แม่สายบัวเชิญทางนี้

อ่าน: 1368
ตื่นมากลางดึก ทำไมมันเงียบเชียบอย่างนี้นะ
นอนอ่านหนังสือต่อ เจอเรื่องดี ๆ อีกแล้ว
เขาเขียนว่าโลกต้องการความช้า
..ตื่น มางัวเงีย รีบอาบน้ำ แต่งตัว กินข้าวคงไม่ทัน คว้าขนมปังสักแผ่น นมอีกกล่องติดมือวิ่งขึ้นรถ ขับฝ่าการจราจรอันคับคั่ง  อาศัยจังหวะรถติดคว้าอาหารมากิน ถึงที่ทำงาน รีบจอดรถ กระหืดกระหอบไปตอกบัตรให้ทันเวลาเข้าทำงาน ประชุมงานอย่างคร่ำเคร่ง  พร้อมกับกินอาหารกลางวันกลางที่ประชุม ตกบ่ายรีบเคลียร์งานสารพัดบนโต๊ะ ถ้าไม่ทันต้องอยู่ต่ออีกสักสองชั่วโมง ก่อนจะออกไปเผชิญรถติดบนท้องถนน กว่าจะถึงบ้านได้เข้านอนก็เที่ยงคืน นาฬิกาชีวิตของคนเมืองแทบทุกแห่งบนโลก ดูจะไม่แตกต่างกันเท่าใด  เพราะต่างตนต่าง”รีบ” จนดูเหมือน 24 ชั่วโมงต่อวัน ไม่เคยเพียงพอ

