UP Motto

14497 ความคิดเห็น โดย ถัง เมื่อ 20 ตุลาคม 2010 เวลา 22:45 ในหมวดหมู่ การบริหาร #
อ่าน: 44611

สัปดาห์แรกตอนมาอยู่ ม.พะเยา ใหม่ๆ  ท่านอธิการให้คำอธิบายของสีประจำมหาวิทยาลัย  ซึ่งก็คือสีม่วง - ทอง ว่า  สีม่วงคือสีวันประสูติพระเทพฯ  ส่วนสีทองคือความรุ่งเรืองของมหาวิทยาลัย  ดิฉันก็ยังรู้สึกแปลกๆ ในใจ  เกี่ยวกับ สีม่วงไม่หายว่าทำไมต้องสื่อเช่นนั้น

ต่อมาก็ทราบว่า…..อ๋อ….ก็เพราะกะว่าจะขอพระราชทานนามของท่านมาเป็นนามของมหาวิทยาลัยว่า “มหาวิทยาลัยสิรินธร” นั่นเอง

แต่พอมาสัปดาห์ที่สอง  ท่านอธิการเริ่มให้ความสำคัญกับชื่อภาษาอังกฤษของมหาวิทยาลัย โดยท่านบอกว่า จะไม่ใช้ชื่อ Phayao University นะ  เราจะใช้ชื่อว่า University of Phayao ซึ่งจะเท่และขลังกว่า  เพราะสื่อว่าเป็นมหาวิทยาลัยของจังหวัดพะเยา  เหมือนๆ กับ U ชั้นนำของรัฐในประเทศมหาอำนาจอย่างไรเล่า

นี่ก็ทำให้ดิฉันเข้าใจได้  เมื่อท่านอธิการให้ความหมายของสีม่วง สีประจำมหาวิทยาลัยในอีกแบบหนึ่งว่า  สีม่วง เป็นสีผสมของสีแดง และสีน้ำเงิน  ซึ่งหมายถึง ชาติ และ พระมหากษัตริย์  ส่วนสีทองก็เหมือนเดิมหมายถึงความรุ่งเรืองของมหาวิทยาลัย

หมายความว่า…..คงมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับชื่อมหาวิทยาลัยสิรินธร

สัปดาห์ที่สาม ซึ่งก็คือวันนี้  ท่านอธิการก็มีไอเดียเจ๋งๆ มานำเสนออีกแล้ว  ท่านบอกว่า  Motto หรือคติพจน์ของ ม. พะเยา  มีแล้วนะ  ช่วยกันจำให้ขึ้นใจหน่อยคือ

Wisdom for Community Empowerment “ 

ปัพื่ข้ข็ชุ

โอ้วววว !!!  ดิฉันชอบ 

ชอบทั้งการมี Motto

และชอบทั้ง Motto ที่มี 

” Wisdom for Community Empowerment “ 

ปัญญาเพื่อความเข้มแข็งของชุมชน

” Wisdom for Community Empowerment “ 

ปัญญาเพื่อความเข้มแข็งของชุมชน

” Wisdom for Community Empowerment “ 

ปัญญาเพื่อความเข้มแข็งของชุมชน

ท่องไว้   ท่องไว้


ความชั่ว…ไม่มีจริง

9885 ความคิดเห็น โดย ถัง เมื่อ 20 ตุลาคม 2010 เวลา 20:06 ในหมวดหมู่ ข้อคิด/ปรัชญา #
อ่าน: 34269

ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยคนหนึ่งได้ถามนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์

“พระเป็นเจ้าสร้างทุกสิ่งทุกอย่างจริงหรือ?” ศาสตราจารย์ถาม

“จริง” นักศึกษาตอบ

ศาสตราจารย์พูดต่อว่า “ถ้าหากพระเป็นเจ้าสร้างทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมาจริง  ดังนั้นพระเป็นเจ้าก็สร้างความชั่วร้ายขึ้นมาด้วย  และเนื่องจากความชั่วร้ายมีอยู่จริง ตามหลักตรรกะที่เราเรียนมา พระเป็นเจ้าก็คือความชั่วร้ายนั่นเอง”

นักศึกษาพากันเงียบกริบ

ศาสตราจารย์ดูมีท่าทีพึงพอใจและคุยโวว่า  เขาได้พิสูจน์อีกครั้งว่าความเชื่อทางคริสตศาสนานั้นเป็นแต่เพียงเรื่องงม
งายเท่านั้น

นักศึกษาคนหนึ่งยกมือขึ้นและขอพูด

“ผมจะขอถามคำถามท่านเรื่องหนึ่งได้ไหมครับศาสตราจารย์?”

“ได้ซิ แน่นอน” ศาสตราจารย์ตอบ

นักศึกษาคนนั้นยืนขึ้น “ศาสตราจารย์ครับ  ความเย็นมีอยู่จริงหรือไม่ครับ ?”

