รู้ว่าไม่รู้อีกมากมาย
อ่าน: 1808การเดินทางไปร่วมกับกลุ่ม “เฮ” ที่โคราชครั้งนี้ ได้เรียนรู้เรื่องต่างๆมากมาย แม้จะเป็นช่วงเวลา เพียง หนึ่ง คืนสองวัน เท่านั้น เรื่องแรก ที่ได้เรียนรู้เมื่อไปถึง ก็คือเรื่องจุลินทรีย์ สามารถเอาไปทำ พลาสติค ได้ อะไรจะขนาดนั้น!!! อาจารย์อธิบายได้อย่างชัดเจน แต่คนฟัง ฟังอย่างเบลอๆเล็กน้อย เพราะตัวเอง ไม่มีพื้นฐานทางนี้เลย เป็นนักเรียน สายศิลปภาษา เลยไม่ค่อยจะคุ้นเคยกับจุลินทรีย์ นอกจากได้ยินผ่านหู ผ่านตาบ้าง รู้เรื่อง EM มา หน่อยๆ รู้เรื่องการหมักแก็สธรรมชาติมานิดๆ พอมารู้ว่า เจ้าตัวเล็กๆที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็นนี้ สามารถนำไปทำอะไรต่อมิอะไร ได้มากมายแล้ว จึงต้องยอมรับว่าทึ่ง และอึ้ง ไปเลย แล้วก็จะต้องมีการบ้าน หัวข้อใหญ่ที่ต้องกลับมาศึกษาต่อไปอีกมาก
ตอนเย็นไปทำอาหารทานกันที่บ้านอาจารย์ทวิช อาจารย์ย่างไก่ด้วยเตาพิเศษแบบใหม่ล่าสุดที่ประหยัดเวลา และรสชาดอร่อยนุ่มนวล แต่เนื่องจากบรรยากาศไม่ค่อยเป็นใจ เพราะต้องทำตัวสั่น แข้งขากระดิก หลบยุงป่า อยู่ตลอด เวลา จนไม่เป็นอันตั้งสติสังเกต หรือพูดคุยกับใคร ดีที่ช่วงหลัง คุณ logos ไปซื้อยากันยุง มาวางไว้ให้ จึงค่อยคุยได้รู้เรื่องมากขึ้น
มาคราวนี้ ได้เจอชาวลานตัวเป็นๆเพิ่มขึ้นอีกหลายคนเช่น อ.ทวิช ลุงเปลี่ยน ครูปู คุณ Logos และป้าจุ๋ม คนสุดท้ายนี้ พอเจอแล้วตื่นเต้นมาก เพราะกลายเป็นคนที่เคยรู้จักคุ้นเคยกันมาก่อน ตั้งแต่เมื่อ 40 ปีที่แล้ว พอเห็นหน้ากันก็รู้สึกคุ้น แต่พอป้าจุ๋มรำลึกเรื่องความหลังเก่าๆ บางเรื่องขึ้นมาให้ฟัง ก็นึกออก เหมือนได้เอา ภาพเก่าๆในสมัยกระโน้น ขึ้นมาฉายซ้ำ จนแจ่มแจ๋วไปเลย
การเจอตัวเป็นๆหลังจากที่เคยได้อ่านความคิดของเขามาก่อนแล้วนั้น ทำให้เรารู้สึกคุ้นเคยกันได้รวดเร็ว และจับแนวถูกว่า คนไหนเป็นอย่างไร สันทัดเรื่องอะไร เพราะในลานปัญญา คนเขียน เอาตัวจริง ความรู้สึกนึกคิดจริง มาตีแผ่อย่างค่อนข้างตรงไปตรงมา ไม่มีอาการเขียนอย่างพูดอย่าง ไม่ต้องกลัวว่าจะมาถูกหลอก ไม่เหมือนพวกเด็กสาวๆที่ไปแอบมีกิ๊กในเนต แต่พอไปเจอตัวจริง แล้วก็ผิดหวัง เพราะไม่เหมือนอย่างที่คิดไว้ เคยมีเรื่องราวฟ้องร้องกันในต่างประเทศ ที่ชายหญิงสองคน คุยกันในเนตมาแรมปี จนรักกัน ชอบพอกัน จึงนัดเจอตัวจริง ปรากฎว่าฝ่ายชายพบว่า ฝ่ายหญิงแก่กว่าฝ่ายชายเกือบสองรอบ เลยโดนฝ่ายชายฟ้องว่าฝ่ายหญิงหลอกลวง เรื่องนี้ จบลงอย่างไร ไม่ได้ติดตาม แต่การไปเจอตัวเป็นๆของชาวลานครั้งนี้ แม่ใหญ่ไม่แปลกใจ เพราะรู้จักทุกคนมาก่อนแล้วจากการอ่าน
