รู้สึกว่าวันเวลาผ่านเร็วจังนะคะ
แต่ละวันทำอะไรไม่ได้อย่างที่ตั้งใจเอาซะเลยค่ะ
รู้สึกว่าวันเวลาผ่านเร็วจังนะคะ เวลาถูกแบ่งไปกับหลายอย่างในแต่ละวัน
หยุดสงกรานต์ 5 วัน เตรียมทำงานเอกสารต่างๆที่คั่งค้างเพราะอยากให้เกิดมงคล 1 ใน 38 ข้อที่ว่าการทำงานไม่คั่งค้าง
แต่ไม่ได้ทำเท่าที่อยากทำ
วันเวลาผ่านไปกับงานแม่บ้านต่างๆ หลักๆ คือทำอาหารให้กับญาติที่มาเยี่ยมช่วงสงกรานต์
วางปากกามาจับตะหลิว ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ถ้าใจไม่จดจ่อเพราะมัวห่วงกังวลเรื่องงาน ถึงงานจะเป็นผลแต่คนไม่เป็นสุขเท่าที่ควรจะเป็น เฝ้าระวังใจตัวเองไปสักพักก็มาเห็นว่าเรื่องทำอาหารนี้ ถ้าพิจารณาดูให้ดีจะเห็นว่าเป็นกิจกรรมที่สอนเรื่องของการสร้างทานบารมี การตั้งสติ การเพิ่มพูนเรื่องความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ การได้พิจารณาเรื่องความพอเพียง ความพอดี และความพอใจ และก็มีโอกาสของการได้เฝ้าดูอารมณ์ของตัวเองว่า ปิติ หรือไม่ เมื่อทำเสร็จและมีคนกินให้หมด
การทำอาหารไม่กี่วัน ทำให้นึกถึงหัวอกของคนที่ทำหน้าที่ทำอาหารให้คนอื่นทุกวันทุกมื้อ…อย่างเช่นแม่ค้าอาหารต่างๆ ถ้าหากว่าทำทุกๆๆวันด้วยใจรัก ก็ถือว่าเป็นคนที่มีบุญได้เหมือนกันนะคะ…
แต่ถ้าทำโดยใจไม่เต็มใจ ไม่เป็นสุข มีความโลภต้องการได้เงินมากกว่าให้สิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมกับคนกิน…ไม่ว่าผลจะออกมาดีก็ไม่เปิดปิติยินดี…บุญที่สร้างก็คงจะได้รับแค่ไหนไม่รู้
เมื่อพิจารณาไปอย่างนั้นแล้ว ก็เลยยินดีวางปากกาจริงๆ ไม่ได้หยิบชิ้นงานตามหน้าที่รับผิดชอบของการงานที่สร้างรายได้ เปลี่ยนมาให้สนุกกับการคิดทำอาหารต่างๆ แทน..ก็เหมือนหน้าที่ของการเป็นคนยังไม่ลงมือทำ… งานของรายได้ก็ควรเก็บไว้ก่อน…จริงไหมคะ
ช่วงสงกรานต์ไปวัด…อืม..เจอพุทธพาณิชย์ซะเต็มที่ กล่องเก็บเงินเด่นสง่ากว่าพระพุทธรูปที่ยกมาให้สรงน้ำ ฯลฯ…ไปวัดกลับมาแล้ว ..ก็ได้คิดว่า วัดเป็นแหล่งเรียนรู้ demand กับ supply อีกแหล่งหนึ่ง คนโลภบุญเจอคนโลภเงิน ถือว่าสมดุลกันดีเหมือนกัน
วัดใกล้บ้านเปลี่ยนแปลงไปจนรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนแปลกหน้า …ก็มองว่า เออ นี่ก็สอนธรรมได้ว่า ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปทางเสื่อมหรือเจริญ ..เมื่อเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และก็จะดับไป เราอยากให้วัดเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ไม่ไปลงมือออกความเห็นช่วยเหลือกรรมการวัด เขาก็ย่อมทำตามที่ท่านเจ้าอาวาสบ้าง คนอื่นๆที่ให้ความเห็นนั้น..นี่ถือว่าเราเองก็ละเลยหน้าที่ของฆารวาสเอง…นี่นา..(อิอิ)
