บุรีรัมย์ตำน้ำกิน *****

อ่าน: 2166

ตอนเด็กๆผมตื่นใจมากกับเรื่องขงเบ้งดูดาว แล้วยังทำนายทายทักเรื่องลมฟ้าอากาศได้แม่นยำ นำมาวางกลยุทธหลอกล่อโจโฉจนตกน้ำป๋อมแป๋ม ตอนบ่ายคุณชายมาบอกว่าวันสองวันนี้จะหนาวแล้วละนะ จึงฉุกคิดว่า..เออ คุณชายนี่นะ..แกเก่งพอๆกับขงเบ้งนั้นแหละ บอกเรื่องลมฟ้าพยากรณ์แม่นยำทุกที คนขี้หนาวรู้แล้วก็เตรียมตัวเตรียมใจสิครับ อาบน้ำเอาลูกมะกรูดมาขัดถูทุกซอกทุกมุม เผื่อหนาวจริงๆจะได้ใช้สูตร 7 วันอาบน้ำหนเดียว

ตอนหัวค่ำจะดูบอลไทย-สิงคโปร์ เปิดทีวี ..มันทะลึ่งบอกว่า..ให้ใส่รหัส อ้าว! รหัสบ้าอะไรอีกละใส่ไม่เป็น ก็เลยอดดู ไม่ดูก็ไม่ลงแดงตายหรอกว่ะ ไอ้พวกมนุษย์ขี้เหม็นมันก็สร้างเงื่อนไขสารพัดอย่างนี้แหละเธอ ..เอาโคมมาจุด1ใบส่งเคราะห์ส่งโศกให้ไอ้พวกหากินกับทีวี หาเสื้อหนาวกับหมวกไหมพรมที่คนใจดีส่งมาให้สวมฉับ แล้วก็กลับมามุดมุ้งนอน

ตื่นขึ้นมากลางดึก ..ลมหนาวกรูเกรียวมาวูบหนึ่ง ลมหนาวมาเปิดชายมุ้งมากระทบขอบเตียง เออ..หนอ ใครนะส่งลมเย็นมาปลุกเรา ลุกขึ้นจัดชายมุ้งให้เรียบร้อย ดึงผ้านวมมาคลุมจะนอนต่อ..แต่ตากับใจตื่นเสียแล้ว จึงเอาโต๊ะพับมากางกลางเตียง แล้วก็นั่งทำการบ้านในหัวข้อที่ว่า..คุณเป็นคนบุรีรัมย์รึเปล่า เมื่อก่อนก็ไม่เคยคิดอย่างนี้ ..ทำไมเราถึงได้มาเกิดอยู่ที่นี่ นั่นนะสิ จะถามใครละ คิดไปก็เท่านั้น คนเรานี่นะเธอ ต่อให้ไปเกิดบนสวรรค์ ถ้าไม่คิดทำอะไรให้กับถิ่นฐานบ้านเกิดตนเองมันก็ไอ้แค่นั่นแหละ

โจทย์นี้ค้างใจมาตั้งแต่ดร.พิสมัย ประชานันท์ มาชวนไปงานวันบุรีรัมย์โป๊ะเช๊ะ ในวันที่5 มกราคมที่จะถึงนี้ การจัดงานเสวนาต้นปีก็ดีนะเธอ เราจะได้ตั้งต้นคิดร่วมกันว่า ปีใหม่นี้เราจะคืนอะไรให้กับบุรีรัมย์ ค น บุ รี รั ม ย์ จ ะ ช่ ว ย กั น ก ว า ด บ้ า น ปั ด ฝุ่ น ใ ห้ บ้ า น เ มื อ ง ตั ว เ อ ง ผ่ อ ง ใ ส เ รี่ ย ม แ ร้ ไ ด้ อ ย่ า ง ไ ร ? เมื่อเค้าโครงความคิดออกมาอย่างนี้ ก็มีคำถามตามมา คนบุรีรัมย์จะทำอะไรให้บุรีรัมย์รึ ที่ผ่านมาจังหวัดนี้ก็ดูไม่ค่อยจะมีอะไรโฉ่งฉ่าง เงียบๆเหงาๆเหมือนที่เขาเรียกขานว่า

บุรีรัมย์ตำน้ำกิน

บุรีรัมย์ไม่ตำน้ำกิน จะตำอะไร? แค่ตำนานเกี่ยวกับเมืองนี้ มันก็หดหู่ดูแห้งแล้งในความรู้สึกแล้วนะเธอ เอาเถอะนะ ใครจะเรียกอย่างไรเราไปเปลี่ยนไม่ได้หรอก แต่เราแก้ไขได้ แทนที่จะบอกว่าบุรีรัมย์ตำน้ำกิน เราก็เปลี่ยนมาเป็น บุรีรัมย์ตำส้มตำปูดองอร่อยเหาะ-ตำน้ำพริก-ตำซุปหมากมี่-ตำลูกยอ-ตำข้าวเม่า-ต้มยำตำแกง เอาให้ตำตาตำใจแก่อาคันตุกะผู้มาเยือน

ทำให้ฮือฮากันไปเลย..

บุรีรัมย์มีเมนูอาหารอร่อย สะอาด ปลอดภัย

ใครได้มาชิมติดใจเป็นกำไรของกระเพาะ อิ อิ..

ภาคบ่ายมีหัวข้อเสวนา “เรื่องเครือข่ายชาวบ้านกับการสร้างความมั่นคงทางอาหาร” ได้หัวข้อนี้ชักเข้าเค้าแล้วสิเธอ แต่ไหนแต่ไรมาแล้ว คนไทยมักจะเห็นเรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องตายเรื่องเล็ก สงสัยสืบเชื้อสายมาจากอีตาชูชก เราจึงเห็นการบริโภคอย่างมูมมาม เมื่อก่อนเจี๊ยะจอบเจี๊ยะเสียม สมัยนี้เจี๊ยะสะพาน เจี๊ยะถนนลาดยาง เจี๊ยะโครงการต่างๆ ต่อไปก็เจี๊ยะประเทศ

ในชั้นเราๆชาวบ้านนี่นะเธอ น้อยนักที่จะใส่ใจเรื่องการบริโภค ทั้งๆที่ต้องกินอยู่ทุกวันนี่แหละ มี สั ก กี่ ค น ที่ รั บ ป ร ะ ท า น อ า ห า ร ถู ก วิ ธี ไม่ใช่แค่กินร้อนช้อนกลางเท่านั้นหรอกนะเธอ คุณภาพอาหารนี่เป็นเรื่องใหญ่ วิธีรับประทานอาหารก็เป็นเรื่องสำคัญ ค น ไ ท ย ป่ ว ย ทั้ ง ป ร ะ เ ท ศ ก็ เ พ ร า ะ เ รื่ อ ง กิ น ไ ม่ เ ป็ น นี่ แ ห ล ะ แต่..การนำเสนอเชิงนโยบายเช่นนี้คงไม่มีเวลาสาธยายอะไรได้มากนัก จะลงขั้นกระบวนการก็ยากอีก ต้องมานั่งใคร่ครวญว่าจะออกแบบการนำเสนออย่างไร?

