กล้วยไม้ออกดอกช้าเกินไป

โดย sutthinun เมื่อ 9 ธันวาคม 2010 เวลา 15:43 ในหมวดหมู่ สวนป่าฮาเฮ, เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 1126

“ เ ป้ า ห ม า ย ยุ ท ธ ศ า ส ต ร์ แ ล ะ ตั ว บ่ ง ชี้

ก า ร ป ฏิ รู ป ก า ร ศึ ก ษ า ใ น ท ศ ว ร ร ษ ที่ ส อ ง “

( พ.. 2 5 5 2 – 2 5 6 1 )

คนไทย ไ ด้ เ รี ย น รู้ ต ล อ ด ชี วิ ต อ ย่ า ง มีคุณภาพ

กระทรวงศึกษาธิการ อาบน้ำทาแป้งแต่งตัวออกแขกเรื่องปฏิรูประบบการศึกษาครั้งที่2มาเป็นระยะๆ ในชั้นของนโยบายที่คณะกรรมการสภาการศึกษาแห่งชาติรับผิดชอบ ในสมัยฯพณฯรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ประชุมเป็นครั้งที่3 คราวนี้ย้ายสถานที่ประชุมจากสำนักงานสภาการศึกษาแห่งชาติ มาที่ห้องราชวัลลภภายในกระทรวงศึกษาธิการ ผลงานต่างๆทยอยออกมาให้เป็นรูปธรรมบ้างแล้ว เช่น การยกระดับครูศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน(กศน.)ให้เป็นข้าราชการทั่วประเทศ สร้างเสริมโรงเรียนดี1ตำบล1อำเภอ การเรียนฟรี ฯลฯ >>> ส่วนสาระหลักสำคัญๆยังอยู่ในห้องประชุม เตรียมยกร่างการปฏิรูปการศึกษาเสนอคณะรัฐมนตรีให้ทันภายในเดือนสองเดือนนี้

วันนี้โจทย์สำคัญอยู่วาระที่3 ที่คณะกรรมการสภาฯได้ให้คณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูประบบการเงินเพื่อการศึกษา โดยมี ศ า ส ต ร า จ า ร ย์ สุ ร พ ล นิ ติ ไ ก ร พ จ น์ เป็นประธาน ซึ่งมีรายละเอียดมากมายสามารถค้นได้เว็ปไซด์ของ สกศ.

เช่น

-ดำเนินการถ่ายโอนอำนาจทางการคลังควบคู่กับการถ่ายโอนการจัดบริการสาธารณะ(รวมด้านการศึกษา)ไปสู่อปท.ควบคู่กับการเพิ่มศักยภาพและความสามารถในการบริหารจัดการศึกษาและการหารายได้ของอปท. โดยมีการวางแผนขั้นตอนและกรอบระยะเวลาของการโอนที่ชัดเจน

-ส่งเสริมให้อปท.จัดการศึกษาทุกระดับ/ประเภท/และให้การสนับสนุนทรัพยากรเพื่อพัฒนาการศึกษาใน อปท.เพิ่มขึ้น

-ส่งเสริมภาคเอกชน ธุรกิจ สถานประกอบการ และทุกภาคส่วนให้เข้ามาร่วมลงทุน การปรับปรุงแก้กฎหมาย กฎระเบียบ เป็นต้น

-จัดสรรเงินอุดหนุนรายหัวบนฐานของต้นทุนมาตรฐานต่อหัวอย่างเท่าเทียมกันระหว่างผู้เรียนในสถานศึกษาของรัฐและเอกชน โดยให้ผู้เรียนเป็นผู้ตัดสินใจเลือกเข้าเรียนตามความต้องการ

-บังคับกฎหมายให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยไม่เลือกปฏิบัติระหว่างสถานศึกษาของรัฐและเอกชน และผ่อนคลายระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดหรือสนับสนุนการจัดการศึกษาของเอกชน อปท.และทุกภาคส่วน

-ศึกษาหาแนวทางการระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษาในรูปแบบของหลากหลาย เช่น การจัดเก็บภาษีทรัพย์สิน ภาษีสุรา บุหรี่ เพื่อการศึกษา เป็นต้น

-ปฏิบัติต่อสถานศึกษาของรัฐ-เอกชน ด้วยมาตรฐานเดียวกัน

-จัดระบบการเรียนรู้ให้ยืดหยุ่น เข้าถึงง่ายและเปิดโอกาสให้กำลังคนเข้ามาเรียนรู้และออกไปประกอบอาชีพ ควรเพิ่มคำว่าว่ามีความหลากหลาย เพื่อให้เป็นทางที่เป็นทางเลือกมากขึ้น รวมทั้งควรเพิ่มเรื่องการจัดการระบบการศึกษาในท้องถิ่น

-ควรส่งเสริมภาคเอกชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาให้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานควบคู่กับการเรียนหรือการฝึกงาน และควรเป็นการฝึกงานอย่างแท้จริง รวมทั้งควรมีมาตรการสร้างแรงจูงใจที่เป็นทั้งเชิงบวกเชิงลบ ควรนำเรื่องนี้หารือกับนายกรัฐมนตรี ในคณะกรรมการร่วมภาครัฐและภาคเอกชน(กรอ.) เพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินงานร่วมกันระหว่าง3สถาบัน คือ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารแห่งประเทศไทย

-ปัจจุบันการแก้ไขปัญหาความยากจน การแก้ไขปัญหาทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ที่ยังคงมีปัญหาเรื้อรังมาหลายสิบปี ก็เพราะเราให้ความสนใจเรื่องการประกอบอาชีพของชุมชนท้องถิ่นน้อยเกินไป นอกจากนี้ปัจจุบันพบว่าแรงงานต่างชาติไหลเข้ามาประเทศไทยจำนวนมาก

หลังจากการนำเสนอจบลง คณะกรรมการสภาฯซึ่งล้วนแต่เป็นจอหงวนของแต่ละสำนักให้ข้อคิดเห็นอย่างน่าสนใจยิ่ง ทุกท่านมีประสบการณ์ในการบริหารการศึกษามายาวนาน จึงมีมุมมองที่กว้างไกลและกระจ่างชัด มองเห็นจุดอ่อนจุดแข็งและทิศทางที่จะทำให้เกิดประสิทธิภาพสูง ผมได้ความรู้จากการประชุมครั้งนี้มาก

สรุปว่าที่ประชุม ให้ความเห็นว่าข้อเสนอของคณะอนุกรรมการฯยังมีจุดอ่อน จึงมีข้อเสนอที่ดีๆใหม่ๆเข้ามาอีกยุบยับ ผมก็เลยไม่รู้ว่าการปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้จะลงเอยได้อย่างไร ในเมื่อโจทย์ไม่นิ่ง แตกเหล่าผ่ากอออกไปเรื่อยๆ พยายามคิดวิเคราะห์ตามก็มองไม่เห็นฝั่ง เกรงว่าเรือจะชนหินโสโครกจมทะเลความคิดเสียก่อน

อาจารย์สุรพล กิตติไกรพจน์ สรุปเป็นครั้งสุดท้ายว่า เรื่องทั้งหมดที่เสนอมานี้ ตั้งประเด็นเพื่อให้เห็นว่าเราจะทำเมื่อไหร่ และควรจะเริ่มในกรอบ 3 เรื่อง ดังนี้

1 มีการสนับสนุนทรัพยากรมากขึ้น

2 มีอิสระในการใช้งบประมาณ / คล่องตัว

3 ออกแบบการติดตามวัดความสำเร็จอย่างไร?

เท่าที่รับฟังท่านผู้ทรงคุณวุฒิ

ได้ให้แค่คิดเรื่องกฎหมายที่แก้ยากและชักช้า

เงินงบประมาณมีเพียงพอที่จะขับเคลื่อนทุกโครงการที่เสนอไหม?

