เสน่ห์ชาวบ้าน
พักนี้มีโอกาสได้ดูชมความงามแห่งชีวิต…ตลอดสองฝั่งแม่น้ำโขง
ต้องยอมรับ…ถือเป็นการท่องเที่ยวทางลัดที่ให้ผลคุ้มค่าส่งวิสัยทัศน์ให้กว้างไกลออกไปอีก
กับการคล้องช้างที่อ่านแล้วอ่านอีกในนิทานโบราณคดี เมื่อได้มาดูของจริงจากคุณลุงชาวกูยและลูกทีมแสดงให้ดูว่าการคล้องช้างป่าต้องทำอย่างไรบ้าง… สเต็ปบายสเต็ป
ต้องขอบอกว่า ยิ่งใหญ่ น่าทึ่ง น่าทึ่ง และน่าทึ่ง… จนต้องเข้าอินเตอร์เน็ทหาความเป็นจริงที่น่าชื่นชมด้านอื่นอีก…ถ้ามี
แล้วก็พบเรื่องราวหนึ่งที่มีความเรียบง่ายคลาสสิคอย่างบังเอิญที่ผู้อยู่ในเหตุการณ์ทุกท่านก็ไม่เคยคาดคิดถึงผลลัพธ์มาก่อน…
—
เมื่อปี ๒๔๙๘
ชาวกูยได้ทราบข่าวว่ามีเฮลิคอปเตอร์มาลงที่บ้านตากลาง…หมู่บ้านของชาวกูย ที่ทุกบ้านเลี้ยงช้างเป็นสมาชิกของครอบครัว
ก็จึงชักชวนกันออกไปดู
โดยที่แต่ละคนแต่ละครอบครัวต่างพากันนั่งช้างออกไปดูเฮลิคอปเตอร์ !
พอไปถึงจุดที่เฮลิคอปเตอร์จอด ปรากฏว่าช้างที่ไปรวมกันอยู่ณ.ที่นั้นนับได้กว่า ๓๐๐ เชือก
ทำเอาคนที่มากับเฮลิคอปเตอร์ตกใจและแปลกใจมากกว่าชาวบ้านเสียอีก
เกมทายปัญหา
อ่าน: 2789ทนายความหนุ่มและสาวผมบลอนด์นั่งเบาะติดกันบนเครื่องบินโดยสารระหว่างประเทศ
ทนายความนึกสนุกอยากชวนสาวเจ้าเล่นเกมทายปัญหา
แต่สาวบลอนด์อยากงีบหลับมากกว่าจึงปฏิเสธอย่างสุภาพแล้วหันหน้าหนี
ทนายหนุ่มไม่ลดละ แจกแจงว่าเกมนี้ทั้งง่ายทั้งสนุก
“คนหนึ่งถามคำถาม ถ้าอีกคนตอบไม่ได้ ก็ต้องจ่าย 5 ดอลลาร์”
แต่สาวบลอนด์ไม่สนใจ อยากจะหลับท่าเดียว
“เอางี้ ผมถามคุณ คุณตอบไม่ได้ คุณจ่าย 5 ดอลลาร์ แต่ถ้าผมตอบไม่ได้ ผมจ่ายคุณ 500 ดอลลาร์เลย”
ทนายความเพิ่มเดิมพัน คิดว่าทายปัญหากับสาวผมบลอนด์ยังไงก็ไม่แพ้
หญิงสาวระอาเต็มทีจึงยอมเล่นด้วย
ทนายความถาม “ระยะห่างระหว่างโลกกับดวงจันทร์คือเท่าไหร่?”
สาวผมบลอนด์ไม่ปริปาก มือล้วงกระเป๋าควักแบงก์ 5 ดอลลาร์ส่งให้
คราวนี้ตาเธอถามบ้าง “อะไรเอ่ย ขาขึ้นเนินมี 3 ขา ขาลงมากลับมี 4?”
