การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่หมู่บ้านปางจำปี ตอนที่ 2

โดย ลูกหว้า เมื่อ 2 มกราคม 2009 เวลา 19:06 ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1185

หลังจากเริ่มมีปัญหาตามมามากมาย ในปี 2543-2544 ไฟไหม้ป่า น้ำในห้วยแห้ง อากาศร้อน มีแต่ความแห้งแล้ง กันดาร จึงเป็นที่มาให้เกิดการรวมตัวกันขึ้น

พี่สวัสดิ์ ขัติยะ เล่าว่า….ไปอยู่กรุงเทพมา 4-5 ปีกลับมาเจอสภาพหมู่บ้านที่แห้งแล้งกันดาร เมื่อปี 2543-2544 เกิดวิกฤตการณ์อย่างหนักเมื่อลำน้ำแม่ลายน้อยซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักของขุนน้ำแม่กวง ที่ไหลผ่านกลางชุมชนเกิดแห้งขอด กุ้ง หอย ปูปลา สัตว์น้ำที่เคยมีความอุดมสมบูรณ์เริ่มเหือดหาย ลำน้ำ 22 สาขาของน้ำแม่ลายน้อยเหลือเพียง 7 สาขาที่ยังไหลมารวมกัน ไฟป่าเริ่มคุกคาม เลยคิดถึงอนาคต

เนื่องจากไปแต่งงานกับคนชุมชนบ้านป๊อกซึ่งเป็นหมู่บ้านต้นน้ำแม่ลายน้อย ชุมชนบ้านป๊อกเป็นหมู่บ้านต้นน้ำมีความอุดมสมบูรณ์ ส่วนบ้านปางจำปีเป็นถือเป็นหมู่บ้านปลายน้ำ ทั้งสองหมู่บ้านจึงร่วมมือกันแก้ไขปัญหา มีการนำงานวิจัยมาเป็นเครื่องมือ โดยมีอ.คณิต คำเจริญมาชวนทำวิจัย โดยใช้กระบวนการงานวิจัยเพี่อท้องถิ่น ภายใต้ชื่อโครงการ “การมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และฟื้นฟูลำน้ำแม่ลายน้อยเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนพึ่งตนเองของชุมชนบ้านป๊อก และบ้านปางจำปี ต.ห้วยแก้ว กิ่งอ.แม่ออน จ.เชียงใหม่”

เริ่มแรกสกว.แม่โจ้เข้ามาช่วยเป็นพี่เลี้ยง เริ่มต้นก็มีการให้ทีมวิจัยซึ่งเป็นคนในชุมชนเล่าเรื่องประวัติความเป็นมาโดยเป็นคนบ้านป๊อก 5 คนและ บ้านปางจำปี 5 คน (ได้อ่านข้อมูลเพิ่มเติมจากบทความเรื่อง สายนทีแห่งชีวิต:ลำน้ำแม่ลายน้อยของคุณ นิตยา โปธาวงค์ ในจดหมายข่าว งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นของสกว.) ทุกคนจะต้องเขียนบันทึกตั้งแต่เล็กจนโต ซึ่งเป็นกุสโลบายอย่างหนึ่งเพราะชีวิตชาวบ้านนั้นผูกพันกับสายน้ำอยู่แล้ว สิ่งที่ได้บอกเล่านั้นได้ทำให้ชาวบ้านได้คิดว่า ตนเองได้ทำร้ายอะไรทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในชุมชนตนเองบ้าง

การรับเหมาตัดไม้ การเผาป่า การหาสัตว์น้ำอย่างผิดวิธี สิ่งเหล่านี้ผ่านการบอกเล่าของทุกคน ทำให้เกิดแรงบันดาลใจให้ทุกฝ่ายหันกลับมาพลิกฟื้นทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในชุมชน
พี่บุญเสริฐ โจมขัน ผู้ซึ่งหากินกับการหาสัตว์ป่า ของป่าในอดีตเล่าว่า ตนเองเรียนยังไม่จบป.2 ด้วยซ้ำ สมัยก่อนนั้นทั้งค้าของป่า การพนัน เหล้าบุหรี่ แต่เมื่อต้องเข้ามาร่วมเป็นนักวิจัยนั้นทำให้ต้องเรียนรู้มากขึ้น หลายครั้งที่ต้องให้ลูกมาช่วยเรื่องการเขียน เขาบอกว่า งานวิจัยและเวทีนักจัดการความรู้(เวทีพัฒนาศักยภาพนักวิจัยเพื่อท้องถิ่นของสกว.แม่โจ้ร่วมกับสถาบันเสริมสร้างการเรียนรู้เพื่อชุมชนเป็นสุข(สรส.) ) เหมือนขุดเขาขึ้นมาจากใต้ดิน