วันรุ่งขึ้น ตอนเช้า ได้ไปชมพิพิธภัณฑ์ ที่รวบรวม เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆที่เป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านของคนไทยตั้งแต่สมัยโบราณมาแสดงไว้อย่างมากมาย มีห้องเล็กๆห้องหนึ่งที่ อาจารย์ทวิช แสดงผลงานที่คิดขึ้น มีทั้งที่ยังไม่ได้จดสิทธิบัตร และยังไม่ได้นำออกเผยแพร่ ที่แม่ใหญ่ติดใจก็มี ที่ดื่มน้ำของเด็กๆ ที่ปรับระดับได้ตามความสูงต่ำของคนดื่ม ที่สีข้าว ซึ่งหน้าตาเหมือนเครื่องออกกำลังขาแขน ในโรงยิมไม่มีผิด เตาถ่าน ที่อาจารย์ นำมา วิจัยและพัฒนา จนได้เตาที่ให้ความร้อนสูง ใช้เชื้อเพลิงไม้(น้อยกว่าเตาทั่วไปหลายเท่า) ราคาแค่ห้าร้อยบาท ถ้านำไปแจกชาวบ้านที่ใช้เตาถ่าน จะลดการเผาป่าไปปีละเป็นหมื่นล้าน สิ่งประดิษฐ์สุดท้ายที่แม่ใหญ่ชอบมากๆ คือที่ตากเมล็ดข้าว ซึ่งทำง่ายมากๆ แต่มันช่าง practical จริงๆ ไม่ว่า จะการกลับหน้าเมล็ดข้าว การประหยัดเวลาในการตาก แถมไม่ต้องกลัวน้ำท่วมอีกด้วย (ขออนุญาตไม่อธิบายในรายละเอียด เพราะพูดได้ไม่เหมือนเจ้าของสิ่งประดิษฐ์ )ระหว่างการชมพิพิธภัณฑ์ ได้เดินคุยกับพวกพ่อใหญ่สามคนที่พ่อครูพามาจากพุทไธสงค์ พ่อใหญ่สามคนนี้จะรู้จักเครื่องไม้เครื่องมือโบราณนี้ได้ดีกว่าพวกเรา เพราะหลายอย่างพ่อใหญ่เคยได้ใช้มาก่อน ได้แอบถามเรื่องปลูกข้าวทำนา และบอกว่าแม่ใหญ่อยากทำนาสาธิตที่ขอนแก่นสักหนึ่งไร่ โดยใช้เทคโนโลยี่พื้นบ้าน อย่างกังหันลมและระหัดวิดน้ำเข้านา แม่ใหญ่ก็อยากนำมาใช้ที่นา เอาไว้ให้เด็กนักเรียนได้ศึกษากัน ป้าจุ๋มได้ยิน เลยอาสาจะมาเป็นที่ปรึกษาให้อีกแรง พ่อใหญ่ทั้งสามก็แนะนำพันธ์ข้าว และวิธีการปลูกแบบต่างๆ แม่ใหญ่เลยบอกว่า มาบอกเล่าแค่นี้ ไม่พอ แม่ใหญ่เอาไปทำไม่ได้หรอก ไม่มีประสบการณ์เลย ต้องมาเป็นที่ปรึกษาตัวจริงให้ด้วย เลยตกลงกันว่า เราจะเริ่ม โครงการแปลงข้าวสาธิตกันต้นเดือนสิงหาคมนี้ เพราะป้าจุ๋มให้ความรู้แม่ใหญ่ว่า ให้ปลูกวันเกิดแม่ (12 สิงหาคม) เก็บเกี่ยววันเกิดพ่อ( 5 ธันวาคม) ต้องขอบคุณป้าจุ๋มที่บอกอะไรที่ทำให้แม่ใหญ่จำง่ายๆดีจริงๆ