ทนายจนถ้อยคำ ยกแล็ปท็อปขึ้นมาเสิร์ชหาคำตอบก็แล้ว กดโทรศัพท์ถามเพื่อนๆ ก็แล้ว
ยังตอบไม่ได้
ผ่านไป 1 ชั่วโมง จึงตัดสินใจปลุกสาวบลอนด์ ยื่นเงินให้ 500 ดอลลาร์
สาวเจ้ารับเงินแล้วทำท่าจะหลับต่อ
ทนายชักฉุน สะกิดถามเธอว่า “ตกลงแล้วคำตอบคืออะไรเล่า”
แทนคำตอบ
สาวผมบลอนด์ล้วงกระเป๋าควักแบงก์ 5 ดอลลาร์ให้แล้วนอนต่อ
ครูไทย
อ่าน: 7282
—
อุมามองดูต้นพุดตานซึ่งขึ้นอยู่ใกล้ๆ ดอกเป็นสีเข้มขึ้นตามอาการคล้อยของดวงตะวัน แล้วลุกไปเด็ดมาดูอย่างพิจารณาเช่นเดียวกับลูกจันทน์ซึ่งเก็บวางไว้ข้างตัว
ลายเถาดอกพุดตานเป็นลายงดงามประจำตามหน้าบันโบสถ์วิหารหลายแห่ง ส่วนลายประจำยาม พ่อครูเคยสอนว่ามีต้นกำเนิดมาจากลูกจันทน์…ผ่าเอาเนื้อข้างในออกเหลือแต่เปลือกนอก กลายเป็นดอกดวงสะสวย เหมาะจะต่อเติมเป็นลายประจำยาม แล้วแบ่งตัวเป็นแบบต่างๆซับซ้อนขึ้นตามฝีมือช่าง…ตอนเริ่มหัดเขียนลาย อุมาเขียนลายดอกประจำยามเสียจนขี้นใจ แล้วต่อมาก็หัดต่อเติมด้วยเส้นโค้งหรือเส้นม้วนตัวอ่อนสลวยเป็นรูปร่างต่างๆ– —เป็นจุดเริ่มของงานฝีมือมานับแต่นั้น
—
ความเป็นไปในโลกหลังสงครามโลกครั้งที่สองนับเป็นสิ่งที่เหนือความคาดเดา
—อุมาหยิบกระดาษออกมา จะร่างลายตามที่ฝึกหัดเอาไว้ตั้งแต่เด็ก แต่แล้วก็ไม่มีสมาธิ เกิดความหงุดหงิดจนต้องเก็บใส่กล่องเอาไว้อย่างเก่า ในที่สุดหล่อนก็ลงจากเรือนพัก เดินไปทางด้านลึกสุดของวังติดกับแม่น้ำซึ่งมืดครึ้มด้วยต้นไม้ใหญ่ๆจำพวกประดู่ ปีบ และสารภี ราวกับป่าจนเกือบมองไม่เห็นเรือนแพเก่าๆมีสะพานทอดจากเรือนแพขึ้นมาบนที่ดินชายน้ำ
เรือนแพหลังนั้นเคยเป็นที่เรียนวิชาพิเศษของอุมาตั้งแต่เด็กจนกระทั่งโตเป็นสาว ผู้อยู่อาศัยคือสามีภรรยาแก่ๆคู่หนึ่ง—
—
เรือนแพแห่งนี้เปรียบเหมือนโรงเรียนสอนวิชาช่างและการเรือนสำหรับสาวๆในวังหลายต่อหลายรุ่น จนบัดนี้ก็ยังมีสาวชาววังรุ่นเล็กอายุสิบสามสิบสี่มาเรียนวิชาทำขนม หรือ เขียนลายไทยอยู่ทุกเย็นเมื่อกลับจากโรงเรียน
เมื่ออุมาไปถึง ป้าละไมกำลังทำขนมหม้อตาล— — — บรรดาเด็กสาวรุ่นๆที่มาเรียนก็ก้มหน้าก้มตาปั้นแป้งและเขียนลายกันอยู่อย่างเอาใจใส่—
“ไม่เห็นเสียหลายวัน คุณอุมา” ป้าละไมทักหญิงสาวเมื่อเดินข้ามสะพานมาถึงชานหน้าเรือนแพ
“กลับไปเยี่ยมบ้านค่ะ กลับมาเลยมีชาจีนกับน้ำผึ้งมาฝากด้วย” อุมาวางของแล้วยกมือไหว้ “น้ำผึ้งป่าแท้นะคะ ไม่มีน้ำเชื่อมปน”
“แหม ขอบใจนะแม่คุณ ขอให้เจริญๆเถอะ” ป้าละไมรับของไปด้วยความยินดี แล้วชวนคุยว่า…
