บ้านแบบไหนดี
อ่าน: 585ในชีวิตนี้เคยอยู่บ้านไม่กี่หลัง บ้านที่อยู่ส่วนมากเป็นพื้นที่อาศัยร่วมกันกับหลายๆคน
ไม่ว่าจะเป็นหอพักสมัยเรียนหนังสือที่ถูกบังคับให้มีรูมเมท สองคน สามคน หกคน
หอพักที่เรียกให้โก้ว่าแฟลตทั้งแบบใช้ห้องน้ำร่วมกันหลายคนกับมีห้องน้ำส่วนตัว
ซึ่งสังเกตว่าหอพักนักศึกษาของประเทศไทยจะไม่มีครัวและที่ซักล้าง นักศึกษาทุกคนต้องซื้ออาหารทุกมื้อ เพราะนอกจากจะไม่มีครัวแล้วยังห้ามทำครัวในห้องด้วย
ขณะที่หอพักในต่างประเทศจะมีส่วนของห้องครัวที่กว้างขวาง นักศึกษาทุกคนก็ทำอาหารเองและมีที่ซักล้างแบบหยอดเหรียญ
เคยอยู่ห้องแบ่งเช่าในบ้านสมัยไปศึกษาดูงานและทำวิจัยต่างประเทศที่ต้องใช้ห้องน้ำรวม ครัวรวม และต้องไปอาศัยบริการซักผ้าในร้านข้างนอกบ้าน แต่ทุกบ้านที่เคยอยู่จะเหมือนกันที่ความเงียบแต่แวดล้อมด้วยผู้คน ถึงแม้ว่่าจะ ต่างคนต่างอยู่ ทักทายกัน คุยกันบ้างเวลาเจอกัน แต่ไม่ได้สนิทสนมจนเข้าไปในห้องของใครๆ อยากเจอกันก็นัดที่ห้องกลาง
ประสบการณ์อยู่หอพัก แฟลต บ้าน แบบนี้ทำให้เคยสงสัยว่าถ้าได้อยู่บ้านที่อยู่ในสวนลึกๆ เดี่ยวๆ เงียบๆ จะเป็นอย่างไงนะ แถมเมื่อเวลาที่ฟังใครเขาเล่าว่าถ้าเขาเครียดหรือกลุ้มใจ เขาก็จะเดินไปหาที่เงียบๆในสวนอยู่คนเดียว …ก็ว่าดีนะ ..คนอยู่บ้านสวนมีที่ทางกว้างๆ ก็คงไม่ค่อยทะเลาะกัน คงเดินไปคนละทิศละทาง พอสงบสบายใจก็ค่อยมาเจอกัน
แต่ก็ด้วยความที่ไม่เคยอยู่ในสภาพอย่างนั้นก็คิดอีกว่า อ้าวแล้วเวลาอยู่คนเดียวนานๆ จะเป็นโรคซึมเศร้าไหมน่ะ น้ำลายบูดไหมไม่มีคนพูดคนคุย (อิอิ)
แต่บ้านหรือที่อยู่ที่มีเสียงดังรบกวนมาก หรือเสียงที่เกิดจากเครื่องกลที่ไม่หยุดไม่หย่อน ก็เป็นมลภาวะที่เขาบอกว่าเป็นตัวสร้างอนุมูลอิสระ เป็นตัวกระตุ้นการเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ
ก็ว่าน่าจะใช่เพราะเสียงที่รบกวนมันเป็นสิ่งเร้าที่ไปทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนจากต่อมหมวกไต ซึ่งจะทำหน้าที่ในการเผาผลาญน้ำตาล ไขมัน โปรตีนในร่างกาย หัวใจจะเต้นเร็ว หลอดเลือดหดตัว ความดันโลหิตสูงขึ้น น้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ฯลฯ
จะเลือกบ้านเลยต้องคิดหลายเรื่อง เสียง สถานที่ ขนาด ฯลฯ
นึกถึงสังขารที่โรยแรงด้วยแล้ว คิดๆ เอาเฉพาะที่สนใจว่า คนแก่จะอยู่สะดวกไหม
เพราะนึกถึงตอนแก่ แข้งขาไม่ค่อยแข็งแรง หูตาฝ้าฟาง ก็คงใช้พื้นที่อยู่ไม่มาก อยากอยู่แบบมีเพื่อนแต่ก็ยังต้องการความเป็นส่วนตัวอยู่ (เรื่องมากจริงๆ…อิอิ)
พอพ่อครูบาพูดถึงหมู่บ้านโลกเลยสงสัยอยากเห็นว่าจะอยู่ตรงไหน อย่างไร เลยถือโอกาสไปขอดูสถานที่ ….ครูบาก็ใจดีพาเดินไปดู แถมอธิบายตอบข้อซักถามหลายอย่าง
อุ๊ย “ครูบาคะ บ้านนี่จะกี่ชั้นคะ”
ครูบา “เขาก็ดูๆแบบกันอยู่”
อุ๊ย “ครูบาคะ บ้านจะยกย้ายได้ไหมคะ”
ครูบา ..”จะทำแบบยกย้ายได้”
อุ๊ย “โห….แบบนี้คงสนุก ย้ายทุกวัน…อิอิ”
ครูบา “ย้ายด้ายยยยย จะวันละหลายๆรอบก็ได้….ฮ่าๆๆๆ”
อุ๊ย “งั้นถ้าเบื่อขี้หน้าคนทางซ้ายก็ย้ายไปทางขวา เบื่อทางขวาก็ย้ายไปทางซ้าย ย้ายวันละสามเวลาหลังอาหาร…อิอิ”
ครูบา “….(เงียบไปสักพัก)….ต้องดูด้วยว่าใครจะมาอยู่หมู่บ้านโลกได้บ้าง ..ต้องเลือกเหมือนกัน…..(เงียบ)”
อุ๊ย….(เงียบ อุทานในใจ “ชะอุ๊บ..ซะไหมล่ะ…ฮ่าๆๆ…..)