การกินเป็นนำไปสู่การคิดเป็น

ในงานพัฒนาสังคมปกติ เราก็เห็นการใช้ทางลัดจำนวนมากเพื่อหวังผลที่รวดเร็ว โดยเฉพาะการขับเคลื่อนนโยบาย นโยบายใดๆก็ตาม มักจะเกิดจากตัวอย่างระดับชุมชนเล็กๆ มาก่อน เมื่อหลายคนเห็นดีเห็นงามก็ผลักดันให้เป็นนโยบาย นโยบาย เป็นทางลัดที่จะเพิ่มพื้นที่การทำงานอย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่ถูกหยิบยกไปเป็นนโยบายส่วนหญ่ มักหยิบไปไม่หมด มักจะหยิบไปแค่ผลผลิต ไม่สนใจกระบวนการ สนใจผลสำเร็จ ไม่สนใจวิธีทำ โดยหาสำนึกไม่ว่า วิธีทำนั่นเองที่จะกำหนดว่าผลผลิตจะออกมาดีหรือเลว

ที่เห็นจะๆ คือหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นทันที เพราะโดยปกติทุกประเทศไม่มีเงินพอที่จะแจกประชาชนอยู่แล้ว ก็ต้องกู้หนี้ ใช้เงินในอนาคตมาใช้จ่ายวันนี้ ประเทศในยุโรปที่ล่มสลายหนี้สินล้นพ้นตัวหลายประเทศอยู่ในเวลานี้ ก็มาจากการจ่ายเกินตัว คือแจกเงิน แจกโครงการ เรียกคะแนนเสียงนี่แหละ ความเสียหายก้อนใหญ่ที่จะฝังรากลึกในวัฒนธรรมการเมืองก็คือ การพึ่งพาภายนอกของชาวบ้านที่ไม่มีที่สิ้นสุด

งานนี้จะแจกความรู้ แจกความรัก แจกความปรารถนาดี ถ้าต้องการเห็นบุรีรัมย์บรรเจิด เราก็ไม่ควรจะทำแบบไฟไหม้ฟาง เพราะหลังจากวูบวาบแล้วมันก็จะเหลือแต่ขี้เถ้า ถูกลมกระโชกก็ไม่รู้ปลิวหายไปไหนหมด แทนที่จะสมวัตถุอย่างเดียว ก็ชวนกันมาสะสมประสบการณ์ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในหัวข้อเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน แค่เปลี่ยนวิธีกินของคนบุรีรัมย์ให้เห็นเป็นตัวอย่าง สุขภาพคนไทยก็จะแข็งแรงขึ้นทั้งประเทศแล้วละครับ

การฉุกคิดจากจุดเล็กๆ เหมือนการเติบโตของต้นไม้ คนบุรีรัมย์ร่วมด้วยช่วยกันเติมความคิดความรู้ เพิ่มแรงบวกแรงใจให้แก่กัน ใช้ความเป็นคนบุรีรัมย์บ้านเฮามาเป็นแรงบวก เอาความรักบ้านเกิดมาเป็นตัวคูณ ปั้นบุรีรัมย์ให้พริ้งบรรเจิด ภายในครรลองที่พอเหมาะพอควรกับศักยภาพแห่งตน

“พระเจ้าอยู่หัว ทรงตอกย้ำเสมอว่า ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไม่ได้เปลี่ยนทรัพยากรมาเป็นเงินเป็นทอง แต่เปลี่ยนมาเป็นอาหาร เป็นของใช้ เป็นที่อยู่อาศัยให้พอดีพอเหมาะกับฐานะของคน ประเทศเราจึงอยู่มาได้โดยไม่เสื่อมทรุดเลย แต่ยุคหลังเราเปลี่ยนมันเป็นเงิน เราเปลี่ยนแผ่นดิน เปลี่ยนตันไม้ เปลี่ยนกุ้งหอยปูปลาเป็นสินค้า แล้วแผ่นดินก็ถูกทำลายลงในช่วงอายุคนรุ้นเดียวเท่านั้น”

เรามีภูเขา มีทุ่งนา มีป่า มีชายฝั่งทะเลที่มีทรัพยากรมั่งคั่ง แค่คนยุคเราเขลาเกินไปที่จะเก็บรักษาไว้ เราพยายามพัฒนาประเทศไปสู่ความร่ำรวย มีอุตสาหกรรมมากขึ้น มีรีสอร์ตมากขึ้น มีนักท่องเที่ยวมากขึ้น แต่เราลืมมองไปว่า แหล่งผลิตอาหารกำลังเสื่อมโทรมและใกล้จะหมดไป แล้วเราจะหาอาหารคุณภาพดีๆได้จากที่ไหน ต่อให้ร่ำรวยเพียงใด ไม่มีอาหาร ไม่มีความมั่นคง แล้วสงครามแย่งชิงก็จะเกิดขึ้น จนกลายเป็นสงครามโลกในยุคอันใกล้นี้

ถ้าเรายังไม่เริ่มทำการเกษตรแบบปลอดสารพิษ

ต่อไปคนในกลุ่มเกษตรกรเรานี่แหละ

จะเป็นคนกลุ่มแรกที่สะสมสารเคมีไว้ในร่างกายมากที่สุด

แล้วปัญหาในระยะยาวเกี่ยวกับการรักษา

ที่วันนี้ผู้ป่วยล้นมืออยู่แล้ว

ก็จะยิ่งมีมากขึ้น

เรากำลังเดินไปสู่อนาคตที่อปราะบางกันรึเปล่า

วันที่5 ควรจะเป็นวันที่คนเมืองแป๊ะ มาแปะโป้งร่วมกัน

เลิกเล่นเป่าหยิงฉุบกันเถิดนะ

เพื่อที่พวกเราจะได้ส่งมอบบุรีรัมย์ที่ไฉไลให้กับลูกหลานเราต่อไป

คนเรามีหนี้ด้วยกันทั้งนั้น บางคนก็ผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ผ่อนจิปาถะ แต่หนี้ก้อนหนึ่งที่เราควรจะรับผิดชอบร่วมกัน คือหนี้บุญคุณแผ่นดิน หนี้บ้านเกิดเมืองนอน ผมหนี้เรื่องนี้เยอะเลย ทบต้นทบดอกสะสมมานาน ยังไม่ได้ใช้คืนทุนรักบ้านเกิด งานนี้ละครับ จะได้เริ่มทยอยคืนนี้เสียที ผมออกแบบอย่างนี้ครับ นอกจากจะนำงานวิจัยไทบ้านไปเสนอแล้ว ผมจะไปขายความคิด ผ่านหนังสือ บุรีรัมย์โมเดล เจ้าเป็นไผ เพื่อคนบ้านเอ็ง กะจะลดแลกแจกแถม

ท่านใดซื้อหนังสือเล่มหนึ่ง สามารถเลือกของแจกได้ 1 อย่าง เช่น หน่อกล้วย –เมล็ดหญ้าม้า-ลูกมะสัง-เมล็ดถั่วพูสีม่วง-เมล็ดน้ำเต้าสายพันธุ์ต่างๆ-เมล็ดอัญชันพันธุ์ดอกซ้อน-เมล็ดชมจันทร์-พันธุ์เผือกยักษ์ –ฯลฯ อยากจะขนไปแจกสักรถสิบล้อ แต่ก็เกรงใจเรื่องสถานที่ คิดว่าอย่างน้อยก็มีแจก1,000 ชิ้น ละครับ เสียดายที่เมล็ดไม้ช่วงนี้ยังไม่แก่ ที่สวนป่ามีของดีนะครับ เราตั้งเป็นธนาคารแม่ไม้ ปีนี้มี-เมล็ดสะเดา-เมล็ดอาคาเซีย-เมล็ดยูคาลิปตัส-ไม้แดง-ไม้ยางนา –พันธุ์ดีที่สุดในโลก เสียดายที่ช่วงนี้เมล็ดยังไม่แก่ ไม่งั้นจะขนไปแจกๆๆ และแจก จะได้ช่วยๆกันปลูก ตามนโยบาย..

