เฮฮาศาสตร์ห้วยขาแข้ง..(4)

โดย dd_l เมื่อ กุมภาพันธ 9, 2014 เวลา 1:29 (เย็น) ในหมวดหมู่ การศึกษา, เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 1310

ยามเช้า..รีบตื่นขึ้นมาให้ทันเวลาที่นัดหมาย
วันนี้ต้องไปเขื่อนแม่วงก์ให้ทันเก้าโมงเช้า
จัดการอาหารเรียบร้อยก็ได้เวลาพากันขึ้นรถ ที่คนขับห้อตะบึงตามผู้นำให้ทันกลุ่ม
ทำเอาอุ๊ยเริ่มอาการวิงเวียนก่อนเป็นคนแรก

ที่หมายอยู่ไกลข้ามจังหวัด มีนัดจะพบปะ ดร.ศศิน เฉลิมลาภ และ ดร.สมิทธิ ตุงคะสมิต
ผู้เป็นกำลังสำคัญในการคัดค้านการสร้างเขื่อนแม่วงก์
ระหว่างทาง คุณคอน ใช้อุปกรณ์บันทึกข้อมูลทุกจุดที่ผ่านสะพานและทางน้ำให้น้องเม้ง
แถมยังได้แวะดูช่องเขาชนกัน อันเป็นตำแหน่งที่ถกเถียงกันในเรื่องการสร้างเขื่อน
นั่งรถมากับผู้รู้ จึงเสมือนมีผู้ตระเตรียมข้อมูลเบื้องต้น ให้รับฟังเรื่องราวต่อมาได้เข้าใจยิ่งขึ้น

ถึงที่ทำการอุทยานเขื่อนแม่วงก์ ซึ่งมีนักท่องเที่ยวกางเต็นท์พักนอนกันหนาตา
ได้ทราบว่า มีความคลาดเคลื่อนในการนัดหมาย ทำให้มีเวลาสนุกกับการถ่ายรูประหว่างรอ
ต่อเมื่อพร้อมจึงทยอยกันเข้าไปในห้องประชุม

เป็นบรรยากาศของการประชุมที่ไม่จำเป็นต้องมีพิธีรีตองมากมายนัก
เพียงพี่บางทรายกล่าวเกริ่น สั้นๆ  ก็เข้าสู่การพูดคุยกัน
ผู้ช่วยหัวหน้าอุทยานแม่วงก์ ได้บอกเล่าเรื่องราวในส่วนของอุทยาน
ซึ่งมีงานบริการและต้อนรับนักท่องเที่ยวเป็นงานใหญ่ที่ต้องใช้กำลังคนไปมาก
จำนวนคนทำงานที่ยังไม่เพียงพอก็ยังเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไข

ด้วยความสับสนในการสื่อสาร
การประชุมดำเนินไปสักพักแล้ว ดร.สมิทธิ์ จึงได้เดินทางมาถึงพร้อมกับคุณผัดไท รักษ์ป่า
ชายหนุ่มผู้อยู่ในพื้นที่ความขัดแย้ง ที่ยังยืนยันจะต่อสู้เพื่อรักษาป่าไว้

เรื่องราวที่ได้รับฟังจาก ดร.ศศิน   ดร.สมิทธิ์ และคุณผัดไท
ทำให้ได้รับรู้เรื่องราวในมุมมองของคนทำงานและอยู่ในพื้นที่
เรื่องราวของความไม่ตรงไปตรงมาและอิทธิพลที่ครอบงำ
จนทำให้ข้อมูลต่างๆ ที่สื่อสารให้คนหมู่มากผิดแผกไปจากที่เป็นจริง
การได้รับรู้ข้อมูลเพียงบางส่วน และการให้ความสำคัญต่อวิถีดำรงชีวิตที่แตกต่างกัน
ดูจะเป็นปัญหาที่นำสู่ความขัดแย้งที่ลุกลาม