หลังสงกรานต์แล้ว ก็เป็นกิจกรรม ดำหัวตามหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะแหล่งฝึกของนักศึกษาที่ทำต่อเนื่องเป็นธรรมเนียม
เวลาที่ใช้ไปกับเรื่องราวต่างๆ ตลอด 2 สัปดาห์มานี้ทำให้เข้าใจอย่างจริงจังว่า ที่เคยฟังๆ มาว่าให้หัดปล่อยวาง ปลดวางเป็นเรื่องๆ และใช้ใจจดจ่อกับสิ่งตรงหน้านั้นเป็นเรื่องยาก ถึงแม้ว่าตัวเองเคยฝึกฝนการมีสมาธิมาก่อน แต่ใจที่แวบไปแวบมา ก็ยังทำให้ต้องคอยยั้งรั้งตัวเองไว้ว่า กำลังทำอะไรอยู่ ผ่อนใจให้ยาวขึ้น เพื่อจะได้ไม่เคร่งเครียดเกินไป
ตอนนี้เมื่อทำหน้าที่ต่างๆ ผ่านพ้นไปตามเทศกาลวัฒนธรรมประเพณี ก็คงต้องเริ่มสะสางงานอาชีพ …เพื่อเตรียมสำหรับการเปิดเทอมที่กำลังจะมาถึงเร็วๆนี้ค่ะ
วันนี้ได้รับเมล์ส่งต่อ ที่อ่านแล้วก็เห็นด้วย ส่วนที่ไม่เห็นด้วยก็มี
ในเมล์มีขยายความมากมายแต่สะกัดได้ว่า ชีวิตที่เต็มคือชีวิตที่เข้าใจการดำเนินชีวิตให้ครบถ้วน มีญาติ มีเพื่อน และมีเวลาให้กับตัวเอง
ก็เห็นด้วยว่าชีวิตของทุกคนไม่ได้โดดเดี่ยว มีชีวิตของคนอื่นๆ สัตว์ พืช และสิ่งต่างๆ ที่เกื้อกูลให้สามารถดำรงอยู่ได้ แต่ชีวิตของแต่ละคนคงไม่เหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องเปรียบเทียบกับใคร ความจำเป็นของแต่ละคนไม่เท่ากัน ไม่ต้องไปเสียเวลาเพ่งโทษใคร ..เวลาเรามีจำกัดก็เลือกว่า จะทำอะไรให้ดีให้งอกงาม
การที่แต่ละชีวิตจะเต็มตื้นมีสุข ไม่เบียดเบียนกันนั้น ก็ขึ้นกับอะไรหลายๆอย่าง
กิจกรรมที่เราเห็นว่าดี มีเมตตาอยากให้คนอื่นได้รับรู้ร่วมกับเรา ได้เข้าใจเส้นทางที่เราเดิน มันก็ยังต้องอาศัยจังหวะเวลาและวิธีการที่แตกต่างในการเข้าถึงและเข้าใจ ….ก็เพราะแต่ละคนมีเส้นทางชีวิตที่แตกต่างกัน…ที่จะคิดเหมือนกันหมดก็คงยาก ….แต่ถ้าหากยอมรับกันได้ทั้งที่คิดเหมือนและคิดต่าง…การได้เห็นหนทางแห่งความสุขที่ไม่เบียดเบียนกันไม่ว่าด้วยกาย วาจา ใจ และการเลือกทำหรือไม่ทำนั้นแต่ละคนก็ต้องตัดสินใจเองอีกนั่นแหล่ะ
ยอมรับจากจุดนี้แล้วเรื่องที่จะไปกังวลว่าจะทำอะไรไม่ทำอะไรก็เบาบางลง ใครก็ไม่ใช่เรา เราก็ไม่ใช่ใคร
ความรู้สึกว่าวันเวลามันหมุนเร็วนั้นยังคงอยู่…แต่ความเร่งรีบร้อนใจว่าทำการงานคั่งค้างลดลงไปมาก
เรื่องจะทำอะไรไม่ทันใจตัวเองสักเรื่อง สองเรื่องเพราะเราเลือกจะปลดวางมันลงบ้าง ก็ไม่เห็นจะเป็นไร วันไหนเวลาอำนวยให้ก็ทำ ก็แล้วกัน
คติที่เคยได้รับจาก ดร. แสวง ที่เคยบอกว่า “กินทีละคำ ทำทีละอย่าง” ..ยังใช้ได้ดีจริงค่ะ