ปัจจุบันพี่บุญเสริฐ ได้เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และประธานประชาคมหมู่บ้านปางจำปี เลิกเหล้าช่วงเข้าพรรษาและบุหรี่
ทีมวิจัยได้พูดคุยกันถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นทั้ง การทำฝาย การทำน้ำริน การทำบ่อทราย ตลอดจนที่ดินทำกินสองฝั่งลำน้ำ จึงได้มีการแบ่งงานกันทำ พี่บุญเสริฐนั้นมีความถนัดเรื่องป่าจึงได้อยู่ฝ่ายสำรวจข้อมูลลำน้ำสาขา ทำการบันทึกและไปทำความเข้าใจกับชุมชน โดยแต่ละฝ่ายจะต้องมีการนำเสนองานในที่ประชุมงานวิจัย ผู้เขียนมีโอกาสได้คุยนอกรอบตอนนั่งทานขันโตกร่วมวงกับพี่เสริฐ เนื่องจากชาวบ้านมักมีปัญหาเรื่องการรุกล้ำที่ดินทำกินสองฝั่งลำน้ำ จึงมีการทำโฉนดชุมชน

โดยการสำรวจพื้นที่ทำกินตกลงหารือกันกับชาวบ้านในชุมชนถึงพื้นที่ทำกิน มีการละเว้นการใช้ประโยชน์จากพื้นที่สองฝั่งลำน้ำห่างจากลำน้ำ 500 เมตรมีการงดใช้สารเคมี แล้วออกเป็นโฉนดชุมชนขึ้นมา ถ้าชาวบ้านคนใดบุกรุกพื้นที่ป่าก็จะมีกฏกติกาของชุมชน ผู้เขียนก็สงสัยว่า….ถ้าชาวบ้านไม่ทำตามจะเกิดอะไรขึ้น พ่อหลวงก็บอกว่า….ก็ต้องส่งตัวให้ตำรวจดำเนินการตามกฏหมายต่อไป

นอกจากการงดใช้สารเคมีแล้วยังมีการปลูกพืชซับน้ำตระกูลกล้วย และไม้น้ำ มีการปลูกจิตสำนึกให้กับชุมชนร่วมกันแพ้วถาง เก็บขยะตลอดลำน้ำตั้งแต่บ้านป๊อกลงมาบ้านปางจำปี ทั้งนี้เพื่อให้ลำน้ำไหลได้อย่างสะดวก และมีการบวชป่าสืบชะตาลำน้ำแม่ลายน้อย ในเดือนพฤษภาคม 2548 ซึ่งถือว่าเป็นเดือนที่แห้งแล้งมีน้ำน้อยที่สุด
แต่ละครัวเรือนจะมีการส่งตัวแทนมาร่วมถางป่า ร่วมกับเยาวชนบริเวณน้ำตกท่าบันได มีการนำภูมิปัญญาที่กล่าวถึงข้างต้นคือ การทำน้ำริน การทำฝาย เพื่อมาทำ “วังปลา”ในการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำตลอดระยะทาง 1 กิโลเมตร ซึ่งพ่อหลวงได้เล่าถึงพันธุ์ปลาปรุง หรือปลาพวงเงิน ซึ่งมักอยู่ตามบริเวณถ้ำ เสียดายที่ไม่มีโอกาสไปเยี่ยมชม

เพิ่มเติมถึง กฏระเบียบของหมู่บ้านที่กล่าวถึงไป นอกจากมีการห้ามจับสัตว์น้ำบริเวณเพาะพันธุ์ปลา   กฏระเบียบเกี่ยวกับการตัดไม้ การหาของป่า การห้ามทิ้งขยะลงแม่น้ำ การปลูกป่าในวันสำคัญ   ทั้งหมดนี้เกิดจากความร่วมมือของทุกคนในชุมชนอย่างแท้จริง

« « Prev : ฝากภาพแ่ม่คะนิ้งกิ่วแม่ปานมาสวัสดีปีใหม่ทุกท่านค่ะ

Next : การแลกเปลี่ยนเรียนรู้หมู่บ้านปางจำปีตอนที่ 3 » »


ผู้ใช้ Facebook สามารถให้ความเห็นที่นี่ได้ โดยกด Like เพื่อแสดงตัว

4 ความคิดเห็น

  • #1 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 2 มกราคม 2009 เวลา 19:25

    อ่านแล้วมีความสุขแบบนี้เลยจ้ะ

    (ขโมยมาจากลานฯจจ.พี่รอกอดเอาไปเม้นต์ให้น้องจิเห็นแล้วจี้ดีเนาะจ๊ะ ก๊ากๆๆๆๆ)

