มีไฟฟ้าทุกซอกทุกซอย มีประปาหมู่บ้าน มีถนน2เลน4เลนบรรจบกันทั่วประเทศ มีวิทยุทีวีไม่รู้กี่ร้อยช่อง มีอินเตอร์เน็ท และกำลังแจกเท็บเล็ทให้เด็กนักเรียนชั้นประถมทั่วประเทศ มีสพานข้ามแม่น้ำเชื่อมประเทศเพื่อนบ้านหลายจุด มีสนามบินทันสมัยไม่แพ้ประเทศใดในโลกนี้

ถ้าพิเคราะห์ถึงต้นทุนและปัจจัยในการพัฒนาประเทศ โดยเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านแล้ว ประเทศของเราได้เปรียบทางด้านกายภาพมาก ถ้ารัฐบาลและคนไทยใส่ใจเรื่องเทคโนโลยีที่เหมาะสม ส่งเสริมการผลิตบุคลากรทางด้านเทคนิคอย่างเป็นรูปธรรม โดยพิจารณาโครงสร้างทางด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ลูกหลานไทยที่ศึกษามาทางด้านอาชีวะ นอกจากจะไม่เป็นปัญหาสะสมให้ระบบการพัฒนาสังคมแล้ว ยังเป็นตัวคูณที่ไปเสริมสร้างความเข้มแข็งที่ทรงพลัง ไปเกื้อหนุนให้แรงงานช่างที่ขาดแคลนในประเทศและในต่างประเทศ จุดสำคัญดังกล่าวนี้จะช่วยการสร้างงานสร้างชาติให้ดำเนินไปได้อย่างเท่าทันกับสถานการณ์โลก

ถ้าระบบการศึกษาเน้นมาทางด้านสายอาชีวะ มากกว่าที่จะไปเน้นทางสายสังคม ที่ผลิตกันจนเกร่อแถมยังด้อยคุณภาพอีกต่างหาก ขอเสนอให้ปรับปรุงบางสถาบันที่สอนสายสังคม ให้เปลี่ยนมาสอนสายอาชีวะให้ได้สัดส่วนระหว่างอาชีวะกับสายสังคม70:30 ไม่อย่างนั้น ประเทศนี้จะสะสางเรื่องแรงงานช่างเทคนิคขาดแคลนด้วยวิธีไหนละครับ

ปัญหาอยู่ที่..ค่านิยมเต่าล้านปีของผู้ปกครอง ต้องการให้ลูกเรียนสายสามัญ -เรื่องเงินค่าหัว ทำให้แต่ละโรงเรียนกักเด็กไว้นาน ไม่แนะนำให้เด็กไปเรียนปวช.ปวส. –นโยบายเชิงโครงสร้างของสถาบันอาชีวะควรได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง-ข่าวด้านลบของเด็กอาชีวะ ทำให้เกิดภาพพจน์ที่ไม่ดีในสายตาสังคม -วิธีการเรียนการสอนเน้นทฤษฎี ทำให้เด็กมีคุณสมบัติเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ไม่สนใจทำงานที่ใช้แรงงาน ไม่นิยมไปฝึกงานฝึกทักษะ ต้องการเรียนแบบจบง่ายๆได้กระดาษเปื้อนหมึกพอใจแล้ว หลังจากนั้นก็ถูลู่ถูกังกระเสือกกระสนเอาตัวไม่รอด ตกงาน เลือกงาน อู้งาน เบื่องาน แบบมือขอตังส์ ให้พ่อแม่เลี้ยงไปจนโข่ง

 

จุดยักแย่ยักยันเรื่องการผลิตบุคลากรทางด้านสายอาชีวะ

จะยกเครื่องกันอย่างไร? ใครเป็นพระเอก ใครเป็นพระรอง

นโยบายที่เป็นรูปธรรม ความรับผิดชอบ มีประสิทธิผลแค่ไหน?

ในยุคของการเปลี่ยนแปลงอย่างดุเดือดนี้ การแข่งขันขึ้นอยู่กับคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ในประเทศนั้นๆเป็นสำคัญ

ถามว่า คุณภาพคนไทยอยู่ในระดับไหน มีศักยภาพเป็นอย่างไร?

ใ ค ร จ ะ เ ป็ น ค น รับผิดชอบ ต อ บ คำ ถ า ม นี้ ?

จุดเปราะบางของสังคมไทยอยู่ที่ความรู้ไม่พอใช้ ทำให้เราต้องนำเข้าวิชาความรู้ นำเข้าอุปกรณ์เครื่องมือ นำเข้าเทคโนโลยี นำเข้าทุน นำเข้าแม้กระทั้งวัฒนธรรมประเพณีที่มีทั้งเหมาะสมและซับซ้อน ที่ควรคำนึงก็คือ..เรายังนำเข้าปุ๋ยเคมีสารเคมี ยาฆ่าแมลง เครื่องจักรกลการเกษตร พันธุ์พืชพันธุ์สัตว์และเมล็ดพันธุ์มีมูลค่าปีละหลายแสนล้านบาท หักลบกลบนี้แล้วคงจะเหลือแต่ถุงกระดาษ ที่ซ้ำร้าย..เรายังนำเข้าพืชผักผลไม้เพิ่มมากขึ้นทุกปี นี่แหละหนอความล่าช้าของการพัฒนาฝีมือแรงงาน

สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือการสอนวิชาทิ้งถิ่น

ลูกหลานไทยเรียนไปแล้วหาทางกลับบ้านไม่เจอ

ภาคการเกษตรกำลังง่อยเปลี้ยเสียขา

เด็กรุ่นใหม่ไม่นิยมศึกษาภาคการเกษตร

หรือที่ศึกษาจยไปแล้วก็ไม่ทราบว่าหายไปหาย

ปล่อยให้ภาคการเกษตรต่ำต้อยเป็นลูกเมียน้อย

ต้องแบมือขอทุน ขอความเอื้ออาทรอย่างน่าเวทนา

ถ้าเปลี่ยนจากลบเป็นบวกไม่ได้ เจ้าประคุณเอ๋ยไม่รู้จะออกหัวออกก้อย

อย่ามาชวนเป่าหยิงฉุบนะตัวเอง..

สรุปว่า..เราพัฒนามาจนถึงขั้นเลือกจะโชว์เบอร์โชว์ใจกันแล้ว ต่อไปจะเป็นยังไงคงต้องขอเวลาเขียนทบทวนอีกสักตั้ง ในชั้นนี้ขอรายงานช่วงจังหวะเวลาที่นัดพบปะ จะได้ไม่คลาดเคลื่อนและคลาดครากัน

ผมมีภาระกิจดังนี้

วันที่ 8 สิงหาคม 2555 บรรยายพิเศษกลุ่มย่อย หัวข้อ “ผู้ปฏิบัติจริงในชุมชนท้องถิ่น” เวลา 13.00-14.30 ณ อุทยานหลวงราชพฤษ์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

วันที่ 9 สิงหาคม 2555 บรรยายพิเศษในประเด็น “วิถีชีวิตชุมชนอยู่กันอย่างไร หากมองไกล 20 ปี” ในมุมมอง

v มิติต่างประเทศ โดย Mr. Muhammad Yunus ผู้ก่อตั้งธนาคารกรามีน

v มิติประเทศไทย โดย หม่อมราชวงค์ดิศนัดดา ดิสกุล

v มิติชุมชนท้องถิ่น โดย ครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์

เวลา 09.00 เป็นต้นไป ณ อุทยานหลวงราชพฤษ์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

วันที่10สิงหาคม 2555 ร่วมประชุมเสวนาโต๊ะกลม เพื่อกำหนดแนวทางการยกระดับคุณภาพชีวิตและภูมิปัญญาในกลุ่มภูมิภาคอาเซียนในหัวข้อ “ชุมชนท้องถิ่นจะอยู่กันอย่างไร หากมองไกล20ปี” กับผู้นำในระดับชาติและกลุ่มอาเซียนประมาณ20-30คน เวลา 09.00-16.00.ณ อุทยานหลวงราชพฤษ์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

วันที่11จะกลับบางกอกไฟล์บ่าย หรือจะเอ้อระเหยยังบ่แน่บ่นอน

 

ง า น นี้ ห นั ก ห น่ ว ง ทั้ ง ต อ น อ ยู่ บ น เ ว ที และ ล ง เ ว ที

ตั้งแต่นี้ไปคงต้องทำการบ้านแล้วละเธอ

ถ้าคนสวยว่างช่วยไปหิ้วปีกลงจากเวทีด้วยเน้อ มี ใ ห้ เ ลื อ ก ถึ ง 3 วั น

อิ อิ..


กว่าจะเป็นโมเดลบุรีรัมย์

อ่าน: 1619

พี่น้องครับ ผมต้องใช้เวลาปั้นดินทรายที่แห้งแล้งให้เป็นป่าผืนเล็กๆขึ้นมา ด้วยการใช้เวลาไปมากกว่าค่อนชีวิต ที่แทบไม่ได้ทำอย่างอื่นอย่างใดกับใครเขาเลย ก้มหน้าก้มตาสะเปะสะปะในพื้นที่ปลูกต้นไม้ ไ ม่ มี อ า ชี พ อื่ น แ ล ะ ก า ร ง า น อื่ น ด้ ว ย น ะ .. ผมเหนียมอายที่จะตอบว่ามีอาชีพอะไร? ครั้นจะตอบว่า..มีอาชีพปลูกสร้างสวนป่า ตามที่ระบุไว้ในโล่รางวัลเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติสาขาปลูกสร้างสวนป่า ที่ได้รับพระราชทานจากพระหัตถ์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และรับเหรียญรางวัลของFA0. ก็ยังไม่กล้าที่จะพูดเต็มปากเต็มคำ..เพราะพูดไปก็ยากที่ใครจะทำความเข้าใจได้ แม้แต่สถาบันการเงินก็ยังไม่มีมาตรการเงินกู้เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรง

ก า ร นำ พ า ค ร อ บ ค รั ว อ อ ก น อ ก ลู่ น อ ก ท า ง ก ร ะ แ ส สั ง ค ม

มั น เ จ็ บ ตั ว จ น ห นั ง กำ พ ร้ า ถ ล อ ก ป อ ก เ ปิ ก อ ย่ า ง นี้ แ ห ล ะ

ทำไงได้..ในเมื่อเรากำหนดเอง ก็ควรรับเละรับทุกอย่างเอง

มาวันนี้..วันที่สรุปบทเรียนฉากใกล้สุดท้าย ซึ่งไม่ง่ายเลยถ้าไม่มีคุณชายและลูกสาวขันอาสา มาระดมพลังทำงานแบบหัวชนฝา ที่มีเรื่องลุ้นระทึกทุกๆ3เวลาก่อนอาหาร เ มื่ อ คื น ค น ทำ ห นั ง สื อ ยั ง อ ด ห ลั บ ขั บ ต า น อ น เ ขี ย น สิ่ ง ที่ เ รี ย ก ว่ า ถ อ ด บ ท เ รี ย น แหม..นึกว่าจะเข็ดหลาบรึอ่อนเพลียจนแผ่สองสลึงหลับนอน ยังมารำพึงรำพันต่อเสียยืดยาว แล้วให้ผมคอมเมนท์ ..เอาละสิ..ค น ที่ จุ ก จิ ก ก ว น ใ จ คุ ณ เ ธ อ ทั้ ง ห ล า ย ใ น เ รื่ อ ง ค อ ม เ ม น ท์ . . คราวนี้ โ ด น ย้ อ น ศ ร ใ ห้ ค อ ม เ ม น ท์ เ สี ย เ อ ง . .