ไม่เบียดเบียนตัวเอง ไม่เบียดเบียนคนอื่น…อะไรที่ทำแล้วจะเสียใจทีหลังก็ไม่ทำ…ค่อยทำ..ใจเย็นลง…ทำให้ใจเต้นช้าลงอีกนิดก็ยืดชีวิตอีกหน่อย…อิอิ
ธรรมสวัสดีสัปดาห์หลังสงกรานต์ค่ะ
พัฒนาองค์กร...« « Prev : ใครแก่กว่าใคร? ระหว่างนางสงกรานต์กับปืน
Next : นักคิด นักทฤษฎี นักปฏิบัติ » »
6 ความคิดเห็น
ทำงานตัวเป็นเกลียว เวลาผ่านไปก็ค่อยๆคลายเกลียว ตัวตรงใจยืดออกเป็นปกติ
บ่ฮู้ว่าเฮ็ดกับข้าวอิหยัง ควงตะหลิว ก็ได้บุญ อิ
ช่วงสงกรานต์ได้อ่านหนังสือสองสามเล่ม ที่สอนเรื่องของการฝึกตามดูอารมณ์ค่ะ….เป็นเรื่องมงคลที่ได้ทำให้กับตัวเองในวันหยุด
เรียนเรื่องนอกตัวมาพอสมควรแล้ว เรื่องในใจของตัวเองยังแค่จิ๊บๆ อยู่ ยังต้องฝึกอีกมากค่ะ
บางเรื่องก็ยังไม่สามารถเขียนหรือคุยเล่าอธิบายได้เพราะยังไม่เข้าใจ…แต่เรื่องที่เข้าใจแล้วก็ยังพอเขียนเล่าได้บ้างน่ะค่ะ
เคยเห็นมดจำนวนมากมายวิ่งเป็นทางดำไปหมด แต่ทั้งหมดก็อยู่ในเส้นทางเดียวกัน เหมือนสงกรานต์ รถราวิ่งออกจากกรุงเทพฯ เข้าอีสาน และภาคอื่นๆ เหมือนมดจริงๆ พี่ขับสวนทางลงกรุงเทพฯไปนั่งจับมือแม่ข้างเตียง ที่มีเส้นสายอะไรเต็มไปหมดบนหัว สายยางเข้าปากเข้าจมูก จนพูดไม่ได้ ได้แต่เมื่อยามรู้ตัวก็ส่ายหน้า หนือพยายามยิ้ม พยายามจะพูด
เมื่อมดจะกลับรัง หรือกลับจากสงกรานตืเข้ากรุงเทพฯเพื่อทำงานใหม่ เราก็ขับรถสวนทางออกไปอีก เพื่อเตรียมตัวสำหรับไปลาว คุณตุ๊ก็กางแผนชีวิตไปจังหวัดโน้นจังหวัดนี้ รวมทั้งภาคใต้ ปล่อยให้น้องหมาเฝ้าบ้าน อิอิ
ทิ้งปากกาจับตะหลิว มันเป็นวิถีใหม่ของคนยุคนี้ แต่ที่บ้านครัวคุณตุ๊ปิดไปเสียมากกว่าเปิด เพราะเห็นใจเธอ ทำงานหน้าที่การงานหนักแล้วต้องมาทำงานบ้าน จึงฝากท้องไว้กับร้านประจำของเราครับ
คุณแม่ของพี่อยู่โรงพยาบาลอะไรคะ…
******
เคยคิดนะคะว่าเวลาที่หมดไปแต่ละวัน ..ไปอยู่ที่การเดินทาง…การหาที่จอดรถ…การต้องมานั่งเปิดเมล์เพื่อจะดู e-office ว่าอะไรด่วนถึงด่วนมากของวัน การใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีในเรื่องที่น่าจะง่ายกว่านั้นก็ได้เช่นการพูดคุยกันตามปกติและตกลงจัดการกันได้โดยไม่ต้องรอหลายๆทอดผ่านทางการสื่อสารทางเดียวของ e-office ต่างๆ ที่ถูกนำมาใช้มากขึ้นนี้ค่ะฯลฯ
เป็นวันแต่ละวันที่เต็มไปด้วยกิจกรรมเพิ่มขึ้นอย่างไม่น่าจะจำเป็น..และน่าจะมีการวิเคราะห์ว่า การเพิ่มให้ทำกิจกรรมต่างๆ ตามที่ใครๆบอกว่ามันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานนั้น…มันจริงแท้แค่ไหนสำหรับประเทศไทยโดยเฉพาะในส่วนราชการที่เต็มไปด้วยความไม่แน่ชัดไม่แน่นอนในเป้าหมายและระเบียบโน้นนี้ให้ต้องตีความไปมา….