ดร.เม้ง ได้นำเสนอข้อมูลผ่านโปรแกรมคอมพิวเตอร์จำลองการไหลของน้ำ
ทำให้เห็นได้อย่างชัดเจน ถึงกรณีที่หากมีฝนตกหนัก ปริมาณน้ำจะไหลไปในทิศทางใด
ทั้งสามารถใช้ประกอบการตัดสินใจในการสร้างหรือไม่สร้างเขื่อนให้คุ้มค่า
เห็นการเก็บข้อมูลจริงของน้องเม้ง ในทุกที่ที่เดินทาง ยิ่งเห็นเบื้องหลังของการทำงาน
ที่เฝ้าผสานความรู้ด้านวิชาการ ให้สามารถเกิดประโยชน์แก่ผู้คน

นั่งมองผู้คนในห้องประชุม
ช่างเป็นกลุ่มที่หลากหลาย ไม่ว่าจะโดยวัย หรือ โดยอาชีพ
นอกจากท่านเลขาธิการ ส.ป.ก.และคณะแล้ว
ยังมี นักอนุรักษ์ นักวิจัย นักพัฒนาชุมชน  นักกฎหมาย
ยังไม่นับรวมกับปราชญ์ชาวบ้าน ผู้เชี่ยวชาญด้านไอที
นักธุรกิจ นักวิชาการทั้งด้านการเกษตร สิ่งแวดล้อม การจัดการท่องเที่ยว
ทั้งผู้อยู่ในแวดวงการแพทย์ พยาบาล งานธนาคาร และวงการศึกษา ฯลฯ
ซึ่งเดินทางมาจากหลายแห่งหนแทบจะครบทุกทิศ เพื่อรับรู้เรื่องราวในวันนี้
เรื่องราวที่แม้ทำให้ใจหนักอึ้ง แต่เมื่อนึกถึงใจแกร่งกล้าของผู้คนที่สู้ไม่ยอมถอย
ใจของผู้คนที่นึกถึงประโยชน์ของมวลชน  ใจที่นึกถึงความถูกต้องชอบธรรม
ทำให้ต้องฉุกคิด..เราทำประโยชน์ให้โลกอย่างเต็มกำลังแล้วหรือ..

ในภาคบ่าย นึกถูกใจที่เปลี่ยนแผนไปดูบ้านแม่เรวาแทนที่จะขึ้นไปชมช่องเย็น
ด้วยชาวคณะติดใจอยากไปดูบริเวณที่ได้รับการเสนอให้สร้างเขื่อน
และเวลานั้นทราบว่าช่องเย็นคลาคล่ำด้วยผู้คน

เดินทางหลังอาหาร บนเส้นทางอันขรุขระ เมื่อรถเลี้ยวหลบหลุมไปมาสักระยะ ก็ได้เรื่อง
ป้าหวานเริ่มอาการวิงเวียน ต่อเนื่องไปจนต้องจอดรถ
แต่ชาวเฮฮาศาสตร์ ก็คือชาวเฮ..จอดรถแก้ไขอาการของป้าหวานแล้วก็เดินทางต่อ
แถมยังมีเสียงหัวเราะทั้งป้าหวานและทุกคนต่อเนื่องได้อีกหลายวัน
การพร้อมลุยอย่างไม่งอแงอิดออดคงเป็นเอกลักษณ์ประจำกลุ่มนี้

ถึงแม่เรวา เจ้าหน้าที่พาไปยังลานจัดนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับโครงการสร้างเขื่อนแม่วงก์
ลานโล่งใต้ร่มไม้ มีราวไม้ไผ่ ติดป้ายไวนิลเรียงรายเป็นระเบียบ
ระหว่างฟังบรรยาย แวบหายออกจากกลุ่ม พร้อมกับพี่หมอเจ๊
เดินซอกแซกไปสำรวจริมลำธาร ที่เด็กๆ พากันมานั่งเล่นน้ำกันหลายคน
เดินตามทางเดินที่คดโค้ง ที่ยังร่มรื่นด้วยเงาไม้ แม้สัญญาณของฤดูแล้งดูจะเริ่มต้นเร็วในปีนี้
คุยกันว่า ไม่ใคร่ได้ยินเสียงนก  ทั้งบางส่วนดูราวกับต้นไม้ถูกตัดโค่นแล้วปลูกใหม่