ผมอยากจะบอกว่า ..นี่ไงมหากาพย์แห่งการทำหนังสือ ฉบับที่ได้ประมวลผลคนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่เรียกว่ากองบรรณาธิการ ที่ต้องทำงานแบบสุดลิ่มทิ่มประตู ยอมทุ่มเททุกอย่าง ทุกอย่างที่เหมารวมถึง-กำลังกาย-กำลังใจ-กำลังสติปัญญา มีเท่าไหร่โป๊ะลงหมดหน้าตัก..ท่ามกลางความบีบคั้นที่มาจากรอบทิศทาง

คณะทำงานโดนบีบ บีบ ๆๆ จนเหลือแต่หัวกะทิ ..

ผมอยากให้ท่านผู้อ่านหนังสือเล่มนี้ ได้รับทราบอะไรที่อยู่เบื้องหลังบ้าง เพื่อจะได้สัมผัสวิถีความดีของคนดีที่เรารู้จัก ว่าที่เขาทำอย่างนี้ได้เพื่ออะไรเพราะอะไร ..กว่าจะจับตัวอักษรออมาจากป่ามาร้อยเรียงได้นั้น ต้องชำระคราบไคลไปกี่ครั้ง แม้แต่ตอนท้ายๆที่จับอาบน้ำทาแป้งก่อนจะส่งขึ้นแท่นพิมพ์ ก็ยังดึงมาส่องกระจกจนเวียนหัว..

ผมอยากให้ “แม่หยิบ” และท่านที่อุปการคุณหนังสือเล่มนี้ได้รับรู้เรื่องหลังโรง ว่าที่ท่านช่วยกันอ่านสะดวกสบายนั้น คนที่ทำถูกกดดันจนอ้วกแตก! แต่เขาหายเหนื่อยจนปลิดทิ้งถ้าเห็นหนังสือโมเดลบุรีรัมย์ไปอยู่ในมือของท่าน ..เมื่อทุกอย่างเดินหน้าได้ทันครรลองของลิขิตฟ้า.. สามารถนำเสนอในงานที่โผล่ขึ้นมาแบบฟ้าผ่า!

เราจะไปเปิดตัวหนังสือเล่มนี้ที่ตึกสันติไมตรีครับผม..

และที่สำคัญโดยบังเอิญหรืออย่างไรก็สุดอธิบายได้

การประชุม r2r ครั้งที่ 5 “วิถี R2R: เรียบง่าย คุณภาพ ครบวงจร

การประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากงานประจำสู่งานวิจัย(R2R)ครั้งที่5
วิถีR2R:เรียบง่าย..คุณภาพ..ครบวงจร
10-12กรกฎาคม2555
ศูนย์การประชุมอิมแพ็คฟอรั่มเมืองทองธานี
จัดโดยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขและภาคีเครือข่าย R2R

คือ…การร่วมวงสุนทรียสนทนากับปราชญ์แห่งชีวิตสองท่านคือ…

วันพุธที่ 11 กค. 2555 เวลา 10.30 - 12.00 น.

ห้องGrandDiamondBallroom:
ใครๆ ก็ทำ R2R กัน”

วิทยากร: ปราชญ์พ่อสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ อำเภอสตึก จ.บุรีรัมย์ (Sutthinun Pratchayapruet )
อาจารย์วิเชียร ไชยบัง ผู้อำนวยการโรงเรยนลำปลายมาศพัฒนา จ.บุรีรัมย์ (
โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา)

ซึ่ง..ประเด็นแห่งสุนทรียสนทนานี้…นำไปสู่การเรียนรู้ในประเด็นที่ว่า…

1.อยากให้เล่าบริบทในงานของตัวเองก่อนว่าทำงานด้านไหน เมื่อเกิดปัญหาแล้วแก้ยังไง โดยใช้แนวคิดเชิงวิจัย (R2R) อย่างไร เช่น วิธีตั้งคำถาม การเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล

2.จากการทำงานนี้ เกิดการเรียนรู้ในชุมชน/องค์กรอย่างไร มีการนำความรู้นี้ไปใช้ในทางปฏิบัติอย่างไร มีการกระจายไปภาคอื่นๆ หรือไม่อย่างไร

**อยากให้เน้นที่กระบวนการเรียนรู้ของบุคลากร/องค์กร และการสนับสนุนที่ให้นี้ ทำอย่างไรในเชิงโครงสร้าง จึงเกิดขึ้นมาได้

และสิ่งที่ข้าพเจ้าคาดหวังก็คือว่า…อยากให้ผู้เข้าร่วมฟังได้เกิดการเรียนรู้ในวิธีคิด และการเรียนรู้จากวิทยากรทั้งสองท่านค่ะว่า ตลอดชีวิตแห่งการงานนั้น มีสิ่งใดบ้างที่เกิดเป็นประเด็นแห่งการเรียนรู้เกิดขึ้น …

ใน เวทีนี้ … คิดว่านี่เป็นโอกาสอันดีที่หลายๆ ท่านจะได้รับโอกาสที่ดีที่ร่วมฟัง เรื่องราว เรื่องเล่า…ผ่องถ่ายจากประสบการณ์ถือเป็นความงดงามแห่งชีวิตการงาน

ท่านคงเห็นโจทย์บนเวทีวันที่ 11 .. แล้วใช่ไหมครับ ผมไม่ทราบว่าประเด็นหลักๆมันมาจ๊ะกันได้ยังไง ถึงตอนผมโม้..ผมก็จะบอกว่าเรื่องมันยาว..ฟังที่เล่าบนเวทีมันเป็นแค่น้ำจิ้ม..ถ้าอยากได้มหานทีคุณพี่ต้องอ่าน ..”โมเดลบุรีรัมย์” จึงจะได้คำตอบครบถ้วนตามที่ผู้ดำเนินการสนทนาจุดประเด็น อนึ่งผมทราบว่าเครือญาติคนสวยชาวFB.หลายท่านจะไปพบปะกัน ขอลายเซ็นคุณชายและคณะบรรณาธิการ นับเป็นมหาโอกาสดีเหลือเกิน ที่เราจะได้ให้กำลังใจ

ค น ที่ เ สี ย ส ล ะ สุ ข ส่ ว น ตั ว มา เ พิ่ ม ค ว า ม สุ ข ใ ห้ ส่ ว น ร ว ม ..

ความเหนื่อยยากเดินทางมาถึงป้ายจอด เราสามารถเก็บความรู้สึกที่เรี่ยราดตามรายทางระหว่างทำงานให้ทันเวลา เพื่อจะมาบอกเล่าหมายเหตุแห่งชีวิตต่อหน้าผู้คนที่ลงทะเบียน 2,000 คน เรื่องนี้มันไม่ง่ายเลยแม้แต่จุดเดียว การสรุปบทชีวิตของชาวป่าที่ผ่านมา30ปี ทีมีแต่น้ำลายกับกำปั้นเป็นปัจจัย ดิ้นรนทำงานบนฐานความไม่พร้อม พอถึงตอนถอดบทเรียน บ ท ที่ ว่ า นี้ มั น ติ ด เ ชื้ อ ค ว า ม ย า ก ลำ บ า ก ป ะ ป น ม า กั บ จ น ถึ ง อั ก ษ ร ตั ว สุ ด ท้ า ย

จ ง ภู มิ ใ จ เ ถ อ ะ คุ ณ ช า ย

ถอนลมหายใจ ร ะ บ า ย ค ว า ม ห นั ก ใ จ อ อ ก ไ ป ใ ห้ ห ม ด

เ ปิ ด รั บ ค ว า ม ห นั ก แ น่ น ใ ห้ ก ลั บ ม า อ ยู่ ใ น ตำ แ ห น่ ง เ ดิ ม

ค ว ร ห ลั บ พั ก ย า ว ๆ อ ย่ า ง อิ่ ม สุ ข

ขอบคุณมากมาย..จ น ไ ม่ รู้ จ ะ เ ขี ย น ว่ า ยั ง ไ ง

รวบรวมแรงไว้ไปเซ็นชื่อให้คนที่รักหนังสือเล่มนี้ก็แล้วกัน

อิ อิ ..


สะกดรอยสวนป่า

อ่าน: 1106

จะเขียนหนังสือสักเล่ม “โมเดลบุรีรัมย์”

มันไม่ง่ายเหมือนปลูกต้นไม้ เพราะเป็นงานที่ตนเองไม่ถนัด

แต่เมื่อจำเป็นต้องสรุปบทเรียนของชีวิต

ก็ต้องพยายามเขียน และเขียน

โชคดีเป็นบ้า ที่มีคุณชายอาสาดูสาระ/ดีดสิ่งที่เกะกะออกทิ้ง

คัดกรอง ตรวจสอบ ตรวจตรา มีคนอาสาอยู่เบื้องหลัง

ตาบอด..มีคนจูงก็อย่างนี้แหละ ..

ใครก็รู้พูดว่า คนไทยมีนิสัยไม่รักการอ่าน จริงรึเปล่าก็ไม่รู้ แต่ผมเห็นบางคนชอบอ่าน ชอบเขียน แสดงว่า..เหมาโหลไม่ได้หรอก ผมมีความเชื่อว่าคนไทยจะอ่านมากขึ้น หวังว่า..จะชอบซื้อหนังสือด้วย จัตุปัจจัยที่ท่านกรุณาจับจ่ายซื้อหนังสือเล่มนี้ พึงทราบด้วยเถิดว่า..ท่านได้ช่วยให้กำลังใจคนป่าตัวเล็กๆที่ดิ้นรนสร้างป่าในฝันให้เป็นจริง เป็นจัง เป็นแล้ว โน่นๆ..ต้นไม้ ใบไม้ กิ่งไม้ ดอกไม้ ผลไม้ ร่มไม้ เงาไม้ ทุกอย่างค่อยๆงอกเงยและงอกงามมาจนถึงกระทั้งวันนี้ วันที่จะปักธง..ปักใจ ไว้กับผืนแผ่นดินไทยตลอดไปๆ..

