เบิ่งตาแลไทยแลนด์ในอีก20ปีข้างหน้า****

อ่าน: 1766

 

 

คนบ้านป่าได้รับการชี้ชวนให้มองเมืองไทยในอนาคต20ปีข้างหน้า นับว่าเป็นโจทย์ที่น่าใคร่ครวญไม่เบาเลยนะครับ ล อ ง ค า ด ห วั ง สิ ว่ า ป ร ะ เ ท ศ ของฉัน จ ะ เ ป็ น ฉั น ใ ด ? . . มองสังคมมองประเทศไม่เหมือนมองคนสวยหรอกนะเธอ มันมีมุมให้พิเคราะห์พิจารณายุบยับไปหมด โดยเฉพาะการมองแบบคาดการณ์นี่สิ ถึงตอนนั้นผมไม่มีโอกาสได้ทราบผลการคาดคะเนที่ว่าไว้ จะใกล้เคียงหรือเอนเอียงไปสุดกู่ประการใดก็ไม่อาจทราบได้

อีก20ปี ใ น ห มู่ เ ร า รุ่ น เ ก๋ า ส์ กึ๊ ก ก็ ค ง แ ย ก ย้ า ย ไ ป เ ป็ น ธ า ตุ อ า ก า ศ ที่ ไ ห น ก็ ไ ม่ รู้ จะยังชีพอยู่ก็แต่รุ่นสวยสะพรั่งตอนนี้ แต่ตอนนั้นก็คงนมยานจนเอาพาดบ่าได้แล้วละ เรื่องอย่างนี้มองคนเดียวไม่กระจ่างหรอก มั น ย า ก ก ว่ า ต า บ อ ด ค ลำ ช้ า ง ห ล า ย เ ท่ า นั ก ..เมื่อรับการบ้านมาก็ต้องทำการบ้านสิเธอ แต่มีปัญญาแค่หางอึ่งจะทำอะไรได้ จึงมองหาตัวช่วย..สมาชิกชาวFB.และลานปัญญาโปรดสะท้อนทัศนคติช่วยผมด้วย อย่าปล่อยให้คนป่าไปขายขี้เท่อบนเวทีเลยนะแม่คุณ

 

เมื่อเร็วๆนี้ได้รับซองเอกสาร เปิดอ่าน..สะดุ้งโหยง!..เรื่อง ขอเรียนเชิญไปเป็นองค์ปาฐกถาบรรยายพิเศษ ..ด้วยวโรกาศมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร์รามาธิบดี จักรนฤบดินทร สยามมินทราธิราช บรมราชบพิตร เจริญพระชนมพรรษา 84 สำนักงานสภาการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลทั้ง9แห่งทั่วประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงพร้อมใจกันจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติภายใต้โครงการประชุมสัมมนาวิชาการนานาชาติ “การยกระดับคุณภาพชีวิตและภูมิปัญญาท้องถิ่น อาเชียน” ครั้งที่ 1 (International Symposium on Local Wisdom and Improving Quality of Life) ในระหว่างวันที่ 8-11สิงหาคม 2555 ณ อุทยานหลวงราชพฤษ์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดยเชิญชวนภาคประชาชน ผู้ปฏิบัติ นักวิชาการ และผู้ทรงคุณวุฒิ จากประเทศกลุ่มประชาคมอาเชียนและประเทศภูฐาน,จีน,ญี่ปุ่น,อินเดีย,เกาหลี,ไต้หวัน,มานำเสนอผลงานและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น อาทิ Mr. Muhammad Yunus ผู้ก่อตั้งธนาคารกรามีน (Grameen Bank) ในการบรรยายเรื่อง”การพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชน”

หลายปีผ่านมานี้ ผมไปเกี่ยวข้องกับงานคล้ายๆกันนี้ในหลายเวที สิ่งใดที่เป็นงานถวายเทิดพระเกียรติพ่อหลวงของเรา ผมยินดีไปขยายขี้เท่อสุดฤทธิ์สุดเดช แต่ด้วยข้อจำกัดของสติปัญญาที่จำกัดจำเขี่ยและร่อยหรอบริบททางวิชาการ ก็ได้แต่น้อมถวายความจงรักภักดีพ่อหลวงตามมีตามเกิด ทั้งๆที่ตั้งใจไว้เปี่ยมล้นที่จะทำหน้าที่พกนิกรที่ดีของพระองค์

แต่ก็นั่นแหละเธอ..

บ้านเราตอนนี้มีพสกนิกรหลายสายพันธุ์

พูดไปก็กระเทือนทรางกันเปล่าๆ

เรามาช่วยกันเทิดพระเกียรติพ่อพระในดวงใจสไตล์เราๆชาวFB.ดีไหมครับ

 

เท่าที่สนทนาเบื้องต้น ผมเห็นความมุ่งมั่นที่จะสนองพระราชดำริเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินอย่างเต็มสติปัญญาก็น่าชื่นใจ เมื่อวานให้เจ้าหนูฝนไปประสานงาน ก็ได้งานมาเต็มหน้าตัก ดร.ฝน เล่าว่ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาต้องการจะสรุปงานในหลายรูปแบบ โดยเฉพาะในบทสรุปของ20มิตรประเทศที่สะท้อนความเห็น จึงทาบทามมาว่าเราจะอาสารับทำให้ได้ในรูปของพ็อกเก็ตบุกส์ให้ได้ไหม?

เห็นไหมละครับ..วิธีคิดของฝ่ายดำเนินงานบรรเจิดขนาดไหน?

ในฐานะตัวแทนประเทศไทย ถ้าผมสรุปมุมมองประเทศใน20ปีก็คงงั้นๆแหละ แต่ถ้าพี่น้องชาวFB.และลานปัญญาช่วยกันลงขันความคิดช่วยผม เขยเชียงใหม่คงจะไม่ตกม้าตายที่ดอยสุเทพแน่นอน ช่วยๆเขยเชียงใหม่หน่อยนะครับ

เพียงแค่แย้มพรายเรื่องออกมานิดๆ..

ใบหน้าของพี่น้องก็ลอยฟ่องมาเต็มอากาศ

ท่านใดจะอาสา ขอได้โปรดเอามือลง..

แล้วก็เริ่มวางศิลากฤษ์เบิกตัวอักษรได้เลย

รีบๆตะครุบ..ระวังตัวหนังสือจะกระโดดออกมาจากหน้ากระดาษ!

 

อนึ่ง. ช่วงที่เขยเชียงใหม่ไปอยู่หลายวัน น้าอึ่งอ๊อบ ครูอึ่ง ครูอาราม อุ๊ยจันตา เจ้าหนูฝน ฯลฯ อยู่ในพื้นที่อยู่แล้ว คงไม่ยากนักที่จะไล่กอด ยังหนักใจแต่ญาติทางไกล ทำยังไงจะนัดมาพบปะกันสักวันหนึ่ง ในช่วง7-11 สิงหาคมนี้ เ ร า ม า ก ร ะ ดี๊ ก ร ะ ด๊ า กั น ดี ไ ห ม ค รั บ ? คุณหมอจอมป่วน เจ้าตาหวาน พี่บางทราย ท่านอัยการชาวเกาะ รอกอดส์ หมอเบริด์ หมอเจ๊ แหม..ถ้าจะให้ล่ารายชื่อทั้งหมดคงไม่ต้องกินข้าวเช้าแน่ ผมคิดไปถึงลุงเอก พระอาจารย์ไร้กรอบแห่งนาซา และผองญาติในลานปัญญาทุกท่าน ไม่ให้กระเด็นเล็ดลอดหายไปได้สักคนหรอกหนา อยากจะขออนุญาตจับเข่าถามว่า..มาเที่ยวเชียงใหม่กันไหม?