“จังหวัดบุรีรัมย์เป็นแหล่งผลิตอาหารคุณภาพชั้นยอด มีสภาพแวดล้อมธรรมชาติชั้นเยี่ยม”

วันที่ 5 สวนป่าพร้อม ขาดแต่คนสวยมาช่วยโปรยยิ้มแถมการขายหนังสือ

ถ้าของแจกหมด

ก็ จ ะ แ จ ก ล า ย เ ซ็ น แ จ ก ก อ ด ดีไหมละครับ อิ อิ


น้ำใจน้องพี่สีชมพู

อ่าน: 1848

น้ำใจน้องพี่สีชมพู ..ฟั ง เ พ ล ง นี้ ที่ นิ สิ ต ร้ อ ง แ ล้ ว ยั ง ก้ อ ง อ ยู่ ใ น หู

เกิดคำถามว่า ..แล้วน้ำใจของคนไทยทั่วไปสีอะไรละ?

อย่าบอกนะว่า..สีช้ำเลือดช้ำหนอง

กลับจากน่านคราวนี้ ไม่รู้จะออกหัวออกก้อย ระโหยโรยแรงเหมือนนกปีกหัก เพราะไปกินสับปะรดแช่เย็นชิ้นเดียวในยามอากาศผันผวนแท้ๆ ทำให้อาการหลอดลม/ภูมิแพ้กำเริบ เรียกว่ามาแบบซึมกะทือเลยละครับ มากระดี๋กระด๊าได้บ้างก็ตอนเจอหน้าพี่น้องชาวเฮนี่แหละ

พลังความรู้สึกที่ดีบรรเทาโรคได้

แต่ก็นั่นแหละเธอ กันไว้ดีกว่าแก้..

จะเล่าอาการคร่าวๆให้พี่หมอเจ๊ฟัง

พอได้จังหวะก้นก็โดนเข็มฉีดยาไป 2ฉึกต่างกรรมต่างวาระ

รู้สีกว่าอาการสั่นคลอนของอวัยวะภายในค่อยยังชั่วขึ้น

ขณะเดียวกันผมก็ไม่ลืมวิธีธรรมชาติบำบัด

มาน่านเที่ยวนี้ขนมะกรูดมาด้วยถึงใหญ่

แบ่งเอาน้ำมันมะพร้าวมากลั้วคอด้วย1ขวด

เตรียมเสื้อยืดเสื้อกันหนามายังกะจะไปเที่ยวไซบีเรียน

เสียงกัปตันประกาศก่อนลงเครื่องที่น่าน..

อุณหภูมิที่สนามบิน 30 องศา

โอ้..แม่เจ้า ..แม้แต่อากาศก็สุดโต้งไปด้วยรึนี่

กลับมานอนสะงึมสะงำที่บางกอก 2 คืน อาการก็เรื่อยๆมาเรียงๆ นั่งเขียนหนังสือ..ไอไปครั้นเนื้อครั้นตัวไป เหนื่อยก็นอน นึกว่าร่างกายมันคงจะปรับสมดุลดีขึ้น แต่ก็เปล่า! ..บางกอกก็ร้อนเป็นบ้า ไม่เหมือนอยู่สวนป่า ป๋ารายงานทุกวันว่าอุณหภูมิ22-24องศา แถมมีหมอกบางๆเย็นๆกำลังดี  ดัชนีชี้วัดว่า อีสานอากาศจะน่าอยู่อาศัยมากขึ้น ภาคเหนือและภาคกลางกำลังเป็นแดนหฤโหดต่อไป ดีไม่ดีอาจจะหนักขึ้นๆ

ปีนี้จะมีฤดูหนาวกันไหมละเนี้ย

จุดเล็กๆที่เปลี่ยนแปลงนี่แหละจะแสดงผลในเร็วๆนี้ ต้นไม้ใบหญ้าเริ่มปรับหน่วยความจำกันแล้ว จะตั้งรับความแห้งแล้งอย่างไร มนุษย์เราเองก็จ้าละหวั่น บางจังหวัดเริ่มประกาศเขตภัยแล้ง ทั้งๆที่ฝนยังไม่สะเด็ดดี น้ำแทบทุกเขื่อนลดลงกว่าปกติ จนทางการประกาศห้าม! ทำข้าวนาปรังอย่างเด็ดขาด พวกปลูกยางพาราก็นอนก่ายหน้าผาก ความแห้งแล้งไม่เข้าใครออกใคร

แม้แต่ความแห้งแล้งน้ำใจก็เถอะ

ปัญหาที่ก่อหวอดเหล่านี้เกิดจากการกระทำของมนุษย์ ที่ไม่ตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติ แต่ละคนเกิดมาทำลายความผิดปกติสุขของโลก ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ตัวชุดความรู้ที่จะอยู่อาศัยในโลกนี้อย่างพอเหมาะพอควรยังไม่มีไม่เกิดเป็นระบบ เล่นแร่แปรธาตุลูบหน้าปะจมูก ไปตามพลังของกิเลศ

ความต้องการสนองกิเลศ..จะให้แถกแถแก้ตัวยังไงก็ได้

อยากจะบอกนิสิตจุฬาฯ-น่าน เพิ่มเติมว่า

เดี๋ยวนี้มนุษย์เริ่มหวนกลับมามองธรรมชาติมากขึ้นแล้ว  ทุกคนโหยหา ..ต้องการไปพักผ่อนตามเมืองท่องเที่ยว บ้างก็สนใจเรื่องการดูแลสุขภาพร่างกายในแนวธรรมชาติบำบัด ซึ่งเริ่มออกอาการเชิงรุกมากขึ้น เพราะมีข้อยืนยันว่าธรรมชาติบำบัดนั้น ถ้าใส่ใจสนใจตั้งใจปฏิบัติกันอย่างจริงจัง ภายใน4เดือน สุขภาพร่างกายดีขึ้นโรคร้ายต่างๆค่อยลดลงจนหายเป็นปกติ โรคอ้วน เบาหวาน ความดัน ไขมัน ภูมิแพ้ แม้แต่มะเร็ง