”คิดจะมาเขียนลายใหม่บ้างหรือเปล่าล่ะ ติดขัดตรงไหนก็บอกพ่อเขาได้นะคุณอุมา”
“นึกๆอยู่เหมือนกันค่ะ พ่อครูอยู่ไหนล่ะคะ”
—
อุมาก็เลยช่วยปั้นแป้งไปบ้างฆ่าเวลา —
“วันนี้เป็นอะไรหรือเปล่า หน้าตาหมองๆ”
หญิงสาวฝืนยิ้ม “ดิฉันกลับไปเยี่ยมบ้าน คุณแม่ท่านก็ชวนให้กลับไปอยู่ด้วยกันเพราะทางบ้านไม่มีใคร พี่ชายเรียนอีกหลายปีกว่าจะกลับ ดิฉันเองก็ไม่อยากจากวังกลับไป แต่ก็เกรงใจคุณแม่”
ผู้สูงวัยปั้นแป้งพลางมองอีกฝ่ายพลางอย่างเห็นอกเห็นใจ
—
“ถ้าดิฉันไปอยู่ที่บ้าน คงจะไม่ได้มาหาพ่อครูกับคุณป้าอีก” อุมาพูดเสียงอ่อยๆ
“คิดถึงเมื่อไรก็มาหา ใช่ว่าอยู่ห่างไกลกันเมื่อไรล่ะ”
หญิงสาวปั้นแป้งอยู่สักพัก ป้าละไม— — —ก็บอกให้ไปเดินเล่นรอพ่อครูบนฝั่งเสียจะดีกว่า อุมาเดินข้ามสะพานกลับไปเดินเล่น เก็บลูกจันทน์ที่ร่วงหล่นอยู่ตามโคนต้นใหญ่ ดมเล่นได้กลิ่นหอมเอียนๆเพราะสุกงอมแล้วอยู่พักหนึ่ง ก็เห็นชายชราเดินหลังค้อมลัดเลาะหมู่ไม้มาแต่ไกล หล่อนจึงรีบสาวเท้าไปรับ ยกมือไหว้
“เจอป้าแล้วหรือ” — —
เมื่ออุมาตอบรับ เขาก็นั่งลงบนม้าหินเก่าๆแถวนั้น อุมาถอยไปนั่งบนรากไม้ใกล้ๆ เป็นที่รู้กันว่าครูกับลูกศิษย์ชอบสนทนากันในที่สงบ ปลอดจากเสียงเซ็งแซ่หรือหัวร่อต่อกระซิกของเด็กสาวๆในเรือนแพ
“ดิฉันยังตรองไม่ตกจะกลับบ้านดีไหม” หลังจากเล่าเรื่องอย่างย่อๆแล้วอุมาก็จบประโยคอย่างอ่อนใจ
สายตาขุ่นมัวตามวัยของครูมองลูกศิษย์อย่างปรานี แต่ไม่ได้ตอบ หญิงสาวจึงพูดต่อไปว่า
“ถ้ากลับไปอยู่บ้าน จะมัวแต่นั่งเย็บเสื้อปักผ้าอยู่ คุณแม่คงไม่ชอบ ท่านอยากให้ช่วยจดบัญชีทำรายรับรายจ่ายเรื่องเงินทอง คุณพ่อจะตั้งสโมสร ดิฉันก็ต้องไปช่วยเรื่องจัดอาหารคาวหวานเลี้ยงพวกสมาชิก ฝึกหัดคนเสิร์ฟข้าวเสิร์ฟน้ำ แล้วยังต้องดูแลตึกดูแลสนามให้เรียบร้อยอีกด้วย ถ้าดิฉันไม่ทำก็เหมือนปล่อยให้คุณพ่อคุณแม่เหนื่อยอยู่สองคน”
“แล้วจะไม่มีเวลาว่าง พอทำอะไรที่เราชอบบ้างทีเดียวหรือ” ครูถามเสียงเนิบๆ
“ถึงมีคงยากละค่ะ ดิฉันหางานใหม่เอาไว้แล้วว่าจะปักฉากไปตั้งที่สโมสร คุณแม่เห็นเกี่ยวกับงานของคุณพ่อก็เลยไม่ดุ ที่จริงหาเรื่องทำไปอย่างนั้นเองเพราะจะเย็บปักอย่างอื่นท่านก็คงไม่ชอบเท่าไร แต่งานนะคะ ถ้าไม่ได้ฝึกฝนทุกวันแล้ว อีกหน่อยก็มือไม้แข็งจับดินสอจับเข็มไม่ถนัด”
“คุณอุมา” ครูผู้ชราเรียกเบาๆเป็นเชิงเตือน
—