“เธอถามคำถามอะไรของเธอนี่ ? แน่นอนมันย่อมมีอยู่จริงนะซิ  เธอไม่เคยรู้สึกหนาวเย็นบ้างเลยหรือไง?”

นักศึกษาคนอื่นๆต่างงุนงงในคำถามของหนุ่มคนนั้น

นักศึกษาหนุ่มพูดต่อ “ความจริงนะครับ  ความเย็นไม่มีอยู่จริง  ตามกฎทางฟิสิกส์  สิ่งที่เราเรียกว่าความเย็นนั้นแท้ที่จริงคือการขาดความร้อน  สสารสามารถส่งผ่านและถ่ายเทความร้อนกันได้  และความร้อนก็ถ่ายเทจากสสารหนึ่งไปสู่สสารหนึ่ง

ศูนย์องศาสมบูรณ์ (Absolute zero = -460 degrees F) ก็คือการขาดความร้อนโดยสิ้นเชิง

ในสภาวะเช่นนั้นสสารจะเฉื่อยและไม่มีปฏิกิริยาต่ออุณหภูมิ–ความเย็นไม่มีอยู่จริง

เรานิยามคำนี้ขึ้นเพื่ออธิบายถึงความรู้สึกเมื่อเราขาดความร้อนเท่านั้นครับ”

และนักศึกษาหนุ่มก็พูดต่ออีก “ศาสตราจารย์ครับ แล้วความมืดมีอยู่จริงหรือไม่ครับ? ”

ศาสตราจารย์ตอบ “ใช่……มันมีอยู่จริง”

นักศึกษาจึงพูดขึ้น “ท่านตอบผิดอีกครั้งแล้วครับ ความมืดไม่มีอยู่จริงหรอก  แท้จริงความมืดก็คือการขาดแสงสว่าง
เราสามารถศึกษาเรื่องของแสงได้ แต่เราไม่สามารถศึกษาเรื่องความมืดได้เลย

เราใช้แก้วปริซึมในการแยกแสงออกเป็นหลายสีและศึกษาช่วงความถี่ของแสงแต่ละสีได้ แต่คุณไม่สามารถวัดค่าของความมืด  รังสีของแสงสามารถเข้าไปในโลกของความมืดและทำให้มันสว่างไสว 

ท่านจะรู้ได้อย่างไรว่าอวกาศมืดมากน้อยแค่ไหน?

ก็โดยการวัดปริมาณของแสงสว่างที่มีอยู่ใช่ไหม?

ความมืดเป็นคำนิยามที่มนุษย์ใช้เพื่ออธิบายถึงสิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่มีแสงสว่างนั่นเอง”

นักศึกษาหนุ่มคนนี้ก็ถามคำถามอีก “ท่านครับ แล้วความชั่วมีอยู่จริงหรือไม่ครับ ?”

คราวนี้ศาสตราจารย์ตอบอย่างไม่ค่อยมั่นใจ “แน่นอนตามที่ฉันบอกเอาไว้แล้ว เราก็เห็นอยู่ทุกๆวันนี่นา ในชีวิตประจำวันของเรามีอาชญากรรมและความรุนแรงอยู่ทุกหนทุกแห่งในโลกซึ่งก็คือความชั่วร้ายนั่นแหละ”

นักศึกษาตอบอีก “ความชั่วไม่ มีอยู่จริงหรอกครับท่าน  หรือมิฉะนั้นมันก็ไม่มีอยู่ด้วยตัวของมันเอง ความชั่วก็คือการขาดพระเป็นเจ้า

มันก็เหมือนกับความมืดและความเย็นนั้นแหละครับ

มันเป็นคำนิยามที่มนุษย์ใช้อธิบายถึงการขาดพระเป็นเจ้า  พระเป็นเจ้าไม่ได้สร้างความชั่วร้ายขึ้นมา

ความชั่วร้ายแตกต่างจากความเชื่อหรือความรักซึ่งมีอยู่จริง เช่นเดียวกับแสงสว่างและความร้อน

ความชั่วร้ายเป็นผลลัพท์ที่เกิดขึ้นเมื่อมนุษย์ไม่มีความรักของพระเป็นเจ้าในหัวใจของเขา เช่นเดียวกับความเย็นที่เกิดขึ้นเมื่อไม่มีความร้อน  หรือความมืดที่เกิดขึ้นเมื่อไม่มีความสว่างนั้นแหละครับ”

ศาสตราจารย์หย่อนตัวลงนั่ง นิ่งอึ้งไป

นักศึกษาหนุ่มผู้นั้นมีชื่อว่า - อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

Albert Einstein with friends Habicht and Solovine, ca. 1903

 



Main: 0.098778009414673 sec
Sidebar: 1.3642179965973 sec