· ถ้าเราปรับสภาพการดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติ

· ทุกอย่างดำเนินไปตามครรลองของธรรมชาติ

· เมื่อไม่ฝืนไม่ปีนเกลียวกับธรรมชาติ

· อะไรๆก็เป็นไปตามธรรมชาติ

· ธรรมชาติจะเป็นโอสถที่เยี่ยวยาโรคให้แกเราอย่างน่าอัศจารรย์

· หมอทีมีอยู่ในธรรมชาติดีไม่แพ้หมอในโรงพยาบาลหรอกนะครับ

· แทนที่จะป่วยตาย ก็แก่ตายตามอายุไขธรรมชาติของสังขาร

มานอนแม็บอยู่บางกอกเที่ยวนี้ โชคดีที่ได้อ่านหนังสือเรื่อง “ปฏิวัติชีวิต ปฏิวัติสุขภาพ”ขอบคุณพี่เล็กมากที่กรุณาไปซื้อหามากฝาก นับเป็นของฝากที่ถูกใจที่สุดโลก เพราะเราไม่ได้อ่านเล่นๆแบบรู้ไว้ใช่ว่า แต่จะอ่านเอาประโยชน์ไปทำประโยชน์ให้กับตนเอง เขียนโดย นายแพทย์บุณชัย อิศราพิสิษฐ์ ผู้ปฏิวัติชีวิตพิชิตโรคด้วยธรรมชาติบำบัดให้ตนเองจนเห็นผลจะแจ้ง ..พิชิตโรคร้าย..โดยไม่ใช้ยา ผู้ป่วยหายจาก6โรคร้ายด้วยวิธีปฏิรูปจิต เพื่อปฏิรูปกาย

โรคตุ้ยนุ้ย ไขมันสูง ความดัน เบาหวาน ภูมิแพ้ มะเร็ง

พบทางออกที่ทุกคนสามารถช่วยเหลือตนเองได้

ในกลุ่มของชาวเฮก็กำลังสนใจเรื่องสะสางสังขารปัญหาภายในกายาตนเอง บางคนตั้งใจสวนก้นจนลำไส้สะอาดเอี่ยม บางคนก็ฟิตออกกำลังกาย ขนรถจักรยานจากบางกอกไปปั้นออกกำลังกายกันแล้ว บางคนก็สนใจเรื่องเมนูอาหารสุขภาพ นอกน้ำคลอโรฟิลเริ่มปั่นกันมาชื่นชิมทุกเช้าแล้ว น้ำผลไม้ได้รับการค้นสูตรจนอร่อยถูกใจ-น้ำเสาวรส –น้ำมะขาม -น้ำตะไคร้ -น้ำใบเตย -น้ำดอกอัญชัน -น้ำมะตูม -น้ำมะยม -น้ำมะสัง -น้ำมะตูม -แม้แต่น้ำมะพร้าวอ่อน เราก็รับประทานกันวันละลูกตอนบ่ายๆ การบริโภคผักอินทรีย์ แม่ครัวหัวป่าส์กำลังปรุงหลากหลายรูปแบบ น้ำซุปผักเริ่มโดนใจมากแล้ว ส้มตำมะละกอใส่ตะไคร้หันฝอยก็ได้รสชาติอีกแบบ น้ำพริกต่างๆ ผักดิบผักสดผักต้มผักยำ..สารพัดเมนูกำลังเรียงล่ายส่าย

วันที่ 9-11 เราจะพิสูจน์กันให้สะเทือนสะท้านไปทั้งป่า อิ อิ..

ดอกแค ดอกมะรุม ดอกสะดา บานสะพรั่งเต็มต้น

คนชนบทไม่ได้กินอดกินอยากอะไรเลย

เพียงแต่เรียนรู้คุณค่าของวิธีกินเพื่อบำบัดโรคให้อร่อยก็บรรเจิด

อย่าไปเดินตามก้นคนกรุงที่ประพฤติตนสุ่มเสี่ยงไปด้วยค่านิยมบ้าๆบอๆ

กลับบ้านเราเถอะลูก

นอกจากรักรออยู่แล้ว

อาหาร อากาศ อารมณ์ อนามัย อนาคต มีพร้อมมูล

มาใช้ชีวิต  ให้เหมือนกับการไปปิกนิกทั้งปี

แถมยังกินฟรีอยู่ฟรีกับธรรมชาติด้วยนะ

คิ ด ดู ใ ห้ ถ่ อ ง แท้ เ ถิ ด

เกิดในชนบทแต่ไปหลงแสงสีบางกอก ก็บ้าแล้ว

สภาพสังคมห่วยแตกยังงั้นยังเห็นดีเห็นงามไปได้ลงคอรึเธอ

เอาไว้นิสิตจุฬา-น่าน มาที่สวนป่า

หลังจากมาอยู่กินนอนที่มหาชีวาลัยอีสาน 2 คืน

จะจัดให้โต้วาทีหัวข้อ..”อยู่บางกอกดีกว่าบ้านนอกตรงไหน?”

ข อ ใ ห้ เ ต รี ย ม จั ด ตั้ ง ฝ่ า ย เ ส น อ   ฝ่ า ย ค้ า น ไ ว้ เ ล ย

หาข้อมูลกันแต่เนิ่นๆ ..ต ก ล ง ต า ม นี้ ดี ไ ห ม ?

น้ำใจน้องพี่สีชมพู ทั้ ง ห ล า ย

อิ อิ ..


2 พฤศจิกาฯไปช่วยจุฬาฯโย้นๆที่น่าน

อ่าน: 3136

คนป่าก็มีการบ้านนะเธอ มีมากเสียด้วย ยังค้างเรื่องที่หน่วยงานต่างๆขอมาให้ความเห็น บางหน่วยงานขอข้อมูล บ้างหน่วยงานท้าให้ตอบ แต่วันนี้เป็นเรื่องเฉพาะที่เคยเกริ่นไว้บ้างแล้วที่จะไปช่วยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในโครงการวิพุทธิยาจารย์อาสา ซึ่งคณะกรรมการการศึกษาวิจัยทรัพยากรการเกษตรเชิญไปช่วยเล่าประสบการณ์ความรู้ความคิด ที่มีอยู่แค่หางอึ่งให้นักศึกษาฟังที่จังหวัดน่าน จุฬาฯเขาเชิญชวนมาตั้งแต่ให้ช่วยยกร่างหลักสูตรฯแล้วละเธอ ต่อมาเขาก็ตั้งให้เป็นพุทธิยาจารย์ ซึ่งมีหน้าที่ๆจะไปช่วย-ปั้น-ปะ-ผุ-โครงการที่จุฬาฯตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นการสนองคุณแผ่นดินในวาระที่มีอายุครบรอบ100ปี

เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และยาก

ถ้าไม่อยากเห็นจุฬาฯเป็นจุลา..ก็ต้องไปร่วมแรงร่วมใจช่วยกัน

ถึงผมจะไม่ได้มีวาสนาได้เป็นเชื้อเผ่าเหล่ากอของจุฬาลงกรณ์กับใครเขา แต่ก็เคยไปเดินเล่นในสนาม ไปเห็นเสาธงสูงๆ เห็นอาคารที่มีรูปร่างคล้ายกับวัด ก็ได้แต่ทึ่งตาโตตามอาการของเด็กบ้านนอกเข้ากรุง ในชั้นหลังๆผมได้เข้าไปประชุมที่หอประชุมใหญ่ ไปพูดไปบรรยายไปสอนพิเศษให้แก่นักศึกษาของสถาบันวิจัยสังคมจุฬาฯ และได้รู้จักมักคุ้นกับชาวจุฬาฯบางท่าน ก็ตระหนักถึงบุญคุณของจุฬาฯตามประสาของคนวาสนาน้อยๆ ที่ได้รับความเมตตาจากสถาบันอันทรงเกียรติของชาติแห่งนี้