ทำอะไรแล้วมัวแต่ชวนกันตีความนี่แหละที่ทำให้มากความ ความที่มันมากขึ้นพาเป๋ออกไปจากเส้นทางของความเดิมทำให้เสียเวลามากมายเหมือนกันนะอุ๊ย แต่ในบางแง่มุมก็จำเป็นต้องยอมให้มันเกิด เพื่อให้คนมีเวลาเคยคุ้นกัน และนำสู่จังหวะของการได้ยินที่แท้จริง มีคุณภาพของการฟังที่แท้ของตน เมื่อนั้นเวลาที่เราคิดว่าเสียมากไปในทีแรกกลับไม่มากเลย คุณค่าที่ได้คืนกลับมาเวลาคลุกคลีกับประสบการณ์แบบนี้ คือ สมาธิและสติที่เติมเต็มไว้ให้ตัวเราได้ครองกายครองใจไม่ให้เกิดความเบียดเบียนตน เบียดเบียนคนอื่น เป็นการฝึกหัดตนให้เข้าใจธรรมแบบไม่รู้ตัวนะอุ๊ย ประสบการณ์แบบนี้เป็นบทเพลงบรรเลงในชีวิตคนที่ถ้าหันมาใช้ศึกษาโลกภายใน จะเข้าใจโลกภายนอกมากขึ้น ดีใจกับตัวเองเหอะที่มีโอกาสได้สัมผัสบทเพลงเหล่านี้
กระบี่บรรเทาเบาบางเรื่องน้ำท่วมบ้างหรือยังคะ
เจอประสบการณ์ซ้ำบ่อยๆ เริ่มมีภูมิคุ้มกันขึ้นบ้างค่ะพี่สาวตา แต่บางเรื่องก็ยัง..ยังอินและยังอยากคิดไปเรื่อยเลยเถิด
ยังไม่นิ่ง…อิอิ
เมื่อวานได้รับเมลส่งต่อ(อีกแหล่ะค่ะ) ว่าด้วยเรื่องน้ำท่วมแผ่นดินแยกเร็วๆนี้…อ่านแล้วก็ อืม..โลกคงอยากแตกเป็นเสี่ยงๆ เต็มทน…มั้ง??
ก็คิดไป…แต่ก็ทบทวนเหมือนกันนะคะว่าในกรณีเหล่านั้น การดูแลคนตั้งครรภ์และหลังคลอด ควรเตรียมการณ์เรื่อง กระเป๋าฉุกเฉินอย่างไร…จำได้ว่าอ่านเรื่องของ diaster nurses หลังพายุแคทรีน่า ที่เขาออกมาทบทวนบทบาทพยาบาลต่อภัยพิบัติพวกนี้…อ่านแล้วเทียบเคียงกับที่เรามีในหลักสูตร…อืม…ของเราที่สอนเรื่อง home birth กันมา ตอนนี้ถือว่าทันสมัยเลยค่ะ