“งานช่างอย่างนี้ จะว่าไปแล้ว ถึงทำแล้วรักจับอกจับใจ ทำเท่าไรไม่มีเบื่อ แต่ก็เป็นงานอาภัพ ช่างฝีมือยากนักจะร่ำรวยเหมือนอาชีพอื่น นั่งหลังขดหลังแข็งทำข้ามวันข้ามคืน ฝีมืออาจจะดี ทำด้วยความยากลำบาก แต่ว่าได้เบี้ยแทบไม่พอยาไส้ ครูเองถ้าไม่ได้อาศัยพระบารมีเสด็จฯ ก็คงไม่อยู่มาได้จนทุกวันนี้”
“แต่ทางบ้านของดิฉันก็ไม่ได้ขัดสนเรื่องเงินทอง” อุมาแย้งเบาๆ
“คุณมีหน้าที่ต้องรักษาสมบัติที่พ่อแม่หามาให้ คุณพ่อคุณแม่คิดถึงข้อนี้จึงอยากให้กลับบ้าน ไปฝึกฝนเรื่องค้าขายทำการทำงาน พี่ชายคุณก็อยู่ห่างไกลนัก คุณเองเป็นผู้หญิง ถ้าไม่รู้เรื่องภายนอกเสียบ้างก็จะถูกคนฉ้อโกงได้ง่าย”
พ่อครูกวาดสายตาไปรอบๆ ถอนใจแล้วปรารภว่า
“อยู่ในวังนี้ก็ได้ฝีมือได้ความรู้พอควรแล้ว เหลือแต่ว่าจะออกไปปฏิบัติตัวอย่างไรเท่านั้น คุณเป็นลูกสาวเศรษฐี ผู้คนมากมายย่อมหวังปอง…ไม่ใช่ปองตัวคุณอย่างเดียว แต่ปองมรดกของคุณด้วย หลังสงครามนี้ ศีลธรรมเสื่อมลงจนน่าใจหาย คนมีแต่คิดตะเกียกตะกายจะเอาเงิน หมดความละอายต่อบาปกรรม คุณจะต้องรู้เท่าทันคนพวกนี้ด้วย จะมัวแต่ผูกลาย เขียนลาย ปักผ้าอยู่ คงไม่ได้ละมัง”
คำตอบของครูทำให้อุมาอึ้ง ตอบไม่ทันว่าจะแย้งอย่างไร หล่อนไม่เคยคิดถึงข้อนี้มาก่อน — —
“คุณพ่อท่านก็มีมากแล้ว” หล่อนหลุดปากออกไปอย่างอึกอัก “ดิฉันไปทำอะไรได้”
นัยน์ตาอ่อนโรยของครูบอกความปรานี
“อีกหน่อยกลับไปบ้านก็รู้เอง การหาเงินมามากๆไม่ใช่ของง่าย ส่วนการรักษาเอาไว้ก็ยากพอกัน ยากที่สุดคือทำให้มันทวีขึ้น ครูรู้จักคุณพ่อคุณแม่ของคุณ ไม่ใช่ง่ายๆนะกว่าท่านจะเป็นเศรษฐีขนาดนี้ คุณเกิดมาตอนพ่อแม่ร่ำรวยแล้ว ไม่เข้าใจหรอก”
อุมานิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ตระหนักว่าถึงเวลาที่หล่อนจะต้องก้าวเดินไปทางใหม่แล้วอย่างไม่มีทางเลือก หล่อนจึงยกมือไหว้เป็นการรับโอวาท นิ่งอยู่สักครู่ก็เปลี่ยนเรื่อง
“ดิฉันตั้งใจว่าจะปักฉากเป็นฉากกั้นห้องค่ะ เคยเห็นตัวอย่างที่วัดเทพฯทำเป็นลายนกยูงเกาะกิ่งไม้ แต่ดิฉันว่าจะปักเป็นลายไทยดีกว่า คุณพ่อท่านมีเพื่อนฝูงเป็นแขกจีนฝรั่งมากมายจะได้อวดฝีมือเขาได้”
เมื่อพูดถึงลายไทย พ่อครูก็ดูกระปรี้กระเปร่าขึ้น
“เรื่องลายไทย ครูก็สอนมามากแล้ว คิดจะทำอะไรแปลกๆหรือเปล่าล่ะ ถึงได้มาถาม”
“ยังคิดไม่ออกเลยค่ะ ใจคอไม่ค่อยสบาย” อุมาตอบอย่างหงุดหงิดเล็กน้อย “ถ้าใจไม่สงบแล้วคิดอะไรไม่ออก ต้องเดินมาหาพ่อครู”
“ถ้างั้นก็ค่อยๆคิด ให้ใจเย็นเสียก่อน อย่ารีบร้อน” พ่อครูตอบ เสียงเหมือนปลอบเด็กขวัญเสีย