ตอนเป็นเด็กรุ่นกระเต๊าะ..ผมนะขาโจ๋จุฬาฯซอย11เชียวนะเธอ ผมอยู่ตอนที่เขากำลังสร้างโรงแรมสยามที่มีหลังคาแปลกข้างวังสระปทุมนั่นแหละ..อยู่หอพักใกล้ๆกับค่ายมวยศรีโสธร สมัยนั้น อดุล ศรีโสธร, เด่น ศรีโสธร เป็นนักมายดังระดับแม่เหล็ก รุ่นใกล้เคียงกับพุฒ ล้อเหล็ก อภิเดช ศิษย์หิรัญ ว่างๆผมไปเยี่ยมๆมองๆที่ค่ายมวยแห่งนี้ ก็สงสัยว่า..ทำไมนักมวยลงจากเวทีถึงมีรอยไหม้รอบตัวที่เกิดจากพิษแข้งคู่ต่อสู้ จะนั่งจะขี้ต้องค่อยๆบรรจงเพราะมันปวดไปทั้งสรรพรางกาย ..บางคนถึงกับโอดโอย กินยาแก้ฟกช้ำเป็นถังๆนับเดือน

วันหนึ่งเห็นน้าอดุลย์นั่งอยู่ว่างๆ จึงเดินไปหา

แล้วถามเรื่อง..ทำ ไ ม ถึ ง ท น ค ว า ม เ จ็ บ ป ว ด ไ ด้

นักมวยเอก..บอกว่า..”ไอ้เปี๊ยก..ลองต่อยท้องน้าสิ เอาให้เต็มแรงเลยนะ”

ผมก็กำหมัดซัดเข้าไปที่หน้าท้องของน้าอดุลย์เต็มกำลัง..

ผลลัพธ์..ผมนั่นแหละเจ็บนิ้วสะท้านไปทั้งแขน

จึงทราบว่า..นักมวยเขาเกรงกล้ามเนื้อรับหมัดรับเข่า

จากวันนั้น..ผมก็เก็บมาคุยโม้ให้เพื่อนๆฟัง

อดุลย์นะเรอะ ข้าต่อยเต็มผลั๊วะมาแล้วนะเว๊ย!

จะเขียนเรื่องไปจังหวัดน่าน ตีโค้งไปเสียไกล เรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ ที่ผมสนใจหลักการศึกษาที่จุฬาฯกำลังสร้างขึ้นมา นั่นก็คือให้นักศึกษาเรียนภาคทฤษฏีควบคู่ไปกับภาคปฏิบัติในอัตราที่เข้มข้นใกล้เคียงกัน จุฬาฯจึงย้ายนักศึกษาปีที่ 2-4 ไปไว้ที่ศูนย์จุฬาฯจังหวัดน่าน ตามที่ตกลงกัน ผมควรจะต้องไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับนักศึกษาตั้งแต่2ปีที่แล้ว พอจะไปๆก็มีเกิดวาสนาอักเสบทุกที มาปีนี้หนังสือเชิญมาอีกแล้ว จึงตั้งใจเต็มร้อยที่จะไปให้ได้ โดยปรึกษาญาติแซ่เฮสายเหนือไว้ ว่าเราจะยกพหลพลโยธาไปบุกจังหวัดน่าน

ได้มงคลฤกษ์วันที่ 2-3-4 พฤศจิกายน 2555 ครับพี่น้อง คณะที่จะไปช่วยผมทำหน้าที่วิพุทธิยาจารย์อาสา มี (อุ้ยจั่นตา) ผศ.ดร.จันทรัตน์ เจริญสันติ, (ครูอึ่ง) อาจารย์ดวงพร เลาหะกุล, (หมอเจ๊) แพทย์หญิง (น้าอึ่ง) คุณสมพร พวงประทุม, (หมอเจ๊), พญ.ศริรัตน์ สุวันทโรจน์, (หมอจอมป่วน) นพ.สุธี ฮั่นตระกูล (อาว์เปลี่ยน) เปลี่ยน มณียะ (ครูอาราม) อาราม อู่ทอง (ครูแมว)อักษรา ศิลป์สุข ไม่แน่ไอ่ตาหวานกับครูสุทราบข่าวคงจะวิ่งตามไปสมทบอีกก็ได้ สรุปว่าวิทยากรอิงระบบคณะนี้มีไม่น้อยกว่า 10 ชีวิต ซึ่งแปลกกว่าวิพุทธิยาจารย์ท่านอื่นที่มักจะไปคนเดียว

เพิ่งจะมีคณะเรานี้แหละไปกันแบบยกทีม

ในการเตรียมการเตรียมตัว นอกจากจะตอบรับเลือกวันที่จะไปเดินทางแล้ว จุฬาฯขอทราบประวัติ และขอทราบประเด็นที่เราจะไปพูดกับนักศึกษา รวมทั้งขอข้อเสนอแนะเรื่องการศึกษาดูงานและการจัดกิจกรรม ผมพิจาณาแล้ว..จะพูดเรื่องวิธีเรียนและการเรียน เพราะเล็งเห็นว่านักศึกษากลุ่มนี้จะเป็นต้นแบบของการเรียนรู้เชิงลุก ไม่ได้เรียนอยู่เฉพาะในห้องแคบๆกับครูใจแคบ วิชาความรู้จึงอาจจะคับแคบไปด้วย

ทำให้จบการศึกษาแล้วไม่มีความเชื่อมั่น หรือมีความสามารถพอที่จะไปบุกเบิกการงานอาชีพอิสระด้วยลำแข้งของตนเอง นักศึกษาส่วนใหญ่จึงมีลู่ทางจำกัด มุ่งหน้าไปสู่การเป็นมนุษย์เงินเดือน ซึ่งตำแหน่งค่อนข้างจำกัดและต้องชิงดีชิงได้กันทุกรูปแบบ ทำให้ผู้สำเร็จการศึกษาส่วนใหญ่ ได้งานทำไม่ตรงกับสิ่งที่เรียนมา ทำให้อนาคตสับสนและสุ่มเสี่ยง เรียนแต่วิชาทิ้งถิ่น ไม่ได้เรียนวิชากลับบ้านเฮา

ถ้าระบบการศึกษา สอนทั้งภาคทฤษฏีและภาคปฏิบัติควบคู่กันไปอย่างหลักสูตรใหม่นี้แล้ว เราเชื่อกันว่าเส้นทางดำเนินชีวิตของนักศึกษาจะมีทางเลือกมากขึ้น อย่างน้อยๆวิชาความรู้ที่ได้ฝึกฝนมาระยะเวลา3ปี คงจะสร้างความเชื่อหมั้นในระดับ..

