นักคิด นักทฤษฎี นักปฏิบัติ

โดย อุ๊ยสร้อย เมื่อ เมษายน 30, 2011 เวลา 9:49 (เช้า) ในหมวดหมู่ การเรียนรู้ชีวิต #
อ่าน: 670

สัปดาห์ปลายเดือนเมษายน เป็นสัปดาห์ประชุมกับวงวิชาการโดยแท้จริงค่ะ
วันจันทร์ อังคาร ประชุมเชิงปฏิบัติการที่กรุงเทพฯ ประชุมชื่อเรื่องยาว แต่ก็คือการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

ได้มีโอกาสเจอป้าจุ๋มที่น่ารักด้วย ป้าจุ๋มกรุณามารับและส่ง แถมเลี้ยงข้าวอร่อยด้วย..กราบขอบพระคุณค่า

วันพุธ ประชุมการเตรียมการเรียนการสอนวิชาที่รับผิดชอบ ต่อตอนบ่ายประชุมกรรมการบริหารหลักสูตร สาขาบัณฑิตศึกษา สาขาหนึ่ง

วันพฤหัสและศุกร์ เดินทางไปกรุงเทพฯ อีกเพื่อเข้าร่วมประชุมเป็นเรื่องชื่อยาวอีก แต่สรุปก็เรื่องวิกฤตโลกกับบทบาทของสาธารณสุข

ประชุมร่วมคนในวิชาชีพ ก็ได้ประสบการณ์แลกเปลี่ยนแบบหนึ่ง
ประชุมร่วมกับผู้บริหาร ก็แตกต่างไปอีกแบบหนึ่ง
ประชุมร่วมกับคนนอกวงการ ก็เจอรูปแบบอีกอย่างหนึ่ง

บางประชุมมีโอกาสเสนอความเห็น

บางประชุมเข้าฟังเพื่อรับทราบ

บางประชุมเป็นประธานฯ ที่เชิญท่านผู้บริหารมาให้ความเห็นกับปัญหาและจะได้นำความเห็นเพื่อนำสู่การปฏิบัติ

ความหลากหลายในการที่มีโอกาสพบเจอผู้คนในแวดวงวิชาการแต่มีความแตกต่างกันในประสบการณ์ ทำให้เข้าใจสิ่งที่ประสบพบเห็นมากขึ้นอีกนิดหนึ่ง สรุป (ไร้)สาระกับตัวเองว่า

เวลาฟังนักคิด นักทฤษฎี ที่ไม่ก้าวออกไปเจอสภาพจริง แม้ตัวเองจะมีความน่าชื่นชมในความคิดของท่าน แต่ก็มองเห็นว่าการจะแลกเปลี่ยนอธิบายให้เห็นสภาพจริงนั้น…ท่านก็เข้าใจยาก…ความคิดต่างๆ ที่ได้ยินได้ฟังท่านมาก็จำเป็นต้องวางกองไว้ก่อน นำมาใช้ได้น้อยเพราะมีความล่าช้าที่ไม่ทันกับสภาพจริงๆ

เวลาฟังนักคิด นักบริหาร ที่ให้ความเห็น แม้จะเป็นเรื่องต้องฟังท่าน(โดยตำแหน่งของท่าน) แต่ก็เป็นสิ่งที่ต้องกลับมาวิเคราะห์ต่อไปว่า ความเห็นนั้น น่าจะนำมาใช้หรือไม่ ความเห็นบางอย่างถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ เก็บเนื้อๆ ได้กี่เปอร์เซ็นต์

เวลาฟัง นักคิด  นักปฏิบัติ ที่เชื่อมโยง ทฤษฎี ที่คิดจริง ทำจริง ถึงแม้ท่านจะพูดไม่มาก แต่ก็เห็นถึงความเชี่ยวชาญที่น่าฟังและนำไป คิดต่อ ทำต่อ และเกิดแรงบันดาลใจ