“อย่างที่เคยสอน ดูโน่นดูนี่รอบตัวไปก่อน แถวนี้ต้นหมากรากไม้มากมายพอจะคิดดัดแปลงได้ ลายไทยนั้นจะว่าไปแล้วก็เอามาจากของจริงในธรรมชาติ แต่เอามาปรุงแต่งด้วยฝีมือช่างแต่ละคน ไม่ลอกเลียนแบบธรรมชาติ ถ้าลอกแล้วก็ไปถ่ายรูปเอาดีกว่า สะดวกกว่า”
คำสั่งสอนต้นตำรับนี้ อุมาฟังมาตั้งแต่เด็กจนโต จนท่องได้ขึ้นใจแล้วแต่ก็ไม่รู้สึกว่าซ้ำซาก เพราะพ่อครูพูดเพื่อกระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจนั่นเอง ไม่ใช่พูดแล้วพูดอีกด้วยความหลงลืมตามประสาคนแก่
“สมัยก่อนฝรั่งเข้ามาค้าขายในสยาม เห็นภาพวาดตามผนังโบสถ์เข้า ก็ไม่รู้จักของดีของงาม กลับไปว่าเป็นภาพน่าเกลียดไม่มีระยะใกล้ไกล ไม่เหมือนของจริงอย่างรูปวาดเมืองฝรั่ง เขาไม่รู้หรอกว่าคนตะวันออกไม่ลอกแบบธรรมชาติ แต่ประดิดประดอยขึ้นมาใหม่ให้งามกว่า เด่นชัดกว่า บางทีก็จับมาแต่เส้นแต่เค้าโครงที่งามจับใจ เพราะเรารู้จักความงามของเส้นมากกว่าความงามของแสงเงาอย่างฝรั่ง แล้วดูเอาเอง แม้แต่ใบไม้ใบเดียวก็มีเส้นสายที่งามเกลี้ยงเกลาเหมาะจะเอามาเพิ่มความโค้ง เพิ่มลาย เพิ่มอาการไหวสะบัด กลายเป็นลายไทยได้งดงามตามฝีมือช่างได้”
เสียงแหบๆเย็นๆของพ่อครูทำให้อารมณ์ของอุมาสงบลงอย่างรวดเร็ว หล่อนชอบใช้เวลาว่างทบทวนคำสอนของครู แล้วเด็ดดอกไม้ ใบไม้ในวังมาพิจารณา หรือไม่ก็ไปเดินเล่นริมน้ำ ดูระลอกน้ำไหวพลิ้วตามกระแสลม มองออกไปไกลเห็นพระปรางค์วัดอรุณราชวรารามผุดสูงขึ้นทาบทับกับพื้นฟ้าสีครามสีเมฆอ่อนๆ ริมหยิกสวยลอยล่องกระจัดกระจาย อุมามักเอากระดาษติดตัวไปด้วย ขีดเขียนลายเส้นอะไรเรื่อยเปื่อยไปในอารมณ์สงบ แล้วได้ลายกลับมาสำหรับงานชิ้นใหม่
“อย่าปล่อยใจให้ขุ่นมัว บางทีของดีของงามอยู่ตรงหน้านี้เองมองไม่เห็น เพราะโทสะ โมหะ บังเสียหมด” …
พ่อครูเตือนอีกครั้งแล้วลุกขึ้น รับไหว้ลูกศิษย์ที่น้อมตัวลงไหว้อย่างนอบน้อม ก่อนจะเดินหลังค้อมข้ามสะพานไปที่เรือนแพ
—
ขอขอบพระคุณผู้ประพันธ์ ผ้าทอง ในนามปากกา แก้วเก้า … รองศาสตราจารย์ ดร.คุณหญิง วินิตา ดิถียนต์
ส่องกระจก
อ่าน: 1433เมื่อคืนเราอ่านหนังสือของคุณแอนดรูว์ บิกส์ เล่ม…เมืองไทยในสายตาของผม(อีกแล้ว) อย่างเอ็นจอยอารมณ์
ก็ ๑๐ ปีมาแล้วสำหรับความคิดเห็นของคุณแอนดรูว์ ที่ปรากฏอยู่ในเล่มนี้
แต่เรารู้สึกว่า…ไม่เก่าเลย แถมยังเป็นสับปะรดมากด้วย