“ ถ อ ด เ สื้ อ ค รุ ย แ ล้ ว ล ง ลุ ย โ ค ล น ไ ด้ ”

  • เป็นตัวคูณของสังคม
  • หันหน้ากลับไปสู่ท้องถิ่นได้อย่างทระนง
  • หวนกลับไปต่อยอดอาชีพพ่อแม่
  • มีวิชาความรู้ที่จะกลับไปสร้างบ้านแปลงเมือง
  • มีความรู้ที่จะอยู่ในท้องถิ่น
  • ตระหนักถึงบทบาทและคุณค่าของการศึกษาที่ต้องมารับใช้ท้องถิ่น

ด้วยเหตุนี้แหละพ่อแม่พี่น้องเอ๋ย ทำไมผมถึงต้องชวนวงศาคณาญาติไปช่วยจุฬาฯอย่างอึกกะทึกครึกโครม เรื่องราวที่จะไปเล่าขานให้ลูกหลานนิสิตนักศึกษาฟังในครั้งนี้ จะเริ่มที่แนะนำตัวและทีมงาน (ก่อนหน้านี้ก็จะแนะนำให้นักศึกษาเข้ามาอ่านในบล็อก ลานสวนป่า ลานปัญญา บล็อกหมู่บ้านโลกล่วงหน้า) เพื่อเปิดประเด็นการเรียนรู้ผ่านออนไลน์ แล้วจะไปเติมให้ภายหลังเรื่องการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ ผมจะเอาหนังสือเจ้าเป็นไผ หนังสือโมเด็ลบุรีรัมย์ ไปแจกอาจารย์และนักศึกษาทุกคน (ฝากน้าอึ่งติดรถไปด้วยอย่างละ 100 เล่มนะน้านะ)

ขมวดประเด็นที่จะไปโม้ 2 วันไว้ดังนี้

  1. การเรียนและวิธีเรียนของนักศึกษาสายพันธุ์ใหม่
  2. การสร้างเครือข่ายการเรียนรู้
  3. การเรียนแบบอิงระบบ
  4. จิตวิญาณของเกษตรกรไทย
  5. ข้อฉุกคิด ของการเป็นเกษตรกรไทย
  6. การทำเรื่องธรรมดาให้เป็นเรื่องพิเศษ
  7. อาชีพปลูกสร้างสวนป่า
  8. หน่อเนื้อเชื่อไขเกษตรกรไทยที่บรรพบุรุษอยากได้/อยากเห็น
  9. งานวิจัยไทบ้านของมหาชีวาลัยอีสาน
  10. การเรียนวิธีสร้างงาน แทนการเรียนวิธีหางานทำ
  11. การศึกษาดูงาน และการสร้างกิจกรรมพื้นฐานระหว่างเรียน
  12. การสนทนากับผู้รู้ การตั้งคำถาม และคุณภาพของคำถาม
  13. ตีแตกประเด็นเกษตรกรไทยทำไมถึงยักแย่ยักยัน
  14. ตีแตกประเด็นวิกฤติระบบการเกษตรไทย
  15. ทีหนีทีไล่ของการเกษตรไทยในยุคที่อาเซียนกำลังจะมาเยือน

ผมคิดเร็วๆคร่าวๆได้เพียงแค่นี้แหละอุ้ย

เราควรเดินทางไปถึงบ่ายวันที่ 2 ช่วงเย็นจะได้เริ่มลุยขั้นตอน”เจ้าเป็นไผ”

บอกเครือญาติให้เตรียมคริบหรือถ้ามีสื่อประกอบการโม้ก็ขนใส่รถไปด้วย

ผมจะประสานเรื่องที่พัก 6 ห้อง คืนวันที่ 2-3 และอาหารทุกมื้อ

ส่วนค่าเดินทางเราคงต้องควักกระเป๋ากันเอง

รายการข้ามไปลาว..ขออาว์เปลี่ยนสรุปแนวทางและแนะนำให้ด้วย

:: ควรบริหารเวลาให้ชื่นมื่น

ช่วงนั้นอากาศอาจจะหนาวแล้ว

ดูแลสุขภาพกายและสุขภาวะใจไว้ให้พร้อม

ไปฟังเพลงน่านนะสิ อิ อิ..

Key Word :จุฬาฯต้องเดินหน้า ถ้าถอยหลังอาจจะเป็นจุลา

ฝักแม้ว กินไม่ทันเอาเมล็ดฝังกำลังแตกต้นอ่อน

พริกไทย ปลูก3เดือน กำลังออกดอก

คนงานกำลังเพาะมะกรูด

ฝนตกฉลองโอ่งใหม่ใส่น้ำฝน

ฝนกระหน่ำย้านกล้าชำลงในตอตาล

วิชาเกินสอนว่าให้ปลูกมะละกอทุกๆ3เดือน

เผือกยักษ์เจอฝนต้นโตๆ

แห้วส่งภาพสมาชิกใหม่จากสุราษฎร์มาให้รู้จัก

การเกษตรที่ทิ้งพ่อแม่ก็จะเป็นแบบในภาพนี้แหละเธอ

เราต้องสอนลูกหลานเราให้ตระหนักในอาชีพการเกษตรอย่างถ่องแท้

เมื่อคืนฝนตกกระหน่ำทำเอาแทบตกอู่ อิอิ
ถูกใจ ·  ·  · แชร์ ·


พิษรักสะบักสะบอม****

อ่าน: 3887

ผมมีหนุ่มหล่ออยู่2ตัว เจ้ามอม กับ เจ้าดอก..เป็นหนุ่มทั้งคู่ ที่ผมไม่เลี้ยงหมาเพศเมีย เพราะเกรงจะออกลูกมาเยอะ เวลาเรายกลูกหมาให้คนอื่นไปเลี้ยง ตัวแม่ก็จะทำตาปริบๆ..ทารุณจิตใจทั้ง2ฝ่าย ก่อนหน้าโน้นแม่เจ้ามอมออกลูกหลายตัว ผมจับแจกชาวบ้านหมด ในจิตใจของแม่เจ้ามอมคงโศกเศร้าอย่างแสนสาหัส จนกระทั้งเกิดเจ้ามอม คุณแม่เก็บตัวคุณลูกไว้มิดชิด เ ร า ไ ม่  ท ร า บ เ ล ย ว่ า ห ม า ที่ บ้ า น มี ลู ก  ปกติลูกหมาก็จะต้องร้องบ้างละนะ เพราะห้องคลอดอยู่ใต้บันไดบ้าน เดินเข้า-ออกทุกวัน แม่เจ้ามอบทำอย่างกับติดเครื่องเก็บเสียงอย่างนั้นแหละ ..

เจ้ามอมน้อยก็ไม่เคยโผล่ออกมาให้เห็น

จนกระทั้งเวลาผ่านไปหลายเดือน

เจ้ามอมหย่านมตัวอ้วนจ้ำหม่ำ

วั น ห นึ่ ง ม อ ม น้ อ ย ห ลุ ด อ อ ก ม า ภ า ย น อ ก

ผมจับอุ้ม..หัวใจเต้นแรง ตับๆๆ..ตัวสั่นเทาด้วยความกลัว

เพราะมันไม่เคยเห็นหน้ามนุษย์ตลอดเวลา2เดือนที่เกิดมา

ผมนึกไม่ออกว่า..แม่เจ้ามอมมีวิธีสอนลูกให้เชื่อฟังอย่างเคร่งครัดได้อย่างไร?