 

เ ป็ น ไ ป ไ ด้ ไ ห ม ค รั บ ที่เราจะนัดจัดงานวันเฮฮาศาสตร์ ฉบับมินิในช่วงดังกล่าว ถ้าตัดสินใจร่วมกันว่าจะลุย ท่านที่มีเวลาก็มาเที่ยวมาชมและมาคุยงานกัน หลังจากจบงานนี้ก็ค่อยไปนั่งละเลียดความครุ่นคิดคำนึง ดึงเอาความรักความคิดถึงมาแชร์กันคนละเข่งสองเข่ง

เรื่องนี้สำคัญนะครับ มุมที่มองต่างอาชีพและประสบการณ์นั้นมีเสน่ห์ยิ่งนัก โ ด ย เ ฉ พ า ะ ค ว า ม มี อิ ส ร ะ แ ห่ ง ตั ว ต น ..ไม่ได้เขียนเสนอผลงานวิชาการ หรือเขียนแบบรายงานเจ้าสำนัก แต่..เป็นการเขียนตามใจฉันที่เห็นและเข้าใจ ขออนุญาต..ฉ ะ อ้ อ น ฉ อ เ ล า ะ ม า ถึ ง ที่ รั ก ส ม่ำ เ ส ม อ เมื่อบรรลุจุดประสงค์ปลงใจแล้ว ทั้งรูปหล่อและรูปสวยกรุณาบอกกล่าวเล่าแจ้งFB.และลานปัญญาด้วยเถิด

โปรดเปลี่ยนความเข้าใจ ให้เป็นความตั้งใจโดยพลัน ! อิ อิ..

 

ผมโชคดีที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาจนถึงวันนี้ ถึงชีวิตจะลุ่มๆดอนๆเพราะโดนสังคมจับเหวี่ยงจนกายาบอบช้ำ แต่หัวใจยังกระชุ่มกระช่วยกระยิ่มยิ้มย่องได้อยู่นะเธอ ..ก่อนที่จะมองไปข้างหน้า20ปี ก็ขอมองย้อนหลังไป20-30-40ปี ในช่วงชีวิตของเราๆท่านๆนี่แหละ สังคมไทยเปลี่ยนแปลงแบบพุ่งกระฉูด หลายเรื่องเป็นเสมือนมีอภินิหาร แต่หลายเรื่องก็พาลพาโลจนเกินความคาดหมาย ตอนผมเป็นเด็กๆ เตี่ยแม่ได้สร้างบ้านเป็นลักษณะร้านค้าเล็กๆในตัวกิ่งอำเภอที่ไกลปืนเที่ยง เป็นบ้าน2ชั้นด้านล่างเทพื้นปูนซีเมนต์

<· เจ้าพื้นซีเมนต์นี่แหละครับที่มันบ่งบอกความหัศจรรย์อย่างเอกอุให้แก่คนชนบท ผู้คนแถบนั้นตั้งแต่เกิดมาก็เพิ่งจะได้เห็นพื้นบ้านแข็งแกร่ง-ดูเรียบและเย็น-เ ด็ ก ๆ ช า ว บ้ า น ต่ า ง พ า กั น ม า ลู บ ม า น อ น ก ลิ้ ง เอาไปโจดขานกันเป็นเรื่องแปลกใหม่

<· <!–[endif]–>วิทยุก็เข้ามา ยุคที่ใช้ถ่านไฟฉายเป็นลังๆนั่นละครับ ชาวบ้านก็มารุมดูกันอีก แปลกใจตู้อะไรนะทำไมมันรายงานข่าว/ร้องเพลง/ประกาศเลขหวยออกอากาศ

<!· <!–[endif]–>ต่อมามีทีวีมันยิ่งมาขยายความอึ้งทึ่งๆและทึ่ง สมัยนั้นใช้ไฟปั่น ยังแพร่ภาพออกอากาศเป็นขาว-ดำ เด็กๆตื่นเต้นมาเฝ้าดูกันจนไม่กินข้าวกินปลา เลิกง้อรถหนังขายยา ไม่ต้องวิ่งตามโฆษกประกาศรอบหมู่บ้าน..ฮัลโหลๆ..คืนนี้จะฉายหนังกลางแปลงที่หน้าสุขศาลา กินข้าวกินปลาแล้วรับมากันนะครับ

<· <!–[endif]–>พาหนะใช้เกวียนบรรทุกสิ่งของ ต่อมาก็มีรถจิ๊ปลากไม้ รถมอเตอร์ไซด์ มาแทนรถจักรยาน ก่อนที่จะรู้จักรถอีตุ๊กอีแต๋นอยู่หลายสิบปี

<!· <!–[endif]–>เจ้าหน้าที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มาประชุมประจำเดือน ล้วนขี่ม้าบักจ้อนมาประชุม หน้าที่ว่าการอำเภอจะมีหลักสำหรับผูกม้าไว้ใต้ร่มไม้ เด็กๆไปเกี่ยวหญ้าม้ามาขาย หอบละ50 สตางค์ อีตอนเลิกประชุมทุกคนต่างกลับบ้านนี่สิครับ มีม้าวิ่งฝุ่นตลบออกทุกทิศทุกทาง มองดูคล้ายๆกับในหนังคาวบอย

สภาพการณ์ดังกล่าวนี้ มีมาก่อนหน้าเพลงผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุม พ..2504 หลังจากนั้นแผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติฉบับต่างๆก็ทยอยออกมา ในช่วงแผนพัฒนาฉบับที่8 ก่อนหน้าช่วงฟองสบู่แตก ในแผนฯมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ แต่พอเศรษฐกิจมีปัญหาเราก็ปรับแผนฯมาเน้นเรื่องความเป็นนิกส์ ลดความสำคัญของการพัฒนาการศึกษา ผลเป็นประการใดท่านทั้งหลายก็คงจะทราบกันดีอยู่แล้ว

 

ดังนั้นถ้าจะตั้งข้อสังเกต พอให้ได้ข้อสรุปหยาบๆในการพิจารณาวันข้างหน้า ก็คงจะมองสภาพการณ์บ้านเมืองในเวลานี้กระมังครับ สังคมบ้านเรามีข้อดีข้อด้อยประการใด มันก็จะไปส่งผลในอนาคตภายหน้าครบเครื่องเรื่องกลไกของสังคม พอจะประมาณได้ว่า

“ถ้าจะดูวันหน้า ก็ควรดูวันนี้”

“ทำวันนี้ให้ดี วันข้างหน้าก็จะออกมาดี”

<!· วันนี้..เราทำหน้าที่พลเมืองไทยแล้วหรือยัง!<!–[endif]–>

<!· วันนี้<!–[endif]–>..เราเป็นพกสกนิการที่ดีแล้วหรือยัง!

<!· วันนี้<!–[endif]–>..เธอเล่นบทไหนในฐานะประชาชนคนไทย!

อย่างน้อยคนไทยก็ควรทำหน้าที่ 2 ประการ

1 ทำ ห น้ า ที่ ก า ร ง า น ข อ ง ต น ใ ห้ เ รี ย บ ร้ อ ย ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งอะไรก็ขอให้มีความรับผิดชอบ

2 ทำ ห น้ า ที่ พั ฒ น า แ ล ะ ดู แ ล สั ง ค ม ถ้ายังเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ปล่อยให้กระแสเถื่อนลากจูงสังคมเข้ารกเข้าพง สร้างความปั่นป่วนวุ่นวาย ถามว่าสังคมเราเกิดอะไรกันครับ

“ถ้าเราลอยเพสังคม สั ง ค ม ก็ จ ะ ล อ ย เ พ เ ร า ”

สั ง ค ม ที่ ถู ก ล อ ย เ พ วั น นี้ วันข้างหน้าจะไม่เพแตกรึครับ!

