ไปเรียนวันที่สาม: โครงการนิสิตแพทย์ฯ

อ่าน: 8832

วันที่ 5 พฤษภาคม 2555 เป็นวันที่สามของการไปเรียนรู้ในโครงการนิสิตแพทย์ฯ

เช้านี้อากาศสดชื่นมาก ได้ยินเสียงคุยกันแต่เช้า น้องๆนิสิตแพทย์และอาจารย์คงตื่นไปสูดอากาศดีๆ กันบ้างแล้ว

ลงไปที่หน้าอาคารใหญ่ ได้พบกับอาจารย์หมออุ๊ ครูบา และหมอจอมป่วนนั่งสนทนาว่าจุดประสงค์มีอะไร จะทำกิจกรรมอะไรบ้าง และใครจะรับช่วงตอนไหน

P1050970P1050972 นั่งคุยกันแป๊บเดียวก็เห็นมีการเคลื่อนไหวที่พื้นดิน สีน้ำตาลอ่อนๆ…เอ๊ะ งู นี่นาตัวยาวประมาณ 75 ซม. เลี้อยช้าๆ เงียบๆ ผ่านเท้า อาจารย์อุ๊ ครูบา ตรงเข้าไปหาครูอึ่ง ….สัญชาตญานบอกว่างูกำลังไปที่เท้าครูอึ่ง เลยบอกเบาๆว่า “อึ่งยกเท้าขึ้น” ครูอึ่งไม่ได้ยกทันที เลยบอกเพิ่มเบาๆ ว่า “งู” ครูอึ่งก้มมองที่เท้า คงเห็นงูจริงๆ และยกเท้าขึ้นจากพื้น ปฏิกิริยานี้คงกระทันหันจนงูตกใจ งูเลยทักทายด้วยการฉกเท้าครูอึ่งสามครั้ง ถึงตอนนี้หมอจอมป่วนก็เห็นและออกคำสั่ง “นิ่งๆ นิ่งๆ” เข้าใจว่าออกคำสั่งให้ครูอึ่งมากกว่าสั่งงู….อิอิP1050973 ท่านั่งก่อนงูจะเลี้อยมาให้พร

งูฉกจนพอใจแล้วก็เลี้อยออกไปช้าๆ มุดเข้าในกองไม้ที่เตรียมสำหรับเป็นฟืน เสียดายที่มัวตะลึงจนไม่ได้ถ่ายรูปงู ทั้งๆที่กล้องก็อยู่ในมือ

งูผ่านไปแล้ว ก็นึกกันเล่นๆว่า เป็นวันเสาร์ห้า เดือนห้า ปีห้าห้า ครูบาบอกว่า งู มาอวยพร

สักพักน้าอึ่งอ๊อบก็โทรฯ บอกว่ากำลังจะถึงสตึกแล้ว จะรอที่หน้าธนาคารนะ ครูอึ่งชวนนั่งรถไปรับ ในเส้นทางที่ไปก็คุยกันถึงเรื่องเหตุการณ์งู คุยในแง่มุมของสัญชาตญาณ การแจ้งข่าวที่เร่งด่วนแบบไม่โวยวาย ความนิ่งสงบและไม่ได้คิดทำร้ายงู ก็มัวคุยกันเพลินเลยชวนกันหลงไปถึงจอมพระ….น้าอึ่งอ๊อบโทรมาถามอีกทีเพราะไม่แน่ใจว่าแจ้งสถานที่ชัดเจนไหม ก็เลยเล่าเรื่องงูให้ฟัง และบอกให้รอสักครู่

ไปถึงหน้าธนาคาร เห็นน้าอึ่งอ๊อบและ ดร. ฝน กำลังตักบาตร เป็นภาพที่งดงามมาก น้าอึ่งอ๊อบมีของมาด้วยไม่มาก แต่ ดร. ฝน ทำอย่างกับหอบผ้าหนีตามใคร กระเป๋าสักสามสี่ใบได้…ฮ่าๆ