ตั้งแต่ผมยังเป็นเด็กตัวกะเปี๊ยกกะโปโล เกิดและโตมาบนผืนดินผืนป่าแห่งนี้ มองไปไหนก็เห็นแต่ป่าไม้ ยังนึกแปลกใจว่าสมัยนั้นเราช่างห่างไกลปืนเที่ยง แทบไม่รู้จักคำว่าความเจริญเป็นยังไง แต่ชีวิตแช่มชื่นนะเธอ คนเรานี่นะ..เมื่อไม่รู้เห็นอะไรก็ไม่มีกิเลศอะไรมายั่วยุ เราก็อยู่ได้อย่างธรรมดาธรรมชาติทั้งวัน มีเรื่องให้เล่นสนุกจนลืมทุกข์ลืมหิว ชีวิตมันไหวพลิ้วเหมือนยอดกิ่งไม้โดนแรงลมโยกไกว เหมือนนกป่าส่งเสียง.. จะหัวเราะ..ร้องเพลง..รึร้องไห้ก็ไม่รู้ เหมือนสายหมอกๆจางมาแอบพบหยดน้ำค้างใสกระจ่างที่ยอดหญ้า เหมือนแววตาของเหยี่ยวที่เริงร่าถลาลมอยู่บนท้องฟ้ากว้าง..เหมือนดอกไม้ป่าที่โชยกลิ่นหอมละมุนลอยมาจากทิศไหนก็ไม่รู้ เหมือนความวับแวมของนกกะปูดที่ไม่อยู่เป็นที่เป็นทาง เหมือนสัญญาณเสียงโป๊กๆของนกหัวขวานชักชวนให้ง่วงนอนยามบ่าย เหมือนไข่หมกขี้เถ้าที่ยายเขี่ยออกมาป้อนหลาน..เหมือนและเหมือน ..โลกใบนี้งดงามและงอกงามทั้งปีทั้งชาติ

สวนป่าในอดีตแทบไม่มีฤดูกาล เช้า-สาย-บ่าย-คล้อยทุกอย่างไม่เคลื่อนไหวแตกต่างกันมากนัก เช้ามีสายหมอก บ่ายมีลมเย็น ค่ำคืนมีน้ำค้างมาทำหน้าที่ดูแลบรรยากาศให้ร่มรื่น เสียงฟ้าร้องครืนๆ เมฆลอยต่ำ จากนั้นไม่นานเทวดาก็ปล่อยเม็ดฝนให้ทำไร่ทำสวน นอนดูหยาดน้ำรวมตัวกันไหลลงผ่านชายคาสู่โอ่งใบใหญ่ ถึงจะสีออกชาๆแต่ก็สะอาดทีเดียวแหละ อึ่งอ่างคางคกออกมาเริงร่าสายฝน ขณะที่ไส้เดือนอุ้มลูกจูงหลานอพยพขึ้นสู่ที่สูง ต้นไม้ใช้ใบและรากซึมซับน้ำเก็บไว้ในลำต้น

ทุกสิ่งจัดไว้เป็นระบบที่สมบูรณ์ยิ่ง

ไม่มีของเสีย ของตกค้าง และไม่รู้จักมลภาวะ

ป่าเล็กๆแห่งนี้ปลอดภัย ปกติสุข เกาะเกี่ยวกันไว้อย่างอื้ออาทร

ไม้เล็กอาศัยไม้ใหญ่ อยู่ด้วยกันพึ่งพากันอย่างญาติ

ลูกสุกของผลไม้ป่าเป็นอาหารของนกและสัตว์เคี้ยวเอื้องนานาชนิด

โชคดียิ่งกว่าเด็กสมัยนี้ที่มีร้านเซเว่นอยู่ทุกหัวมุมถนน

ไม่มีความแร้นแค้น ความหิวโซ ความสับสนอลหม่านใดๆ

ป่าจริงๆ คือถิ่นพำนักของความปกติสุข ความสงบ ความร่มเย็น ความพอดีและความเพียงพอ

ไม่มาก ไม่น้อย พอดีๆ ด้วยกฎเกณฑ์ทางธรรมชาติ

สิ่งที่นอกเหนือจากความสมดุลจะปรับตัวจนเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน

ก็ลองนึกดูเถิดเธอ ..เจ้าเด็กน้อยคนหนึ่งได้ซึมซับสภาพสวรรค์บนดิน สวรรค์ที่ไม่ต้องฝันไม่ต้องเรียกหา ทุกสิ่งทุกอย่างมีพร้อมสรรพเต็มตาเต็มใจ ถามว่าเด็กบ้านป่าเหงาไหม? โธ่..วิ่งเล่นทั้งวันและได้เพื่อนเล่นมากมาย..ยามลูกยางหล่นไล่เรียงตามแรงลม หมุนติ้วละลิ่วลงมาจากยอดยางสูง มีฝูงนกแขกเต้าบินโฉบตามเจี๊ยวจ๊าว ..ทิ้งตัวลงนอนกับผืนพรมหญ้า ดูการลีลายิมนาสติกที่แสดงโดยฝูงนกกับลูกยางพลิ้วไสว ดูฟรีด้วยนะเธอ หลายครั้งที่เผลองีบอย่างอิ่มเอม

นี่คือความปรกติสุขที่เคยได้รับเมื่อครั้งกระโน้น

ตั้งแต่กระนั้นมาจนกระทั้งบัดนี้ ชีวิตของมานพน้อยได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วแบบกระชากลากถู ภายในเวลาไม่นานปีเท่าใดนัก สวรรค์ก็หายไปในพริบตา มีภาพนรกบนดินโผล่ขึ้นมาแทน มีอสูรกายในรูปร่างต่างๆพากันมาเรื้อทึ้งสวรรค์อย่างเอาเป็นเอาตาย

โอ้โห นี่ป่าไม้ต้นโตๆทั้งนั้น สภาพเนื้อดินอุดมสมบูรณ์แสนโอชะของพืชไร่พืชผล แต่เกษตรกรไม่ดูตาม้าตาเรือว่าธรรมชาติสะสมไว้เลี้ยงตัวเอง พวกตาบอดสีมองเห็นว่า..ของดีๆฟรีๆที่เห็นอยู่โทนโท่นี้จะเก็บไว้ป่าทำไม? พากันมาจับจองหักร้างถางพงเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่เพาะปลูกไม่ดีกว่าหรือ? เมื่อมีเหตุและผลกำกับเช่นนี้ การโค่นป่าที่มีต้นไม้ใหญ่หลายคนโอบขึ้นเรียงรายเหมือนนิ้วมือ ถูกตัดเผาเรื้อความรกร้างมาเป็นผืนดินเปล่าเปลือย

· เพื่อจะปลูกพืชต้นเล็กๆกะจ้อยร่อยแทนต้นไม้ใหญ่

· เพื่อจะปลูกพืชล้มลุก ให้ตัวเองล้มลุกคลุกคลานในภายหลัง

· เพื่อจะเปลี่ยนความยั่งยืนไปสู่ความยับเยินและยุ่งเหยิง

· เพื่อจะแสดงความรู้ความสามารถทางวิชาการ/เทคโนโลยีอวดแมลงเม่า

แทนที่จะเปลี่ยนของดีให้เป็นสิ่งดีๆยิ่งขึ้น ผลกลับตรงกันข้าม การทำมาหากินที่ผิดตัวผิดฝา..ปีนเกลียวกับธรรมชาติ ผลลัพธ์ช่างน่าสมเพชนัก

· มีเกษตรกรสักกี่คนที่กินอิ่มนอนอุ่น

· มีเกษตรกรสักกี่คนเข้าใจในวิถีชีวิตกับธรรมชาติ

· มีระบบเกษตรกรรมประเภทไหนที่ไม่สร้างความเสื่อมโทรมบ้าง

· มีวิชาความรู้อะไรที่ถ่ายทอดให้เห็นว่า คนเราอยู่ที่ไหนต้องทำให้พื้นที่ตรงนั้นดีขึ้น

· มีพื้นที่ตรงไหนละที่อุดมสมบูรณ์ที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์

เมื่อไม่มีไม่ความหลากหลาย ผลผลิตมันก็ค่อยๆลดน้อยลงๆ จากหัวมันสำปะหลังโตเท่าโคนขา ก็ลดลงมาเท่าแขนเด็กเป็นโรคตานขโมย ทุกอย่างมีแต่ลดๆๆ คราวนี้ก็เป็นเสือติดจั่นสิครับ หันรีหันขวางมองหาประตูออกแทบไม่เจอ ได้ยินเสียง..โฆษณาชวนเชื่อ..เรื่องการเพิ่มผลผลิต อยากรวยมาก อยากได้มาก ก็บุกรุกขยายพื้นที่ให้มากขึ้น ทุ่มเทปัจจัยการผลิตกระหน่ำลงไป ห้ามพักยกด้วยนะ ถ้าไม่เดินหน้าตามเขาบอก ผลผลิตเกิดให้เห็นทันตา บ่งบอกว่ามันจะขาดทุนแน่ๆ เกรงว่าทุนหายกำไรหด แถมยังถูกผลักไสให้รุนไปข้างหน้าอย่างไม่ยั้งคิด ปุ๋ยรึไปเป็นหนี้มา ยารึไปซื้อมาฉีดฆ่าๆแมลงที่นับวันจะหัวแข็ง แม้แต่ควายไถนาอยู่ดีๆก็ดูขวางหูขวางตาไปหมด พากันขายควายทิ้งไปดาวน์ควายเหล็กมาใช้ ตกน้ำเมื่อไหร่ก็วิ่งตาตั้งไปหาร้านซ่อม ออกลูกก็ไม่ได้ ขี้ก็ไม่ได้ปุ๋ย แก่หง่อมไปเรื่อยๆจนเป็นเศษเหล็ก ลองพิจารณาหาจุดความเจริญดูสิ อยู่ที่ไหน ทำไมมันมีแต่เศษๆๆ สมบัติพัสถานแม้แต่ชีวิตก็กำลังเป็น-กะ-เศษ-ตระกร-อยู่รำมะร่อ

เออ วิถีเกษตรกรไทยมันหายไปไหนนะ

มันไม่ทันสมัยไม่ทันกินจริงหรือ

มันเสียหายจนเอามาปัดฝุ่นขึ้นมาใหม่ไม่ได้หรือ

รึ ว่ามันหมดน้ำยาจนไม่น่าสนใจไปเหลียวแล

เอาละไม่ว่ากัน..ถ้าวิถีไท-ปัญญาไทยมันตกต่ำถึงเพียงนั้น

ไหนลองบอกสิว่า..จะไปทำการเกษตรแบบไหนที่มันดีกว่าของดั่งเดิม

บอกได้ไหมพ่อมหาจำเริญ..ว่ า ข ณ ะ นี้ อ ยู่ กั บ ค ว า ม รู้ อ ะ ไ ร ?

