ผู้นำที่ยากจนที่สุดในโลก

อ่าน: 1917

ฝนดาวไม่ตก เมื่อคืนนี้..มีคนชวนให้ตื่นมาดูฝนดาวตก
แต่ช่วงนี้ฝนตกตัดหน้าเสียก่อน ตกหนักตกเบาหยิมๆทั้งวันทั้งคืน บางช่วงก็เหมือนขี้เกียจตก
หรือจำใจตก เออหนอ ธรรมชาติก็เพี้ยนเหมือนกันนะเธอ ลองตื่นย่องมาดูอีกทีตอนตี
3 ฟ้าก็ยังครึ้ม มาดูตี4ครึ่ง ฝนยังไม่เลิกรา
เป็นอันว่า ฝนตกแทนดาวตกแน่นอน เลิกตอแย กลับหลังหันมามุดมุ้ง
เปิดดูในเว็ปเจอเรื่องประธานาธิบดีที่จนที่สุดในโลก อ่านแล้วแสนประทับใจจนต้องลุกมาบันทึกไว้เตือนใจตนเอง

 

อ่านเรื่องดีๆบ้านเขา
นึกย้อนมาดูประวัติและผลงานผู้นำของไทยแล้ว อิจฉาชาวอรุวัยเป็นบ้า ผู้นำของเรามันมีแต่ไอ้เขี้ยวลากดินกินตะกะมูมมาม
จัดอยู่ในประเภท
..พวกสมองหมาปัญญาควาย..

 

ประธานาธิบดี
แห่งอุรุวัย นายโอเซ่ มูฮิก้า
ได้ปิดบ้านหรูที่รัฐบาลมอบให้ในกรุงมอนเดวิเดโอ
และเลือกที่จะอยู่กับภรรยาที่บ้านหลังเล็กๆสุดถนนลูกรัง ในฟาร์มย่านเมืองหลวง
ทั้งสองท่านทำเกษตรกรรมเท่าที่พอจะอำนวยด้วยตนเอง 
ด้วยการปลูกพืชไม้ดอก

ชีวิตที่แสนเรียบง่ายและความจริงที่ว่า
นายมูฮิกาบริจาคเงินเดือนซึ่งตกเดือนละ
12,000 ดอลลาร์สหรัฐกว่าร้อยละ90 เพื่อมอบให้การกุศล
ซึ่งนี่เองที่ทำให้เขาได้ชื่อว่าประธานาธิบดีที่ยากจนสุดในโลก นายมูฮิกาเปิดเผยว่า
เขาใช้ชีวิตเช่นนี้มานานแล้ว นั่งพักผ่อนบนเก้าอี้ไม้เก่าๆในสวน

“ผมพอใจในสิ่งที่ผมมี”

 

ในปี2010 การตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของคณะรัฐบาลอุรุวัย
พบว่านายมูฮิกามีทรัพย์สินมูลค่า
1,800ดอลลาร์ (ราว215,800
บาท) ซึ่งก็คือราคารถเต่าโฟล์กสวาเกนของเขา ที่ซื้อมาตั้งแต่ปี 1987
 ส่วนในปีนี้
เขาบวกทรัพย์สินของภรรยาไปด้วย ซึ่งประกอบด้วยที่ดิน รถแทรกเตอร์ และบ้านรวมแล้ว
เขามีทรัพย์สินอยู่ที่
215,000ดอลลาร์ (ราว 6,665,000
บาท)

เ ข า ก ล่ า
ว ว่ า  การได้รับฉายาประธานาธิบดีที่ยากจนที่สุดในโลก
ไม่ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองจน
คนจนคือคนที่ทำงานเพื่อตอบสนองรสนิยมอันหรูราของตน
และมีความต้องการไม่สิ้นสุด
 
สำหรับเขา “สภาพความเป็นอยู่เช่นนี้ คือการได้อิสรเสรี เพราะหากคุณไม่ได้ครอบครองสิ่งใดมากมาย
คุณก็ไม่ต้องทุ่มแรงกายแรงใจเยี่ยงกรรมกรเพื่อหามันมาครอบครอง
และยิ่งไปกว่านั้น
คุณยังมีเวลาเป็นของตนเองด้วย “