อ่านเรื่องนี้แล้วเห็นใบหน้าพวกเราหลายคนลอยมา
ขณะเดียวกันก็นึกถึงคนโชคดีที่เกิดมามีเวลาให้กับตนเอง
ผมชอบที่ Logos ตัดสินใจผ่าตัดเวลาได้
เคยยุหลายท่านให้เออรี่รีไทน์
พอท่านบ้ายุ ทำสำเร็จก็แทบจะไชโย
คนเราจะทำอะไรกันนักหนาก็ไม่รู้นะ
ใช้เวลาหมดไปกับเรื่องอื่น ๆ มากกว่าเรื่องงาน
บางทีสิ่งที่เรียกว่างาน มันก็ไอ้แค่นั้นแหละ
สามารถที่จะจัดการให้สะดวกได้ง่าย แต่ก็ทำให้มันยุ่งและยากเข้าไว้
ไม่มีใครเสียดายเวลาอย่างจริงจัง
โดยลืมคิดว่าเงินแสนล้านก็ซื้อลมหายใจห้วงสุดท้ายไม่ได้
..คลื่นแห่งการพัฒนา ถาโถมเข้าสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ตลอดระยะที่ผ่านมา และการพยายามปรับตัวให้ให้ทันต่อความเจริญของสังคมโลก ได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงขึ้นในสังคมไทย แม้จะเห็นได้ชัดเจนถึงความเจริญก้าวหน้าในมิติต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี ที่นำมาซึ่งความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต แต่เราคงปฎิเสธไม่ได้ว่า ทั้งหมดนี้ต้องแลกด้วยทรัพยากรธรรมชาติอย่างมหาศาล ทั้ง ๆ ที่โลกเจริญทางวัตถุมากขึ้น แต่มีผู้คนจำนวนไม่น้อยสัมผัสได้ถึงความเสื่อมถอยของคุณภาพ และสุนทรียภาพในชีวิต
ผมโชคดี ที่เกิดมาสมัยที่ยังไม่มียานพาหนะพลุกพล่านเหมือนทุกวันนี้  จะไปสวนก็ต้องเดินด้วย 2 ขาตัวเอง เรียกว่าเดินจนขาขวิด ตั้งนานสองนานถึงจะมีจักรยานมาขี่ไปสวน  สมัยนั้นพ่อแม่ขี่ม้าไปทำไร่ บางทีก็ขี่ไปกลับเช้าเย็น ที่บ้านจึงเลี้ยงม้า 2 ตัว เป็นม้าไทยตัวเล็ก ๆ เวลาวิ่งมาถึงปลายทางจะเห็นเหงื่อชึมไปทั้งตัว ผมเคยโดนม้าพาห้อเป็นพายุครั้งหนึ่ง เด็ก ๆ ไม่รู้เรื่อง พอน้าแกอุ้มขึ้นนั่งอานม้า เราจับเชือกบังเหียนไม่ตึง ม้ามันคงรู้ว่าคนที่นั่งบนหลังอ่อนหัด มันจึงพาวิ่งตะบึงสุดฤทธิ์สุดเดช เป็นระทางประมาณ 2 กม. และไม่ได้วิ่งบนถนนทางตรงนะครับ โจนทะยานไปตามทางเดินคดเคี้ยวกลางป่านู่น  ยังดีที่พอมาถึงกระท่อมที่สวนม้าหยุดวิ่ง  ผมกระย่องกระแย่งลงจากอานมายืนหน้าซีดอยู่นานสองนาน  เข็ดขี้แก่ขี้อ่อนมาจนเท่าทุกวันนี้
จุดเริ่มต้นของการปฏิวัติความเร็วคือ การหวลรำลึกถึงชีวิตที่เรียบง่าย
และมีสมดุลแห่งจังหวะชีวิต และกลมกลืนกับธรรมชาติ
จากคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่ฝั่งหนึ่งของโลก
ปัจจุบันแนวโน้มของผู้คนที่มีแนวคิดดังกล่าวนี้
ได้ขยายตัวไปทั่วทุกภูมิภาค และมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
จนกลายเป็นแรงกระเพื่อมทางสังคมที่สำคัญ
สวนกระแสแห่งความเร็วของสังคมผู้บริโภค
กว่าจะมีรถมอเตอร์ไซค์เข้ามาวิ่งในตัวตลาด ผมก็มีอายุรุ่นกระทงแล้ว พ่อค้าในตลาดจะทยอยซื้อมากันเรื่อย ๆ  แต่ก็เป็นรถของครอบครัว ไม่ได้มีเกลื่อนถนนเหมือนทุกวันนี้ พวกลูก ๆ จะต้องแอบทีเผลอเอาไปทดลองขับกัน สมัยนั้นถนนดินบางแห่งมีทรายลอยอยู่ผิวหน้า มือใหม่หัดขับก็ถลาแถกไถหงายเก๋งให้เห็นบ่อย ๆ  หมออนามัยเรียกว่า “โรคซูซูกิ โรคฮอนด้า” เตี่ยผมคงจะเบื่อเลี้ยงม้า ทดลองฝึกขี่จักรยานก่อน แต่ก็ไม่ชำนาญ สุุดท้ายเตี่ยไม่ได้ขี่มอเตอร์ไซด์จนแล้วจนเล่า มาสบายตอนที่มีรถปิคอัพเข้ามา แต่ถนนยังเป็นถนนดิน ต่อมาลงลูกรัง เพิ่งจะมีถนนลาดยางปีนี้เอง ตอนครูปูกับกามนิตหนุ่มนั่งรถมอเตอไซด์หัวฟูเข้ามาครั้งแรก ยังเจอฝุ่นแดงปะแป้งให้ตลอดทาง
ถ้าเฉลี่ยอายุมนุษย์อยู่ที่ 80 ปี มนุษย์จะมีเวลาอยู่บนโลกนี้ 700,800 ชั่วโมง
หากแม้ว่าเรายังไม่สามารถหยุดความเร่งรีบในเวลาทำงานลงได้
อย่างน้อยเราก็ควรคำนึงถึงอีก 584,000 ชั่วโมงที่เหลือ
ว่าจะทำอย่างไรกับชีวิตส่วนนี้