มีความรู้เพียงพอที่ตนเองจะดูแลชีวิตและครอบครัวได้จริงหรือ

ที่แสดงบทเกษตรกรพันธุ์ทางมาตลอด..ได้คำตอบว่าอย่างไร?

ร่ำ ร ว ย ผิ ด ป ก ติ ห รื อ ย า ก จ น ผิ ด ป ก ติ กั น แ น่

เงินกองทุนต่างๆที่เขาหยิบยื่นให้ มีมูลค่ามากกว่าป่าไม้ที่ไปโค่นทิ้งจริงหรือ?

เรื่องวิถีการเกษตรตกอ่างกะปินี่ ผมไม่รู้ว่าใครเป็นโจทย์เป็นจำเลย แยกแยะไม่ออกจริง ภายในเวลา50ปีที่เราทิ้งความเป็นไทย ทิ้งทักษะชีวิตที่บรรพบุรุษสะสมไว้ให้ ทิ้งๆๆ จนไม่เหลืออะไร ถามว่าจะเดินหน้าต่อไปได้จริงหรือ ถ้าไปไม่ได้เกียร์­ถอยมีหรือเปล่า แม่แรงสำหรับยกชะตากรรมมีไว้แล้วรึยัง ได้ศึกษาลู่ทางที่จะผลิกกลับมาสู่ความเป็นไทบ้างแล้วหรือยัง

คงเคยได้ยินคำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” จนเหม็นเบื่อแล้วใช่ไหม ?

เข้าใจว่าอย่างไร ไหนลองเล่าให้ฟังทีสิ

ไปสมคบคิดเรียนกันที่ไหนๆ จึงพากันถอดแบบทำ “เศษ-ฐ-กิจ-ไม่พอเพียง”

ชะลอหลังยาวเอ๋ย..มีโอกาสที่จะหันกลับมาเข้าลู่แห่งความดีงามอยู่แล้ว

ทำไมพากันเล่นตลกนักเล่า

หรือจะเปลี่ยนอาชีพไปเล่นจำอวดหน้าม่านแทนการทำไร่ทำนา

มีการเกษตรที่ไหนบ้างที่ทำแล้วบริเวณทำมาหากินมีสภาพแวดล้อมดีขึ้นเจริญขึ้น ความหลากหลายพลิกฟื้นกลับตามลำดับ น้ำหมอกน้ำค้างกลับคืนมา สายลมแสงแดดฟ้าฝนพร่างพรมตามระบบนิเวศเป็นปกติ นกหนูแมลงกับมาอยู่ร่วมผืนดินเดียวกันได้ ต้นหญ้าต้นไม้มีสิทธิในการหยั่งรากหยั่งต้นขึ้นมาได้ สิ่งที่ล้างผลาญเพื่อนร่วมโลกได้รับการเหยี่ยวยา

จะเกิดสิ่งเหล่านี้ได้

เกษตรกรต้องเป็นคนที่ยอมรับว่าเราเพียงแค่มาอาศัยอยู่บนโลกใบนี้ช่วงสั้นๆเท่านั้น

ไม่ใช่มายึดครอง มาสะสมความชั่วร้าย มาสร้างภัยพิบัติไม่ยี่ร่าใดๆ

ควรตระหนักว่า..เพื่อนร่วมโลกทุกชีวิตเกิดมาย่อมมีสิทธิเสมอภาพเท่าเทียมกัน

จะเบียดเบียนใครก็บอกว่า..จะทำความเข้าใจ จะรับผิดชอบอย่างไร?

ละ ลด เลิก เป็นฆาตกรหมู่ล้างผลาญชีวิตเพื่อนร่วมยุคสมัยได้ไหมละ

จากโจทย์ที่รำพึงรำพันสะทกสะท้อนจนสะท้านข้างต้น ไม่ได้นึกสนุกมาเขียนขับลำนำเล่นๆหรอกนะเธอ อยากจะบอกว่า เมื่อเห็นกองทุกข์นั้นแล้ว ผมพยายามคลี่คลายทุกข์สถานะเกษตรกรพันธุ์แท้ของตนเอง จะต้องตอบโจทย์..โยนหินถามทางให้กระจ่าง ไม่อย่างนั้นมันก็จะดีแต่เป็นไอ้ขี้โม้คนหนึ่ง

ถามว่า..ผมเจ๋งนักรึ

ที่จะมาเสนอทฤษฎีการทำมาหากินวิถีไทที่ใส่ใจและพยายามทำความเข้าใจกับธรรมชาติ

เธอว่าเป็นไปได้ไหม ที่มนุษย์จะทำมาหากินทางด้านการเกษตร ที่ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมให้น้อยที่สุด พลิกฟื้นความแห้งแล้งดินเลว ให้กลับมาเป็นพื้นที่แห่งความชุ่มชื่นร่มเย็นอีกครั้งหนึ่ง ทุกสิ่งที่ทำกำลังเป็นตัวบวกตัวคูณของกันและกัน

เปลี่ยนจากเกษตรเชิงเดี่ยว ม า เ ป็ น เ ก ษ ต ร แ ก ง โ ฮ ะ !

เปลี่ยนจากการเกษตรล้างผลาญ ม า เ ป็ น ก า ร เ ก ษ ต ร ที่ เ อื้ อ อ า ท ร

เปลี่ยนจากความมืดบอดทางปัญญา ม า เ ป็ น ผู้ เ รี ย น ที่ พ ร้ อ ม เ ปิ ด ต า เ ปิ ด ใ จ

เปลี่ยนจากการเกษตรแบบถูกมัดมือชก ม า เ ป็ น เ ก ษ ต ร ก ร ที่ มี ลำ หั ก ลำ โ ค่ น

เปลี่ยนจากการเกษตรเชิงรับ ม า เ ป็ น ก า ร รุ ก คื บ ที่ จ ะ เ อ า ธ ร ร ม ช า ติ ก ลั บ คื น ม า

โมเดลบุรีรัมย์ ..ผมทำอย่างนี้ครับ

ผมเอาภาพสวนป่าในอดีตมาตั้ง แล้วค่อยๆใส่ความหลากหลายที่อุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ ด้วยการปลูกหน่ออ่อนของความหลากหลายให้แพร่ไปทั่วสวน หลังจากนั้นไม้ยืนต้นนานาชนิดก็เปลี่ยนหน้าตาที่ดินที่เสื่อมโทรม ให้พลิกฟื้นมาเป็นพื้นที่ๆธรรมชาติสามารถหยั่งรากลงไปได้ พลังของธรรมชาตินั้นน่าพิศวงนัก เพียงเวลาผ่านไปไม่ถึง10ปี ผมก็แน่ใจว่าอีสานบ้านเราสามารถเรียกธรรมชาติให้กลับมาเป็นทุนทางธรรมชาติได้ ทำอย่างที่ผมปลูกป่านี่แหละ สามารถตอบโจทย์ความยั่งยืน ความเพียงพอ ความเป็นเศรษฐกิจพอเพียงอย่างแท้จริง การที่มีต้นไม้เต็มสวน..ก็เหมือนมีทุกสิ่งทุกอย่างที่จำเป็นต่อการดำรงชีพของมนุษย์

ถ้าใจเธอนิ่งพอ ที่จะให้ความรักและความรู้วิ่งออกข้างหน้าเรื่องการแสวงหาเงินทอง เธอจะค่อยๆเข้าใจสิ่งที่งอกเงยขึ้นในการครุ่นคิดคำนึง แล้วแปรมาเป็นแผนที่การลงมือเพาะปลูกความมั่นคงอย่างยั่งยืนให้งอกงาม ดุจเช่นระบบของธรรมชาติ ทำความเข้าใจแล้วพัฒนาเป็นความตั้งใจ ผลลัพธ์สิ่งที่ได้รับจะครบเครื่องเรื่องของหน้าที่ชีวิต

คนเรานี่นะครับถ้าช่วยกันทำหน้าที่มนุษย์ 3ด้าน คือ

1 ทำหน้าที่การงานของตนเองให้ดี ทำให้เต็มความสามรถ

2 ทำหน้าที่ดูแลสังคม เลิกลอยเพสังคม

3 ทำหน้าที่ฟื้นฟูสภาพแวดล้อมของธรรมชาติ เป็นเจ้าภาพร่วมกันในระดับครัวเรือน ชุมชน หมู่บ้าน ฯลฯ

ถ้าคนไทยทำหน้าที่ของตนเองให้ครบถ้วนทั้ง3ข้อนี้แล้ว เราก็จะได้คำตอบกลับมาว่า ประเทศไทยควรจะพัฒนาหลุดออกจากความสับสนอลหม่านในสังคมได้อย่างไร โดยการชูประเด็นบทบาทหน้าที่ของแต่ละคน ที่มีธงอยู่ในหัวใจ แล้วช่วยกันยกธงนั้นขึ้นชูยังบ้าน ชุมชน ของตนเอง

ผมทึกทักเอาเองว่า ขณะนี้เรากำลังปวดหัวกับความเป็นไปในแผนภูมิของประเทศชาติ ที่ต่างฝ่ายต่างก็ยืนอยู่ในมุมของตัวเอง แล้วพยายามใช้กลอุบายต่างๆ ทั้งรุกและรับเพื่อเรียกร้องให้ฝ่ายต่างๆเข้ามารวมศูนย์ของตัวเอง เพื่อรวบยอดให้มีอำนาจแข็งแกร่งพอที่จะบันดาลอะไรๆให้ได้ดั่งใจตนเอง ถามว่า ทำอย่างนี้ผิดไหม ไม่ผิดหรอกนะครับ ถ้ามีอำนาจวาสนาแล้ว ชี้ชวนคนไทยทุกหมู่เหล่าให้ช่วยกันทะนุบำรุงประเทศตาม3ข้อที่กล่าวข้างบน ก็จะเป็นการใช้พลังทางสังคมให้ถูกทิศถูกทาง