น้าอึ่งอ๊อยมีปลาหมึกทอดมาด้วย…อิอิ….เรื่องนี้มีที่มาเล็กน้อย คือคืนแรกที่มาแม่หวีมีเม็ดฟักทองให้แทะเล่นถุงใหญ่มาก ก็นึกถึงปลาหมึก เพราะเมนูของขบเคี้ยวเม็ดฟักทองกับปลาหมึกย่างนั้นคู่กัน…วันที่ไปตลาดก็เที่ยวมองหาซื้อปลาหมึกย่างไม่มี จนใครๆ ก็เกิดความอยากรู้ว่ารสชาติจะอย่างไร ….อิอิ…กระตุ้นความสนใจอยากลองกับทุกคน…พอน้าอึ่งอ๊อบมีปลาหมึกทอดมาด้วยเลยรู้สึกว่า สมใจนึก….ฮ่าๆ

กลับถึงสวนป่า คนอื่นๆ กินข้าวกันแล้วและกำลังจะเริ่มกิจกรรม …ชาวคณะที่มาใหม่เลยเข้าครัวไปหาข้าวต้ม และเอากับข้าวที่เหลือมื้อกลางคืนมาอุ่นกิน นั่งล้อมวงกินข้าวในบ้าน ระหว่างนั้นครูอึ่งปอกส้มโอที่ครูอารามปีนเก็บจากหลังบ้าน ส้มโออร่อยมาก หวาน น้ำฉ่ำ ครูอึ่งโชว์ความสามารถปอกส้มโอแบบไม่มีน้ำไหลจากง่ามมือได้อีกแล้วค่ะ…เก่งแฮะครูใหญ่

P1050978 P1050977

ส่วนที่หน้าอาคารใหญ่กำลังมีกิจกรรม การแนะนำตัวเอง ฝึกการฟัง และมีเกมเล่นโดย ดร. ฝนเป็นคนนำเกม มีหมอจอมป่วนเป็นครูใหญ่ อากาศร้อน แต่น้องๆนิสิตไม่ย่อท้อ มีความอดทนเป็นเลิศ ..บรรยากาศดูเอาจริงเอาจังมาก เลยยกถาดส้มโอและตระกร้าใส่ผลไม้ไปถาม น้องจูว่า dialogue กินได้ไหม..จูหัวเราะว่าได้ๆ ต้องผ่อนคลายสบายๆ ….น้องๆ และอาจารย์ที่ร่วมกิจกรรม เลยได้กินผลไม้อย่างนี้

พักเที่ยง เมนูเด็ดคือก๋วยเตี๋ยวสูตรหอมอร่อยมากๆ น้องนิสิตคนหนึ่งบอกว่าผักก็อร่อยมากครับ กินก๋วยเตี่ยวเสร็จแล้วน้องๆ เข้าไปในอาคารในกิจกรรมผ่อนพักตระหนักรู้ ..ระหว่างนั้นครูบาและชาวเฮก็ทดลองสูตรเม็ดฟักทองกับปลาหมึก….พยายามถามว่ากินแล้วเป็นไงๆๆ ….หมอจอมป่วนเอาตัวรอดด้วยการบอกว่า “ผมไม่กินปลาหมึก”….อิอิ….ส่วนครูบากระอ้อมกระแอ้มว่า “กำลังหาคำตอบอยู่คร๊าบ”…แถมแอบเห็นว่าครูบากินแต่เม็ดฟักทองชนิดแกะเอาจริงเอาจังมากถึงมากที่สุดโดยไม่แตะปลาหมึกอีกเลย……ฮ่าๆๆ

P1050979 ระหว่างที่น้องๆ ทำกิจกรรมผ่อนพักตระหนักรู้ในอาคาร ….