 

ผู้นำอุรุวัย
กล่าวถึงประเด็นเดียวกันนี้ ในการกล่าว ณ ที่ประชุมสุดยอดด้านสิ่งแวดล้อม ริโอ
+20 เมื่อเดือนมิถุนายนว่า
..หลายประเทศต่างพูดถึงการพัฒนาที่ยั่งยืน
เพื่อให้ประชาชนหลุดพ้นจากความยากจน
 “ แต่เรากำลังคิดอะไรอยู่? เราต้องการรูปแบบการพัฒนาการบริโภคของประเทศที่ร่ำรวยอย่างนั้นหรือ?  ผมขอถามคุณว่า อะไรจะเกิดขึ้นกับโลกใบนี้ หากชาวอินเดียมีสัดส่วนการครอบครองรถต่อครัวเรือนเท่าเยอรมันนี?
แล้วเราจะเหลืออกซิเจน
ไว้หายใจอีกเท่าไหร่?

 

 

“โลกใบนี้มีทรัพยากรเพียงพอ
เพื่อจะตอบสนองคน
7หรือ8พันล้านคน  มีระดับการบริโภคและการสร้างขยะที่เท่าเทียมกับประเทศที่ร่ำรวยหรือไม่
และนี่เป็นระดับการบริโภคที่เกินจำเป็นที่กำลังทำร้ายโลกของเรา”

 

นายมูฮิกา กล่าวตำหนิผู้นำของโลกส่วนใหญ่ ที่มีความเชื่อผิดๆว่า
การสร้างการเติบโต คือการกระตุ้นการบริโภค ซึ่งในทางตรงกันข้าม จะนำไปสู่จุดจบของโลก

ผมละทึ่งกับอีตาคนนี้นัก แต่ก็นั่นแหละเธอ ขึ้นอยู่กับวาสนาของประเทศใครประเทศมัน
จะทำยังไงได้ ในเมื่อบางประเทศทำแต่สิ่งตรงกันข้ามความพอเพียงทั้งนั้น

 

พอเดินมาถึงจุดนี้
เธอจะเห็นแล้วว่าความพอเพียงใช้ได้กับบุคคลทุกสถานะ ไม่เลือกผู้ดีมีจน ไม่เลือกคนที่ยศถาบรรดาศักดิ์
ความพอเพียงเป็นวินัยของมนุษยชาติ ประเทศไหนมีต้นทุนในเรื่องนี้มาก
สังคมก็จะสันติสุข ประเทศไหนที่กิเลสหนาตราช้าง ก็รับกรรมกันไปทั่วหน้า
.ที่ชอบเรื่องนี้เพราะสะท้อนความจริงเชิงประจักษ์ว่า
ความพอดีนั้นเอามาใช้ในตำแหน่งผู้นำของประเทศได้อย่างดีเชียวแหละ

·      
ไม่ต้องกอบโกยทรัพย์สินมากมายจนต้องแอบซุกไว้ที่โน่นที่นี่

·      
ไม่ต้องบิดตะกูดกับกฎระเบียบกฎหมายของบ้านเมือง

·      
ไม่ต้องวางยาสังคมและประเทศชาติ

·      
ไม่ต้องก่อสร้างมวลชนนอกระบบมาชนหน้าชนหลัง

·      
ไม่ต้องพลิกแพลงเอางบประมาณแผ่นดินมาซื้อห่วงจูงจมูกควาย

·      
ไม่ต้องแสดงความประพฤติลิงหลอกเจ้า

 

เขาก็เป็นประธานาธิบดีสง่างามได้
ในแบบฉบับความดีงามแห่งตน
แสดงว่าคนดีจริงไม่ต้องกระเสือกกระสนอะไรมาก
อยู่อย่างเกษตรกรธรรมดาๆก็มีคนยกย่องเลือกให้ไปเป็นผู้นำประเทศได้  แหม
.ระหว่างที่เข้าได้เข้าเข็มกับเรื่องนี้ ก็มีโทรศัพท์เข้ามาจวนรุ่งสาง
ให้ออกไปรับที่สถานีขนส่งบุรีรัมย์ ผมก็กระโจนลงจากเตียงสิเธอ
..รีบอาบน้ำ
ใส่เสื้อผ้าแล้วแจ้นขับรถเข้าเมือง ระยะทางประมาณ
40 กม. ระหว่างทางสังเกตเห็นร่อยรอยฝนตกบางๆ

 

พอฟ้าเรื่อเรือง..