การยุบโรงเรียนขนาดเล็กเท่ากับเป็นการไล่เด็กออกจากท้องถิ่น

การกระจายอำนาจ กระจายความรับผิดชอบ การให้อิสระโรงเรียนมากขึ้น

จะจัดให้เกิดการแข่งขันได้อย่างไรในเมื่อระบบราชการเป็นเงื่อนไขเสียเอง

ไม่ควรจะยุบโรงเรียนขนาดเล็ก (มีเด็ก50-60คน/โรง) จำนวน 5-10,000 โรง

การประชุมดำเนินไปจนถึงเวลาแจกกล่องอาหารกลางวัน ผ ม ย ก มื อ >> รัฐมนตรีว่าการฯ ขอให้ออกความเห็นเป็นคนสุดท้าย >>ผมขออนุญาตให้ข้อสังเกตดังนี้ ถ้าเปรียบเทียบการปฏิรูปของกระทรวงสาธารณสุข ทีทำการยกสถานีอนามัยเป็นโรงพยาบาลชุมชน คณะกรรมการประชุมกันในประเด็นที่กระชับและเป็นไปได้ เช่น การผลิตแพทย์พยาบาลมารองรับ การจัดสรรงบประมาณ การจัดหาวัสดุอุปกรณ์ ในกรณีที่ต้องการเพิ่มตำแหน่งบุคลากร คณะกรรมการชงเรื่องให้รัฐมนตรีเสนอขอครม.ขอ 30,000ตำแหน่ง การรักษาโรค30บาทบัตรทอง เปลี่ยนมาเป็นบัตรประชาชนและครอบคลุมโรคต่างๆมากขึ้น กรอบกระชับๆ ทำให้การดำเนินงานก้าวหน้า มองเห็นเป็นรูปธรรม

แต่การปฏิรูปการศึกษา ที่เต็มไปด้วยความห่วงใย เยื้อใย และชักใย โยงกันไปโยงกันมาไม่จบสิ้น ม อ ง แ ต่ ค ว า ม เ ป็ น เ ลิ ศ  ไ ม่ ม อ ง จุ ด พ อ ดี พ อ ไ ด้ แ ล ะ เ ป็ น ไ ป ไ ด้  ทำให้ข้อเสนอปฏิรูปการศึกษาเต็มไปด้วยคำว่า “แต่” สุดท้ายก็จะกลายเป็นแต่ช้าแต่.. ฟันธงไม่ได้

· เราควรจะมองเรื่องต้นทุนที่แท้จริง งบประมาณมีหน้าตักแค่ไหน ทำได้แค่ไหน ไม่ใช่คิดทำใหญ่โตแต่ไม่มีเงิน

·ควรคำนึงถึงวัฒนธรรมขององค์กร มีความเข้มแข็ง-แข็งแรงที่จะก้าวเดินได้ระดับใด ไม่ใช่เอาเต่ามาวิ่ง100เมตร

· เงื่อนไขต่างๆ ทั้งที่เป็นมรดกตกทอด และที่แฝงเร้นจะบริหารจัดการอย่างไร?

· โครงสร้างขององค์กรที่อยู่ในระหว่างการยกเครื่อง ยังไม่ลงตัวจะทำอย่างไร?

· พลังทางสังคม การมีส่วนร่วม การแสวงหาตัวช่วย ทำได้แค่ไหน?

·ความชัดเจน ประเด็นที่กระชับๆทำได้ ควรออกแบบให้เกิดการทำงานแบบมีโชคอัพ ทำไปเรียนรู้ไป แก้ไขปัญหาไป

ท่านรัฐมนตรียกตัวอย่างการรวมโรงเรียนขนาดเล็กที่นครสวรรค์ ว่าสามารถดำเนินการไปได้ดี และกระเซ้าผมว่า>> กล้วยไม้ออกดอกช้า >>