หลายท่านอาจจะตัดช่องน้อยแต่พอตัว ฉันรวย ฉันพร้อมเผ่น ฉันพร้อมแก้ปัญหาด้วยตนเอง เรื่องของสังคมก็ปล่อยให้เป็นสวะลอยไปในน้ำเน่าปล่อยให้เหตุการณ์บ้าๆบอๆล้วงควักประเทศชาติกันไป บางกลุ่มคนก็อึ้งกิมกี่ด้วยไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ได้แต่เข้าวัดเข้าวาสงบจิตสงบใจ บางกลุ่มก็ถือโอกาสชุลมุนแย่งชิงฉกฉวยประโยชน์ สถาบันต่างๆคลอนแคลน เกิดสภาวะวิกฤติศัทธา กาวใจไร้ประสิทธิภาพ ทั้งๆที่ประชาชนคนไทยโชคดีที่สุดในโลก ก็ลองนึกดูสิเธอ

<!1. คนไทยมีสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่พระประมุขทรงทุ่มเททำงานให้แก่คนไทยตลอดพระชนชีพของพระองค์ ทรงยอมเหนื่อยยากเพื่อให้พกสกนิกรกินอิ่มนอนอุ่น ทรงทำหน้าที่พระมหากษัตริย์จนเป็นเลิศเป็นแบบอย่างทั้งโลก ได้รับการยกย่องและชื่นชมเสมอมา ทั้งในระดับราชวงศ์ ระดับประมุขของประเทศ และระดับสหประชาชาติ

<!2. คนไทยมีสถาบันศาสนา เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ ศาสนาเป็นวินัยทางสังคมที่ผู้คนน้อมปฏิบัติ มีวัฒนาธรรมจารีตประเพณีและครรลองครองธรรมเป็นหลักชัยให้ดำเนินรอยตาม

<!3. คนไทยมีความเป็นชาติ ชาติที่มีความพร้อมมีอัตลักษณ์ มีความเป็นไท มีปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีพและพัฒนา

<!4. คนไทยมีความเป็นไท ยิ้มสยามเป็นตัวชี้วัดคุณภาพของจิตใจและอารมณ์ มีความเอื้ออาทรกัน “ข้าวบ้านเหนือ เกลือบ้านใต้” บ่งบอกถึงความสมานไมตรีจิตทุกระดับ มีภูมิปัญญาคอยดูแลวิถีไทให้ปกติสุขเรื่อยมา

<!5. คนไทยอาศัยอยู่ในพื้นที่ๆมีความหลากหลายทางชีวภาพ จึงมีสภาพแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ ดินฟ้าอากาศความชุ่มชื้นพอเหมาะต่อการเพาะปลูก ภาคการเกษตรได้ทะนุบำรุงภาคอุตสาหกรรมจนรุ่งเรือง

<!6. คนไทยมีศักยภาพที่จะพัฒนาตนเองให้ก้าวทันโลกภายนอก ชนบททุกวันนี้มีไฟฟ้าทุกซอกทุกซอย มีประปาหมู่บ้าน มีถนน2เลน4เลนบรรจบกันทั่วประเทศ มีวิทยุทีวีไม่รู้กี่ร้อยช่อง มีอินเตอร์เน็ท และกำลังแจกเท็บเล็ทให้เด็กนักเรียนชั้นประถมทั่วประเทศ มีสพานข้ามแม่น้ำเชื่อมประเทศเพื่อนบ้านหลายจุด มีสนามบินทันสมัยไม่แพ้ประเทศใดในโลกนี้

ถ้าพิเคราะห์ถึงต้นทุนและปัจจัยในการพัฒนาประเทศ โดยเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านแล้ว ประเทศของเราได้เปรียบทางด้านกายภาพมาก ถ้ารัฐบาลและคนไทยใส่ใจเรื่องเทคโนโลยีที่เหมาะสม ส่งเสริมการผลิตบุคลากรทางด้านเทคนิคอย่างเป็นรูปธรรม โดยพิจารณาโครงสร้างทางด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ลูกหลานไทยที่ศึกษามาทางด้านอาชีวะ นอกจากจะไม่เป็นปัญหาสะสมให้ระบบการพัฒนาสังคมแล้ว ยังเป็นตัวคูณที่ไปเสริมสร้างความเข้มแข็งที่ทรงพลัง ไปเกื้อหนุนให้แรงงานช่างที่ขาดแคลนในประเทศและในต่างประเทศ จุดสำคัญดังกล่าวนี้จะช่วยการสร้างงานสร้างชาติให้ดำเนินไปได้อย่างเท่าทันกับสถานการณ์โลก

ถ้าระบบการศึกษาเน้นมาทางด้านสายอาชีวะ มากกว่าที่จะไปเน้นทางสายสังคม ที่ผลิตกันจนเกร่อแถมยังด้อยคุณภาพอีกต่างหาก ขอเสนอให้ปรับปรุงบางสถาบันที่สอนสายสังคม ให้เปลี่ยนมาสอนสายอาชีวะให้ได้สัดส่วนระหว่างอาชีวะกับสายสังคม70:30 ไม่อย่างนั้น ประเทศนี้จะสะสางเรื่องแรงงานช่างเทคนิคขาดแคลนด้วยวิธีไหนละครับ

ปัญหาอยู่ที่..ค่านิยมเต่าล้านปีของผู้ปกครอง ต้องการให้ลูกเรียนสายสามัญ -เรื่องเงินค่าหัว ทำให้แต่ละโรงเรียนกักเด็กไว้นาน ไม่แนะนำให้เด็กไปเรียนปวช.ปวส. –นโยบายเชิงโครงสร้างของสถาบันอาชีวะควรได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง-ข่าวด้านลบของเด็กอาชีวะ ทำให้เกิดภาพพจน์ที่ไม่ดีในสายตาสังคม -วิธีการเรียนการสอนเน้นทฤษฎี ทำให้เด็กมีคุณสมบัติเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ไม่สนใจทำงานที่ใช้แรงงาน ไม่นิยมไปฝึกงานฝึกทักษะ ต้องการเรียนแบบจบง่ายๆได้กระดาษเปื้อนหมึกพอใจแล้ว หลังจากนั้นก็ถูลู่ถูกังกระเสือกกระสนเอาตัวไม่รอด ตกงาน เลือกงาน อู้งาน เบื่องาน แบบมือขอตังส์ ให้พ่อแม่เลี้ยงไปจนโข่ง

 

จุดยักแย่ยักยันเรื่องการผลิตบุคลากรทางด้านสายอาชีวะ

จะยกเครื่องกันอย่างไร? ใครเป็นพระเอก ใครเป็นพระรอง

นโยบายที่เป็นรูปธรรม ความรับผิดชอบ มีประสิทธิผลแค่ไหน?

ในยุคของการเปลี่ยนแปลงอย่างดุเดือดนี้ การแข่งขันขึ้นอยู่กับคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ในประเทศนั้นๆเป็นสำคัญ

ถามว่า คุณภาพคนไทยอยู่ในระดับไหน มีศักยภาพเป็นอย่างไร?

ใ ค ร จ ะ เ ป็ น ค น รับผิดชอบ ต อ บ คำ ถ า ม นี้ ?