หลังจากออกมาสัมผัสโลกภายนอก เจ้ามอมก็ปรับตัวทีละน้อย นิสัยติดตัวแต่เล็กแต่น้อยก็คือจะไม่สุงสิงใคร จะคอยอยู่ทอดระยะอยู่ห่างๆ ไม่สนิทสนมใครง่ายๆ พอโตมาหน่อยมอมก็คาบรองเท้าไปซ่อนด้วยทักษะพิเศษ ..รองเท้าใครหายยากนักที่จะตามเจอ มันจะคาบไปซ่อนมิดชิดในที่ไกลๆ และแยกข้างซ่อนคนละทิศละทางด้วยนะเธอ ผมและแขกที่มาสูญหายรองเท้าไปหลายสิบคู่

ไม่รู้จะดัดนิสัยซ่อนรองเท้าอย่างไร

จึงคิดที่จะยกเจ้ามอมให้คนอื่นไปเลี้ยง

แต่นัดแล้วไม่มารับ..เจ้ามอมก็รอดตัวไป

แต่หลังจากนั้นนะเธอ เกิดอาเพศอะไรก็ไม่ทราบได้ เจ้ามอมเปลี่ยนนิสัยจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่คาบรองเท้า ไม่ไล่สัตว์ แต่ยังสงบเสงี่ยม จงรักภักดีเราอย่างเหลือเชื่อ เราขับรถออกจากบ้าน มอมที่นอนเฝ้ารถตลอด ก็จะลุกวิ่งออกไปส่งเป็นระยะทาง2-300เมตร ขากลับมอมก็จะไปดักที่ต้นทาง เพื่อวิ่งนำทางเราเข้าบ้าน เปิดประตูรถปั๊บ! มอมก็จะเข้ามาส่งเสียงงึดง๊าดๆ..คล้ายจะถามว่าทำไมไปนานจัง ผมนอนที่ไหน มอมก็จะไปนอนเฝ้า ถ้าเราขึ้นนอนบนบ้านหลังใหญ่ มอมก็จะไปนอนเฝ้ารถ ทำหน้าที่จงรักพิทักษ์นายได้อย่างน่าชื่นชม

มอมเป็นหมาร่างใหญ่ หล่อสง่างาม ขนสีน้ำตาลสลวย แข็งแรง อยู่มาจนกระทั้งมอมเป็นหนุ่ม แต่มอมก็ไม่เคยวิ่งออกจากสวนไปเที่ยวเลยสักครั้ง ปีนี้แหละมีหมาล่าเนื้อสาวๆ2-3ตัว วิ่งตามเจ้าของที่มาเลื่อยไม้ในสวน บางวันก็กลับตามเจ้าของ บางวันก็อยู่ให้ท่าหนุ่มล่อ แต่มอมก็สงวนเนื้อสงวนตัวไม่วอแวกับสาวสวยเหล่านั้น จนกระทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมา เข้าช่วงหมาจับคู่ขยายพลเมือง มีหมาสาวๆหนุ่มๆมาคลุกคลีในสวนเป็นโขยง วิ่งต้อนหน้าต้อนหลัง..ร้อง เห่ากันเกรียวกราว ที่ซ้ำร้ายกัดฟัดกันแย่งนางเอกอย่างเอาเป็นเอาตาย

รักแล้วต้องแย่งชิง..มันเอิกเริกและชุลมุนเหลือประมาณ

บางทีก็ประกอบกิจต่อหน้าเรานั่นแหละ

มาเป็นฝูงเธอเอ๋ย..ไล่ก็ไม่ไปง่ายๆด้วยนะ

กลุ้มรุมเอะอะมะเทิ่งทั้งวัน

นึกๆไปแล้ว..ก็ เ ห็ น ใ จ ค ว า ม สุ ข ข อ ง สั ต ว์ โ ล ก

ปีนี้พระเอกของเราก็เข้าไปร่วมวงกับเขาด้วยเหตุการณ์เฉพาะหน้า ตะลุมบอลแย่งนางเอกจนแปลงผักผมป่นปี้ยับเยิน มะเขือ พริก ต้นและกิ่งหักเละเต็มพื้น แหม!..เจ้าพวกนี้..จะแสวงหาความสุขกัน มันทำไมต้องก่อความเดือดร้อนคนอื่นด้วย ศึกชิงนางใช้เวลาประมาณ1เดือน หลังจากนั้นรักก็ร้างรา..ต่างตัวต่างกลับไปเฝ้าเคหาของใครของมัน เรื่องไม่จบเท่านั้นหรอกนะเธอ เราสังเกตเห็นเจ้ามอมมันเหงาหงอย ตอนแรกนึกว่ามันติดใจและคิดถึงแฟนๆ มีวันหนึ่งมันนอนยกขาให้ผมดูแผลที่โดนกัด โอ้โห! ไข่บวมเป่ง ที่ไข่มีแผลลึกยาว2-3แห่งๆละ1ซม. จึงจับใส่แผล และให้โฉมยงออกไปซื้อยาอ๊อกซี่มัยซินมาขวดหนึ่ง ผมฉีดยาให้วันละเข็ม ใส่ยาให้เช้า-เย็น รอดูอาการว่าจะเป็นฉันใด แต่ถึงกระนั้นนะเธอ ทั้งที่ไขบวมเจ็บแผล มอมไม่เลยละทิ้งหน้าที่วิ่งโขยกๆไปรับไปส่งเราเป็นปกติ

คุณชายเอ็นดูเจ้ามอมและเจ้าดอกมาก

จะเลี้ยงไก่ทอดประจำ

เจ้ามอมกับเจ้าดอกมีโภชนาการที่ดีขึ้น

ต่อจากนี้ไปก็จะรอดูผลงานของ..เจ้ามอม

ลูกเต้าออกมาจะเป็นฉันใด

มอมผสมพันธุ์กับหมาล่าเนื้อ

หมาล่าเนื้อจะสงบเสงี่ยม ไม่เห่า

ลูกมอมออกมาถ้าได้สายเลือดพ่อและแม่ด้านนี้

คงจะเป็นลูกหมาที่มีนิสัยที่น่ารักก็เป็นได้

แต่..แหม! กว่าจะได้ลูกสืบสกุล

เล่นเอาพวงไข่แทบขาด

ไม่รู้ไปพลาดอีท่าไหนให้โดนกัดกล่องดวงใจจนเวอะ

พิษรักแรงหึง..จากการชิงรักหักสวาทก็เป็นอย่างนี้แหละเธอเอ๊ย..

รูปหล่อมานอนรอยาแบบหมดสภาพ

ให้ความร่วมมือโชว์แผล

อาการไม่น้อยเลย ไข่แทบแตก

รักนี้จำไปนานแสนนาน ทรมานกล่องดวงใจเป็นบ้า


ฝนนี้จะปลูกต้นอะไรดี?