ได้เห็นรุ่งกินน้ำพาดเฉลียงขอบฟ้าอยู่ตรงหน้า

เอ๊ะ! รึจะเป็นลางดี ..ว่าต่อไปนี้บ้านเมืองเราจะฟ้าสีทองผ่องอำไพ

เกิดมาก็เพิ่งเคยเห็นรุ่งกินน้ำในยามเช้าตรู่เช่นนี้

จึงจอดๆๆ..รถ กดชัตเตอร์ ฉับๆๆ..

เพื่อจะเอารูปมาฝากคนสวย

ที่ช่วยคอมเมนท์เรื่องความพอเพียงภาคการบริหารประเทศยังไงละเธอ 

อิ  อิ,,


โอย อยากจีบพยาบาล ****

อ่าน: 1977

::เอกสารประกอบการบรรยาย

:การมาดูงานของคณะพยาบาลบัณฑิตแห่งเอเซีย

:วันที่ 16 พฤศจิกายน 2555

: เอกสารอ่านประกอบ “หนังสือเจ้าเป็นไผ กับ โมเดลบุรีรัมย์

ถ้าจับคนน่ารักมาเข้าแถว แล้วเรียงลำดับความน่ารักให้เลือกจีบได้ ผมก็จะเลือกคุณๆพยาบาลนี่แหละเป็นอันดับแรก ทำไมรึ ? โธ่! ไม่น่าถามเล๊ยยย..เธอก็ลองวิเคราะห์ใคร่ครวญดูสิว่า..วิชาการพยาบาลนั้น แต่ละสถาบันเขาเคี่ยวกร่ำให้นางฟ้าสีขาวเป็นผู้ที่มีวินัย มีความรู้ มีความสามารถอย่างแท้จริง มีความรับผิดชอบสูงมาก มีความทนทานต่อการกดดันเป็นเยี่ยม มีความสุภาพเรียบร้อย มีความเมตตากรุณา และมีความอดทนเป็นแรด..ด้วยคุณสมบัติบรรเจิดเช่นนี้ เรายังจะเลือกไปรักคนอื่นได้จะได? เรื่องนี้มีเหตุผลส่วนตัวที่อธิบายได้ เพราะคุณอาจารย์พยาบาล คุณพยาบาลวิชาชีพ หรือนักศึกษาที่กำลังเรียนเข้มเพื่อเติมเต็มวิชา”หัวใจพยาบาล” ทุกท่านที่ผมรู้จัก ล้วนประทับใจในไมตรีจิต และผมได้รับความเมตตา กรุณา อุเบกขา มาอย่างท่วมท้น เรียกว่าเป็นความงดงามที่แสนจะชื่นมื่นเลยละเธอเอ๊ยยย!

สมัยนี้จะมาโมเมชั่นไม่ได้หรอกว่า ต้องมีหลักฐานประกอบการอ้างอิงว่า ผมได้รับความปรารถนาดีจากชาวพยาบาลอย่างไร? เรื่องนี้โยงไปถึงกระบวนการของชาวเฮฮาศาสตร์ ยามใดที่ผมประสบปัญหาต้องการความช่วยเหลือ ผมก็จะตีฆ้องร้องป่าวลงในเฟสบุกค์ ไปถึงญาติสายแซ่เฮ แจ้งว่า..ช่วยอุปการะหน่อยเถิด สวนป่าจะมีนักศึกษาพยาบาล. บัณฑิตแห่งเอเซียมาดูงาน มีข้อคิดเห็น/แนะนำไหมครับ. ควรจะกล่อมไปในลู่ใด. ถึงจะเหมาะสมตามครรลองของชาวเฮ