จุดเปราะบางของสังคมไทยอยู่ที่ความรู้ไม่พอใช้ ทำให้เราต้องนำเข้าวิชาความรู้ นำเข้าอุปกรณ์เครื่องมือ นำเข้าเทคโนโลยี นำเข้าทุน นำเข้าแม้กระทั้งวัฒนธรรมประเพณีที่มีทั้งเหมาะสมและซับซ้อน ที่ควรคำนึงก็คือ..เรายังนำเข้าปุ๋ยเคมีสารเคมี ยาฆ่าแมลง เครื่องจักรกลการเกษตร พันธุ์พืชพันธุ์สัตว์และเมล็ดพันธุ์มีมูลค่าปีละหลายแสนล้านบาท หักลบกลบนี้แล้วคงจะเหลือแต่ถุงกระดาษ ที่ซ้ำร้าย..เรายังนำเข้าพืชผักผลไม้เพิ่มมากขึ้นทุกปี นี่แหละหนอความล่าช้าของการพัฒนาฝีมือแรงงาน

สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือการสอนวิชาทิ้งถิ่น

ลูกหลานไทยเรียนไปแล้วหาทางกลับบ้านไม่เจอ

ภาคการเกษตรกำลังง่อยเปลี้ยเสียขา

เด็กรุ่นใหม่ไม่นิยมศึกษาภาคการเกษตร

หรือที่ศึกษาจยไปแล้วก็ไม่ทราบว่าหายไปหาย

ปล่อยให้ภาคการเกษตรต่ำต้อยเป็นลูกเมียน้อย

ต้องแบมือขอทุน ขอความเอื้ออาทรอย่างน่าเวทนา

ถ้าเปลี่ยนจากลบเป็นบวกไม่ได้ เจ้าประคุณเอ๋ยไม่รู้จะออกหัวออกก้อย

อย่ามาชวนเป่าหยิงฉุบนะตัวเอง..

สรุปว่า..เราพัฒนามาจนถึงขั้นเลือกจะโชว์เบอร์โชว์ใจกันแล้ว ต่อไปจะเป็นยังไงคงต้องขอเวลาเขียนทบทวนอีกสักตั้ง ในชั้นนี้ขอรายงานช่วงจังหวะเวลาที่นัดพบปะ จะได้ไม่คลาดเคลื่อนและคลาดครากัน

ผมมีภาระกิจดังนี้

วันที่ 8 สิงหาคม 2555 บรรยายพิเศษกลุ่มย่อย หัวข้อ “ผู้ปฏิบัติจริงในชุมชนท้องถิ่น” เวลา 13.00-14.30 ณ อุทยานหลวงราชพฤษ์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

วันที่ 9 สิงหาคม 2555 บรรยายพิเศษในประเด็น “วิถีชีวิตชุมชนอยู่กันอย่างไร หากมองไกล 20 ปี” ในมุมมอง

v มิติต่างประเทศ โดย Mr. Muhammad Yunus ผู้ก่อตั้งธนาคารกรามีน

v มิติประเทศไทย โดย หม่อมราชวงค์ดิศนัดดา ดิสกุล

v มิติชุมชนท้องถิ่น โดย ครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์

เวลา 09.00 เป็นต้นไป ณ อุทยานหลวงราชพฤษ์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

วันที่10สิงหาคม 2555 ร่วมประชุมเสวนาโต๊ะกลม เพื่อกำหนดแนวทางการยกระดับคุณภาพชีวิตและภูมิปัญญาในกลุ่มภูมิภาคอาเซียนในหัวข้อ “ชุมชนท้องถิ่นจะอยู่กันอย่างไร หากมองไกล20ปี” กับผู้นำในระดับชาติและกลุ่มอาเซียนประมาณ20-30คน เวลา 09.00-16.00.ณ อุทยานหลวงราชพฤษ์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

วันที่11จะกลับบางกอกไฟล์บ่าย หรือจะเอ้อระเหยยังบ่แน่บ่นอน

 

ง า น นี้ ห นั ก ห น่ ว ง ทั้ ง ต อ น อ ยู่ บ น เ ว ที และ ล ง เ ว ที

ตั้งแต่นี้ไปคงต้องทำการบ้านแล้วละเธอ

ถ้าคนสวยว่างช่วยไปหิ้วปีกลงจากเวทีด้วยเน้อ มี ใ ห้ เ ลื อ ก ถึ ง 3 วั น

อิ อิ..


วันบางกอกแตก

อ่าน: 890

กรุงเทพฯร่ำๆจะแตกตั้งนานแล้ว

ประชากรแยะปัญหาเยอะ

เจ่าจุกอยู่กันท่ามกลางความเจริญจอมปลอม

ที่ผ่านมา>>แทนที่จะช่วยกันดูบ้านเมืองให้ปกติ

วันนี้คืนดีก็ก่อม๊อบ ปิดถนน ยิงกัน เผาบ้านเผาเมือง

ขัดเคืองโทษกันไปกันมาจนเท่าทุกวันนี้

เทวดาคงจะหมั่นไส้ จึงตักเตือนด้วยน้ำที่อ่อนโยนอ่อนไหว

ถ้ายังไม่สำนึกไม่ดีขึ้น

ขออีกสักชุดสองชุดเถิดพระเจ้าข้า..

ทำให้ไทยทั้งประเทศ ลุ้นระทึกกับน้ำท่วมมานานนับเดือน ไล่มาตั้งแต่ภาคเหนือตอนล่าง แต่ละจังหวัดผจญมหาวาตภัยกันหัวหกก้นขวิด บ้านเมืองร้านค้าศูนย์ราชการวัดวาโบราณสถานวินาศสันตะโร รู้ทั้งรู้ก็ไม่อาจจะต้านทานพลังมหาศาลของน้ำได้ ปริมาณน้ำเที่ยวนี้ลบสถิติของทุกสำนัก มนุษย์สู้ยันกันน้ำเต็มเหนี่ยว แต่ไม่อาจต้านทานกระแสน้ำได้ กองทัพสีขุ่นข้นเคลื่อนมารวมพลมาจ่อกรุงเทพด้านนอก แล้วค่อยๆรุกโจมตีเขย่าขวัญพื้นที่กรุงเทพภายใน จุดสำคัญๆเชื่อมั่นว่าจะป้องกันได้ สุดท้ายแม้แต่กองบัญชาการของรัฐบาลที่ชื่อว่า(ศปภ.) ก็ยังกระเจิดกระเจิงออกจากดอนเมือง

เรือบินลำใหญ่ยังจ่อมจมอยู่ในน้ำ

อย่างอื่นจะเหลือเรอะ

ชื่อเรือบิน..แต่เอามาพายไม่ได้

เตรียมขายทิ้งเพราะชราภาพ

ยังดีนี้ที่สมัยนี้มีโทรศัพท์สะดวก ไม่อย่างนั้นเธอเอ๋ยจะติดต่อกันยังไง ถนนเป็นคลอง รถวิ่งไม่ได้ เรือมีน้อย ใช้แพ กะละมัง โฟม ขวดพลาสติก ยางในรถยนต์ ฯลฯ ช่วยกันคิดๆประดิดประดอยอุปกรณ์เพื่อจะตื้ออยู่ในสภาพครึ่งบกครึ่งน้ำ เครือญาติอยู่ที่ไหนถามไถ่ถึงกันจนหูไหม้ อุ้มชูดูแลกันยามบ้านแตก

วันนี้กรุงแตก

เอ๊ย!ไม่ใช่สิ กรุงเทพตกน้ำป๋อมแป๋ม

หลายหมู่บ้านช่วยกันกรอกถุงทรายจนกล้ามเป็นมัดๆ

น้ำมา..ไม่มีบ้านไหนต้อนรับ

น้ำมา..ไม่รู้ไม่ชี้ ปิดประตูขับไล่ไสส่ง

น้ำมา..ไม่รู้ที่ไป น้ำงง น้ำจึงหลงทาง

น้ำมา..ไม่มีคนจูงจึงไปตามยะถากรรม

น้ำมา..ไปเจอประตูน้ำ..ยังไม่เปิดรับอีก หาว่าไม่มีกุญแจ โธ่ๆๆๆ

น้ำมา..ไม่ติดป้ายบอกทิศทาง

น้ำมา..หาที่อยู่ที่ไปไม่ได้..