ได้เวลาก็พากันมาขึ้นรถ เดินทางไป มออีหืด ซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียงสามสี่ร้อยเมตร
ชื่อมอ น่าจะบอกถึงความเหน็ดเหนื่อยในการพิชิตยอด
เห็นทางเดินขึ้นค่อนข้างลื่น และขรุขระ
นึกเป็นห่วงใครบางคน ที่ไม่แน่ใจว่าข้อจำกัดทางร่างกายยังคงอยู่หรือไม่
จึงตั้งใจเดินใกล้ๆ อยู่สักระยะ  ต่อเมื่อแน่ใจจึงผละไปเดินเพียงลำพัง

เดินขึ้นเขา ทีละก้าว..ทีละก้าว..ฝึกให้จดจ่ออยู่กับการเดินและการหายใจ
การงานที่มีทำให้ต้องเดินมากเป็นปกติ  ขึ้นเขาครั้งนี้จึงพอเดินไหว
ถึงยอดเขาพร้อมเหงื่อโทรมกาย..
ได้ออกกำลังจนเหงื่อไหลเข้าตา ร่างกายผ่าวด้วยไอร้อน เป็นความรู้สึกที่ดีทีเดียว
แม้ครูบาผู้อาวุโส ก็เดินจนถึง
ภาพคุณผัดไทหิ้วปีกครูบาขึ้นเขา จึงเป็นภาพช็อทเด็ดของงานนี้
ช่วงเวลาบนยอดเขา จึงเป็นช่วงเวลาของความอิ่มเอมใจในความสำเร็จของแต่ละคน

จากมออีหืดมองเห็นทิวทัศน์ด้านล่าง อย่างชัดเจน
หากมีการสร้างเขื่อนคงกระทบต่ออีกหลายชีวิต ทั้งผู้คน ต้นไม้ และสรรพสัตว์
ทั้งฝ่ายที่ได้รับประโยชน์และฝ่ายที่ต้องสูญเสีย เป็นเรื่องที่ยังคงต้องติดตามกันต่อไป

จนเกือบเย็นย่ำ ชาวคณะจึงเริ่มทยอยเดินลงจากเขา
เดินรั้งท้าย โอ้เอ้ถ่ายรูปดอกไม้ ใบหญ้าริมทางเป็นระยะ
ความชอบทำให้ได้เรียนรู้เพิ่ม จาก ดร.นฤมล ซึ่งชี้ชวนให้เห็นใบโฮย่ากลายพันธุ์อยู่บนต้นไม้
ยามเดินลง เห็นความสูงชันมากกว่ายามก้มหน้าก้มตาเดินขึ้นเขา ต้องระมัดระวังมากขึ้น
นับว่าโชคดีที่ไม่มีใครหกล้มหกลุกจนบาดเจ็บ

ระหว่างทางกลับที่พัก รถผ่านเพิงขายส้มโอหน้าบ้านชวนให้แวะ
เพียงมีเสียงเปรย..คนขับก็จอดพรืดลงไปซื้อกับน้องเม้ง
ส้มโอแสนอร่อยในราคาลูกละยี่สิบบาท
แถมเจ้าของยังเดินมาสวัสดี พร้อมทั้งขอบคุณที่แวะซื้อถึงข้างหน้าต่างรถ
เคยเห็นส้มโอวางขายในร้านค้ามีชื่อของจังหวัดเดียวกันนี้ ลูกละสองร้อยกว่าบาท
ไม่ได้กัดฟันซื้อ จึงไม่รู้ว่า รสชาติจะดีกว่ากันเพียงไหน..
โอกาสในการขาย และราคาช่างแตกต่างกันลิบลับถึงเพียงนี้

ถึงที่พักเมื่อค่ำแล้ว
หลังรับประทานอาหารท่ามกลางความมืดก็ได้เวลาสนทนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์
เราตั้งวงอยู่กลางลาน  ท่ามกลางอากาศอันหนาวเย็น  ใต้ท้องฟ้าโล่งและแสงจันทร์ริบหรี่
มีเพียงแสงไฟสาดส่องไปยังกระดาษบันทึกที่แปะไว้กับบานประตู

ไม่ว่าจะฟังกันและกันสักกี่ครั้ง ยังคงได้เรียนรู้อย่างเบิกบานจากการฟัง
ทั้งเรื่องราวการผ่านวิกฤติอันยิ่งใหญ่ในชีวิต จนพลิกฟื้นใจให้ยืนหยัดอย่างมั่นคง
เรื่องราวการได้รับโอกาสให้ศึกษาเรียนรู้ในโลกกว้างของชายหนุ่มนักคิด
จนทำให้ใช้ความรู้และดำเนินชีวิตเพื่อยังประโยชน์แก่ประเทศชาติและผู้คนอยู่อย่างไม่หยุดยั้ง