เพื่อให้เป็นการดำรงอยู่บนพื้นฐานของการไม่ทำลายธรรมชาติ พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์
ผู้คนร่้วมสังคม และสิ่งแวดล้อม และตระหนักถึงเรื่องการประหยัดพลังงานอย่างแท้จริง
อันหมายถึงการไม่ทำร้ายโลก มาตุภูมิ ที่มีบุญคุณต่อเราทุกคน
หรือคุณยังสมัครใจที่จะเร่งรีับตลอด 700,800 ชั่วโมงของชีวิต?
สมัยทำสวนแรก ๆ  ที่สวนจะเลี้ยงควายไว้ไถสวนจำนวนมาก รถไถเดินตาม รถแทรกเตอร์กว่าจะมีมาใช้ก็อีกหลายสิบปี  ตอนเด็ก ๆ ดูคนงานใช้ควายไถร่องสวนไล่กันที่ละ 10 ตัว  เช้าหนึ่งก็ได้พื้นที่หลายไร่ สมัยนั้นปลูกนุ่นไว้ 400 ไร่ ต้องไถปีละ 2 ครั้ง กลางฤดู กับปลายฤดูฝน เพื่อกลบวัชพืชและป้องกันไฟป่าหน้าแล้ง สรุปว่าผมดำเนินรอยสภาพสังคมตั้งแต่ ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม มาจนถึงยุค น้ำขึ้นให้รีบตัก
แนวคิด Slow City เกี่ยวกับ ความช้า” ในการใช้ชีวิตอีกหลากหลายด้าน อาทิ
Slow Shopping: ลดการชอบปิ้ง เลือกซื้อเฉพาะสิ่งที่ควรซื้อ หรือใช้ของเก่าซ้ำ เลือกซื้อสินค้าในท้องถิ่น หรือสินค้าแฮนด์เมทที่ต้องใช้เวลาในการผลิต  ซื้อผักผลไม้ตามฤดูกาล เพื่อช่วยลดปรากฎการณ์เรือนกระจกจากมลพิษที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการขนส่ง สินค้าทางไกล รวมถึงการใช้บริการร้านค้าใกล้บ้าน
Slow Design: ลดความเป็นวัตถุนิยม หรือการแต่งเติมที่มากเกินไป ใช้วิจารณญาณมากขึ้นในการกิน ดื่ม อยู่อาศัย และการสร้างสัมพันธ์กับคนในชุมชน
Slow Travel: เดินทางท่องเที่ยวแบบพินิจพิเคราะห์ ใส่ใจและพร้อมเรียนรู้ความเป็นมาของสถานที่และวัฒนธรรมชุมชน เพื่อเปิดโลกทัศน์ใหม่ ๆ ตลอดเส้นทาง ไม่ใช่ไปเฉพาะจุดหมายปลายทาง หากท่องเที่ยวด้วยการขับรถ ควรใช้อัตราความเร็วที่เหมาะสม เพื่อเป็นการประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง
Slow Living: ใช้ชีวิตอย่างมีสติ ใส่ใจรายละเอียดรอบตัว สร้างสมดุลทั้งใจและกาย นำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีและสังคมสงบสุข
Slow Working ทำงานแบบไม่เร่งรีบ คิดและทำอย่างรอบคอบ คลื่นสมองที่ทำงานช้าลงจะทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย สามารถคิดสร้างสรรค์งานต่าง ๆ ได้ดีขึ้น
Slow Morning: สัมผัสกับความสดชื่นของยามเช้า และความอร่อยของอาหารมื้อแรกอย่างไม่รีบร้อน ทำให้เราดึงประสิทธิภาพสมองมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เล่าฮูมาเดินชมสวนเที่ยวนี้ บอกว่าดิน ที่สวนป่าได้ฟื้นคืนสภาพแล้ว ผมเองก็สังเกตเห็นเช่นนั้น เพราะจะมีลูกไม้ชนิดต่าง ๆ ที่สูญหายไปกลับมาเกิดใหม่ ๆ ทุกปี แมลง นกก็เพิ่มมากขึ้น ปีนี้จึงไม่ต้องทำอะไรมาก ไม้ยืนต้น ไม้ติดแผ่นดินแน่นแล้ว สางพื้นที่ไว้ 1 ไร่ เพื่อปลูกผักผลไม้ ไม้ดอกไม้ใบ ทำเรื่องใหญ่ ๆ ให้กระชับลง บางคนใช้คำว่าถอดบทเรียน แต่ผมคิดว่าน่าจะต่อแต้มบทเรียนเก่า ๆ มาสู่สิ่งที่เรียนรู้ใหม่ ๆ จะพบสิ่งดี ๆ ที่เกิดจากการสังเกตมากมาย เห็นประโยชน์และคุณค่าของธรรมชาติชัดเจนขึ้น กำลังออกแบบทำที่นั่ง ๆ นอน ๆ ใต้ชายคาหลังบ้าน ถ้าเสร็จแล้วเอาโต๊ะเก้าอี้ไปวาง ต่อไปก็จะไปนั่ง ๆ นอนอยู่ตรงนี้แหละ มีโอกาสอยู่ท่ามกลางต้นไม้ จะไปบ้านั่งอยู่ในห้องทำไม ออกมาอยู่ท่ามกลางกลิ่นไอของท้องฟ้าและหมู่มวลแมกไม้ ฟังเสียงนกเสียงกา หาสัจจธรรมแห่งชีวิตตามสไล์คนแซ่ฮา ได้หามุมของตัวเองเจอแล้ว มีที่จะนั่ง ๆ นอน ๆ ทอดหุ่ยแล้ว มีกระถางบัวตั้งอยู่รอบตัวด้วยแล้ว  ใครไปใครมาก็จะรับแขกตรงนี้แหละ
ให้เป็นที่รู้กันว่า “มุมคนป่า”
ทำเรียบร้อยแล้วจะถ่ายรูปมาอวด
แคว๊กๆ