น้ำ น้อยอกน้อยใจ ร่ำไห้ ตอแย ไม่จากไปง่ายๆ

คนบางกอกใจดำใจร้ายกับน้ำ..

น้ำดำๆเต็มไปด้วยมลพิษไม่รู้จะไปอาศัยใคร

น้ำบูดเน่าจึงเปะอยู่ทุกหนทุกแห่ง

ทนเน่าเหม็นได้ก็ตามใจ

ถึงจะอาบน้ำทาแป้งประทินโฉมอย่างไรก็ยังมีกลิ่นตุๆ

เ มื่ อ เ ธ อ ไ ม่ เ ข้ า ใ จ น้ำ น้ำก็ ไ ม่ เ ข้ า ใ จ เ ธ อ

เมื่อ เ ธ อ ล ะ เ ล ย น้ำ น้ำ ก็ ล ะ เ ล ย เ ธ อ

เธอเอาแต่โกรธเกรี้ยวให้น้ำ น้ำก็จะอ่อนโรยไม่มีแรงเดินจากเธอ

คนที่โดนปล่อยเกาะนอนอดโซพะวักพะวน

หลายคนสิ้นลม กว่าจะเจอ..ต้องงัดหลังคาบ้านหามออกมา

โลงผีพุลอยออกมาจากสุสาน

จระเข้เผ่นพ่าน แข่งกับตัวเหี้ยและงูเหลือม

ตอนนี้มีข่าว..งูบ้าอะไรไม่รู้มีเศรษฐีเฮงซวยมาเลี้ยงไว้ดูเล่น

ลักษณะเหมือนงูเขียวบ้านเรา

แต่พิษมันยิ่งกว่างูจงอาง

เซรุ่มยังไม่มีเสียด้วย

ตอนนี้เห็นงู ใ ห้ ตี งู ก่ อ น ตี แ ข ก

อย่าตีให้หลังหัก ตี ๆ ๆ ให้หัวแบะ..

พูดถึงงู งูก็มา งูเงี้ยวมานอนซุกอยู่ใต้ผ้าห่ม

มีคนโดนงูเห่ากัดตายไปกี่รายยังไม่ได้นับศพ

หนู ตะขาบ ตะเข็บ จิ้งจก กิ้งกือ ปลิง จะให้ไปไหน

ขออยู่ใกล้ๆได้ไหมจ๊ะคนสวย

ถือว่าเป็นเพื่อนร่วมโลกร่วมชะตากรรม

ข่าวแต่ละสำนักเกาะติดสถานการณ์อย่างจดจ่อ

รายงานกันข้ามวันข้ามคืน

ขึ้นเครื่องบินบรรยายภาพให้เห็นจะจะระทึกระทวยใจ

เรือ-ทราย-สุขา-น้ำดื่ม-อาหาร-ไฟฟ้า-ประปา-มาม่า-ปลากระป๋อง รองเท้าบู๊ท เป็นปัจจัยจำเป็นเร่งด่วน ต้องการอย่างมาก ถึงจะมีคนตั้งโรงครัวเลี้ยงอาหารมื้อต่อมื้อ ก็คงช่วยได้ในจำนวนจำกัด คนอดโซเป็นแสนๆจะทำยังไง ถ้าไม่ยกระดับให้เขาช่วยเหลือตัวเอง เอาเรือไปบริการแบบตลาดน้ำดำเนินสะดวกดีไหม ส่งสินค้าไปถึงคนที่ติดเกาะตามคอนโด

ทุกคนทุกฝ่ายต่างโอดครวญกระปอดกระแปด

ไม่ตระหนักว่า..ม ห า วิ ก ฤ ติ เ ที่ ย ว นี้ เ ท ว ด า ก็ ช่ ว ย ไ ม่ ไ ด้

ถ้าช่วยตัวเองไม่ได้จะลำบากสุดขีด

คนบางกอกคุ้นชินกับการเอื้ออาทรสะดวกสบาย

ส ว ร ร ค์ ห า ย ไ ป ใ น พ ริ บ ต า

โ ช ค ช ะ ต า ต ก อ ยู่ ใ น น ร ก ใ น บั ด ด ล

มีคนวิตกจริตคิดจะฆ่าตัวตายหลายพันราย คนที่เสียจริตคิดไม่ตกอีกนับแสน บางคนปีนไปโวยอยู่บนยอดเสาไฟฟ้า โถ พ่อมหาจำเริญ พ่อเสพย์ยาบ้าจนสติแตก เพิ่มภาระให้สังคมอย่างสุดเซ็ง บทเรียนราคาแพงที่สุดในประวัติการณ์เปิดแล้วแต่ละหน้า คนเฒ่าคนแก่คนเจ็บป่วยคนพิการ จะลำบากกว่าคนปกติกี่ช่วงตัว ยากินก็หมด หามออกไปหาหมอรอเรือมารับไม่ไหว สิ้นลมไปต่อหน้าต่อตา..พยายามจะเยื้อชีวิตแล้ว แต่ยานพาหนะไม่พอ หมู หมา ไก่ วัว ควาย สัตว์บกทุกชนิดแม้แต่ช้างก็อพยพจ้าละหวั่น กรุงแตก..ผู้คนอลหม่าน ขบวนรถติดยาวค่อยๆคลานไปทีละกระดึบ กระดึบ เต่ายังเดินได้เร็วกว่าขบวนหนีตายออกต่างจังหวัด

คนบางกอกจะต้องใช้ชีวิตครึ่งบกครึ่งน้ำไปอีกนานนับเดือน

หลังจากชุดใหญ่ผ่านไป

น้ำเน่าและขยะโสโครกจำนวนมหาศาลยังรังควาญเรื้อรัง

ถามว่า..ช่วงนี้จะทำอะไรได้บ้าง

คนที่ตกงาน..จะทำยังไง

คนที่มีฝีมือเชิงช่าง รัฐฯน่าจะเปิดศูนย์ฝึกอบรมฝีมือแรงงานเตรียมไว้ หลังน้ำลดการซ่อมแซมบ้านเรือนขนานใหญ่เกิดขึ้นแน่ ปัญหาอยู่ที่ว่าจะไปหาช่างซ่อมแซมกรุงเทพทั้งเมืองพร้อมๆได้ที่ไหน น้ำดื่มขาด ไข่ไก่ขาด ยังสั่งมาจากมาเลเซีย ช่างฝีมือขาดจะสั่งเข้ามาอย่างนั้นรึ