ก า ร ตั้ ง เ ป้ า ส ว ย แ ต่ รู ป จู บ ไ ม่ ห อ ม

เอวัง ก็มีด้วยประการละฉะนี้ แหละพี่น้อง อิ อิ

« « Prev : ผู้ชำนาญการสร้างรอยยิ้ม

Next : ป่วนยกกำลัง2 » »


ผู้ใช้ Facebook สามารถให้ความเห็นที่นี่ได้ โดยกด Like เพื่อแสดงตัว

8 ความคิดเห็น

  • #1 จอมป่วน ให้ความคิดเห็นเมื่อ 9 ธันวาคม 2010 เวลา 20:38

    อย่ายกสาธารณสุขเป็นตัวอย่างครับ หนักกว่าศึกษาอีกครับ อิอิอิอิ

  • #2 sutthinun ให้ความคิดเห็นเมื่อ 9 ธันวาคม 2010 เวลา 21:48

    อ้าว สาสุก น่าจะดีกว่า อย่างน้อยรัฐมนตรีก็เอานโยบายไปประกาศออกทีวีแล้ว
    อิอิ

  • #3 ออต ให้ความคิดเห็นเมื่อ 9 ธันวาคม 2010 เวลา 22:44

    การศึกษาที่ดีที่สุด คือ การที่ครูกล้าให้ลูกตนเองเรียนที่โรงเรียนที่ตนเองสอน

  • #4 อุ๊ยสร้อย ให้ความคิดเห็นเมื่อ 9 ธันวาคม 2010 เวลา 22:54

    น่าสนใจค่ะครูบา

    การศึกษาเห็นผลช้า กว่าจะเห็นผลของการสร้างคนก็ปาเข้าไปเกือบยี่สิบป ซึ่งในระหว่างทางก็มีการพลิกผันเจอตัวแปรทางสังคมเข้ามาอีกมาก
    เรื่องที่พูดวันนี้ อาจแก้ปัญหาเก่าได้ในระดับหนึ่ง แต่การป้องกันปัญหาของปีหน้าก็อาจจะยังไม่เต็มที่ แล้วอีกยี่สิบปีล่ะ
    ในเมื่อสังคมเปลี่ยนโจทย์ตลอดเวลา
    จะทำอย่างไรให้นักการศึกษาวางแนวกว้างหลวมๆ และใช้การวิจัยต่างๆ เช่นการวิจัยอนาคต เข้ามาทำในแนวรุกวางแผนป้องกัน

    สาสุกอาจจะได้เปรียบตรงที่การวางแผนมีแนวทางของปัญหาสุขภาพเชิงระบาดวิทยาเข้ามาช่วยมาก แต่การปฏิบัติก็ปัญหาการจัดการศึกษาให้ทันต่อนโยบายเหมือนกันค่ะ

  • #5 Logos ให้ความคิดเห็นเมื่อ 10 ธันวาคม 2010 เวลา 0:01

    โอนไปท้องถิ่น น่าจะเหมาะกว่างุบงิบเอออวยห่วยหมกกันอยู่ในส่วนกลางครับ โอนงบไปด้วย อย่าทำเนียนเลยครับ

    คนอยู่บนหอคอยงาช้าง อยู่ไกลจากเหตุการณ์ ออก “มาตรฐาน” บ้าบออะไรออกมาสักอันเพียงเพื่อให้เป็นผลงานของตัวเอง ทำบาปไว้กับเด็กทั่วประเทศไปหลายปี ดูแค่การสอบวัดมาตรฐานก็แล้วกันครับ เปลี่ยนกันจนมั่วไปหมดแล้ว

    เฮ้อ บ่นอีกแล้ว อิอิ

  • #6 sutthinun ให้ความคิดเห็นเมื่อ 10 ธันวาคม 2010 เวลา 6:22

    อุ๊ย ครับ
    ทั้งเรื่องสาธารณสุข/และการศึกษา
    เรากำลังดำเนินการภายใต้สภาพผิดปกติ
    อยู่ในช่วงการปรับตัวที่ขาดความพร้อมอย่างมาก
    ผลลัพธ์จึงออกมาลุ่มๆดอนๆ