เรารู้สึกสะใจกับความเห็น…หมัดตรง…ในหลายเรื่องเกี่ยวกับเมืองไทยบ้านเกิดเมืองนอนของเรา…ที่หากคนไทยด้วยกันพูดเองรับรองว่าถูกหมั่นไส้ ไม่ว่าจะเป็น…
- การขานเรียกอเมซซิ่งไทยแลนด์…เราฟังครั้งแรกก็รู้สึกหน่อมแน้มยกหางตัวเองยังไงไม่ทราบ ไม่มีคำอื่นให้เรียกแล้วหรืออย่างไร น่าจะรอให้ผู้มาเยือนเป็นฝ่ายหลุดคำนี้ออกมาเอง จะให้ความรู้สึกดีกว่ากันเยอะเลย
- การโฆษณาเรียกลูกค้าต่างชาติที่น่าสับสน…ไทยเป็นเมืองพุทธ มีเมตตา โอบอ้อมอารีย์ มีวัดวาอารามมากมาย ครอบครัวอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าเป็นครอบครัวใหญ่ อบอุ่น พ่อแม่ลูกอยู่ดูแลกันตลอด แต่ชีวิตจริง มีปรากฏการณ์พ่อแม่ขายลูกสาวให้เป็นโสเภณี คุณแอนดรูว์มีแนะด้วยให้ปิดพัฒน์พงษ์…เออ โดนเขาตบหน้าเข้าจังเบ้อเร้อ เจ็บไหมล่ะ
อีกอย่างไหนๆก็ไหนๆแล้ว ที่เราเองไม่ชอบคือการโฆษณาเมืองไทยด้วยภาพชาวเขา ทำราวกับคนไทยทั้งประเทศคือแบบนี้ เราเองต้องปฏิเสธมาแล้วว่าอยู่บ้านไม่เคยนุ่งอะไรอย่างนั้น หรือไม่อีกทีก็สุดโต่งเลย…ภาพเด็กนักเรียนในชนบท…เราไม่เชื่อหรอกนะว่าชีวิตปกติแนวอื่นๆในเมืองไทยจะไม่ดีพอจนเป็นจุดขายได้น่ะ
- การเรียกความสนใจจากฝรั่งมังค่าด้วยคำว่า Hey You…ขอย้ำว่าคำนี้เป็นคำที่ต้องลบออกไปเลยจากสารระบบแห่งความทรงจำของชาวเราเพราะมันหยาบคายที่สุดชวนให้คนถูกเรียกเกิดโทสะพร้อมกระแทกหน้าคนเรียกเอาได้ง่ายๆ
กับเราเองก็มีเพื่อนที่ไปเที่ยวเมืองไทยครั้งแรกในชีวิตด้วยสาเหตุเพราะเขาเป็น
เพื่อนสนิทกับเรา ก็เลยมองเมืองไทยด้วยความรู้สึกที่ดีที่สุดไม่ระแวงอะไรทั้งสิ้น
และเชื่อมั่นว่าคนไทยทุกคนที่นั่นต้องเหมือนเรา เอาเข้าจริง พอกลับมาเพื่อนบอก
เราว่าชีวิตนี้ไม่ขอไปเมืองไทยอีกแล้วและโกรธไม่ยอมหายเนื่องจากทุกหนแห่งที่
เขาท่องเที่ยวไปจะถูกเรียก Hey You..Hey You นี่แหละ อ้อ…กับอีกอย่างถูก
นำเสนอแม่น้องนาง…เลื้อเกิน !…เราหน้าชา
- อีก๒คำที่เรียกขานนักท่องเที่ยว…มัน กับ ฝรั่ง…ทำยังกะฝรั่งทุกคนไม่รู้ไม่เข้าใจยังงั้นแหละ ฝรั่งที่บังเอิญเข้าใจภาษาไทยนิดหน้อย เขารู้ว่ามันไม่สุภาพตามมารยาทไทยที่เขากำลังได้รับจากคนพูดน่ะ…ความจริงใจเป็นภาษาสากลนะเราว่า
- การโกหกหลอกลวงนักท่องเที่ยวให้เชื่อหรือบางรายถึงขั้นตีขลุม(บังคับด้วยถ้าสถานการณ์อำนวย)ทำทีพาเที่ยวแล้วพาไปซื้อเพชรซี้อจิวเวอรี่…งานนี้คุณแอนดรูว์ลงทุนล้วงลูกเองเลย และตบท้ายทนให้หลอกต่อไปไม่ไหว ก็ย้อนคนไทยทุเรศพวกนั้นเข้าให้…ซ้า(หน้าแตก หมอไม่รับเย็บ !)