อันดับแรกเร่งผลิตเรือขนาดเล็ก5หมื่นลำ

อย่าไปรอบริจาค..จัดงบประมาณเร่งผลิต

เรือจะช่วยลำเลียงทุกอย่างให้ขับเคลื่อนแทนรถ

ผู้คนจะได้เดินทางเข้า-ออก-ไปทำภาระกิจได้

ก รุ ง เ ท พ ห ง า ย ท้ อ ง เ พ ร า ะ ร ะ บ บ จ ร า จ ร นี่ แ ห ล ะ

ถนนเปลี่ยนมาเป็นคลอง เราไม่เปลี่ยนยานพาหนะได้อย่างไร

อย่าไปคิดว่า..เรื่องจะจบง่ายๆเร็วๆ

ไอ่บ้าที่ไหนมาพูดว่า..น้ำเข้ากรุงเทพจะไม่สูง

อย่าหวาดวิตก ให้เตรียมตัวไว้พร้อมอพยพ

อพยพแล้วอพยพอีก ย้ายแล้วย้ายอีก บางกลุ่มมาจ่อจุกใต้สะพานลอย

คนกรุงส่วนใหญ่นึกว่าน้ำท่วมไม่เท่าไหร่

หลายพื้นที่ใจเย็น เพราะมั่นใจยังไงๆน้ำก็มาไม่ถึง

จึงรีๆรอๆ รอจนน้ำท่วมปาก

ท่วมนานๆ น้ำลายก็บูด

รายงานพายุแต่ละลูก รายงานน้ำแต่ละเขื่อน

น่าจะวิเคราะห์ได้ว่ามหาอุทกภัยเที่ยวนี้เท่าไหร่

จะมาเล่นเป่ายิงฉุบได้ที่ไหนเล่า > >

อย่าไปโทษเด็กอ่อนวิชาคำนวณ

แม้แต่ผู้ใหญ่ก็สอบตกวิชานี้แบบหมดท่า

เหตุการณ์ผิดปกติจะมาคิดในกรอบปกติก็บ้าแล้ว

ถึงจะมีประกันภัยก็เถอะ

จะไปหาช่างจำนวนหลายหมื่นคนมาจากไหน วิทยาลัยการอาชีพ วิทยาลัยชุมชน วิทยาลัยเทคนิค สถาบันเทคโนโลยี ฯลฯอาจารย์และลูกศิษย์ระดมฝึกปรือฝีมือเชิงช่างให้ระเบิดระบือในช่วงนี้ดีไหมครับ สอนวิชาการดูแลบ้านร้านค้าอาคารให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยหลังน้ำท่วม คนที่ตกงานก็จะมีงานทำหลายหมื่นตำแหน่ง

รัฐฯควรมีแผนงานฝึกอบรมช่างฝีมือ

แล้วก็ตั้งเป็นกลุ่มรับบริการแก้ไขแก้ปัญหา

รับซ่อมแก้ไขเครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ ห้องน้ำห้องสุขาห้องครัว ฯลฯ

รับดูแลสนามหญ้า ปลูกต้นไม้ชดเชยของเก่า

รับดูแลบ้านให้สะอาดเอี่ยมอ่อง

มีเบอร์โทร..ประกาศทางทีวี

แค่นี้ก็ช่วยลดจำนวนคนตกงานได้ไม่น้อยนะเธอ

กลุ่มชาวบ้านต่างจังหวัดที่ไม่โดนน้ำท่วม ควรจะเตรียมการเพาะปลูกผักต่างๆ เพาะพันธุ์ไม้ประเภทต่างๆ ไม้ผล ไม้ผักยืนต้น ไม้ประดับ ไม้ดอก ไม้สมุนไพร แม้แต่หญ้าปูสนามก็ต้องการใช้นับล้านผืน วิกฤติเที่ยวนี้ภาคกลางสูญเสียพันธุ์ไม้แทบหมดสิ้น รวมทั้งพันธุ์สัตว์น้ำสัตว์บกก็ต้องชดเชยธรรมชาติอีกไม่น้อย เงินที่รัฐฯจะปลอบใจหลังน้ำท่วม เอามาสร้างกิจกรรมดังกล่าวนี้ดีไหม

เงินมาอย่างเดียวไม่พอหรอก

ความรู้ต้องควบคู่มากับเงินด้วย

งานพัฒนาช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานจึงจะสมประโยชน์

รัฐฯ มี น โ ย บ า ย ที่ จ ะ บ ร ร เ ท า เ จ๊ ง แ ห่ ง ช า ติ อ ย่ า ง ไ ร ?

บางทีรัฐฯโดนน้ำเขย่าจนเซ่อบ้อง คิดอะไรไม่ออก

อะไรที่ประชาชนคนที่ปลอดน้ำจะช่วยได้

ก็ช่วยกันคิดช่วยกันกอบกู้วิกฤติในระยะยาว

ขอย้ำว่าระยะยาว ระยะกลาง ระยะสั้น

จะต้องฟื้นฟูกันข้ามปีข้ามเดือน

บริบาลพื้นที่ บริบาลชีวิตจิตใจ บริบาลสภาพแวดล้อม

การบ้านประเทศเปิดอ้าซ่าแล้ว

พี่น้องไทยทั้งผองจะช้าอยู่ใย

ใครถนัดเรื่องไหนก็เข้ามาช่วยปะผุประเทศไทยกันเถิด

ถ้าไม่ช่วยตอนนี้ จะรอช่วยน้ำท่วมคราวหน้า..ก็บ้าแล้ว

ไม่ต้องรอบัตรคิวหรอกเธอ

2 มือล้วงกระเป๋า 2 เท้าก้าวเข้ามา

มาซับน้ำตา มาซับน้ำเน่า มาช่วยเมืองหลวง

จิตอาสา ใจอาสา กายอาสา สติปัญญาอาสา

เหนื่อยเป็นธรรมดา ..พี่ๆทหารจะรอหิ้วปีกเข้ามุมเอง

เอาตัวอย่าง ท.ทหาร อดทน..

ระดมพลังให้ปรากฏ..ให้เห็นพลังประชาคมไทยเข้มแข็งบึกบึน

สู้ สู้ สู้ อยู่ห่างๆ ..ระวังผีหลอกนะเธอ

มาที่นี่ สู้ตรงที่นี่ เถิดนะคนดี

อย่าไปโทษรัฐบาลอ่อนแอ

อย่าไปเสียเวลาเหลวไหลไปกับเรื่องพวกนั้น

ควรช่วยกันหน้าที่พสกนิกรถวายพ่อพระอันเป็นที่รักยิ่งของเรา


คำนิยม

อ่าน: 1143

ผมรู้จักครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ ผู้เขียน “โมเดลบุรีรัมย์” เล่มนี้มานานหลายปีแล้ว ผมรู้สึกประทับใจในความละเอียดอ่อนของท่านที่มีต่อสภาพสิ่งแวดล้อม และความมีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ที่ได้แพร่ขยายในสิ่งที่รู้ให้แก่ผู้อื่น โดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ครูบาสุทธินันท์ ได้เปิดบ้านให้เป็นโรงเรียนเรียกว่า “มหาชีวาลัยอีสาน” เพื่ออธิบายองค์ความรู้ที่สะสมมาและถอดองค์ความรู้ให้แก่ผู้อื่น บ้านจึงเป็นเสมือนสถานที่สาธารณะที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใฝ่หาความรู้

“โมเดลบุรีรัมย์”เล่มนี้ เป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้ส่วนหนึ่งของครูบาสุทธินันท์ในการทำการเกษตร เพื่อยกระดับเกษตรกรให้เป็นเกษตรกรมืออาชีพที่แข็งแรงและพึ่งตนเองได้ โดยให้ความรู้ในเรื่องการประกอบอาชีพการเกษตร โดยเฉพาะการปลูกต้นไม้ยืนต้นและการเลี้ยงปศุสัตว์ให้มีคุณภาพดี ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ผู้เขียนได้มาจากการปฏิบัติจริง