ก็เลยชวนหมอจอมป่วน น้าอึ่งอ๊อบ ดร. ฝน ที่นั่งคุยกันข้างนอกให้ผ่อนพักตระหนักรู้ในสภาพธรรมชาติในสวนป่า เป็นรูปแบบการทำสมาธิเพื่อการผ่อนคลายอย่างลึก โดยอาศัยพลังธรรมชาติของสวนป่า ….ตรงนี้มีความเห็นว่า การมาอยู่ในท่ามกลางบรรยากาศสงบ มีเสียงลม เสียงนกร้อง มีกระแสลมอ่อนๆ อย่างสวนป่าแล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้เสียงปรุงแต่งอื่นมาช่วยในกิจกรรมนี้เลยก็ได้ ธรรมชาติจะโอบอุ้มอ่อนโยนและเกิดความสงบได้เร็วกว่า …อย่างที่ชวนทำได้ลองจับเวลาดู พบว่าทั้งสามคนใช้เวลาประมาณ 5 นาทีในการรับรู้ถึงความผ่อนคลายของตัวเอง จัดว่าฝึกกันมาดี ผ่อนคลายระดับลึกและรู้ตัวตลอดเวลา

ภายหลังกิจกรรมผ่อนพักตระหนักรู้แล้ว ก็ถึงคิวไปเป็นคนนำกิจกรรม…ใช้การปั้นกุยช่ายเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ค่ะ

ชวนน้องๆ ให้มาทำกิจกรรม ศิลปะที่กินได้ โดยเริ่มต้นขอให้แม่หวีสาธิตการห่อกุยช่าย แม่หวีให้หลักการว่ากุยช่ายแป้งต้องบางเพราะจะกินใส้ไม่ใช่แป้ง …เป็นหลักการที่กระชับและน้องๆ จำได้ทันที จากนั้นก็ให้น้องนิสิตปั้นกุยช่ายตามเอกลักษณ์ของสวนป่า และต้องอธิบาย concept ได้ในตอนท้าย ตอนแรกให้น้องๆ เลือกเองว่าจะทำคนเดียวหรือทำด้วยกันเป็นกลุ่ม ทั้งหมดทำด้วยกันเป็นกลุ่มทั้งหมด 4 กลุ่ม สนุกสนานมากค่ะมีสาระพัดแบบ และมีการนำเสนอที่สนุกสนานเห็นพลังกลุ่มและความมีชีวิตชีวาของคุณหมอน้อยๆ ทั้งหลาย ค่ะP1050987 P1050991 P1050989  P1050983 P1050998  P1050995

กิจกรรมปั้นกุยช่าย เป็นกิจกรรมกลุ่มง่ายๆ ที่ชวนกันมองว่าการทำงานทำไมต้องทุกข์ การทำสิ่งแปลกใหม่ก็สามารถทำให้สนุกสนานได้  และในระหว่างกิจกรรมหรืองานนั้นยังมีเพื่อนที่คอยสนับสนุนและเป็นกำลังใจ …ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่ผลงานเพียงอย่างเดียวแต่ความสนุกสนานเบิกบานใจก็เป็นความสำเร็จของการงานด้วย

ที่จริงน้องๆนิสิตถอดบทเรียนขณะนำเสนอผลงานไว้น่าสนใจหลายอย่าง อย่างเช่นน้องคนหนึ่งบอกว่า แต่ละคนก็สามารถเป็นดาวได้โดยไม่ต้องแข่งขันกัน ฯลฯ