ชั่วไม่นานเกินเคี้ยวหมากแหลก..แบบโจโฉนึกถึงกวนอู กวนอูก็โผล่มานั่นแหละ “อุ้ยสร้อย” ผศ.ดร.จันทรัตน์ เจริญสันติ แห่งคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กับ อาจารย์ดวงพร เลาหะกุล พยาบาลรุ่นเก๋าส์ที่เปลี่ยนผ่านไปเป็นผู้บริหารโรงเรียนมงคลวิทยาที่จังหวัดลำพูน ทั้ง2ท่านได้กรุณาเผยแผ่มุมมองเกี่ยวกับการศึกษาดูงานที่สวนป่ามหาชีวาลัยดังนี้

· Jantararat Chareonsanti เล่าเรื่องตัวเองค่ะพ่อครูบา ว่าตอนแรกๆ ที่ไปสวนป่า จะว่าไปศึกษา ไปเที่ยวหรือไปดูงานหรือจะเรียกอะไรก็แล้วแต่…ตอนนั้นไม่รู้ว่าพ่อครูบาใช้ลู่ทางอะไร…แต่ก็ยอมรับว่าไปสวนป่าทุกครั้งการเรียนรู้ก็แตกต่างไป เรื่องที่ไประยะแรกไม่เข้าใจก็เข้าใจมากขึ้นและก็เจอโจทย์ใหม่ๆ ที่ท้าทายให้อยากลองทดลองทำมากขึ้นด้วย

·
ตอนแรกที่ไปอยากรู้ว่าเรื่องของธรรมชาตินั้นคนเราจะอยู่ร่วมได้อย่างไร และจะสร้างได้อย่างไร

·
เมื่อไปพบผู้คนที่เวียนมาหาพ่อครูบา ไปเห็นวิถีการใช้ชีวิตของทุกคนที่สวนป่า สังเกตกับสภาพกึ่งเมือง เมนูอาหารที่เอาใจคนในเมือง ฯลฯ ระยะแรกสั่นคลอนความคิดที่เคยฝังหัวกับคำว่าเกษตรกร ความยากจน การขาดความรู้ ตามรูปแบบที่เคยเรียนเรื่องชนบท….

·
ครั้งแรกที่ไปและจำได้ว่าได้ลุกขึ้นพูดในเวทีกลางลานไผ่ว่า….ที่เคยคิดว่ารู้อะไรมามากพอ คิดว่าตัวเองพึ่งพาตัวเองได้ไม่เดือนร้อนใคร หาเงินทำงานดูแลตัวเองนั้น พอมาที่สวนป่าถึงรู้ตัวว่าที่จริงแล้วกลับไม่รู้อะไรเลย

·
กลับพบว่า ไม่มีความรู้แม้แต่การจะเอาตัวรอดให้มีชีวิต เดินในสวนป่า ใบไม้ที่จะเก็บกินมีอะไรบ้าที่จะกินได้ ก็ไม่รู้จัก จะกินไก่ก็ยังจับไก่ไม่เป็นด้วยซ้ำ อย่าว่าแต่จะเชือดไก่กินเลย จะเก็บไข่จากไหนก็ยังไม่รู้ว่าไก่ไปไข่ที่ไหน…..ความรู้ที่เรียนมาเกือบตลอดชีวิตยังไม่สามารถพาตัวเองพึ่งพาตัวเองได้….อย่างนี้แล้ว….คงน่าอายถ้าจะไปแนะนำให้ใครเขาทำอะไรในสิ่งที่ตัวเองยังไม่รู้จัก

·
เมื่อได้ไปสวนป่าหลายครั้งขึ้น…..ความเข้าใจเรื่องการพึ่งพาอาศัยกันก็มากขึ้น การกลับมาใช้ชีวิตในสภาพที่อยู่ประจำวันก็มีการเปลี่ยนแปลง เคารพกับธรรมชาติมากขึ้น รวมทั้งเกิดความอยากศึกษาธรรมชาติของคนมากขึ้นกว่าที่เคยเป็น และได้เขียนในบล็อกครั้งหนึ่งว่า ชีวิตในสังคมที่เหมือนเดิมแต่ไม่เหมือนเดิม.