ผมมีความเห็นว่า หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่มีประโยชน์ ให้ทั้งความรู้และความเพลิดเพลิน ทั้งจากเนื้อหาและวิธีในการเขียนที่ได้อรรถรสชวนให้ติดตามตั้งแต่ต้นจนจบ ผู้ที่ยังไม่ได้อ่านควรจะได้หาอ่านเพื่อเพิ่มความรู้ต่อไป

(ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล)

หมายเหตุ ฝากถึงป้าหวาน งานที่ป้ากรุณาสำเร็จดั่งใจหมาย แล้วละครับ

ผมมองอย่างนี้ครับ >>

คำนิยมหลักจากพระอาจารย์ใหญ่ ดร.สุเมธ ตันนิเวชกุล ได้เมตตามอบมาให้แล้ว ถ้าตีความคำว่า “คำนิยม” ผมก็ไม่ทราบว่ามีที่มาเป็นอย่างไร เมื่อก่อนจะมีสมุดเยี่ยมให้ท่านที่มาเยือนเขียนเป็นที่ระลึกไว้ แต่ถ้อยคำในสมุดเยี่ยมมันก่อเกิดกำลังใจให้แก่เจ้าสำนักเท่านั้น ไม่สามารถออกไปเปิดเผยภายนอกได้

ผมมองอย่างนี้ครับ>>

การมีส่วนร่วมมือร่วมใจระหว่างชาวเฮนั้น สามารถที่จะออกแบบให้บรรเจิดอย่างไรก็ได้ เพราะคุณสมบัติในตัวตนแต่ละท่านนั้นธรรมดาที่ไหนเล่า ยิ่งกว่าผมมีห่านออกไข่เป็นทองคำเสียอีก ปัญหาอยู่ที่ทำอย่างไรหนอ ห่านถึงจะเบ่งไข่ให้ ผมจะได้ถือตะกร้าเดินไปเก็บทุกๆเช้า

ผมมองอย่างนี้ครับ >>

หนังสือโมเดลบุรีรัมย์ ที่จริงชื่อนี้ออกจะเฝือไปแล้ว แต่ทำไงได้ ในเมื่อกำหนดลงไปแล้ว
เราทำให้ดีที่สุดก็แล้วกัน ผมก็จะเขียนตามควานนึกคิดเท่าที่จะมีน้ำยา
..เหลียวหลังบ้าง มองไปข้างหน้าบ้าง..ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของบ้านเมืองอย่างนี้ มีประเด็นชวนขนหัวลุกอยู่ไม่น้อย จะชนตรงๆก็คงไม่เหมาะ กองขี้หมาเอาเท้าไปเตะก็เหม็นเปล่าๆ เอาแค่เขียนให้มั่นไส้พอหอมปากหอมคอ ซึ่งอาจจะหกคะเมนเค้เก้ได้ เพื่อไม่เป็นการประมาท ผมถึงชวนให้ญาติโกเขียนอะไรมาร่วมขบวนแห่กันหลอนที่ชื่อ “โมเดลอีสาน” ไงละครับ

ผมมองอย่างนี้ครับิ>>

เท่าที่ตามอ่านเรื่องในลานปัญญา ผมเห็นสไตล์ของแต่ละท่านบรรเจิดนัก ล้วนสะท้อนความรู้สึกนึกคิดผ่านร้อนผ่านหนาวจนผะผ่าว ลองพิจารณาเส้นอักษรของแต่ละท่าน ยิ่งอ่านก็ยิ่งเสียดาย ทำยังไงความพิเศษเหล่านี้จะกระโดดออกมาจากหน้ากระดาษได้ ผมไม่รู้นะครับ ท่านจะเขียนทิ้งเขียนขว้างไปทำไม ขอให้รู้เถิดว่า ผมอ่านด้วยความชื่นชม เที่ยวเอาไปโม้เป็นบ้าเป็นหลัง ว่าตนเองมีจอมยุทธยืนอยู่รอบข้าง จะรู้จะเรียนอะไรละ ขอร้องได้ ถามได้ อยากจะบอกว่า ..เจ้าเป็นไผ ได้ไปแสดงอภินิหารอยู่ในที่ต่างๆทั่วประเทศ บางท่านอ่านแล้วเอาไปขยายผลกับนักศึกษา บางท่านเอาไปอ้างอิง

บางท่านเจอหน้าบอกว่า

ผมอ่านแล้ว 3 รอบ

ฮ้า ! ยังงั้นเลยหรือครับ

ด้วยเหตุผลนี้ละครับพี่น้อง >>

โปรดช่วยทำให้คนขี้โม้ได้โม้สะบัดช่อขึ้นไปอีกได้ไหมครับ

ขอสั้นๆ ท่านละ 1 หน้า แล้วท่านจะรู้ว่า

ท่านน่ารักน่ากอดที่สุดในโลก

:: ยกตัวอย่างที่ส่งมาแล้ว

อุ้ย ละเมียดละไมให้ความรู้เรื่องสุขภาพใจควบคู่กับสุขภาพกายได้อย่างเฉิดฉาย

อาว์เปลี่ยน กะเทาะวิถีชีวิตในลาวมาให้เราออนซอนหลาย

บางทราย ผมขออนุญาตคัดเอาตอน : ที่ว่างของชาวบ้าน

มุมคลิกของผู้ที่คร่ำหวอดงานติดดินเท่านั้นที่จะกระแซะแก่นออกมาได้

เบิร์ด เขียนเรื่องทิ้งหมัดเข้ามุม สะเด็ดสะเด่าเหลือกำลัง

เป็นไปได้ไง..ผู้หญิงตัวเล็กๆหวานๆจะทิ้งน้ำหนักอักษรแบบโป้งเดียวจอดเยี่ยงนี้

คิดเรื่องนี้แล้วสนุกครับ

ถ้ามีท่านอุปการข้อเขียนกันมามากๆ

ผมจะขยายเป็นโมเด็ลเล่มที่ 2

อาจจะใช้ชื่ออื่นที่ไม่โหลแบบเล่มแรก

ไม่ได้คิดเอาสนุกนะครับ

คิดเบาๆ แต่เอาจริงนะเธอ

ได้ขอคำนิยมท่านอาจารย์ เกษม วัฒนชัย ไว้แล้ว


วันที่ต้องกลับไปหาแม่

อ่าน: 1780

:: เมื่อคืนอีแร้งแก่พามาส่งที่บางกอกก่อนเที่ยงคืน

ฝนตกรถติด คลานกว่าจะถึงโรงแรม ห้องครัวก็ปิดแล้ว

โงกเหงกตัดสินใจบากหน้าไปอาศัย ร้านป้าเซเว่นดีกว่า

ซื้อนม 1 ขวด ซื้อพลาสเตอร์ปิดแก้ปวดตราเสือ 1 ซอง

จะซื้อขนมก็ใช่ที่ ดึกดื่นเพียงนี้ยังจะกินให้ปากหวานไส้หวานอีกรึ

เขาเอาขนมไหว้พระจันทร์ไส้ต่างๆยั่วน้ำย่อยกระพุ้งแก้ม

อ่านต่อ »


ไม่รู้ภาษาเหมือนบ้าใบ้

อ่าน: 1846

(รถจอดเป็นตับเข้ารอคิวตามป้ายเส้นทางบริการแต่ละจังหวัด)

