การแลกเปลี่ยนเรียนรู้หมู่บ้านปางจำปีตอนที่ 3
คณะกรรมการหมู่บ้านได้อนุมัติเงินจากกองทุน SML มา 200,000 บาทในการสร้างอุทยานการเรียนรู้บ้านปางจำปีขึ้น ชื่อ “บ้านวังปลา”
ซึ่งก่อสร้างโดยใช้ไม้ไผ่เป็นความร่วมมือกันของชาวบ้าน โดยชาวบ้านจะนำไม้ไผ่มาหลังคาเรือนละ 10 เล่ม ใช้เวลาสร้างรวม 4 เดือน มีพิธีเปิดเมื่อเดือน พฤษภาคม 2548
ที่บ้านวังปลานั้นประกอบด้วยสวนสมุนไพร แปลงสาธิต เขตอนุรักษ์พันธุ์ปลา”วังปลา” น้ำตกท่าบันได ตลอดจนภูมิปัญญาเรื่องการจัดการน้ำริน ฝายแม้ว
ซึ่งถ้าผู้มาเยี่ยมเยียนอยากมีเวลาศึกษาและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้มากขึ้นก็สามารถพักที่บ้านพักรับรองได้ประกอบด้วยกัน 4 ห้องนอน มีห้องน้ำในตัว มีพื้นที่สำหรับนั่งแลกเปลี่ยนเป็นหมู่คณะ
ห้องพักมี 4 ห้องนอน พร้อมห้องน้ำในตัว
ทางพ่อหลวงบอกว่า….มีการแบ่งกลุ่มกันในหมู่บ้านเป็นกลุ่มผู้ให้ข้อมูลความรู้ประวัติความเป็นมาของหมู่บ้าน กลุ่มองค์ความรู้ด้านการจัดการทรัพยากร
อาหารธรรมดาแกงจืด น้ำพริกกะปิ ไก่ทอดตะไคร้ แต่อร่อยจริงๆ
มีกลุ่มแม่บ้านสำหรับดูแลห้องพักและทำอาหารรับรองซึ่งจะสลับสับเปลี่ยนกันมาทำ อาหารธรรมดาๆแต่อร่อยจังเลยค่ะ ไม่รู้ว่าเหนื่อยกันหรือเปล่า ดูจากโตกของผู้เขียนได้ว่าเหลืออะไรบ้าง…
กลุ่มรักษาความปลอดภัย มีการเปิดโอกาสให้เยาวชนมีส่วนร่วมคือกลุ่มมัคคุเทศก์น้อยพาเดินป่าศึกษาธรรมชาติ และกลุ่มการคลัง
บริเวณน้ำตกท่าบันได
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งหมดก่อให้เกิดรายได้เข้ามาหมุนเวียนในหมู่บ้าน และชุมชนต่างๆก็สามารถเข้ามาร่วมเรียนรู้การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน
การทำฝายแม้วบริเวณน้ำตกท่าบันได
ซึ่งมีทีมนักวิจัยท่านหนึ่งซึ่งเสียดายที่ผู้เขียนไม่ได้เจอคือ..คุณธนากรกล่าวไว้ว่า…..
“เราไม่ได้ขายทรัพยากรธรรมชาติ แต่เราขายวิธีการเรียนรู้ วิธีการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ”
ความประทับใจเล็กๆในช่วงเวลาไม่กี่ชั่วโมงที่หมู่บ้านปางจำปี แต่ผู้เขียนรู้สึกอิ่มเอิบใจกับผลของงานวิจัยที่เกิดขึ้น งานวิจัยหลายชิ้นล้มเหลวเพราะนักวิชาการเข้าไปช่วยคิด ช่วยจัดการชุมชนมากเกินไป โดยไม่ได้มองจากความต้องการจริงๆของชุมชน แต่สำหรับที่นี่งานวิจัยเกิดจากการเข้าไปชี้แนะของนักวิชาการ ทำให้ชุมชนเกิดความตระหนักและร่วมแรงร่วมใจกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะส่งผลให้ชุมชนสามารถพึ่งตนเองได้และมีการจัดการทรัพยากรธรรรมชาติได้อย่างยั่งยืน
สำหรับข้อเสนอแนะที่ชุมชนฝากไว้คือ นักวิชาการที่คิดจะเข้าไปทำวิจัยชุมชนควรจะมีตัวกลางที่สามารถเชื่อมกันได้ระหว่างชาวบ้านและนักวิชาการ เพราะนักวิชาการเองก็คุยกับชาวบ้านไม่รู้เรื่อง ส่วนชาวบ้านก็ไม่รู้จะสื่อสารกับนักวิชาการอย่างไร และที่สำคัญงานวิจัยควรเกิดจากความต้องการจริงๆของชุมชน
« « Prev : การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่หมู่บ้านปางจำปี ตอนที่ 2
Next : การระดมความคิดของวช.”การปฏิรูปการศึกษา” » »







3 ความคิดเห็น
เป๋นดงป่าไม้ ห้วยใหญ่ละหาน น้ำไหลใสธาร ลูกหลานอาบเหล้น
กุ้งเหนี้ยวปล๋าปู๋ หมีหมูฮอกเหม้น อีเห็นอีเลน แยะเยอะ
.