    ที่ออต บอก
    นั่นแหละตัวชี้วัดขนานแท้ แม้แต่ครูก็ไม่กล้ารับผลการสอนของตนเอง

    เรื่องโอนไปให้ท้องถิ่น พูดมานาน และวันนี้ก็พูดอีก แต่พูดเฉยๆ พูดเพื่อให้ได้พูด จบ

  • #7 อุ๊ยสร้อย ให้ความคิดเห็นเมื่อ 10 ธันวาคม 2010 เวลา 10:30

    ค่ะครูบา
    ที่เราไม่พร้อมเพราะเราไม่ค่อยสนใจเรื่องของการเตรียมความพร้อม???

    งานสาสุกในมหาวิทยาลัย(ในหน่วยอื่นไม่ทราบน่ะค่ะ)ใช้วิจัยเป็นตัวเปลี่ยนแปลงแผนทั้งด้านการศึกษาและการรักษาตลอดเวลา
    โดยขับเคลื่อนในรูปแบบพลวัต คือใช้วิจัย การลงมือทำ และการใช้ทฤษฎีรวมทั้งสร้างทฤษฎี ต่อเนื่อง ทำให้เกิดความเข้าใจเรื่องราวของโรค ของการดูแล มีแนวปฏิบติต่างๆ ที่ใช้ผลการวิจัยทั้งไทยและเทศ
    มหาวิทยาลัยลงทุนเรื่องเอกสารเหล่านี้สูงค่ะ และมหาวิทยาลัยในประเทศพัฒนาแล้ว แทบจะรับวารสารจากทุกมุมโลกมาใช้เลย
    และใช้ทุกรูปแบบของการวิจัยมาทำแบบ Mixed methods คือเอาจุดแข็งของการวิจัยแต่ละแบบมาใช้ประโยชน์ …และสาสุกทั้งโลกเชื่อมต่อกันได้หมด

    ทางการศึกษาไทย….ไม่เคยเข้าไปดูตามมหาวิทยาลัยหลักทางการศึกษาค่ะว่า ใช้การวิจัยเป็นฐานด้วยหรือไม่ …เท่าที่สังเกต จะพบการวัดคุณภาพการศึกษาโดยใช้ตัวเลขหรือการวิจัยเชิงปริมาณ ซะเป็นส่วนใหญ่ หรือใช้โมเดลที่สร้างบนฐานตัวเลข ซึ่งไม่ค่อยจะตอบโจทย์ที่ซับซ้อนทางสังคมได้มากนัก

    เท่าที่ติดตามอ่านบันทึกของครูบา เข้าใจว่าการศึกษาใช้ multidisciplinary approach หรือการใช้ความรู้ความเข้าใจแบบสหสาขาวิชา มาวางแผนร่วมกัน
    แต่ไม่แน่ใจว่าอ่านเจอการใช้ผลวิจัยต่างๆ และรูปแบบการวิจัยที่หลากหลายมาใช้ประโยชน์อย่างไรค่ะ

    ในการประชุมได้มีการนำเสนอในด้านนี้หรือไม่ค่ะ

  • #8 sutthinun ให้ความคิดเห็นเมื่อ 12 ธันวาคม 2010 เวลา 18:55

    ถ้าอาจารย์ทำวิจัย แล้วเอาผลวิจัยนั้นมาสอน
    การศึกษาก็จะก้าวหน้ามั่นคง
    แต่สไตล์ี่ไทยยังไงก็ได้ การศึกษาจึงชำรุด
    คงต้องๆช่วยๆกันตามมีตามเกิดไปก่อนกระมัง
    เพราะเป็นเรื่องที่นอกเหนือกึ๋นของเราที่จะไปทำอะไรได้
    อุ้ยสบายดีนะครับ


แสดงความคิดเห็น

ท่านอยากจะเข้าระบบหรือไม่


*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Click to hear an audio file of the anti-spam word


Main: 0.078718185424805 sec
Sidebar: 0.089154005050659 sec