เธอก็ลองนึกดูสิว่า ถ้าทุกถิ่นฐานของเรามีสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติฟื้นคืนมา พลังของธรรมชาติก็จะสะท้อนกลไกของธรรมชาติออกมา กลไกของธรรมชาตินั้นสามารถเหยี่ยวยาตัวมันเองได้ จากที่เคยบุกรุกป่า มนุษย์ก็ค่อยๆถอยร่นออกมา ในขณะที่ถอยก็ซ่อมแซมความสึกหรอให้ธรรมชาติด้วย จัดสรรแบ่งโซนเสียให้เรียนร้อย จุดไหนเป็นพื้นที่อยู่อาศัย จุดไหนเป็นที่ตั้งอุตสาหกรรม จุดไหนเป็นพื้นที่เกษตรกรรม ทำให้สมบูรณ์กระชับๆอย่างเป็นระบบ หมายความว่า จัดคนให้เข้าอยู่ในกรอบให้เป็นที่เป็นทาง เลิกสะเปะสะปะทำมือยาวสาวได้สาวเอา ต้องแสดงให้เห็นพลังของประชาธิปไตย จากการเรียนรู้เรื่องสิทธิหน้าที่พลเมืองไทย ผ่านแผนภูมิของการทำหน้าที่ของคนไทย ที่แตกแถวนอกลู่นอกรอยก็ค่อยๆตะล่อมกันเข้ามา ขอให้ตระหนักว่า ..ธรรมชาติคือแหล่งผลิตธรรมมะ เนื้อในแท้ที่เป็นแก่นสารของธรรมชาติก็คือธรรมะนั่นเอง ติดตามดูร่องรอยการเกิดอารยะธรรมและศาสนาต่างๆดูเถิด ทุกแนวคิดล้วนให้ความสำคัญของธรรมชาติ โลกใบนี้เป็นของมวลมนุษยชาติอย่างเท่าเทียมกัน ทุกคนควรเป็นเจ้าภาพร่วมของโลกใบนี้ ทำให้เกิดกระแสวัฒนธรรมประเพณีของชาติ ที่เข้าใจให้ตรงกันว่า..เราเกิดมาใช้ชีวิตมาพักพิงอยู่อาศัยชั่วครั้งชั่วคราวแล้วก็จากโลกนี้ไปกันทุกคน ซึ่งต่างก็รู้ๆเห็นๆกันอยู่แล้วนี่..ไม่มีใครเอาอะไรจากโลกนี้ไปได้แม้แต่ปีกริ้น แล้วเรายังจะสั่งสอนวิชากอบโกยกันอย่างอึงคะนึงไปทำไมเล่า เกิดมาเสียโอกาสทำดีทดแทนบุญคุณแก่โลก สูญเปล่าความที่น่าจะเป็นของชีวิตไปอย่างน่าเสียดาย ทำไม่ไม่เกิดมาเรียนให้รู้ว่าจะดำรงชีพให้มีความสงบอย่างแท้จริงได้อย่างไร เรียนวิชาค้นหาตัวเองให้เจอ เรียนวิชาสัมพันธภาพชีวิตกับสิ่งแวดล้อม

เ ลิ ก เ รี ย น ท า ง โ ล ภ หั น ม า เ รี ย น ท า ง ทำ

คนยุคนี้มีความรู้ครึ่งเดียว

ยกตัวอย่างซื้อรถมาขับ พอรถเสียไม่มีความรู้พอที่จะซ่อมเอง

เราอ่อนแอจนสระผมตัวเองไม่ได้

หน้าตาตัวเองก็ต้องไปให้ร้านแต่งตัวให้ ..

เรื่องภายในของตนเองแท้ๆก็ต้องพึ่งพาภายนอกมากขึ้นๆ

ระบบการเกษตรที่อิงธรรมชาติและฟื้นฟูสภาพแวดล้อม

เสนอวิธีทำมาหากินที่ไม่ทำลายต้นทุนธรรมชาติ

ถ้าเราเบิ่งตาแลพื้นที่ทำการเกษตรของประเทศ

เราก็จะได้พบเห็นพื้นที่เตียนโล่งยาวสุดลูกหูลูกตา

เห็นภูเขากระดำกระด่าง

เห็นพื้นที่แห้งแล้งดินเลว

เห็นพื้นที่เสื่อมโทรม

เห็นระบบการเกษตรที่ผิดตัวผิดฝาอยู่ทั่วไป

ทุกกรณีที่กระทำกันล้วนเป็นเรื่องคาบลูกคาบดอกทั้งสิ้น

· ทำมาหากินกันวิธีไหนครับ ถึงต้องลงทุนเรื่องปัจจัยการผลิตมากขึ้นๆทุกปี

· ทำมาหากินอย่างไรครับ ต้องซื้อปุ๋ยซื้อยาฆ่าแมลงอยู่ในอันดับต้นๆของโลก

· ทำมาหากินอย่างไรครับ ถึงเกิดความเสี่ยงความไม่แน่นอนตลอดมา

· ทำมาหากินอย่างไรครับ ถึงบ้านแตกสาแหรกขาด ไม่พออยู่พอกิน

· ทำมาหากินอย่างไรครับ ลูกหลานมันถึงไม่เห็นดีเห็นงามยอมรับงานต่อจากบรรพบุษ

· สอนกันมาอย่างไรครับ วิชาทางด้านการเกษตรจึงตกอยู่ในอันดับบ๊วยของการเลือกศึกษาต่อ

· พัฒนาทางด้านการเกษตรอย่างไรครับ ปัญหามันจึงเป็นวัวพันหลัก

· มีความรู้แค่ไหนครับ ที่จะมาสะสาง/ฟื้นฟูระบบการเกษตรให้ยั่งยืนคืนสภาพเป็นปกติ

พี่น้องครับ เมืองไทยเป็นเมืองเกษตรกรรมโดยพื้นฐาน ถ้าคนไทยตระหนักและเข้าใจถึงศักยภาพประเทศของตนเอง ผืนแผ่นดินไทยไม่แค่เป็นเป็นครัวโลก แต่จะเป็นแผ่นดินธรรมเป็นดินทองที่เป็นตัวอย่างของโลกได้ แต่ก็นั่นแหละ ..วาสนาของประเทศไทย ทำไมคนที่อยู่อาศัยจึงตาบอดใสใจบอดสีก็ไม่ทราบได้ แทนที่จะตระหนักในคุณค่าของจารีตประเพณีและวัฒนาธรรมไทย ที่สะสมความเชี่ยวชาญด้านการเกษตรมายาวนาน คนยุคใหม่กลับไม่แยแส ทิ้งมรดกที่เป็นหัวใจหลักของชาติ ไปไขว้คว้าอะไรมาทำก็ไม่รู้

ตลอดเวลา30ปีที่ผมเฝ้ามองดูพี่น้องทำมาหากินโดยการเพาะปลูกทำไร่ทำนา เห็นแต่ปัญหาที่สะสมมากขึ้นๆทุกปี พื้นที่ทำกินก็เสื่อมโทรม ปลูกอะไรก็ไม่งาม เกษตรกรต้องเสี่ยงสารพัดอย่าง โรคแมลงรุกราน ปุ๋ยราคาแพง พืชผลราคาตก ถ้าเป็นนักมวยก็คงต่อยไม่ครบยก โบกมือลา ทิ้งคำว่าเกษตรกร ไปเป็นกรรมกร สอนลูกสอนหลาน มึ ง อ ย่ า ม า ทำ ก า ร เ ก ษ ต ร น ะ.. ไปเรียนไปพ้นๆอย่าหวนกลับมาอีก อย่ามาลำบากตกทุกข์ได้ยากเหมือนที่พ่อแม่โดนอยู่นี้ ทำงานกลางแดดกลางลม เ ห นื่ อ ย ส า ย ตั ว แ ท บ ข า ด สิ่งที่ได้รับกลับเป็นหนี้ก้อนโต

ที่มันเกิดวิกฤติในสังคมบ้าๆบอๆ

ความรู้สึกส่วนลึกไม่ได้ศรัทธาไอ้หมาน้อยตัวไหนหรอก

แต่อัดอั้นตันใจ..ที่ถูกเอาเปรียบถูกระทำสารพัดอย่างจากพวกหน้าไหว้หลังหลอก

พวกที่ทำมาหากินบนหลังของชาวไร่ชาวนา

พวกที่กินเล็กกินน้อยในงานส่งเสริมเกษตรกร

และพวกหาเงินทอนคืนจากทุกโครงการของรัฐบาล

ความทุกขเวทนาที่สะสมมานาน

เมื่อมีกระแสรวมตัวกันให้เกิดพลังรากหญ้าขึ้นมา

ขนวนการมันจึงกระเหี้ยนกระหือจนคนนอกยากจะเข้าใจ

พอจะเข้าใจบ้างไหม? ที่พูดมานี้

มันถึงเวลาแล้วที่ชาวไร่ชาวนาหมดความอดทน

ต้องการความชอบธรรมที่คุ้มค่ากับหยาดเหงื่อแรงงานที่ทุ่มลงไป

ไม่ใช้ทำงานแทบเป็นแทบตาย ยังมาถูกโขกสับเรื่องราคาและเงื่อนไขเถื่อนอิงระบบ

การแก้ไข ..ลูบหน้าปะจมูกไปวันๆ เลี้ยงไข้ด้วยการโฆษณาชวนเชื่อ เรื่องเงินกองทุน เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เงินห่าเหวอะไรอีกมากมาย แต่หัวใจทั้งหมด มันอยู่ที่เกษตรกรความรู้ไม่พอใช้ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับระบบการเกษตรเอาเปรียบจนผู้ผลิตหมดตัว ความรู้ด้านทำมาหากินที่ปลอดภัย กินอิ่มนอนอุ่น มีชีวิตที่เรียบง่าย ปลอดอบาย ไม่ขายผ้าเอาหน้ารอดอยู่ที่ไหน? อยู่กับใคร? ทุกวันนี้ส่งเสริมให้ทำอะไรเลี้ยงชีพ นโยบายที่หวังผลได้มีไหม? ฮ่วย!

อาชีพหดหายไปทีละอย่างสองอย่าง เพราะสภาพแวดล้อมมันติดลบจนไม่คุ้มกับค่าเสี่ยงลงทุน ชีวิตเกษตรกรนั้นแขวนอยู่ด้วยเส้นด้าย หนี้สินสะสมไว้ก้อนโตขึ้นเรื่อยๆ ถ้าปีไหนเกิดภัยพิบัติก็เท่ากับซ้ำเติมเคราะห์กรรมกระหน่ำจนหงายเก๋ง ทยอยหมดเนื้อหมดตัวไปตามๆกัน

ทุกวันนี้หาคนรุ่นใหม่มาทำไร่ทำนาน้อยลงทุกที

แม้แต่แรงงานในภาคการเกษตรก็หลบเข้าโรงงานหมด

ที่ตื้อเลี้ยงหมูเลี้ยงปลาเลี้ยงไก่ก็ต้องไปสู้ราคากับขาใหญ่ที่ครองระบบการผลิตการตลาด

ระบบอุตสาหกรรมการเกษตรกำลังกลืนกินเกษตรกรรายย่อยใกล้จะสูญพันธุ์

คำว่าเกษตรกรต่อไปนี้ จะมีนิยามใหม่หมายถึงใคร?