นานเต้านาน ลูกหลานชักเลอะ เปอะของป่าได้ ขายแปง
ตัดเอาต้นไม้ ต้นใหญ่มาแปล๋ง เฮือนปะเฮือนแปง แปล๋งอยู่แหล้งหน้า
ขึ้นอยู่บ่เมิน บ้านเปิ้นบ้านข้า ขายได้ราคา ดีล้ำ
.
เลื่อตั้งเลื่อนอน บ่กอนแถมซ้ำ นำเอาเลื่อโซ้ มาแตง
เป๋นป้อก๊าไม้ ญะได้เข้มแข็ง ใผขว้างก็แตง ใผแข็งก็ส้วย
ป่าไม้หดหาย น้ำไหลเหือดห้วย ปู๋ปล๋าหายโตย เสี้ยงลึ้ง
.
ยิ่งฮิยิ่งหา ยิ่งปากั๋นปึ๊ง ซึ้งแล้วว่าอั้น ในตี
ลบหลู่สัปป๊ะ ฮีตพระฮีตผี ฮีตอันดีดี ย่ำยีล่วงข้าม
ล่ะอ่อนเหลวไหล คนใหญ่บ่ห้าม ซ้ำปากั๋นจาม สัปป๊ะ
.
น้ำหัวเปียงกั๋น เดือดนันแต๊ละ จ๋นครูแลพระ หนีไป
มาวันหนึ่งนั้น สำคัญจักไข เหตุการณ์เปลี่ยนไป เริ่มได้ตั๊ดหนี้
คัดเลือกป้อหลวง แทนคนก่อนกี้ เลือกได้คนดี และฟิต
.
คะแนนล้นหลาม ได้ต๋ามตี้คิด พ่อหลวงสุจิตต์ ใจ๋มา
ตั๋วเปิ้นกล่าวจี๊ ใจ้ว่าดีหนา หลึกหลวงเลยนา ก๊าไม้ขี้เหล้า
ใหม่ใหม่แลนา ญะบ่หมีเป้า หันเขาญะเฮา ก็ญะ
.
เมื่อลูนจึงหัน พลิกผันอัตต๊ะ มาละขว้างเสี้ยง อะบาย
ยั้งเหล้ายั้งพ้าย ยั้งฮิบไม้ขาย เป๋นลูกป้อจาย ใจ๋อาสาสู้
ทำตั๋วหื้อหัน จวนกั๋นจุ้ผู้ ยั้งเต๊อะอินดู ป่าไม้
.
ฟื้นป่าขึ้นมา ฮักษาเอาไว้ แล้วเฮาจะได้ น้ำมา
เมื่อห้วยมีน้ำ หอยปู๋กุ้งปล๋า จักปิ๊กคืนมา หื้อหากิ๋นได้
เรื่องงานวิจัย หนแรกเป๋นใบ้ เออเออไอไอ จะนั้น
.
หนมาปายลูน เพิ่มพูนเต๋มจั๊น มันก็จะอั้น บ่ดาย
บ่ต้องกึ๊ดนัก มันมักจะต๋าย ค้นหาเหตุไป จะใดเป๋นอั้น
ปะเหตุแล้วหนอ ก็เริ่มตี้บ้าน คือตั๋วเฮาลัน ก่อนและ
.
ญะได้แล้วบ๋อ ก็ออกจี๊แนะ แกะแก้แผ่กว้าง ออกไป
ฟื้นทีละน้อย ค้อยทีละไจ๋ จักยุ่งเปียงใด แก้ไขได้เสี้ยง
อู้มาก็ยาว กำค่าวหมดเกลี้ยง ขอเลี่ยงเลยลา ก่อนครับ
.
วันนี้ลาไป บ่ใจ้ลาลับ จักกลับมาอู้ แถมรา
ค่าวซอยา เสี้ยงสุดเต้าอี้ เต้านี้ขอวางลง ก่อนแลนายเหย.
ชอบมากเลยจ้ะ เห็นแล้วอยากไป ยังติดใจฝายน้ำริน ก็คือฝายแม้วน่ะเหรอจ๊ะ