ใช้เวลาไป 5 วันกับการประชุม

เรื่องเนื้องาน ก็ว่ากันไปตามประสา แต่เรื่องที่ได้เรียนรู้เพื่มคือ

ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญนั้น แต่ละท่านจะไม่ยึดกับกรอบหรือข้อจำกัดใดๆ ที่จะมาจำกัดการคิด การกระทำ การพัฒนา เรื่องราวต่างๆ ที่ท่านคิด ท่านทำ
ส่วนท่านผู้ที่กำลังพัฒนาขึ้นสู่ความเชี่ยวชาญ มักกังวลห่วงใยกับ กรอบ ระเบียบ ข้อจำกัด และคำจำกัดความ

ก็คล้ายๆกับการก้าวไปสู่พยาบาลมืออาชีพ ที่เริ่มต้นจากมือใหม่ขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงผู้เชี่ยวชาญ

(http://softwarecreation.org/images/2009/novice-expert.jpg

กว่าจะตัดสินใจอะไรในแบบผู้เชี่ยวชาญได้เขาบอกว่าใช้เวลาร่วม 10 ปี

แต่ตัวเองคัดค้านบ้าง เพราะคิดว่าเวลาไม่ใช่การกำหนดได้ทุกเรื่อง บางคนไม่เจอประสบการณ์ทำงานแบบโหดๆ มาก่อน ไม่เจอรายที่หินๆ มาให้ได้ลงมือทำ …เจอโจทย์ง่ายๆ มาตลอดชีวิต จะเทียบ คนที่เจอรายหนักๆ ลงมือทำและแก้ไข ทำและแก้ไข ซ้ำๆๆ เจอความยากมามาก นั้น..เทียบกันก็คงไม่ได้ และ seniority เพราะอายุงาน บางทีก็ทำงานได้ไม่เท่าคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจทำงานจริงๆ

เวลาเจองานหนักๆ ก็จะปลอบใจตัวเองว่า….งานคือโอกาส การหลบเลี่ยงงานหนักรักงานสบาย อาจจะขาดโอกาสของการพัฒนาขึ้นไปสู่ความเป็นผู้เชี่ยวชาญอย่างน่าเสียดายเวลา….อิอิ…คิดเข้าข้างตัวเองว่า ก็เผื่อจะได้เป็นผู้เชี่ยวชาญกับเขามั่ง อ่ะค่ะ…อิอิ

ค่ายธรรมปัญญา พัฒนาชีวิต ตอน ระวังเหตุสังเกตผล...ตีแตกอิสาน (2): ความเป็นญาติ...ค่ายธรรมปัญญา พัฒนาชีวิต ตอนมื้อกลางวัน...ไปเข้าค่าย ธรรมปัญญา พัฒนาชีวิต (1)...ตึกสูง บนดินเหนียว...ค่ายธรรมะปัญญา พัฒนาชีวิตตอนค่ำ: มืดนอกสว่างใน...ตี๋นฟ้ายกที่สารภี...

« « Prev : รู้สึกว่าวันเวลาผ่านเร็วจังนะคะ

Next : กรวดในรองเท้า » »


ผู้ใช้ Facebook สามารถให้ความเห็นที่นี่ได้ โดยกด Like เพื่อแสดงตัว

13 ความคิดเห็น

  • #1 จอมป่วน ให้ความคิดเห็นเมื่อ 30 เมษายน 2011 เวลา 5:09 (เย็น)

    วิถีเซียน…. อิอิ

  • #2 withwit ให้ความคิดเห็นเมื่อ 30 เมษายน 2011 เวลา 7:53 (เย็น)

    การคิดที่ดี คือการทำที่ยากที่สุด

    ผมขอยืนยัน

    พระพุทธเจ้าเคยทำอะไร นอกจากนั่งหลับตาใต้ต้นโพธิ

    แต่คำสอนของท่านกลับมีประโยชน์มากที่สุด ต่อ คน “ทำ”

  • #3 withwit ให้ความคิดเห็นเมื่อ 30 เมษายน 2011 เวลา 7:57 (เย็น)

    ถ้าทำแล้วโง่ แบบผิดเป็นครู อย่าทำดีกว่า
    เพราะโลกนี้ไม่มีเวลาให้เราลองผิดลองถูกอีกแล้ว