หลังจากนั้น ได้ไปชมพิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหิน ซึ่งได้จัดแสดงอย่างน่าสนใจ และมีชีวิตชีวา ได้ขอรายละเอียดจากเจ้าหน้าที่เอาไว้แล้ว ตั้งใจจะนำไปให้ครูที่โรงเรียน พานักเรียน มาทัศนศึกษาที่นี่ภายในภาคการศึกษาหน้า
ตอนบ่ายได้ตามพ่อครูไปที่ศูนย์วิจัยไม้อาคาเซีย หรือที่เรารู้จักกันในนาม กระถืนณรงค์ ได้ไปเห็นกระถินณรงค์พันธ์ใหม่ต้นตรง สูงชลูด อายุประมาณสิบปีขึ้น พ่อครูบอกว่า เป็นไม้เนื้อแข็ง สวยงาม เอาไปปลูกสร้างบ้านเรือนได้ดี ใช้เวลาปลูกน้อยกว่าต้นสัก แต่คุณภาพไม่แพ้กัน แม่ใหญ่เกิดกิเลสอีกแล้ว เอ มีที่ดินอยู่อยู 4 ไร่ ปลูกข้าวไปแล้ว 1 ไร่ ยังพอมีที่ปลูกป่าอีก สัก 1 ไร่กระมัง เจ้าหน้าที่บอกว่า วันที่ 2 พฤษภาคม จะแจกกล้าไม้ 500 ต้น โดยแค่เอาบัตรประชาชน มาแสดงเท่านั้น ป้าหวานบอกจะเอา 1000 ต้นก็ได้นะ ป้าหวานให้ยืมบัตรอีกใบ ก็เลยบอกว่า 500 ต้นคงพอแล้ว อาจจะมากเกินที่ดินก็เป็นได้ ยังไม่ได้เรียนรู้เลยว่า เขาปลูกห่างถี่กันแค่ไหน ได้ยินพ่อครูสอนคุณชลิตที่ร่วมเดินทางมาด้วย ว่าให้ปลูกห่างทุกๆหกตารางเมตร แล้วปลูกไม้หอมจีนแทรกตรงกลางระหว่างต้นอาคาเซีย แม่ใหญ่ก็ได้ การบ้านอีกข้อให้ต้องค้นคว้าต่อไปอีกแล้ว
สรุปว่า เดินทางคราวนี้ ได้เรียนรู้เรื่องใหม่อีกมาก ได้การบ้านมาหาคำตอบก็อีกหลายเรื่อง ขอบคุณผู้คนที่ได้ไปพบเจอะเจอ และโอกาสดีดี ขอบใจยายจิ๊กที่ช่วยขับรถและถ่ายรูป เชื่อว่าจิ๊กเองก็ได้เรียนรู้ไม่น้อยไปกว่าแม่เหมือนกัน
Next : ปัญหาซ้ำซากของโรงเรียนเอกชน » »
8 ความคิดเห็น
ขอออตด้วยอีก 500 ต้นนะครับแม่ใหญ่สำหรับอาคาเซีย เพราะปีนี้จะลงให้เต็มแปลงที่บ้าน
18-19 พค จะไปฟังการเพาะชำ การปลูกที่าสวนป่า ถ้าแม่ใหญ่ว่างขอเรียนเชิญไปด้วยกัน
ถ้าไปขนอาคาเชีย บอกด้วยนะครับจะไปด้วย
แม่ใหญ่นี่ขาลุยจริงๆเน้อ ขอบอก
อยากได้สัก 10 ต้นอ่ะ
#3 จะเอามาแบ่งให้ค่ะ เพราะ 500 ต้นคงปลูกไม่หมด
สวัสดีค่ะแม่ใหญ่
“เฮกราบย่าโม”ในครั้งนี้ป้าจุ๋มไม่มีความแน่ใจเลยตั้งแต่ต้นว่าจะได้มีโอกาสไปหรือไม่เพราะช่วงนี้มีภาระกิจค่อนข้างรัดตัวรัดใจทีเดียวค่ะ มาตัดสินใจได้ในคืนสุดท้ายก่อนออกเดินทางว่าพอขยับได้ ก็ได้ขออาศัยนั่งรถไปกับคุณLogos ซึ่งทราบมาว่าหากไม่ติดธุระอะไรก็ไปแน่…
แรงจูงใจที่สำคัญในเฮฯครั้งนี้มี ๓-๔ ข้อคือ