    สนใจการทำน้ำรินจ้ะ เป็นแบบไหนน้อ แล้วโฉนดชุมชนคืออะไร

  • #2 ลูกหว้า ให้ความคิดเห็นเมื่อ 2 มกราคม 2009 เวลา 20:26
    • ว๊าวๆๆ ดีใจจังที่มีคนสนใจ…
    • โฉนดชุมชน  เป็นโฉนดที่ชุมชนจัดทำกันขึ้นมาเองค่ะ
    • โดยจะมีคณะกรรมการหมู่บ้านไปร่วมกันสำรวจ  เป็นการสำรวจที่ดินทำกินของชาวบ้านกันเองค่ะ   แล้วก็มีการเซ็นต์รับรองกันในชุมชน   คราวนี้ถ้าชาวบ้านไปบุกรุกป่า เขาก็จะมีความผิดค่ะ  เป็นการควบคุมดูแลกันเองในชุมชนค่ะ  เพราะที่ผ่านมาชาวบ้านมักจะมีปัญหากับทางการเสมอว่า ถูกกล้าวหาว่าบุกรุกพื้นที่ป่าเพราะเอกสารไม่ค่อยจะตรงกัน  ชาวบ้านเขาก็เลยมีกฏควบคุมกันเองค่ะ
    • ส่วนน้ำริน หรือฝายน้ำริน เป็นฝายชนิดหนึ่งค่ะ เป็นภูมิปัญญาของชาวบ้าน  ที่ชมุชนบ้านป๊อกซึ่งเป็นหมู่บ้านต้นน้ำ  มีปราชญ์ชาวบ้าน คือ พ่อหลวงที่มีความเชียวชาญในการทำฝายน้ำรินค่ะ  ก็มาสอนทำฝายน้ำรินเพื่อแก้ปัญหาวิกฤติของหมู่บ้านค่ะ
  • #3 bangsai ให้ความคิดเห็นเมื่อ 2 มกราคม 2009 เวลา 22:44

    ดีมากๆครับน้องลูกหว้า

    สนใจโฉนดชุมชน..
    เรื่องราวของการจัดการป่าชุมชน หรือป่าสาธารณะที่ชุมชนเข้าไปดูแลนั้นมีความหลากหลายมาก ต่างก็สร้างสรรคขึ้นมาให้เหมาะสมกับเงื่อนไขของชุมชนของตนเอง…

    เนื่องจากโฉนดชุมชนนั้นเป็นวิธีการจัดการของชุมชนเองจึง
    1. ไม่สามารถใช้อ้างอิงกันราชการได้
    2. แต่เป็นเอกสารที่ชุมชนยอมรับซึ่งกันและกัน
    3. หากชุมชนทำการบันทึกรายละเอียดเหล่านี้ไว้ เช่นบันทึกการประชุม กฏ ระเบียบ ข้อบังคับ รายชื่อผู้ถือครองโฉนดชุมชน แผนที่ที่ชาวบ้านทำขึ้นเอง และมีการยอทรับ มีรายเซนต์ของชาวบ้านและผู้ใหญ่บ้าน กำนัน อบต.และอื่นๆ ก็จะเป็นหลักฐานที่ใช้อ้างอิงได้ต่อไปแม้จะไม่ใช่เอกสารราชการก็ตาม
    4. หากบันทึกมีรายละเอียดเรื่องวัตถุประสงค์การจัดทำโฉนดชุมชน ให้ชัดเจน ก็สามารถเป็นต้นเรื่องนำไปปรึกษาเรื่องการออกเอกสารสิทธิในที่ดินทำกินในอนาคตได้ หากมีการพิสูจน์ทราบว่าที่แหล่งนั้นมิใช่เขตป่าใดๆ
    5. แต่พึงระมัดระวังว่าจะมีการซื้อขายกันทั้งแบบตรงๆและแบบซ้อนซ่อนเงื่อนมากมาย

    น่าสนใจครับน้องลูกหว้า

  • #4 ลูกหว้า ให้ความคิดเห็นเมื่อ 2 มกราคม 2009 เวลา 22:53
    • โห…ผู้รู้จริงมาแว้ว…
    • ขอบคุณค่ะพี่บูท  หว้าได้แลกเปลี่ยนไม่นานค่ะ   แต่ก็ได้รับความรู้คร่าวๆเลยนำมาบันทึกเก็บไว้…
    • ชื่นชมที่นี่ค่ะ ว่าชุมชนเขามีการช่วยเหลือและบริหารจัดการกันเองเป็นอย่างดี  แต่ก็ไม่อยากให้เกิดช่องว่างแบบนี้พี่บอกเลยนะคะ

แสดงความคิดเห็น

ท่านอยากจะเข้าระบบหรือไม่


*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Click to hear an audio file of the anti-spam word


Main: 0.25089001655579 sec
Sidebar: 0.99621200561523 sec