อิอิ……
« « Prev : พลังเยียวยาจากสวนป่า
10 ความคิดเห็น
บ้านสำหรับ สว. คือ
ขนาดเล็กทสุด ใต้ถุนสูง
ห้องส้วมอยู่ชั้นล่าง ห่างบ้านสักห้าวา (ไม่งั้นอาจเหม็น)
สามอย่างนี้คือปัจจัยใหญ่สุด
เรื่องอืนเล็ก
ถ้าสร้างบ้านเอง อยากได้อย่างไร ก็สร้างอย่างนั้นเถิดครับ ปลูกเรือนตามใจผู้อยู่อยู่แล้ว
แต่อาคารกลุ่มแรกที่หมู่บ้านโลก เป็นที่พักสำหรับผู้มาเรียนที่สวนป่าซึ่งพักนอนชั่วคราว (เป้าหมาย ~30 คน) กลางวันอาบน้ำแล้วออกไปเรียน กลางคืนค่อยกลับมาอาบน้ำแล้วนอน กินข้าวที่สวนป่า ไม่ได้เป็นรีสอร์ต โรงแรม หรือบ้าน ยังมีประเด็นอื่นๆ ซึ่งจะไปคุยกันงานเฮปลายเดือนนี้
ในเมื่อมีอาคารสัมนาซึ่งนอนข้างบนได้อยู่แล้วทำไมต้องสร้าง มันมีเหตุผลเยอะแยะเลยครับ ไม่อย่างนั้นจะทำไปทำไม ต้นทุนค่าก่อสร้างไม่ใช่หลังละหมื่นหรือว่าห้องละหมื่นหรอกครับ… ยังมีต้นทุนแฝงอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งต้นทุนยังไม่ใช่เรื่องใหญ่เท่ากับ น้ำ ไฟ เน็ต การปรับปรุงพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ เวลาก็กระชั้นเข้ามา ช่างก่อสร้างหายาก ปลวกล่ะ ความปลอดภัย ความพอเพียงด้านพลังงาน พายุ น้ำท่วม แผ่นดินไหว ไม่ตัดต้นไม้ การระบายอากาศ ความร้อน ความเย็น ความเชื่อมโยงกับอาศรมและสวนป่า ฯลฯ… ซึ่งถ้าจะสร้างบ้านเอง คงจะทำอีกอย่างหนึ่งนะครับ ง่ายกว่าเยอะ
แต่…อยากเห็น
คงต้องหาโอกาสขอไปดูสักวันนะคะ
ขอคัดค้านเล็กน้อยนะว่า คน สว. ไม่ควรอยู่บ้านที่สูงเพราะขึ้น-ลงจะยาก ปวดเข่า
ทำทางลาดขึ้นลง จะดีกว่า ความสูงจากพื้นไม่น่าจะเกินเมตร
มีอายุแล้ว กินผักเยอะๆ อึไม่เหม็นมากหรอก….