บางถ้อยคำของสมาชิกใหม่ที่เพิ่งได้มาพบปะกัน
บอกถึงมุมมอง แรงบันดาลใจและโลกทัศน์ที่เปลี่ยนแปรไปเมื่อได้มาพบและร่วมกิจกรรม
ภาพของลุงบางทรายที่ผลักดันให้หนูจิก้าวออกไปรับหน้าที่จับประเด็นในการสนทนา
บอกถึงความปรารถนาจะฝึกสมาชิกรุ่นเยาว์ของเฮฮาศาสตร์ให้มีความสามารถเพิ่มขึ้นอีกขั้นหนึ่ง
ในกลุ่มเฮฮาศาสตร์โอกาสในการเรียนรู้เกิดขึ้นได้โดยไร้รูปแบบเสมอ
จนเริ่มดึก..วงสนทนาจึงหยุดพักไว้ก่อน
ต่างแยกย้ายกันไปนอนและเตรียมพร้อมสำหรับกิจกรรมวันรุ่งขึ้น

ตื่นแล้ว..จัดเก็บข้าวของ ขนย้ายขึ้นรถ หลังกิจกรรมช่วงเช้าเสร็จจะเดินทางกลับบ้าน
ซองร่วมทำบุญของน้าอ๊อบ จุดประกายความคิดให้ร่วมกันรวบรวมเงินไปสมทบทอดผ้าฝ่าในวันนี้
ถึงเวลาก็พากันเดินทางไปสถานีพัฒนาและส่งเสริมพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งด่านทุ่งแฝก

เมื่อไปถึงบริเวณงานมีผู้คนมารอร่วมงานกันพอสมควร
เต็นท์ราวหกเจ็ดหลังกางอยู่ในพื้นที่ว่างระหว่างหมู่ไม้
เวทียกพื้นเล็กๆ ถูกจัดเตรียมไว้ใกล้ๆ ชายคาอาคาร
ชอบใจที่ใช้เครื่องกระจายเสียงดังเพียงให้พอได้ยินกันทั่ว
ไม่ได้กระหึ่มกึกก้องดังงานตามหมู่บ้านเช่นที่เคยเห็น
มีโต๊ะเล็ก ขายของจากพื้นบ้าน ราวสองสามโต๊ะ พอให้ได้ช่วยอุดหนุน
เห็นผู้คนล้อมโต๊ะสกรีนสีลงเสื้อยืดระหว่างรอ และถึงบางอ้อเมื่อถูกเรียกให้ไปรับแจกเสื้อที่ระลึก

ถึงเวลา วิทยากรรับเชิญจากชาวคณะหลายท่านก็ขึ้นไปบนเวที
เสวนากันในประเด็นการอนุรักษ์ธรรมชาติและการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมในเขตปฏิรูปที่ดิน
เป็นทีมวิทยากรที่ล้วนมีความรู้และประสบการณ์จากหลากหลายที่มา
ซึ่งนำเสนอแนวคิด มุมมองอย่างน่าสนใจ
น่าเสียดายที่มีเวลาน้อย และผู้รับฟังดูจะเป็นกลุ่มคนที่ทำงานด้านการอนุรักษ์อยู่แล้ว
นึกอยากให้เรื่องราวที่พูดได้เผยแพร่ไปยังผู้ฟังในกลุ่มอื่นๆ ให้มากขึ้น

หลังจากเสวนาก็ร่ำลาจากคณะเดินทางกลับ ไม่ได้อยู่ร่วมพิธีทอดผ้าป่า
ที่ทราบในภายหลังว่า ได้ปัจจัยพอที่จะนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์พอสมควร

ใช้เวลาเดินทางขึ้นเหนืออีกห้า หกชั่วโมง
ส่งผู้ร่วมทางครบแล้วก็กลับถึงบ้านในยามค่ำ
เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ได้รู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้ เห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็นเพิ่มขึ้น