เร็วๆนี้มีรายการที่จะเมืองนครสวรรค์ ระยะทางประมาณ 200 กม.เศษ ระยะทางขนาดนี้ได้รับการแนะนำว่านั่งรถตู้ประจำทางสะดวกมาก ตรงไปที่โรงหนังเซ็นจูรี่ใกล้ๆกับซอยรางน้ำ จะมีรถตู้วิ่งบริการออกจากบางกอกยั๊วเยี้ยทั้งวัน ไปถึงก็จริงๆด้วย มีรถตู้จอดเป็นตับ เข้าไปติดต่อซื้อตั๋วนั่งรอไม่ถึง 10 นาทีรถก็ออก ผู้โดยสารเต็มไม่เต็มก็เผ่นตามเวลา ระบุที่นั่งได้ด้วยนะ นั่งสบายๆ14ที่นั่งไม่ต้องเบียดกันให้อึดอัด การเปิดบริการด้านนี้ช่วยเปิดทางเลือกให้แก่ประชาชนเป็นอย่างมาก ไม่ต้องไปแออัดนั่งรถโดยสารประจำทางอีกต่อไป คุยกับผู้สันทัดกรณีได้ความใจความว่า ผู้รับสัมประทานเส้นทางจะต้องยุบรถโดยสารประจำทาง1คันมาแลกกับรถตู้ 3 คัน รถตู้เหล่านี้ใช้แก๊สธรรมชาติทำให้ประหยัดค่าน้ำมันเชื้อเพลิงลงได้ถึง3เท่า

(ผู้โดยสารเต็มไม่เต็มถึงเวลาก็ต้องออกเดินทาง)

ราคารถคันละ 1,300,000 บาท

ค่าคนขับได้รับเที่ยวละ200 บาท วันหนึ่งวิ่งประมาณ 3 เที่ยว

ค่าน้ำมันกรุงเทพฯ-นครสวรรค์ ไป-กลับ ประมาณ 4-500 บาท

ค่าโดยสาร ขาไป 150 บาท ขากลับ 170 บาท

ค่าสัมประทานเส้นทาง..ไม่ทราบ

ใช้เวลา 2 ชั่วโมงครึ่งถึง3ชั่วโมง

รถออกทุก 1 ชั่วโมง

(รถจะจอดเติมก๊าซ ประหยัดค่าน้ำมันได้3เท่า )

รถตู้ดังกล่าวนี้มีหลายบริษัทนะครับ จอดอยู่ตามย่านต่างๆ แม้แต่ในตัวจังหวัดนครสวรรค์ก็มีหลายเจ้าให้เลือก ถ้าเราจะเดินทางออกจากบางกอกทุกเส้นทางทั่วประเทศในระยะ200-250 กม. ลองใช้บริการดูนครับ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ผมเพิ่งไปทดลอง ชอบมากขอบอก แถมตอนที่จะลง..ถ้าไม่ไกลออกนอกเส้นทางนักโชเฟอร์ก็จะใจดีส่งถึงที่ หรือไม่ก็แวะส่งจุดที่เราต่อรถได้สะดวก เท่าที่สังเกตมีผู้ใช้บริการกันมาก เข้าทำนอง..เ ข า รู้ กั น ตั้ ง น า น แ ล้ ว ล ะ ลุ ง  !  อิ  อิ..

(สถานีรถไฟปลายทางที่เราลงรถ)

ถ้าจะพูดถึงการสัญจรแบบจำไม่ลืมต้องไปขึ้นรถไฟของประเทศจีน จีนพัฒนาการคมนาคมมวลชนได้อย่างกว้างขวาง รถไฟใต้ดินมีอยู่ทุกเมือง ทำให้ลดจำนวนรถยนต์บนท้องถนนได้อย่างมาก แม้แต่เมืองขนาดใหญ่อย่างเผวียงไฮ้ ปริมาณรถยนต์ก็ไม่หนาแน่นเท่าบางกอกของเรา รถยนต์ยังวิ่งไปคล่องพอสมควร ส่วนการเดินทางระหว่างเมือง จีนสร้างถนนหนทางได้มาตรฐานพุ่งออกไปทั่วประเทศ การเดินทางโดยรถทัวร์ รถประจำทางสะดวกไม่แพ้ประเทศอื่น โดยเฉพาะรถไฟถือว่าจีนก้าวหน้าไปอย่างมาก มีเส้นทางรถไฟยาวที่สุดในโลก ไม่ยาวเฉยๆนะครับ ยังมีเส้นทางคู่ขนานรางกว้าง รถไฟวิ่งด้วยความเร็วหลายระดับ  120 กม.-140 กม.-320 กม. เลือกได้ตามความประสงค์

(นั่งมองจันทร์ผ่านหน้าต่างรถไฟ)

การเดินทางด้วยรถไฟระยะทางนับพันกิโลเมตรข้ามวันข้ามคืน ถ้าไม่นั่งๆนอนๆไปก็สาหัสเหมือนกันนะครับ ราคาตู้นอนแต่ละชั้นก็แตกต่างออกไป ชั้นล่างใครๆก้ต้องการ ถ้าไม่ได้ขอชั้นกลางก็ยังดี แต่ถ้าจำเป็นได้ที่นอนบนสุดก็แย่หน่อย เพราะอยู่ห่างจากหลังคาไม่มาก ไม่สามารถนั่งชมวิวได้ ขึ้นไปต้องนอนคดคู้อย่างเดียว แต่เขาก็มีที่นั่งข้างทางเดินให้ลงมายืดเส้นยืดสายชมวิว ง่วงเมื่อไหร่ก็ป่ายปีนขึ้นไปนอน

รถไฟจีนวิ่งนิ่มนอนสบาย

ไม่กระฉึกกระฉักให้สะดุ้งแทบตกเตียง

ข้อเสีย : จีนสูบบุรีกันควันโขมง..

เช้าๆ..ยังมีรายการเสริฟ์อาหารร้อนๆ

และมีกระติ๊กน้ำร้อนให้ใช้ตลอดเส้นทาง

ผมออกไปเดินยืดเส้นยืดสายที่ตู้อื่น

กลับมามองหาที่นอนของเราไม่เจอ

ตอนไปเขายังไม่เอาม่านลง..

จึงยืนงง..ที่นอนเราอยู่ตรงไหนหว่า..

ไม่รู้จะถามใคร แล้วทำยังไงละ..

เดินเปิดม่านโน้นม่านนี้..อาเฮีย อาเจ๊ ร้องไอ๊หย๊า!!

ก ว่ า จ ะ เ จ อ ที่ น อ น ตั ว เ อ ง ก็ เ ห งื่ อ ต ก. .

วิบากกรรมยังไม่จบเท่านั้นนะเธอ

ช่วงกลางคืน..ทุกคนนอนหลับไหล

เจ๊ใหญ่นอนเตียงบนสุด

หมวยเล็กนอนเตียงกลาง

ผมนอนเตียงล่างสุด

หมวยเล็กขึ้นๆ-ลงๆเตียงทั้งคืน

เธอมองมาที่ผม..คงอยากจะชวนคุย..

แต่ไม่รู้ภาษากัน..ได้แต่ทำมือแบ๊ะๆ..

มูลเหตุมาจากเจ๊ใหญ่นะสิครับ

แกกรน..ดังม๊ากกก..เสียงรถไฟยังเบากว่าเสียงคร๊อกฟี๊เจ๊

ผมอยู่เตียงล่างไม่กระไรนัก..นั่งชมจันทร์เสี้ยวที่วิ่งไล่รถไฟ

แต่หมวยเล็กนะสิ เ ธ อ ค ง ท ร ม า น ม า ก . .

..จ ะ ห า ค น คุ ย ด้ ว ย สั ก ค น ก็ ทั้ ง ย า ก . .

โลก หนอ โลก ..



Main: 0.073930978775024 sec
Sidebar: 0.04724907875061 sec