ข้อ ๑ คือ แม่ใหญ่ค่ะเพราะค่อนข้างมั่นใจว่าแม่ใหญ่คืออาจารย์คนสวย อารมณ์ดีที่ป้าจุ๋มเคยรู้จักรักใคร่และเคารพเมื่อ ๔๐ ปีที่แล้ว( โธ่แม่ใหญ่ไม่น่าเปิดเผยตัวเลขเลย งี้ใครๆก็รู้ว่าเราแก่กันหมด…อิอิ) แล้วก็ใช่จริงๆด้วย ต้องขอบอกว่าดีใจมากๆเช่นกันค่ะ
ข้อที่ ๒ คือป้าจุ๋มมีความไม่สบายใจและห่วงใยน้องชายที่ไม่สบายเป็นอย่างมากโดยเฉพาะการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจหลังจากออกจากโรงพยาบาลใหม่ๆ ครั้งนี้คุณLogosเองซึ่งเคยมีประสบการณ์ตรงจากการเจ็บป่วยคล้ายๆกันนี้ และคุณLogosเองได้ดูแลและฟื้นฟูทั้งจิตใจและร่างกายได้เป็นอย่างดีค่ะ ป้าจุ๋มเลยถือโอกาสขอรบกวนเวลาไปคุยและแนะนำน้องชายป้าจุ๋มด้วย ซึ่งผลคือทำให้เขาสบายใจและมีกำลังใจขึ้นมากค่ะ เขาซึ้งใจและประทับใจอย่างมากค่ะ รวมทั้งป้าจุ๋มด้วยค่ะ ต้องขอขอบคุณเป็นอย่างสูงค่ะ บุญใดกุศลใดที่เกิดในครั้งนี้ขอให้ส่งผลให้ชีวิตคุณLogosมีสุขภาพพลานามัยที่ดี ชีวิตมีแต่ความสุขและแคล้วคลาดจากพยันตรายและหมู่มารทั้งปวงด้วยค่ะ
ข้อที่ ๓ คือพอจะทราบข่าวว่ามีครูภูมิปัญญาชาวบ้านคือพ่อวิจิตร พ่อมาก พ่อกว้าง มาด้วยซึ่งทั้ง ๓ ท่านนี้ ซึ่งป้าจุ๋มได้เคยรู้จักและได้เสวนากันเรื่องการเพิ่มมูลค่าของผลิตผลทางการเกษตรและชี้ให้เห็นคุณค่าของสมุนไพร ไทย เมื่อราว ๖ - ๗ ปีที่แล้วค่ะ ก็อยากพบ และก็ไม่ผิดหวังเลยค่ะที่ท่านได้นำไปต่อยอด มีรายได้เพิ่มเติมมาอีกระดับหนึ่ง แต่ยังมีข้อปลีกย่อยที่จะได้เสนอแนะให้ทำให้ดีขึ้นไปอีกเล็กน้อยค่ะ
ที่ดีใจเพิ่มอีกนิดคือท่านยังจำได้ว่าป้าจุ๋มคือผู้ชี้นำและจุดประกายนี้ขึ้นมาค่ะ ก็ทำให้ประทับใจท่านทั้ง ๓ ค่ะคนที่ทำงานเพื่อสังคมทั่วไปคงจะเหมือนกันนะคะว่าสิ่งที่ทำไปมีคนได้รับประโยชน์…
ข้อที่๔ Last but not least คืออยากมาชมผลงานและสิ่งของไทยโบราณที่ท่านอาจารย์ทวิชได้ประดิษฐ์และรวบรวมไว้ ก็ไม่ผิดหวังอีกเช่นกันค่ะ ขอขอบคุณอาจารย์ทวิชเป็นอย่างสูงสำหรับทุกสิ่งอย่างที่ท่านได้สละเวลาและต้อนรับพวกเราเป็นอย่างดีค่ะ และขอเป็นกำลังใจให้ท่านทำดีต่อไปค่ะ
ขอแถมท้ายอีกหน่อยว่าเพิ่งทราบเหมือนกันว่าที่มทส.ได้วิจัยจุลินทรีย์ไปมากมายทีเดียว ชอบจุลินทรีย์ที่ให้ผลิตผลออกมาแล้วนำไปทำเป็นพลาสติก(bio plastic)ได้เช่นกันค่ะ ที่สำคัญคือพลาสติกอย่างนี้จะย่อยสลายได้ง่ายค่ะ(เพราะปัญหาโลกร้อนส่วนหนึ่งนั้นมาจากพลาสติกสังเคราะห์ด้วยค่ะ)