เมื่อเสร็จกิจกรรมปั้นกุยช่ายแล้วก็เป็นการพาเดิน โดยจุดหมายคือคอกวัว มีพี่เลี้ยง 5 คน พาไป แต่มีกติกาว่าน้องๆ ต้องหลับตาเดิน โดยพี่เลี้ยงแต่ละคนสามารถพลิกแพลงเพิ่มเติมหรือนำพาในรูปแบบใดก็ได้แต่มีเป้าหมายเดียวกันคือการเดินหลับตาไปที่คอกวัว….ที่ออกแบบไม่มีข้อกำหนดมากเพราะถือว่า พี่เลี้ยงแต่ละคนก็มีศักยภาพในการสร้างแบบการเรียนรู้ในรายละเอียดได้เมื่อเป้าหมายตรงกัน…หรืออยากเรียกว่า fa อิสระ การออกแบบอย่างนี้เกิดจากความเชื่อมั่นว่า การทำงานร่วมกันนั้นทุกคนจะมีส่วนร่วมและแสดงศักยภาพเมื่อได้รับอิสระในการตัดสินใจวิธีการไปสู่เป้าหมาย ขณะเดียวกันก็เป็นกิจกรรมที่เสริมการเรียนรู้ให้แก่กันและกันระหว่างกระบวนกรด้วยค่ะP1050999 P1060002 P1060003 P1060001

พี่เลี้ยงบางคนก็อธิบาย ตกลงร่วมกัน…บางคนก็มุ่งเดินไปถึง บางคนก็พาอ้อมไปมา บางคนก็สอนให้น้องอยู่กับปัจจุบันมีสติกับลมหายใจ มีกลุ่มน้าอึ่งอ๊อบที่น้องนิสิตขอกติกากลุ่มว่าเปิดตาข้างหนึ่ง หลับตาข้างหนึ่ง …น้าอึ่งอ๊อบก็ผ่อนปรน ตอนเริ่มก็ดูดี สักพักก็ได้ยินเสียงเปรยจากน้องๆ นิสิตว่าเมื่อยตา….ฮ่าๆๆ

เมื่อสิ้นสุดกิจกรรม น้องๆ ถอดบทเรียนว่า ขณะเดินปิดตาข้างเดียวนั้นนึกถึงคนไข้ที่ต้องปิดตาข้างหนึ่ง เกิดความรู้สึกเห็นใจ…บางคนบอกว่ารู้สึกกังวลใจว่าจะเดินสะดุดไหมแต่เมื่อพี่เลี้ยงบอกให้อยู่กับลมหายใจของตัวเอง..ตรงนั้นก็ทำให้ได้สติกลับมา น้องบางคนบอกว่าตอนที่พี่เลี้ยงบอกให้หยุดเดินและได้ยินเสียงน้ำ ใจนึกไปว่าคงถูกสาดน้ำก็เป็นการคิดไปเอง จริงๆแล้วพี่ให้ล้างมือสัมผัสน้ำ และได้ลองสัมผัสอะไรอีกหลายอย่าง เรียนรุ้ว่าหลายๆอย่างนั้นเราคิดไปเองและไม่ใช่ความเป็นจริง

การถอดบทเรียนตอนเย็นนี้แม้น้องจะพูดไม่ยาวๆ แต่ก็รับรู้ได้ว่าน้องๆ ได้เรียนรู้บางอย่างด้วยตนเอง และจากการให้ข้อคิดจากพี่เลี้ยงทั้งหลายด้วยค่ะ

ส่วนที่เลือกคอกวัวเป็นเป้าหมายนั้นเพราะครูบาจะเล่าเกี่ยวกับการเริ่มเลี้ยงวัวด้วยใบไม้ สิ่งที่เกิดขึ้นและผลในปัจจุบันของการวิจัยไทบ้าน และการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง

จากนั้นครูบาก็นำพาน้องนิสิตไปช่วยกันเก็บผักเพื่อปรุงอาหารมื้อเย็น

ระหว่างที่น้องๆระดมกันทำครัว บรรดากระบวนกรก็มานั่งคุยกัน ได้ฟังอาจารย์พูดถึงสิ่งที่น้องๆ เผชิญและวิธีการแก้ปัญหาต่างๆ แล้วก็น่าเห็นใจทั้งนิสิตและอาจารย์ เพราะสังคมปัจจุบันเป็นสังคมของการเรียกร้องเพื่อความสุขสบายเฉพาะตัวเอง เมื่อมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นก็ต้องการล่าลายเซ็นเพื่อการเรียกร้องและคิดว่านั่นคือการแก้ปัญหา