- แท็กซี่…โดนจนได้…เรียกแล้วบอกไม่ไปทั้งที่ป้ายบอกว่าว่าง ไปไม่ทันเพราะต้องส่งรถคือเหตุผล…คนไทยเองโดนประจำ เรากลับไปทีไรก็เจ๊อ
- ตุ๊กตุ๊ก…ก็ไม่เว้น…หลังจากแท็กซี่มีมิเตอร์เราพบว่าค่าตุ๊กตุ๊กแพงกว่า ฮา….(ขอฮาหน่อยเถอะ แอร์ก็ไม่มีเนี่ยะนะ)
- นอกจากนี้ที่ร้ายแรงกว่าเพื่อนแต่คุณแอนดรูว์ไม่ได้เขียนถึงก็คือเวลาสามีฝรั่งมองเห็นภรรยาตัวเองซึ่งเป็นคนไทยได้รับการเหมารวมจัดอันดับโดยอัตโนมัติผ่านการปฏิบัติและการพูดจาว่าเป็นแม่น้องนางบ้านนา จากคนไทยด้วยกันในเมืองไทย พวกเขาจะโกรธ จะไม่เข้าใจ เหตุใดคนไทยจึงตาไร้แววไปได้ แล้วก็พาลเที่ยวบ้านเมืองของภรรยาไม่สนุก ไปๆมาๆก็ไม่ไปซะเลย…เมืองไทย
ข้างต้นคือด้านเนกกาทีฟที่คุณแอนดรูว์กระทุ้งให้รู้สึกด้วยหวังดีที่อยากเห็นการปรับปรุงแก้ไข ด้านโพสสิทีฟก็มี๊ อย่าเพิ่งน้อยใจไป
ที่เราชอบมากก็ตอนที่คุณแอนดรูว์ชื่นชมกับความเป็นอยู่แบบชาวบ้านในระว่างที่ออกไปเยี่ยมหมู่บ้านเล็กๆทางภาคอีสานในวันหยุดสุดสัปดาห์ จนถึงกับเรียกตอนนี้ว่า…กลับมาเถิดวันวาน…คุณแอนดรูว์บอกว่ารู้สึกอิจฉากับชีวิตที่ไม่ต้องใช้เงินซื้อข้าวปลาอาหารของชาวบ้านในชนบท…ทุกสิ่งหาได้จากหลังบ้าน รั้วบ้าน และบ้านเพื่อน(แม้แต่เหล้าก็ยังหมักกันเอง)…เราเองก็อิจฉานะคุณแอนดรูว์
นอกจากนี้ก็ชอบตอนที่คุณแอนดรูว์ให้กำลังใจยามเกิดวิกฤตเศรษฐกิจชื่อดัง…ต้มยำกุ้ง…คุณแอนดรูว์ปลอบว่า…ถ้าคุณมีความรู้ความสามารถ มีสุขภาพที่แข็งแรง เราลุกขึ้นยืนได้ใหม่แน่นอน เราต้องอดทนเพื่อเรียนรู้บทเรียนสำคัญของชีวิต…กับอีกตอนที่ว่า…ก้าวไปข้างหน้าแล้วทำอะไรสักอย่างที่คุณไม่เคยทำมาก่อน —- คิดถึงโอกาสที่จะทำให้เกิดความแตกต่างให้กับชีวิตของคุณ เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ —- ออกไปข้างนอกและช่วยงานการกุศลให้มากๆ เชื่อผมเถอะ มันเป็นงานที่ให้ผลตอบแทนที่ดี ผมไม่ได้หมายความว่าต้องบริจาคเงินเพียงอย่างเดียว จริงๆออกไปพบกับคนที่ด้อยโอกาสกว่าคุณก็เป็นอีกวิธีหนึ่งเหมือนกัน เมื่อคุณได้เริ่มลงมือทำสิ่งเหล่านี้ คุณก็จะเริ่มเข้าใจความหมายของการเป็นมนุษย์ ? เหนือสิ่งอื่นใด คุณอาจได้พบกับความสุขที่แท้จริง — ท้ายที่สุด การที่คุณจะทำงานอะไร มันไม่ใช่สิ่งสำคัญอีกต่อไป —- มันขึ้นอยู่กับตัวของคุณเอง สิ่งที่ผมหวังสำหรับคุณนั้นมีเพียงบ้านที่มีความสุข… และยังมีีตอนที่แนะว่า…คนกรุงเทพฯควรเอาอย่างชาวบ้านดีไหม ? เราควรประหยัดให้มาก