ต้องกราบขอโทษแม่ใหญ่ที่ใช้พื้นที่มากมายในช่องcommentค่ะ…และสุดท้ายก็ขอกอดๆๆๆแม่ใหญ่ด้วยความรักและอบอุ่นค่ะ แม่ใหญ่ยังคงความสวย ความน่ารักไว้เหมือนเดิมทุกอย่างค่ะ แล้วเราจะพบกันเร็วๆนี้นะคะ ตามสัญญา…อิอิ
เรื่องที่ลุกขึ้นจะทำนา ปลูกป่า ก็ต้องบอกว่าเป็นโครงการใหม่เหมือนกัน มาได้ป้าจุ๋มกับพ่อสามคนจากบุรีรัมย์ รับเป็นที่ปรึกษา ใจชื้นขึ้นแยะเลย ซื้อที่นามาปีนึงแล้ว ยังเก้ๆกังๆ ได้แต่ขับรถไปดู แล้วก็กลับมาวางแผนบนกระดาษอยู่นั่นแหละ ขึ้นต้นไม่ถูก แต่สิงหานี้ ถ้าจะต้องเอาจริงเสียที ดีใจมากที่เจอป้าจุ๋มจ้ะ
สวัสดีค่ะแม่ใหญ่…
ป้าจุ๋มเอารูปคู่ที่เราถ่ายด้วยกันให้หวานใจป้าจุ๋มดูเขาบอกว่าจำอาจารย์ได้ค่ะ เขาบอกว่าอาจารย์ยังสวยเหมือนเดิมแต่ดูจะสมบูรณ์มากทีเดียว…อิอิ
มีอีกเรื่องที่จะทำความเข้าใจกับแม่ใหญ่ค่ะ เรื่องโครงการทำนา 1 ไร่ของเรา ที่ป้าจุ๋มบอกว่าการทำนานั้น”เขาดำกันในวันแม่( 12 สิงหา)แล้วจะได้เก็บเกี่ยวในวันพ่อ(5 ธ.ค.)” เพื่อให้จำได้ง่าย ความจริงก็เป็นช่วงระยะเวลาที่ใกล้เคียงที่สุดค่ะ แต่ก่อนที่เราจะดำนานั้นต้องมีการเตรียมดิน เตรียมต้นกล้าไว้ให้พร้อมก่อนนะคะ (เดี๋ยวเราคงจะคุยกันในรายละเอียดอีกครั้งค่ะ)
การเตรียมเพาะต้นกล้าไว้ก่อน ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือนเพื่อจะได้ต้นกล้าโตพอที่จะนำไปปักดำได้ค่ะ และในระหว่างนั้นเราต้องเตรียมไถที่นาไว้ก่อนค่ะ โดยมีการไถดะ การไถพรวน การกำจัดวัชพืชในนาซึ่งสำคัญทีเดียวค่ะและฯลฯ อะไรประมาณนี้ค่ะ เดี๋ยวรายละเอียดเราคงจะไปคุยกันที่แปลงค่ัะ เราต้องดูเลือกแปลงเพาะกล้าซึ่งเป็นแปลงเล็กๆค่ะ ทั้งหมดนี้ต้องเตรียมให้พร้อมก่อนจะถึงวันปักดำค่ะ ดังนั้นช่วงกลางเดือนมิ.ย.คงต้องขยับแล้วค่ะ แต่เดี๋ยวนี้มีความไม่แน่นอนของฝนฟ้า อาจต้องมีการปรับแผนไปตามสภาพบ้างค่ะ
ขนาด 1 ไร่กำลังดีสำหรับมือใหม่ค่ะ ซึ่งขนาดจะเท่าๆกับแปลงทดลองที่เคยทำมาค่ะ แม่ใหญ่ไม่ต้องกลัวค่ะป้าจุ๋มมีเพื่อนเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านข้าว แล้วป้าจุ๋มจะชวนไประดมกำลังกันค่ะ และยังมีพ่อวิจิตร พ่อมาก พ่อกว้างที่มีประสบการณ์ตรงๆเลยรับปากจะมาช่วยอีก… โอ๊ย…แค่คิดก็สนุกแล้วค่ะแม่ใหญ๋
รบกวนแม่ใหญ่ช่วยลบ #7ออกด้วยค่ะเพราะpostซ้ำค่ะ