ถามว่า คนไทยควรเรียนรู้อย่างไร ก็เรียนอย่างที่พี่น้องชาวFB.กำลังเรียนนี่แหละ ใครมีความรู้ในตัวก็เอามาแชร์กัน ยกตัวอย่างตอนผมเป็นงูสวัด ก็มีพี่น้องห่วงใยส่งคำแนะนำมาให้ ฝากยามาให้ สวนมนต์แผ่พลังจิตให้ ผมได้ความรู้เรื่องโรคนี้อย่างสมบูรณ์ หรือแม้แต่กำลังจะสร้างหมู่บ้านโลกสร้างอาศรมอยู่ในขณะนี้ ก็มีญาติที่ใจดีค้นคว้าแบบบ้านดีๆแปลกๆมาให้พิจารณา ..สิ่งนี้จะเรียกว่าสังคมแห่งการเรียนรู้ได้ไหมครับ ผมรู้สึกตัวว่าได้เป็นผู้เรียนตลอดเวลา มีความรู้มากขึ้น กว้างขวางขึ้น จึงเป็นความโชคดีอย่างมากที่ตกมาอยู่ในวงล้อมของญาติพี่น้องชาวFB.

เรื่องสัมพันธไมตรีคงจะไม่จบลงแต่เพียงนี้ ในเมื่อใจรู้ใจ มีแต่จะถอดใจมาวางเดิมพันลงขันทำอะไรดีๆให้แก่สังคม คนดีนั่งๆนอนๆอึดอัดกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงมานานแล้ว แต่ไม่รู้ว่าจะหย่อนขาไปยืนที่ไหน ไปพูดไปคุยไปร่วมกิจกรรมกับใคร มันถึงจะรู้สึกดีและเป็นไปตามความประสงค์ของเรา ผมเริ่มเห็นสะพานที่จะนำเราไปสู่สังคมอุดมปัญญาบ้างแล้ว แสงเรืองๆที่ปลายอุโมงค์กำลังขยายม่านตาเราแล้ว ถ้าเรามาระดมลงขันความรู้ความคิดให้กันกระชับมากขึ้น คงไม่ต้องใช้ศัพท์กระชับพื้นที่แบบทหารหรอกนะ คนสกุลสวนป่าควรจะใช้คำว่า”กระชับใจ” ดีไหมเล่าเธอ ..

30 ปี มีอะไรเป็นคำตอบ

ตื่นเช้ามา จัดการอาบน้ำให้แปลงผักข้างบ้าน แล้วค่อยมาอาบน้ำแปรงฟัน ระหว่างนั้นก็ทอดสายตาไปดูความเขียวสดใสของต้นผักใบไม้ใบหญ้า ก็จะทราบว่าการใส่ใจต่อสรรพสิ่งที่อยู่รอบตัวนั้นเราได้อะไร

เราจะทำหน้าที่อะไรเล่า ที่มีผลดีต่อตัวเอง-สังคม-ประเทศชาติ และของโลก

คงไม่มีสูตรสำเร็จหรอกนะเธอ เพียงแต่เธอควรมีพันธกิจเพื่อชีวิตกับสังคมเพื่อคืนดอกเบี้ยให้กับโลกใบนี้

ใช้อ็อกซิเจนฟรีกันมาทุกคนมิใช่หรือ?

เอาเป็นว่าจะสารภาพบาปว่าภายใน30ปีที่ผ่านมานี้ ได้กระทำอะไรบนผืนพิภพนี้บ้าง ผมเริ่มจากจุดฉุกคิดที่ว่า เราควรจะทำการเกษตรแบบไหน ที่มันไม่ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติมากนั้น ให้เราก็อยู่ได้สภาพแวดล้อมก็อยู่ร่วมกันได้ ตั้งแต่เด็กๆมาแล้ว ผมเห็นชาวไร่โค่นป่าดงดิบ จุดไฟเผาสิ่งที่รกเรื้อจากไม้ล้มที่ระเกะระกะ ไฟเข้าที่ไหนที่นั่นก็ราบเรียบเป็นหน้ากลอง เศษที่เหลือก็เอามากองสุมไว้แล้วก็เผาเผาควันโขมงในหน้าแล้ง เพียงไม่กี่ปีพื้นที่ตรงนั้นไม่เหลือแม้แต่ตอไม้ รถแทรกเตอร์ไถพรวนชนซ้ายชนขวาเดี๋ยวก็ตอก็สูญพันธุ์ หลังจากนั้นก็ทำการเพาะปลูกพืชไร่ตามฤดูกาล ทำนานเข้าๆดินก็แข็งกระด้าง แรงงานสัตว์ก็เข้ามาช่วย ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นแรงเครื่องยนต์ มีวิทยาการใหม่ๆเข้ามา เช่น เรื่องสายพันธุ์พืช ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ระบบการให้น้ำ ระบบการเพาะปลูก และระบบการเก็บเกี่ยว ทุกอย่างถูกปรับปรุงให้สะดวกและเรียบง่าย

ชาวไร่ชาวนาดูน่าจะมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ

ราคาผลผลิตก็ดูดีมีสง่าราศีมีชาติตระกูล

มีเรื่องประกันราคา เรื่องจำนำ เรื่องส่งเสริมเข้ามาเพียบ

แต่สิ่งหนึ่งที่ใครๆต่างก็มองข้ามและไม่แยแส คือต้นทุนทางธรรมชาติที่สูญหายมากขึ้นทุกวัน จนถึงจุดที่ เกษตรกรจะต้องลงทุนทางด้านปัจจัยการผลิตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในเมื่อทำหลายพื้นฐานหลักของการเกษตรจนย่อยยับไปแล้ว

ผมขออนุญาตโม้ได้ไหมครับ ว่าสิ่งที่ผมทำมาได้ตอบคำถามสำคัญๆอยู่หลายประการ เช่น สามารถเรียกความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้คืนมา ได้ปิดจุดอ่อนที่เป็นช่องโหว่ได้อย่างดีขึ้นตามลำดับ ทุกอย่างที่สะสมมาเป็นทุนของสังคมและเป็นทุนของธรรมชาติ เพื่อเราทุกคน และเพื่อเพื่อนร่วมโลกของเรา

การก่อเกิดใบไม้ใบเดียว ก็เป็นจุดก่อหวอดที่เป็นพลังบวกแล้วนะเธอ ..


ทฤษฎีหญ้าเจ้าชู้

อ่าน: 3152

·

พู(รังแรกเจอภัยพิบัติน้ำฝนถล่มเมื่อคืนสามารถซ่อมแซมได้รวดเร็ว)

ดถึงหญ้าเจ้าชู้พวกเราจะรู้จักไหมนะ ในเมื่อสมัยนี้มีหญ้าพันธุ์ใหม่ๆระบาดไปทั่ว หญ้าพื้นเมืองพื้นถิ่นกลายเป็นหญ้านอกสายตา ใครๆเห็นแล้วรำคราญ มองไม่ระรื่นตาเหมือนหญ้าญี่ปุ่น หรือหญ้านวลน้อยหญ้ามาเลฯที่ปลูกประดับสนามหน้าบ้าน อาการหมั่นไส้หญ้าเกิดขึ้นกับเกษตรกรรุ่นใหม่ เจอเป็นไม่ได้วิ่งโร่ไปหายาฆ่ามาฉีดๆๆให้สูญพันธุ์ ทำไมเป็นยังงั้นก็ไม่รู้นะครับ ชาวไร่ชาวนาสมัยก่อนไม่เห็นมีใครอาฆาตมาดร้ายหญ้าเท่าคนสมัยนี้ หญ้าชนิดไหนก็ใช้เลี้ยงวัวควายได้ รึหันมาใช้ควายเหล็กให้กินน้ำมันแทนหญ้า หญ้าก็เลยหมดความหมายหนักเข้าไปอีก เกิดเป็นหญ้านี่น่าน้อยใจ ใครๆก็จ้องทำลาย

สมัยหนึ่งมีเรื่องฮากันที่สุรินทร์

หัวหน้าพิธีกรรมจัดงานเกี่ยวกับประเพณีของจีน

ได้กล่าวต้อนรับผู้ว่าราชการจังหวัดสมัยโน้น

“ผู้ ว่ า เ ป รี ย บ เ ห มื อ น ส้ น ตี น น น น น”

“พ ว ก ผ ม เ ป รี ย บ เ ห มื อ น ย อ ด ห ญ้ า”

“ถ้ า ส้ น ตี น เ ห ยี ย บ ห ญ้ า ห ญ้ า ก็ แ บ น แ ต๊ ด แ ต๋”

· ถ้าท่านเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดไปเป็นประธานเปิดงานนี้ ท่านจะกล่าวตอบยังไงดีละครับ ถ้าเริ่มต้นตรงที่ซ่นตีนรับทราบข้อนี้ดี คงจะมันส์พิลึก สิ่งที่กล่าวรายงานไม่ได้เกิดอคติใดๆ อุตส่าห์กลั้นกรองออกมาจากจิตใจบริสุทธิ์ เพราะกรรมการพ่อค้าท่านนี้เป็นคนดีมาก คนรักทั่วเมือง แต่พูดอะไรก็จะพูดตรงๆเช่นนี้ ไม่ได้มีความหมายไปในทางที่แอบแฝงใดๆ

· คราวนี้มาถึงบทบาทหญ้าเจ้าชู้บ้าง โดยทั่วไปหญ้าชนิดนี้ชอบเกิดในพื้นที่โล่งกว้าง เช่นพื้นที่สนามฟุตบอลตามโรงเรียนในชนบท พบเห็นสองข้างทางทั่วไป ตามคันนาหัวไร่ปลายนาก็เจอประจำ เป็นหญ้าที่มีเถาว์เลื้อยไปตามพื้นดิน ขยายพันธุ์โดยชูก้านดอกแข็งๆสูงประมาณ๑ฟุต มีเมล็ดที่ห่อหุ้มด้วยเปลือกแข็งรูปกระสวยเล็กๆ ไม่ว่าสัตว์หรือคนเดินฝ่าไปใกล้ เจ้าเมล็ดหญ้าปลายแหลมก็จะทิ่มเข้าตามผิวหนัง คนไหนเดินผ่านก็จะปักเต็มขากางแกง ไม่ได้ปักนิดๆหน่อยนะเธอ ปักแน่นพรึดเต็มทุกตารางนิ้ว