พ่อครูบา แม่หวี ยายสอน และหลายๆชีวิตที่เกี่ยวข้องกับสวนป่าและสวนป่ามีธรรมชาติของการใช้ชีวิตที่พึ่งพาอาศัย การเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันและกัน และการมีความปกติของการใช้ชีวิตคือมีการปรับตัวเปลี่ยนแปลง ยอมรับการเปลี่ยนแปลง

พยาบาลเป็นวิชาชีพที่ต้องทำความเข้าใจในสิ่งเหล่านี้ ค่ะ
ทุกครั้งที่ปฐมนิเทศนักศึกษาในกระบวนวิชา จะบอกจุดประสงค์เขาว่า วิชานี้ครูต้องการให้ใช้เวลาอันมีค่าที่เราอยู่ด้วยกันในการพัฒนาตัวเราขึ้นไปเพื่อการเป็นมนุษย์ที่ดี และเมื่อเป็นมนุษย์ที่ดีแล้ว เราจะพัฒนาการเป็นพยาบาลที่ดีได้ไม่ยาก

คนที่ได้ไปรู้จักพ่อครูบา ชาวเฮ และสวนป่า…มีวาสนาเสมอค่ะ

·

· Duangporn Laohakul มายกมือเห็นด้วยกับอุ๊ย โดยเฉพาะในประเด็นการเรียนรู้ที่จะเป็นมนุษย์ที่ดี และใช้ศาสตร์ของการพยาบาลเป็นเครื่องมือในการใช้ชีวิตอย่างเมตตาตนเอง เมตตาผู้อื่น. เมตตาตนเองด้วยการดูแลกายใจให้เป็นสุข เมตตาผู้อื่นให้พ้นทุกข์. ที่สวนป่านำพาให้รู้จักมองเห็นความสุขอันเรียบง่าย รวมทั้งเรื่องเล่าของครูบา ทำให้เห็นวิธีคิด วิธีเรียน วิธีเผชิญกับทุกสิ่ง ที่นำสู่ความรู้ ความเข้าใจ ที่เป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิตอย่างสอดคล้องกับธรรมชาติ อยากให้พยาบาลได้เห็นคุณค่าในตนเอง เห็นความสุขจากงานที่ทำ โดยไม่ต้องเปรียบเทียบตนเองกับวิชาชีพอื่น ไม่ว่าจะเปรียบเทียบว่าสูงกว่า หรือ ด้อยกว่า ก็ตามค่ะ. แค่การต้อนรับผู้คนของครูบา แม่หวี ป้าสอน ที่ง่ายๆเป็นธรรมชาติ ทำให้ผู้ไปเยือนรู้สึกสบายใจ เป็นเสมือนญาติ วิชานี้วิชาเดียว ถ้าพยาบาลเอาไปใช้ได้ คนไข้หายป่วยตั้งแต่ยังไม่เข้าห้องตรวจละมังคะ..:)

·

เห็นไหมละครับ? คนที่มีหัวใจเป็นพยาบาลนั้นน่ารักอย่างไร?

อ้าว! แล้วคุณหมอ ซึ่งมีคุณสมบัติเช่นเดียวกัน ไม่น่ารักรึ!

โธ่! ..อ ย่ า ชั ก ใ บ ใ ห้ เ รื อ เ สี ย สิ

พรุ่งนี้..นักศึกษาพยาบาลจากบัณฑิตเอเชียมาดูงาน

เราก็ควรพิจารณาในเรื่องที่ใกล้ตัวใกล้ใจก่อนสิเธอ อิ อิ..

การมาศึกษาดูงานครั้งนี้ โจทย์ที่ต้องคลี่คลายให้กระจ่างก็คือ

“ เศรษฐกิจพอเพียงบันดาลสุขได้จริงหรือ “

เรื่องนี้ไม่ยากหรอก เพราะเราทำให้ดูอยู่ให้เห็นอย่างที่หมอเจ๊ว่าไว้อยู่แล้ว ไม่ได้ฝืนอยู่ฝืนทำ หรือทำแบบนิทรรศการอะไร ต้องการดำเนินชีวิตไปในทางใด ทำแค่ไหนพอดี ก็กระทำแค่นั้น ไม่ได้วิริศมาหราอะไร เพราะคิดว่า เราอยู่กับดิน ถ้าเราติดดินได้มากเท่าใด รากแห่งชีวิตจิตใจของเราก็จะหยั่งลงไปในบริบทของธรรมชาติได้มากเท่านั้น อาจจะเล่าถึงกิจวัตรประจำวัน ตั้งแต่เช้า-จรดเย็น จากเย็น-เข้านอนไปจนถึงตื่นนอนอีกวัน