ใช้ในสิ่งที่เรามี เราไม่ตาย ถ้าไม่มีมือถือ รถราคาแพง เสื้อผ้ามียี่ห้อ เราไม่ควรตกเป็นทาสวัตถุนิยมแบบนี้ หลายท่านที่อดรนทนไม่ได้ หากปราศจากของใช้แพงๆหรูๆ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เศรษฐกิจแล้ว มันอยู่ที่ความคิดความเชื่อของท่าน…เราว่าจนถึงเดี๋ยวนี้คำพูดเหล่านี้ก็ยังใช้ได้อยู่
แล้วก็มาถึงช่วงวิพากษ์สาวไทย คุณแอนดรูว์บอกว่า…ดูอย่างผิวเผินชายไทยมีสิทธิ์มีเสียงและมีอำนาจมากกว่าหญิงไทย —- นั่นเป็นแค่ภาพลวงตาครับ ผมเริ่มรู้ว่า แท้จริงผู้หญิงในประเทศนี้เป็นผู้กุมอำนาจไว้โดยเด็ดขาด เป็นผบ.ทบ.ของครอบครัวและของสามีเธอ กระนั้นก็ตาม —- ผู้หญิงหน้าตาดีๆ จู่ๆ เลิกแต่งตัวฟู่ฟ่า เปลี่ยนทรงผมเป็นโบราณ สวมแว่นตาปีกนกสีดำ แล้วแขวนป้ายไว้รอบคอว่า ”ปล่อยฉันไว้ตามลำพัง ฉัันแก่เกินมีคู่แล้ว” ท่านผู้อ่านที่เป็นผู้หญิง ได้โปรดเชื่อผม เมื่อผมบอกว่าท่านสามารถทำอะไรก็ได้ในชีวิตของท่าน สำหรับท่านที่คิดว่าแก่จนขึ้นคาน อายุของท่านเท่าไรกันแน่? บางท่านอายุแค่ —- แล้วจะแก่ได้อย่างไรกัน? —- อย่างไรก็ตาม วัฒนธรรมทำให้ผู้หญิงเริ่มกังวลเมื่อมีอายุมากขึ้น —- หากคุณไร้คู่จนอายุเฉียด๓๐ คุณเริ่มกระสับกระส่ายแล้ว ฝ่ายชายมักสรุปว่าหญิงที่ไม่มีีคู่ เพราะหน้าตาน่าเกลียดเกินไป มันไม่จริงครับ —- —- —- —- สำหรับความเชื่อที่ว่าอายุคุณมากแล้วคุณขึ้นคาน ผมว่าเราควรยกเลิกมันเสีย เราไม่ควรเลือกคู่เพราะอายุ แต่เราควรเลือกคู่เพราะความเหมาะสมมากกว่า
ความจริงในเล่ม คุณแอนดรูว์ยังพูดถึงเรื่องราวอื่นๆอีกมากมายอย่างสนุกสนานและมีสาระตามสไตล์ของคุณแอนดรูว์(แม้แต่เรื่องการเมืองก็ยังมี) เราจึงสนับสนุนให้หามาอ่านถ้าเป็นไปได้(ช้าไปหน่อยไหมนี่ เรา)
ตบท้าย เราขอนำบางส่วนจากปกหลังมาให้อ่านกันเป็นของหวานอีกนิด
เมื่อผมอยู่ที่นี่และบอกว่าผมรักประเทศไทย
อาหารอร่อย สาวสวย ดนตรีไพเราะ
เป็นประเทศที่น่าอยู่นั้นเป็นเรื่องจริง
แต่นั่นก็ไม่ใช่ว่าเมืองไทยไม่มีข้อเสีย
ซึ่งคงไม่ต้องให้ผมพูดถึง
เพราะเป็นสิ่งที่คนไทยก็รู้สึกอยู่ทุกวันอยู่แล้ว
———-
ผมเคยมีคู่รักไม่เยอะ แต่ไม่น้อยด้วย
มันขึ้นอยู่กับว่า คนที่จะเข้าใจใจของเรามากกว่า
เพราะฉะนั้นถ้าจะชอบใคร
อยู่ข้างใน ไม่ใช่ข้างนอก
ในที่สุดความสวยของเขา
ก็เหมือนความหล่อของผมนะ
มันจะโทรมลงอย่างเร็ว
ขอบคุณคุณแอนดรูว์ที่พูดตรงๆ … ชัดเหมือนส่องกระจกดีจัง
Thanks again, mate !