พูดคุยกับกูรูต้นไม้ประจำโรงเรียนที่ร่วมทางกันมาอย่างขำๆ
การร่วมประชุมสัมมนาครั้งนี้ คงไม่มีแต้มนับสำหรับการประเมินในวงการศึกษา
ที่มักให้ค่าเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับการเรียนการสอน  การพัฒนาครูจึงเสมือนถูกบังคับให้อยู่กับโลกแคบ
แท้จริงแล้ว การได้พบปะเรียนรู้จากผู้คนจากแวดวงที่แตกต่าง
กลับสร้างมุมมองให้ลุ่มลึกและหลากหลาย เพื่อเปิดใจ เปิดความคิดให้กว้างขึ้น
เพียงได้เห็นสิ่งดีที่ผู้อื่นทำ
เพียงหนึ่งถ้อยคำที่สร้างแรงบันดาลใจ
เพียงหนึ่งเรื่องราวที่กระตุกความคิด
เพียงหนึ่งประสบการณ์ที่พลิกฟื้นความเชื่อมั่น ศรัทธา ในเส้นทางที่ก้าวไป
ล้วนเป็นพลังส่งเสริมให้ค้นคว้า สร้างสรรค์ ร่วมคิด ร่วมทำ ตามกำลังของตน
ช่วยกันลงมือทำเต็มตามกำลังของตน..อย่างไม่หยุดยั้ง..
ก็เพียงพอจะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้..

เมื่อกลับบ้าน กลับสู่การงานเดิม..
การงานแห่งการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ความรู้ ความรัก ให้แก่เจ้าตัวเล็กจนถึงวัยรุ่น
มุ่งหวังจะปลูกหัวใจที่อิ่มเต็ม หัวใจแห่งการรู้คิดและรู้ค่าสรรพสิ่งที่เกื้อกูลชีวิต
เพื่อดำรงชีพอย่างพอเหมาะ พอดี ไม่เบียดเบียนตน เบียดเบียนผู้อื่น
เพื่อดำรงชีพอย่างเกิดประโยชน์แก่ตนและส่วนรวม
ท่ามกลางกระแสบริโภคนิยมที่บ่าล้น ยังชวนกันยืนหยัดในแนวทางเช่นนี้
แนวทางที่ต้องใช้พลังและความร่วมมือ ร่วมใจมากมายยิ่งนัก

ก็ด้วยมาครั้งนี้
ได้เห็นสิ่งดีที่ผู้อื่นทำ
ได้ยินถ้อยคำที่สร้างแรงบันดาลใจ
ได้เห็นเรื่องราวที่กระตุกความคิด
ได้มีประสบการณ์ที่พลิกฟื้นความเชื่อมั่น ศรัทธา ในเส้นทางที่ก้าวไป
จึงกลับบ้านพร้อมหัวใจเปี่ยมพลังกันทีเดียวเชียว..
พร้อมทำงานค่ะ!!!

ขอบคุณ ท่านเลขาธิการ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก)
และพี่ชายใหญ่ (ไพศาล ช่วงฉ่ำ) ที่เกื้อหนุนให้มีเฮฮาศาสตร์ในครั้งนี้
ขอบคุณผู้จัดและผู้ร่วมกิจกรรมทุกท่าน สำหรับประสบการณ์อันน่าประทับใจ
ขอบคุณแมลงไม่ทราบชนิด ที่ให้บทเรียนชีวิตว่าด้วยอาการไข้และคัน นานนับเดือน  แต่ไม่เข็ดหรอก อิอิ

.

.

บันทึกไว้ เพื่อรำลึกถึงงานเฮฮาศาสตร์ ห้วยขาแข้ง
6-10 ธ.ค.56
เขื่อนทับเสลา จ.อุทัยธานี


« « Prev : เฮฮาศาสตร์ห้วยขาแข้ง..(3)

Next : เรื่องเก่าๆ..ของคนเริ่มแก่.. » »


ผู้ใช้ Facebook สามารถให้ความเห็นที่นี่ได้ โดยกด Like เพื่อแสดงตัว

1 ความคิดเห็น


แสดงความคิดเห็น

ท่านอยากจะเข้าระบบหรือไม่


*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Click to hear an audio file of the anti-spam word


Main: 0.05282187461853 sec
Sidebar: 0.033499002456665 sec