ตั้งโถส้วมไว้ปลายเตียงยังได้เลย…
อิอิ…
ผมคิดเรื่องนี้ไว้หมดแล้วครับ ถึงได้บอกว่าห้องน้ำต้องอยู่ชั้น”ล่าง” ใต้ถุนสูง อยู่เย็นสบาย และถ้าฉุกเฉิน ป่วยหนักก็ยัง อยู่ชั้นล่าง (ใต้ถุน” ได้
คติโดยทั่วไปของฝรั่ง สว. ต้องอยู่บ้านชั้นเดียว ผมทราบมานานแล้ว แต่ผมค้านครับ
การขึ้นบันได เป็นสิ่งดีสำหรับ สว. ได้ออกกำลังกายและกำลังประสาท หากไม่ไหวจริงขนาดขึ้นลงบันไดไม่ได้ ก็ควรต้องไปอยู่ที่พักพิเศษแล้วครับ
สว. ไทยโบราณ ก็อยู่บ้านใต้ถุนสูงทั้งสิ้น กระย่องกระแย่งก็ปีนบันไดขึ้นบ้านได้เสมอ เป็นการท้าทายดีเสียอีก อิอิ
พี่สร้อยมาได้เมื่อสะดวก เหมือนกับมาสวนป่าล่ะครับ หรือถ้าจะหาที่ปลีกวิเวกที่อยู่แสนไกล มาสร้างบ้านไว้ก็ได้นะครับ อยู่ด้วยกันก็ได้ หรือว่าจะสร้างในป่าลำดวนที่ครูบากันไว้เฉพาะให้ชาวเฮก็ได้ บรรยากาศดีมาก แต่ผมห่วงเรื่องน้ำครับ ไกลจากบ่อบาดาลบ่อเก่า ซึ่งเวลาแล้งจัดน้ำไม่พอเหมือนกัน แล้วยังเป็นทางน้ำผ่านเมื่อฝนตกหนักด้วย แต่ไหลผ่านเฉยๆ ไม่ท่วมขังนะครับ
ที่พักกลุ่มแรกในหมู่บ้านโลก คงไม่ยกขึ้นไปชั้นสอง เพราะ งานฐานรากยุ่งยาก ต้องตอกเสาเข็มแล้วเทพื้นทิ้งไว้เพื่อรอเวลาคอนกรีตเซ็ตตัว ซึ่งคงไม่ทันกับช่วงปิดเทอมครับ ถนนสวนป่าลำเลียงเครื่องจักร/วัสดุหนักเข้าลำบาก ข้อจำกัดมันเยอะครับ
อาคารกลุ่มแรกนี้ผมไม่อยากสร้างติดพื้นดินเหมือนกัน แต่ถ้ายกก็คงยกไม่เกิน 60 ซม.พอมุดลงไปดูได้เท่านั้นล่ะครับ เมื่อมีเวลามากพอ ค่อยสร้างอาคารกลุ่มที่สอง โดยเปลี่ยนอาคารกลุ่มแรกไปเป็นสำนักงาน ห้องพักวิทยากร ห้องพยาบาล หรืออะไรไปตามเรื่อง (ส่วนห้องนั่งสมาธิ ไม่ทำครับ อยู่ในป่า ไปนั่งโคนไม้ข้างนอกน่าจะดีกว่า)
อยากเห็นจังค่ะ คุณอุ๊ยสร้อยพอมีภาพให้ดูมั้ยคะ
ของฝรั่งเท่าที่ทราบคร่าวๆ จะมีสองแบบ แต่ส่วนใหญ่อยู่กันชั้นเดียวค่ะ ทางนี้เค้ามักปรับพื้นที่ที่ห่างไกลจากตัวเมืองแล้วสร้างทุกอย่างขี้นมาใหม่ ส่วนรวมก็จะมีห้องสมุด สระน้ำทั้งอินดอร์เอาท์ดอร์ ห้องอาหารหรือห้องอเนกประสงค์ แล้วก็มียามมีเนอสเซอรี่มีแอดมินคอยดูแลทุกอย่างค่ะ
ส่วนตัวชอบบ้านสมัยเด็กๆ ค่ะ
บ้านหลังเก่าที่เคยอยู่ ตั้งบนพื้นที่ดินชุ่มน้ำ คือขุดดินลงไปหนึ่งศอกจะเป็นน้ำใสๆ ขอดขึ้นมาใช้ได้ ตัวบ้านชั้นเดียว โล่งๆ เป็นแปลนแบบปักษ์ใต้
บ้านจะมีเสาปูนถี่ๆๆ สูงพอเดินลอดสบายไม่สูงมาก ตัวบ้านวางบนคานที่วางบนเสาอีกที ยกบ้านได้ ตอนเด็กๆ เวลาที่ดินยุบหรือทรุดก็ยกตัวบ้านขึ้น เสริมอิฐที่เสาปูนให้สูงขึ้น
ใต้ถุนบ้านที่ไม่สูง และพื้นที่เป็นดินชุ่มน้ำเลยทำให้เย็น ตั้งไหกระเทียมดอง วางเรียงกันเก็บไว้ได้นาน แต่ความชื้นทำให้ไม่เหมาะที่จะผูกเปลหรืออยู่นานๆ
บันไดบ้านจะก่อปูนกว้างขวาง และไม่ชัน เดินขึ้น-ลงสบาย เหมือนเดินขึ้นวิหารวัดเลย
ตอนหลังดินทรุดมากและบ้านทรุด หาช่างซ่อมไม่มี เพราะช่างสมัยนั้นก็เสียชีวิตไปหมด เลยต้องรื้อ
บ้านแบบนั้น สว. อยู่ได้ง่าย สมัยเด็กๆ เวลาป่วยก็ยกฟูกมากลางบ้าน หาหมอมารักษาถึงบ้าน
แหม…อจ. withwit ทำให้นึกถึงความหลังนะเนี่ย
ที่จริงถ้าไม่ได้ไกลขนาดนั้นก็น่าไปอยู่แหล่ะค่ะ
อาจจะไปนั่งเขียนวิจัยสักเรื่องสองเรื่อง