แปลกแท้ๆ

ปักได้ปักดียังกะมีเครื่องอัตโนมัติรุ่นนาโนทำหน้าที่นี้

ใ ค ร โ ด น ต้ อ ง ม า นั่ ง แ ก ะ ที ล ะ ด อ ก ๆ กว่าจะหมดก็นานโข

มันปักได้ซาบซึ้งตรึงทรวงจริงๆ

เ ค ย เ ห็ น เ ด็ ก บ า ง ค น ถึ ง กั บ เ อ า มี ด เ ห ล า ดิ น ส อ ค่ อ ย ๆ ขู ด อ อ ก จ า ก ก ร ะ โ ป ร ง

· หญ้าเจ้าชู้นับว่ามีอัตลักษณ์ในการขยายพันธุ์เป็นพิเศษ ยากที่จะเห็นในหญ้าชนิดอื่น ทำให้ผมนั่งนึกตรึกตรองว่า ถ้าคนเราใส่ใจเรียนรู้เหมือนหญ้าเจ้าชู้ก็จะดี เห็นความรู้ใหม่ๆดีๆแปลกๆก็เข้าไปก๊อปปี้ หรือคอมเมนท์ไว้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ มนุษย์ยุคนี้มีเครื่องมือดูดซับความรู้สะดวกและรวดเร็ว ถ้าลองใช้ทฤษฎีที่ผมกล่าวถึงนี้ น่าจะดีไหมครับ

การเป็นผู้เรียนทำให้ชีวิตมีความหมายและมีศักดิ์ศรี

· ไม่ต้องไปงมโข่งกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง

· ไม่ต้องไปนั่งบ่นเป็นหมีกินผึ้ง

· ไม่ต้องไปเซ็งกระจาย๓เวลาหลังอาหาร

· ไม่ต้องอยู่กับเรื่องเก่าๆซ้ำซาก

· สามารถยืนอยู่บนลำแข้งตัวเองได้อย่างทรนง

คุณสมบัติของผู้เรียน ก็คือผู้ที่เปิดใจ

อยากรู้ อยากเห็น อยากทดลอง อยากค้นคว้า

อยากเจาะลึก บางคนถึงกับกัดไม่ปล่อย

(รังที่๒ เจอน้ำท่วมมิด แต่ยังอุตส่าห์สู้ซ่อมแซม)

· ถ้าเด็กไทย คนไทยมีนิสัยเยี่ยงนี้ คุณภาพของการจัดการความรู้ของคนไทยไปโลดแน่ เท่าที่เห็นๆ ส่วนมากมักจะประมาทกับการเรียนรู้ อยากจะเรียนง่ายๆ ทำวิทยานิพนธ์ง่ายๆ จบง่ายๆ โธ่ แม่คุณ ถ้ามันทำง่ายแล้วได้ประสิทธิผลดีคงไม่มีใครมาบ้าทำให้มันยุ่งยากหรอก ในบางเรื่องบางกรณี ม นุ ษ ย์ ยั ง ไ ม่ พ บ วิ ธี สั น ด า ป ค ว า ม รู้ ไ ด้ เ ร็ ว ก ว่ า นี้ บางทีอาจจะเกี่ยวข้องกับสติปัญญามีข้อจำกัด เรื่องนิสัยการเรียนรู้ต้องอาศัยการฝึกฝนเป็นลำดับ ถ้าตั้งต้นตั้งใจดี เราก็เขยิบเข้าไปหาตัวความรู้ได้ตามขั้นตอน แต่ถ้าคิดเบี่ยงแบนจากความเป็นจริงมันก็ยากละครับ

สู้สิ่งยากตรงๆจะไม่ดีกว่าหรือ

ในเมื่อทุ่มเทจะศึกษาแบบเจาะลึกก็เจาะให้มันหมดก๊อกไปเลย

จะขยักขยุกขยิกทำไมเล่า

หรือพอใจกับที่ตัวเองไม่มีความรู้ความสามารถจริง

แต่ก็สามารถฝ่าไปรับ กระดาษเปื้อนหมึก ม า อ ว ด ใ ค ร ๆ ไ ด้

ถ้าแบบนี้ไม่เข้าเกณฑ์ทฤษฏีหญ้าเจ้าชู้หรอกนะเธอ

สงสัยว่าจะเป็น ห ญ้ า ตี น ตุ๊ ก แ ก

ยามได้ยินเสียง กั๊ บ แ ก กั๊ บ แ ก ก็สะดุ้ง

กลัวจะโดนล้วงตับ หรือลองวิชา

เอาเป็นว่า เ รี ย น เ ล่ น ๆ ก็ ไ ด้ แ ต่ ข อ ใ ห้ รู้ จ ริ ง ๆ ก็ แ ล้ ว กั น

รู้ไม่จริง อนาคตจ่ายค่าโง่บานตะไทเลยละเธอเอ๋ย

ค ว ร ดำ เ นิ น ต า ม ค ร ร ล อ ง -รู้จัก –รู้จริง –รู้แจ้งก็พอ

ก า ร เ ป็ น ห ม า ห ล ง อ ยู่ บ น ท า ง ด่ ว น จะสนุกตรงไหนละเธอ

อาการมันหนักกว่า ห ม า ห อ บ แ ด ด ส มั ย ก่ อ น เ สี ย อี ก

ถ้าอยากจะฟังเรื่องนี้เต็มๆ

วันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๕๕ ภาคบ่าย

มีรายการสัมมนาแพทย์พยาบาลทั่วประเทศ

เ ร า ม า เ จ อ กั น ที่ เ มื อ ง ท อ ง ธ า นี ดี ไ ห ม ?

อย่าเผลอไปนัดกิ๊กเที่ยวละ

เอาถ่านหุงข้าวขีดกาวันที่ติดฝาบ้านไว้เลย

เ ดี๋ ย ว จ ะ ห า ห ล่ อ ไ ม่ เ ตื อ น

คริ คริ


หัวอกคุณชาย

อ่าน: 1631

(ถ้าพอใจ นอนยังไงก็เป็นสุข)

คืนประวัติศาสตร์ของสวนป่าได้เริ่มขึ้นหน้าใหม่แล้ว ณ บัดนี้

· ตั้งแต่เช้าแล้ว แม่บ้านแม่เรือนกับป้าสอนชุลมุนอยู่กับการจัดแต่งกระต๊อบคุณชายกับกระต๊อบเจ้าป่า เพราะมีการย้ายเข้าย้ายออก ช่วงที่ผมนอนเอก้าอยู่คนเดียว ก็อยู่แบบสบายๆยังไงก็ได้ ตอนนี้ยกระดับขึ้นหน่อย จ า ก ที่ เ ค ย น อ น ฟ า ก ก็ เ ป ลี่ ย น เ ป็ น ไ ด้ น อ น ฟู ก แต่ก็แปลกมากนะครับ ไปนอนตามโรงแรมก็นอนฟูกหนาเป็นศอก ทำไมคืนนี้นอนบนฟูกบางๆปูด้วยผ้าขาวม้า รู้สึกมันนิ่มสบายอย่างบอกไม่ถูก นับเป็นความกรุณาของโฉมยงที่จัดให้ คนงานก็สาละวน ขนตู้เย็น พัดลม กาต้มน้ำ โต๊ะเก้าอี้ทำงานมาให้ ทำชั้นวางหนังสือบนจั่วหลังคาให้ ขนโอ่งมังกรมาต่อสายยางเปิดน้ำเต็ม ไว้ให้ตักอาบยามร้อน ตักอาบรดศีรษะโจ๊กๆให้มันไหลรินจากบนลงล่าง แถมยังไหลซอกซอนไปหารากพืช แหม มันชื่นสะดือจริงๆนะเธอ

ตรงจุดที่น้ำอาบไหลไปทำความชุ่มชื้น

ป้าสอนเอาต้นเสาวรส มันเลือด ตะไคร้ หญ้าม้า ต้นชะพลู มาปักชำไว้ขอบดินที่ถมใหม่

ผมเห็นที่ว่างแล้ว พรุ่งนี้จะเอาพริกหนุ่ม วอเตอร์เกร๊ท กับต้นว่านสาวหลงมาแปะไว้อีก

อาบน้ำไปก็จะได้ชมการเจริญเติบโตของพืชผักเหล่านี้ไปด้วย

ต้นไหนที่น้ำไหลไปไม่ถึงก็ช่วยรดให้เสียหน่อย

แ ค่ นี้ ก็ เ ป็ น ก า ร ป ลู ก ผั ก ข อ ง ค น ขี้ เ กี ย จ สมบูรณ์แบบแล้วละครับ

(จะนอนง่ายๆรึนอนยากๆก็ได้ แต่ อย่านอนใกล้คนหลายใจก็แล้วกัน)

· เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว คืนนี้เราจะปักหลักนอนกระต๊อบกันคนละหลัง ห่างกันพอเห็นไฟวับแวม ผมอดที่จะเป็นห่วงไม่ได้ ตะกี้แอบย่องไปหา เอาต้นฉบับโมเดลบุรีรัมย์ที่อิเละเขะขระไปให้ดู กับอีกส่วนหนึ่งที่ดรฝนช่วยแก้คำผิดให้ประมาณ30เรื่อง คุยกันแล้วว่าช่วงนี้เราจะช่วยกันปั่นเรื่องต้นฉบับให้แล้วเสร็จ โดยเฉพาะเรื่องโมเดลบุรีรัมย์ที่ค้างเติ่งมานาน ท่านอาจารย์สุเมธ ตันติเวชกุล เมตตาเขียนคำนิยมไว้ให้ตั้งแต่ปีมะโว้แล้ว ทุนที่คิดว่าจะเป็นค่าพิมพ์จำเป็นต้องเอาไปสร้างกระต๊อบติดล้อ10หลังเสียก่อน เรื่องจึงยืดมาจนถึงวันนี้ ช่วงนี้ถ้าหายไปจากจอบ้าง ก็ไปยุ่งอยู่กับเรื่องต้นฉบับนี่แหละเธอ