« « Prev : แก๊ง! พี่เลี้ยงลง

Next : เมื่อครูบาเป็นการ์ตูน » »


ผู้ใช้ Facebook สามารถให้ความเห็นที่นี่ได้ โดยกด Like เพื่อแสดงตัว

4 ความคิดเห็น

  • #1 dd_l ให้ความคิดเห็นเมื่อ 9 กุมภาพันธ 2010 เวลา 19:18

    ดูเหมือนจะโชคดีที่ทำงานอยู่ในบ้าน
    ดูเหมือนจะโชคร้ายที่งานมาถึงตัวได้ตลอดเวลา..555
    ดีๆ..ร้ายๆ..คงอยู่ที่ใจจะต้อนรับกับงาน..
    บางวัน..สติมาทัน..ความร้อนรนก็คลายลง..
    บางวัน..งานรุม..น็อตหลุด..หลงลืมเวลากิน..แต่ไม่ค่อยลืมนอน..

    ยังดี..ที่มีต้นไม้ใบหญ้า..ฟ้ากว้าง..ไว้ให้ผ่อนพักใจ
    มีใครๆ เขียนบันทึกให้ได้แอบอ่าน..แล้ววิ่งหนีไป..โดยไม่ค่อยคอมเม้นต์..อิอิ

  • #2 Logos ให้ความคิดเห็นเมื่อ 10 กุมภาพันธ 2010 เวลา 2:31

  • #3 sutthinun ให้ความคิดเห็นเมื่อ 10 กุมภาพันธ 2010 เวลา 4:10

    เรื่องสุขภาพ..ไม่รู้จะว่ายังไง เพราะคนเขียนก็พอๆกัน
    ต้องระวังเรื่องเผลอ ลืมกิน ลิมคลายน๊อดตตตต
    นะครูอึ่ง อิอิ

  • #4 sutthinun ให้ความคิดเห็นเมื่อ 10 กุมภาพันธ 2010 เวลา 4:14

    เพิ่งไปให้ช่างเปิดเสียงในโน๊ตบุกส์ได้
    เลยได้ชมรูปและเสียงที่รอกอดส่งมาให้ชม-ฟัง
    บังเอิญแท้ๆ
    ภาพสวย เพลงไพเราะมาก
    ถ้าเปิดให้นกยูงได้ฟังจะเป็นยังไงนะ อิอิ


แสดงความคิดเห็น

ท่านอยากจะเข้าระบบหรือไม่


*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Click to hear an audio file of the anti-spam word


Main: 0.064770936965942 sec
Sidebar: 0.12339305877686 sec