    แต่เออ..ก็ยังดีที่รู้ว่าทำผิด
    ใครหลายคนมันทำผิดแล้วคิดว่าทำถูกไปเสียอีก
    แล้วไปด่าคนที่เขาคิด
    หาว่าดีแต่คิดไปโน่น

    ทั้งที่เขาคิดถูก
    เพราะทำผิดมาหลายแสนชาติแล้ว
    จนมันตกตะกอนในวิญญาณ โดยไม่ต้องคิดก็รู้ได้

  • #4 sutthinun ให้ความคิดเห็นเมื่อ 1 พฤษภาคม 2011 เวลา 7:08 (เช้า)

    เอาใจช่วยอุ้ย สู้ๆๆๆ อิ

  • #5 อุ๊ยสร้อย ให้ความคิดเห็นเมื่อ 1 พฤษภาคม 2011 เวลา 11:15 (เช้า)
    ดีใจที่ “หมอจอมป่วน” แวะมา ไม่ได้คุยกันนานแล้วเหมือนกันนะคะ

    ฤดูกาลประชุมค่ะช่วงนี้ ก่อนที่จะเปิดเทอมและแยกย้ายกันไปตามโรงพยาบาลต่างๆ วอร์ดต่างๆ

  • #6 อุ๊ยสร้อย ให้ความคิดเห็นเมื่อ 1 พฤษภาคม 2011 เวลา 11:18 (เช้า)
    …อืม…”อาจารย์ทวิช” คะ

    น่าสนใจที่อาจารย์บอกว่า คนเราจะสะสมความผิดจนเกิดตกตะกอนข้ามภพชาติ และรู้ได้เอง
    ถ้าอย่างนั้น..คนที่ทำเคยผิดเหล่านั้นก็คง “โง่” ในสายตาของอาจารย์ด้วย…หรือเปล่าคะ

    …สำหรับตัวเองแล้ว…คิดว่าคนเราคงไม่มีใครตั้งใจทำอะไรผิดซ้ำซากหรอกนะคะ บางทีด้วยองค์ความรู้ที่ยังไม่เพียงพอ บริบทที่ไม่เอื้อ ณ เวลาหนึ่ง ก็อาจจะทำให้มีความจำเป็นต้องทำบางเรื่องไปก่อนเพราะ “ประเทศไทยรอไม่ได้” นั่นแหล่ะ
    แต่ทำแล้วเรียนรู้ เรียนรู้แล้วแก้ไขปรับเปลี่ยนปรับปรุง เผยให้คนอื่นรู้ด้วย
    ตรงนี้คือเรื่องที่ต้องทำนั่นแหล่ะ ….

    หรือว่าอาจารย์คิดเห็นอย่างไรคะ

  • #7 อุ๊ยสร้อย ให้ความคิดเห็นเมื่อ 1 พฤษภาคม 2011 เวลา 11:20 (เช้า)
    กราบ “ครูบา” ค่ะ ดีใจที่ปลอดภัยจากระเบิด…อิอิ

    วันนี้ฝนตกต่อเนื่องจากเมื่อคืนค่ะ
    นึกถึงสวนป่านะคะ …เพราะต้นไม้ที่นี่เขียวสวย…คงดีใจได้น้ำฝนกันทั่วหน้า
    ดูน้ำบ่อที่บ้าน น้ำขึ้นมาพอควร
    ปีนี้คงน้ำมาก อีกปี???

  • #8 withwit ให้ความคิดเห็นเมื่อ 1 พฤษภาคม 2011 เวลา 1:16 (เย็น)

    อิอิ ผมไม่ได้ว่าคนอื่นโง่กว่าผมนะครับ
    แต่ โง่กว่าคนฉลาดหลายคนที่มีอยู่ในโลกนี้โดยธรรมชาติ (ซึ่งคงไม่ใช่ผมแน่ๆ )

    แม้แต่ต้นไม้ก็ยังฉลาดกว่ามนุษย์หลายคนเลยครับ เช่น ต้นยาง มันออกแบบลูกไม้ของมันให้ติดกังหันได้อย่างไร เพื่อที่จะได้หล่นไปได้ไกลต้น ตอบ ต้นไม้มันเกิดมาหลายแสนชาติแล้ว มันคิดมานานจนฉลาดโดยธรรมชาติ

  • #9 อุ๊ยสร้อย ให้ความคิดเห็นเมื่อ 1 พฤษภาคม 2011 เวลา 4:26 (เย็น)
    เห็นด้วยนะคะว่า ต้นไม้ฉลาด

    แต่กว่า คน หรือไม่กว่าคนนี่ …อืม….