ถ้าดำเนินชีวิตแบบง่ายๆได้ เรื่องยุ่งยากก็จะไม่ค่อยมีนะ

ถ้ามีปัญหาก็ขุดหลุมฝังกลบแบบใส่ปุ๋ยให้ต้นไม้ซะ

อยู่กับธรรมชาติ ธรรมชาติก็จะกล่อมเกลาจิตใจ

ต้นไม้ มด แมลง นก ผึ้ง ฯลฯ นอกจากเป็นเพื่อนร่วมโลกแล้ว

ยังเป็นครูสอนวิชาใช้ชีวิตให้แก่เราสม่ำเสมอ

· ไม่เคยเห็นมดแดงตัวไหนลงพุง

· ไม่เคยเห็นหนอนตัวไหนอกหัก

· ไม่เคยเห็นนกตัวไหนร้องไห้

· ไม่เคยเห็นปลวกตัวไหนติดยาบ้า

· ไม่เคยเห็นผึ้งตัวไหนขี้เกียจ

· ไม่เคยเห็นอีกาตัวไหนตื่นสาย

· ไม่เคยเห็นต้นไม้ต้นไหนเบื่อหน้าที่

ถามว่าจะฝากอะไรไปถึงคุณพยาบาล

อ๋อ มีแน่ๆ ดังนี้ครับ

1. คนไข้ต้องการเห็นคุณพยาบาลทุกคนเป็นคนสวย ถ้าพยาบาลสดสวย อะไรๆก็สดชื่นใช่ไหมละครับ อันที่จริงในโลกนี้ไม่มีใครขี้เหร่หรอกนะเธอ ถ้าเขาเหล่านี้มีจิตใจที่งดงาม มีรอยยิ้มหวาน มีคำพูดที่ไพเราะ กริยามารยาทแช่มช้อย กระตือรือร้นในการดูแลผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ มีความเมตตาทะลุออกมาจากใจ ธรรมชาติของพยาบาลนั้น แต่งชุดสีขาวสะอาดสะอ้านอยู่แล้ว ถ้าสะอาดทั้งเครื่องแบบ สะอาดทั้งกายใจ คุณพยาบาลก็น่าจะสวยได้ทุกคนแล้วละครับ

2. คนไข้ต้องการเห็นพยาบาลมีความสุข คนที่มีหน้าที่บริบาลความทุกข์ของคนอื่น ตนเองไม่ควรจะแบกภาระทุกข์เข้าไปทำงานด้วย หน้าที่การงานแต่ละวันที่แสนหนักและฉุกละหุก ถ้าพยาบาลมีพลังแห่งสติ มีความมั่นคงแห่งจิตใจ มีความสุขที่จะแบ่งปันผู้อื่น สภาพการทำงานที่แสนจะยุ่งเหยิง ก็น่าจะผ่อนหนักเป็นเบาได้ นอกจากจะทำหน้าที่คลี่คลายโรคที่ทนทุกข์ทรมานแล้ว คุณพยาบาลควรเรียนรู้วิชา ตอนบ่ายคลายเครียดด้วย