อ่าน: 4007

คนที่ตั้งต้นจะทำการปลูกสร้างสวนป่า

มักจะสาละวน..ไม่รู้จะปลูกต้นอะไรดี

  • จะทำการเกษตรควรจะปลูกต้นไม้ต้นความคิดก่อน

ต้นความคิดเป็นอย่างไรรึ คงไม่มีคำตอบตายตัว ขึ้นกับช่วงนั้นๆเรามีความคิดที่จะอยากจะปลูกต้นหมากรากไม้ รึอยากจะทำไร่ทำนา ทำการเกษตรอินทรีย์ ทำเกษตรพอเพียงก็แล้วแต่ ไม่มีผิดมีถูก..สำหรับคนที่ไม่คุ้นชินก็ทำไปสังเกตไป ทดลอง ลงมือเรียน..แล้วก็จะรู้มากขึ้นตามลำดับ แต่ถ้าเราลงมือศึกษาภาคทฤษฎีบ้าง ต้นความนึกคิดก็จะลึกซึ้ง เข้าใจจนเกิดความตระหนัก

  • หลังจากปลูกต้นความคิด ต้นความคันก็จะตามมา

เกิดการคันไม้คันมืออยากจะปลูกๆๆและปลูก ถ้าให้ดีขั้นตอนนี้ก็ควรจะเรียนให้รู้ก่อนอีกนั่นแหละ เราจะวางผังความคิดได้เราต้องมีความรู้ เราจะทำการเกษตรแบบไหนถึงจะเหมาะสมและได้ประโยชน์หลายวัตถุประสงค์ไปพร้อมๆกัน จะปลูกต้นอะไรบ้าง ปลุกอะไร-ก่อนหน้า-หลัง วิธีปลูก ระยะการปลูก การดูแล การบำรุง การนำมาใช้ประโยชน์ การจัดการให้ผสมผสานอย่างยั้งยืน ทำให้ดี..ปลูกครั้งเดียวจบ รับประโยชน์ได้สืบเนื่องตลอดไปชั่วลูกชั่วหลาน

  • ต้นไม้ชุดที่3 น่าจะเป็นต้นผสมผสาน

ถ้าสังเกตป่าไม้ เราจะไม่เห็นมีป่าผืนใดเลยที่เกิดไม้เชิงเดี่ยวชนิดเดียว เช่น ป่าอ้อย ป่ามันสำปะหลัง ป่าไม้ยางพารา แสดงว่าชุดความรู้ของมนุษย์ที่มาจัดการแปลงสภาพพื้นที่ป่าธรรมชาติให้เป็นป่าไร้ธรรมชาติ พื้นที่ๆเปลี่ยนแปลงจำนวนมหาศาลด้วยน้ำมือมนุษย์หลายล้านๆไร่ จึงเป็นพื้นที่ผิดปกติทางระบบนิเวศ เมื่อมันผิดแผกจากความถูกต้องและเหมาะสม มันทำให้เกิดผลกระทบต่างๆนานา นับตั้งแต่ความเสื่อมโทรมมากขึ้น ทำให้เกิดภัยพิบัติ แห้งแล้งสลับกับวาตภัย

มันพิลึกมากไหมละครับ? ที่มนุษย์เอาป่าไม้ที่สมบูรณ์มาทำให้เป็นพื้นที่เสื่อมโทรม แล้วก็แสดงความรู้พลิกแพลงที่นึกว่ามีประสิทธิภาพกว่าการจัดการของธรรมชาติ เธอเคยเห็นป่าธรรมชาติที่ไหนเสื่อมโทรมโดยตัวมันเองไหม? ความหลากหลายทางชีวภาพนั้นเป็นหลักการที่ยากจะหาวิทยาการอื่นๆมาทดแทนได้

หลายคนจะลงมือทำการเกษตร ก็มุ่งไปเรื่องทำไร่ทำนา เพราะสนองตอบต่อความต้องการของตนเอง มีงานทำ มีอาหาร มีรายได้ ได้รับประโยชน์คุ้มค่าคุ้มทุน ถามว่าผิดไหม? ไม่ผิดหรอก แต่ถ้าผสมผสานเป็นการทำแบบ ไร่นาป่าผสม เธอจะได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นอีกหลายขั้น

ปลูกหลากหลายรูปแบบ  เช่น

พืชอายุ 3 เดือน ผักสวนครัว พริก มะเขือ ถั่วฟักยาว คะน้า ต้นหอมผักชี ฯลฯ

พืชอายุ 12 เดือน มะละกอ กล้วย เผือก มัน ข่า อ้อย ฯลฯ

พืชอายุ 3 ปี มะนาว เพกา มะกอก มะกล่ำ มะกรูด ไผ่หวาน ฯลฯ

พืชอายุ 5 ปี มะม่วง มะพร้าว มะตูม มะดัน มะเฟือง มะไฟ ฯลฯ

พืชอายุ 10 -100 ปี ผักยืนต้น ไม้ยืนต้นต่างๆ

วันนี้คนงานเก็บเห็ดโคนยักษ์กับเห็ดระโงกมาให้อีก ผักสดเยอะช่วงนี้ ไม่มีอะไรดีไปกว่าทำอาหารพื้นบ้าน รับประทานผักสดมากๆ ลดเนื้อสัตว์ แถมผลไม้มากๆก็ดีนะ อีกหน่อยจะเข้าหน้าหนาวแล้ว มหกรรมปลูกผักสนุกๆก็จะพรั่งพรูอีกครั้งหนึ่ง ผักหน้าหนาวนั้นหวานกรอบนัก ถ้าดึงยาวจากวสันตฤดูเข้าสู่เหมันต์ สุขภาพเราก็จะแข็งแรงขึ้น

คนไทยโชคดีมหาศาล

ฤดูร้อนแล้งก็ยังมีผักเฉพาะช่วงนี้ออกมาให้กินอย่างพอเพียง

ฤดูฝนฤดูหนาวก็มีผักกลุ่มเฉพาะอากาศออกมาให้เลือกชิม

เมนูแต่ละพื้นถิ่นจะฟื้นฟูขึ้นมาได้ เราต้องปลูกผักกันบ้าง ชวนกันทำอาหารสืบทอดประเพณีไว้ ของดีแถมอร่อยจะปล่อยให้เลือนหายไปทำไมละเธอ คอยดูเถิดในอนาคต คนไทยจะโหยหาอาหารพื้นไทยๆเรานี่แหละ ถ้าผองไทยเข้าใจอัตลักษณ์ไทยว่ามันไม่ธรรมดา

นับแต่นี้ไปอาหารการกินจะมีราคาแพงขึ้น

เมนูสารพัดจะมาผสมปนเปกันมากขึ้น

ถ้ามองไม่เห็นจุดแข็งของเราเอง

อาหารลูกผสมก็จะครองกระเพาะคนไทย

อาหารไทย ขนมไทย ผลไม้ไทย ก็จะลดความสำคัญลง

ตอนนี้มาม่าก็ครองพื้นที่กระเพาะไปแล้วหลายส่วน

เขียนมาถึงตอนนี้

ก็อยากจะถามว่า..วันนี้กินข้าวกับอะไร ?

ถึงได้สะได้สวย  อิ อิ

แปลไม้อาคาเซียกับเอกมหาชัยอายุ 3 ปี

เห็ดตะปู้

เห็ดหูหนูในธรรมชาติ

เห็ดสีสวยๆก็มีนะเธอ

แตนพันธุ์ใหม่ทำรังเป็นแผงยาวๆ

ปลูกไม้ที่ดินทรายควรขุดหลุมกว้างๆขังน้ำได้นาน

เห็ดโคนยักษ์ ใหญ่เท่าจานข้าว



Main: 0.089524984359741 sec
Sidebar: 0.067203044891357 sec