คุยกันได้ไม่นาน ลมแรงมาอู้ๆ ต้องรีบเก็บของในเต้นท์และกลับไปที่อาคารใหญ่

ไม่รู้ว่าเทวดาอยากให้คุณหมอน้อยทั้งหลายได้ใช้ชีวิตกับธรรมชาติจริงๆ หรือเปล่า คืนนี้เลยลมแรงมาก ไฟฟ้าดับ น้ำไม่ไหล

มื้อค่ำนี้ บรรยากาศโรแมนติกมากเพราะลมแรง ไฟฟ้าดับ ต้องกินข้าวในแสงเทียน แต่ทุกอย่างก็อร่อย (อีกแล้ว) และมีกุยช่ายที่นึ่งสุก โดยมีน้องนิสิตมองหาชิ้นที่ตัวเองปั้น เสียงของความสุขที่ได้กินสิ่งที่ทำก็ช่วยให้ขนมกุยช่ายที่ทำกันเองนั้นยิ่งพิเศษขึ้นค่ะ

แสงสลัวเป็นใจ น้องๆนิสิตพลังเหลือเฟือยังนั่งเล่นดนตรีร้องเพลงเป็นกลุ่มอย่างสนุกสนาน อาจารย์ทั้งหลายนั่งคุยกัน หมอจอมป่วนคุยกับน้องจูเรื่องจะเป็นวิทยากรให้กับสำนักงานอธิการบดี มช.

น้าอึ่งอ๊อบคุยกับอาจารย์อุ๊ ครูบาปลีกวิเวก

นั่งฟังเพลงเพราะสักพักก็สองทุ่มกว่าๆ คืนนี้ฟ้าปิดไม่เห็นพระจันทร์ อากาศร้อนอบอ้าว ไม่มีพัดลม….เลยขึ้นไปนอนในความมืด …ได้หลับยาวเป็นคืนแรกในรอบหลายๆเดือน

ราตรีสวัสดิ์ค่ะ

ไปเรียนวันที่สอง: โครงการนิสิตแพทย์ฯ...ไปเรียนวันที่สี่: โครงการนิสิตแพทย์ฯ...ไปเรียนวันแรก: โครงการนิสิตแพทย์ฯ...บ้านแบบไหนดี...มหาชีวาลัยอิสาน 5-9 พ.ค. 2553: 1. ปิติยินดี...คำเมือง: ของกิ๋นบ่อกิ๋นก่อเน่า...คำเมือง: นั่งก๊กง๊ก เหมือนครกบ่อต๋ำ...ตอบคำถามจากบันทึกคุณเกด...คำเมือง: ตางหนู หนูไต่ ตางไหน่ ไหน่เตียว...คำเมือง: ดำแดง บ่อแฮงก่อหมั่น...ใครแก่กว่าใคร? ระหว่างนางสงกรานต์กับปืน...คำเมือง: นอนดึกตื่นขวาย...เสียภาษีปี 2553...โอ้..กรุงเทพเมืองฟ้าอมร...กรวดในรองเท้า...

« « Prev : ไปเรียนวันที่สอง: โครงการนิสิตแพทย์ฯ

Next : ไปเรียนวันที่สี่: โครงการนิสิตแพทย์ฯ » »


ผู้ใช้ Facebook สามารถให้ความเห็นที่นี่ได้ โดยกด Like เพื่อแสดงตัว

111 ความคิดเห็น


แสดงความคิดเห็น

ท่านอยากจะเข้าระบบหรือไม่


*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Click to hear an audio file of the anti-spam word


Main: 0.38942790031433 sec
Sidebar: 0.082890033721924 sec