· มาเม๊าท์เรื่องคุณชายต่อดีกว่า เรื่องนี้ไม่ใช่จู่ๆจะเกิดปุ๊บป๊บเหมือนอีสาวใจแตกวิ่งตามหนุ่มปากหวานหรอกนะ ผมก็ไม่รู้ใจคุณชายว่าติดใจอะไรสวนป่านักหนา คุณชายเป็นใครก็ไม่รู้ได้ จากคนที่ไม่เคยรู้จักมักจี่กันมาก่อน แล้วประกายใจมันเกิดขึ้นตอนไหมก็ไม่ทราบ ความรักความผูกพันค่อยๆซึมลึกตามลำดับ คุณชายขับรถเบ็นซ์ขึ้นล่องสวนป่าปีละนับ10ครั้ง สำหรับคนอื่นอาจจะดูไม่แปลก แต่นี้หนุ่มเมืองกรุงทั้งแท่งที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรชนบทเลย ทั้งประสบการณ์ความคุ้นชินก็น้อยนิดเต็มที จะเรียกว่าสุดโต่งก็ไม่ใช่ จะว่าสุดขั้วก็ไม่เชิง มันเป็นอะไรที่มากกว่านั้น คุณชายหน้าที่การงานก็ดีเยี่ยม พันธกิจพันธการก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับนิยามของชนบทแม้แต่น้อย คนชายของผมนี่นะ เขาสารภาพเสมอๆว่า “ผมเป็นคุณหนูนะ” คุณหนูที่มากประสบการณ์ในหน้าที่การงานระดับCEO คุณวุฒิวัยวุฒิฐานะไม่เป็นสองรองใคร แต่สิ่งหนึ่งที่คนรู้จักตัวเป็นๆยอมรับก็คือ เขาเป็นคนที่มีน้ำใจและจิตใจดีงามมาก แถมขี้อายอีกต่างหาก แต่ถ้าให้วิจารณ์เรื่องอะไรละเธอเอ๋ย ใบมีดโกนเฉือนควับๆเลือดหยดติ๋งๆเชียวละ ทำให้คนไม่เข้าใจพ่ายรักไปก็ไม่น้อย ทั้งๆที่เหตุและผลก็เปี่ยมล้นนี่แหละ

· เขาเป็นคนน่ารักที่คนนอกเข้าใจยาก จึงครองตัวครองตนโสดสนิทมาเท่าทุกวันนี้ สาวๆนับไม่ถ้วนอยากจะใช้นามสกุลของเขา ไอ่ละอ่อนขอนแก่นเคยเย้าว่า พี่คอนฯดูอบอุ่น ก็อยากจะบอกหนูละอ่อนว่า มีคำไหนที่ใช้แทนความรู้สึกมากกว่าอบอุ่นไหมละ คุณชายเขาละเอียดอ่อนเป็นห่วงเป็นใยคนอื่นอย่างลึกซึ้ง ไม่ได้เลือกว่าเป็นใครยังไง ขอแต่เป็นคนที่รู้จัก จะเทใจดูแลแม้แต่เรื่องเล็กๆน้อยๆที่เราคาดไม่ถึง

ระหว่างที่แม่บ้านกับป้าสอนไปช่วยจัดกระต๊อบให้

ผมเดินไปดูความเรียบร้อย

เห็นปูฟูกกางหมอนมุ้ง มีผ้าห่ม ผ้าขาวม้าให้

เห็นแล้วก็ทำให้คิดได้ต่างๆนานา

นี่ ถ้ า คุ ณ แ ม่ ม า เ ห็ น ลู ก ช า ย หั ว แ ก้ ว หั ว แ ห ว น อ ยู่ ใ น ส ภ า พ นี้

คุ ณ แ ม่ จ ะ ว่ า ยั ง ไ ง น ะ

คุณชายตอบนิ่มๆว่า “ โ ถ ลู ก ช า ย ฉั น ”

· ­สวนป่าผ่านการต้อนรับผู้คนมามากมายทุกระดับตลอดระยะเวลายี่สิบกว่าปี คุณชายของเราเป็นคนต้นๆที่จัดให้อยู่ในกลุ่มคนสร้างตำนาน จ ะ ไ ม่ ตำ น า น ยั ง ไ ง ล ะ ค รั บ ในเมื่อคุณชายตัวเป็นๆไม่ใช่ในละครทีวี เรื่องราวที่ผ่านมาผมว่ามันมากกว่าตัวละครเสียอีก ผมหมายถึงว่าคนเขียนบทละครยังเขียนไม่ได้เท่าเรื่องจริง ปีก่อนโน้นคุณชายแบกจอบไปคนเดียวท่ามกลางอากาศร้อนยามบ่าย ไปถึงก็ขุดดินข้างถนนที่แข็งพอๆกับหิน เพื่อเอาดินมาถมหลุมกลางถนน คุณชายหายไปสองชั่วโมง กลับมาพร้อมกับด้ามจอบหัก ใจคอจะให้ผมซ่อมลิ่มใส่ให้แล้วจะไปลุยใหม่ แต่ก็นั่นแหละเธอ คุณชายเหมาะที่จะนั่งบริหารบริษัทมากกว่า ร่างกายไม่คุ้นชินไปบุ่มบ่ามออกกำลังก็ปวดราวระบมไปทั่วร่างกาย ยังดีที่มีผู้สันทดกรณีนวดให้ แต่ก็เดี๊ยงไปไม่น้อย

คุณชายพิสูจน์ให้เห็นว่า เขาเป็นคนมีความตั้งใจสูงมาก

งานอะไรที่มุ่งมั่นจะทุ่มเททำจนสุดกำลัง

และสิ่งหนึ่งที่ผมประเมิน

คุณชายมีร่างกายและจิตใจที่แข็งแรง

ฟื้นจากการป่วยในระดับที่เป็นปกติเหมือนคนทั่วไป

ที่อาจจะวูบไปบ้างเป็นเพราะคุณชายพักผ่อนไม่เพียงพอต่างหาก

แต่ละคืนนอนน้อยมาก หมกอยู่ในห้องทำงานค้นคว้าใช้สมอง

ไม่ค่อยได้ออกมาเจอสายลมแลแสงแดด

ชีวิตคุณชายอยู่ในสภาพที่มีความพร้อมตลอดมา

ทำอะไรก็สำเร็จก้าวหน้าในอัตราพุ่งกระฉูด

· ตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมคุณชายจึงเลือกที่จะลาออกจากงานที่คนทั้งโลกก็ใฝ่ฝันหา มาเป็นชาวป่านอนกระต๊อบ เปล่าเปลี่ยวเดี่ยวโดดอยู่คนเดียวในท่ามกลางความมืดสลัวของผืนป่าแห่งนี้ มีสักกี่คนที่เลือกทางเดินชีวิตจากสูงสุดลงมาติดดิน ผมสังเกตประกายตาและรอยยิ้มแต่เช้าแล้ว ดูคุณชายมีความสุขมาก คุยกับป้าสอนกับแม่หวีหน้าระรื่น คุณชายมองเห็นความสุขซ่อนอยู่ตรงไหนหนอ ทำไมดูปลาบปลื้มเหลือเกิน

· ในความยากลำบากก็มีความสุขรึ

· ในชีวิตของคนเราต้องการอะไรสักเท่าไหร่

· ในความคิดคำนึงเราตั้งเป้าประสงค์ไว้อย่างไร

· ในหัวจิตหัวใจของคุณชายเป็นยังไงนะ

วันนี้คุณชายมาขอแบ่งงานทำ งานออกกำลังก็มีตั้งแต่รดน้ำต้นไม้ ปลูกผักปลูกมันเลือด ตัดหญ้า ดูแลคนงานซ่อมเตาถ่านให้เป็นบ้านพักใต้ดิน มีงานอัดอิฐซีเมนต์ตัวหนอน ให้คำปรึกษาเรื่องสร้างบ้านติดล้อ วางแผนเรื่องพลังงาน เล่าให้ผมฟังว่าจะทดลองทำแอร์แบบพิเศษใช้เอง รวมทั้งการทำบ้านโดม ทำสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ผมเพิ่งซื้อไอพ็อทซัมซุงรุ่นล่ามา ใช้ก็บ่เป็น ก็จะอาศัยคุณชายนี่แหละสอนๆๆๆเรื่องคอมพิวเตอร์ให้ สงสัยอะไรก็มีที่ถาม มันเด็ดสาระตี่ยังกะอะไรดีเธอเอ๊ย

ความคิดความคันคงจะเต็มสมอง

แ ย้ ม ๆ ใ ห้ ฟั ง ถึ ง กั บ ข น า ด จ ะ อ ยู่ ค น เ ดี ย ว ใ ห้ ไ ด้

นั้นก็หมายความว่า จะ ฝึ ก หั ด หุ ง ช้ า ว ทำ กั บ ข้ า ว กิ น เ อ ง

พ ลั ง ใ จ นั้ น ท ะ ลุ ท ะ ล ว ง ยิ่ ง นั ก

· ที่ผมเขียนถึงคุณชายเป็นคุ้งเป็นแควไม่ใช่อะไรหรอก ผม จ ะ เ อ า บ ท นี้ ปิ ด เ รื่ อ ง โ ม เ ด ล บุ รี รั ม ย์ ใ น ฉ บั บ นี้ เพราะนับแต่นี้ไปคุณชายก็จะมีบทบาทสำคัญ ในการที่จะก่อร่างสร้างชีวิตใหม่ให้กับสวนป่า ผมทำหน้าที่สร้างต้นทุนธรรมชาติไว้ให้ระดับหนึ่งแล้ว ต่อไปคุณชายก็จะรับไม้ต่อ ผ ม เ ชื่ อ แ น่ ว่ า ต่ อ นี้ ไ ป มั น ส์ พ ะ ย ะ ค่ ะ ใ น เ มื่ อ ค น ไ ม่ ธ ร ร ม ด า ม า ทำ เ รื่ อ ง ธ ร ร ม ด า ใ ห้ เ ป็ น เ รื่ อ ง พิ เ ศ ษ อะ ไ ร ๆ ก็ เ กิ ด ขึ้ น ไ ด้ ทั้ ง นั้ น

· มีคนวิพากษ์คุณชายของผมตรงๆว่า เรื่องอื่นๆคุณชายประสบผลสำเร็จ แต่ทำไม่ได้คือการหาคู่ ไม่แต่งงาน คุณชายรักใครยากรึ เรื่องนี้คิดให้ตายก็ไม่กระจ่างหรอกนะเธอ เ ร า ม า ร อ ลุ้ น ดี ก ว่ า ว่าจะมีสาวสวยมากฝีมือคนไหน จะฝ่าด่านอรหันต์มาคว้าหัวใจของคุณชายสำเร็จ

น อ ก จ า ก ส ว น ป่ า แ ห่ ง นี้ เ ป็ น ร า ง วั ล แ ล้ ว

ยั ง มี แ ห ว น เ พ ช ร เ ม็ ด เ ป้ ง ไ ป ป ร ะ ดั บ นิ้ ว น า ง ด้ ว ย น ะ เ ธ อ

:: หมายเหตุ บทความนี้เป็นบทปิดต้นฉบับ หนังสือโมเด็ลบุรีรัมย์



Main: 0.14179992675781 sec
Sidebar: 0.077384948730469 sec