  • #10 withwit ให้ความคิดเห็นเมื่อ 1 พฤษภาคม 2011 เวลา 6:36 (เย็น)

    ถ้ามนุษย์ สุดฉลาด เท่าต้นไม้
    โลกคงไม่ สับปรับ จนสับสน
    ทั้งคนเก่ง คนรวย และคนจน
    จะสู้ทน ตากฝน จนเลยรวยฯ

  • #11 withwit ให้ความคิดเห็นเมื่อ 1 พฤษภาคม 2011 เวลา 6:46 (เย็น)

    ท่านมหารีชิ (ฤาษี) ที่มีลูกศิษย์เป็น The Beatles
    เคยกล่าวว่า

    คนฉลาดต่างจากคนโง่คือ
    คนโง่เราต้องบอกมันหมื่นครั้งกว่ามันจะเข้าใจ
    ส่วนคนฉลาดเราบอกมันเพียงพันครั้งมันก็เข้าใจแล้ว

  • #12 อุ๊ยสร้อย ให้ความคิดเห็นเมื่อ 2 พฤษภาคม 2011 เวลา 8:17 (เช้า)
    โชคดีหรือร้ายนะ ที่ไม่ได้เป็นลูกศิษย์ของท่านมหารีชิ (แฮะๆๆ ไม่รู้จักด้วย)
    แต่ก็คงไม่ใช่ประเด็น

    ประเด็นคือ…อาจารย์ทวิช เห็นด้วยกับคำสอนของท่านมหารีชิ หรือเปล่าคะ

    เรื่องคำว่า โง่ หรือฉลาดนี่ คนคงนิยามกันล้นหลามล่ะ และตัวเองก็ขี้เกียจไปหา ไปค้น ไปจำ เพราะไม่ได้ให้ความสนใจมากซะงั้น

    ที่สนใจมากกว่า
    คือ
    คนเราจะเอาความฉลาดหรือโง่ นั้นไปทำอะไร เพื่ออะไร และเพราะอะไร

    ตอนนี้มีการขยายความฉลาด เป็นฉลาดทางปัญญา…มันคงเป็นว่า ฉลาดเฉยๆ มันยังไม่พอ???
    หรือไม่ก็ฉลาดแล้วเอาไปใช้ประโยชน์ในสิ่งที่คนมองเห็นไม่พึงใจ??..จนต้องขยายความให้มันเข้ารกเข้าพงไปอีกหน่อย เพื่อแสดงความเชี่ยวชาญด้านภาษา???

  • #13 withwit ให้ความคิดเห็นเมื่อ 3 พฤษภาคม 2011 เวลา 6:42 (เช้า)

    ความโง่ ความฉลาด ในคห. ผม มันไม่สัมบูรณ์ แต่เป็นสัมพัทธ์เสมอ
    เช่นคนโง่มากย่อมเห็นคนโง่น้อยกว่าเป็นคนฉลาด
    คนฉลาดมากที่สุดย่อมเห็นคนฉลาดมากเป็นคนโง่เป็นต้น

    ส่วนต้นไม้ และสัตว์นั้นถ้ามันพูดได้ โพสต์ คงสนุก
    เพราะมันฉลาดแต่เกิดโดยไม่ต้องเข้าโรงเรียน
    ส่วนมนุษย์หลายคนเรียนจนเป็นหมอ วิศวะ ดร.
    แต่ทำกังหันยังสู้ลูกยางที่หล่นจากต้นไม้ไม่ได้เลย


แสดงความคิดเห็น

ท่านอยากจะเข้าระบบหรือไม่


*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Click to hear an audio file of the anti-spam word


Main: 0.75238108634949 sec
Sidebar: 0.48086380958557 sec