3. คนไข้ต้องการเห็นคุณพยาบาลมีจิตใจมั่นคง ทำหน้าที่แม่พระได้อย่างสง่างาม ไม่น้อยเนื้อต่ำใจ ชัดเจนในวิถีแห่งพยาบาล ว่าเราจิตใจสูงพอที่จะอุทิศตนเองเพื่อความสันติสุขให้แก่ชาวโลก ดั่งปณิธารที่เป็นเพลงร้องประจำหมู่ของชาวพยาบาล สุดคะนึงถึงผู้ก่อตั้ง หรือ ดำเนินตามแนวทางของแม่ชีเทรซ่า เพราะถ้าหลุดออกจากห้วงแต่ความเมตตาธรรม จิตใจเราก็จะไขว้เขว ระส่ำระสายในบทบาทหน้าที่หลัก ถึงแม้จะเป๋ไปบ้าง ที่ชักชวนกันไปประท้วงสิทธิการบรรจุเป็นข้าราชการประจำ แต่ก็เป็นที่ยอมรับได้ เพียงแต่ต้องถอยมาใคร่ครวญ ..เรากำลังรีดเลือดจากปู แม่ปูที่ยังยักแย่ยักยัน ชักหน้าไม่ถึงหลัง รัฐมนตรีก็ชักเข้าชักออก ถ้าสถานการณ์นิ่งกว่านี้ อาจจะได้รับการตอบสนองได้เร็วและมากขึ้น ถ้าเป็นคุณพยาบาลทหาร เขาก็จะร้องเพลง ท.ทหาร อดทน

“ถ้าพยาบาลป่วยใจ คนไข้ไม่สบายใจด้วยทั้งแผ่นดิน”

4. คนไข้ต้องการเห็นคุณพยาบาลรักษาโรคทางสังคมด้วย ปัจจุบันสังคมไทยเป็นสังคมที่ผิดปกติ เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายไปทุกย่อมหญ้า นำพาให้โรคต่างๆขยายวงกว้าง โดยเฉพาะโรคเครียด โรคหมั่นไส้ โรคทำดีไม่ค่อยได้ดี โรคมิดีมิร้าย โรคลักกระปิดลักกระเปิดเชิงนโยบาย โรคปีนเกลียวกันในที่ทำงาน โรคว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง โรคไม่ดูตาม้าตาเรือ และโรคตาบอดคลำช้าง ด้วยกรณีโรคทางสังคมดังกล่าวนี้ ถ้าคุณพยาบาลเป็นยาสมานแผลทางสังคม ก็อาจจะช่วยให้โรคดังกล่าวทุเลาเบาบางได้

5. คนไข้ต้องการเห็นคุณพยาบาลยิ้มหวานๆ คนเราจะยิ้มหวานได้จนเป็นปกติ สภาวะชีวิตจิตใจต้องเป็นปกติเสียก่อน ควรหันหน้าเข้าหากัน รวมพลังช่วยกันแก้ไขและปรับปรุงระบบหน้าที่การงานไม่ให้สะดุด ควรลงเรือลำเดียวกัน เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข รวมเป็นหัวอกเดียวกันให้ได้ รู้เท่าทันสภาวะของโลกของสังคมที่เปลี่ยนแปลง ฉุกคิด..ว่าจะทำให้สิ่งที่เผชิญอยู่นี้ดีขึ้นได้อย่างไร? พลังของชาวพยาบาลนั้นธรรมดาที่ไหนเล่า ถ้าใครดูภาพยนต์เกี่ยวกับสงครามโลก จะเห็นคุณพยาบาลทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับทหารได้อย่างทรหด เมื่อเทียบกับภาระที่เผชิญอยู่ตอนนี้ นับว่าจิบจ๊อยกว่ากันมากนัก

คนไข้พร้อมรักพยาบาลอยู่แล้ว

ใครทำอะไรกระทบพยาบาล

พวกเราขัดเคืองใจไปด้วยนะ

ผมนะกัดฟันกรอดๆ

พยาบาลข้า! ใครอย่าเตะ .

เว้นแต่จะบรรจุตำแหน่ง ดูแลพยาบาลให้ดีขึ้น

อย่างนี้ ไม่ว่ากัน หล่อยินดีบาย อิ อิ


ความสุขแบบสุกๆดิบๆ

อ่าน: 3868

ความสุขแบบสุกๆดิบๆ

เอกสารประกอบการบรรยาย นักศึกษาพยาบาล วิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย

เรื่อง : เศรษฐกิจพอเพียงกับการพัฒนาความสุข

ขออนุญาตรวบรัดตัดความดังนี้นะขอรับ..สภาพของผมก็คือ ได้ทำการเกษตรแบบถูลู่ถูกัง เพราะไม่ได้เล่าเรียนมาอย่างเป็นระบบ เป็นแต่ศึกษาหาความจริงเอาเท่าที่จะทำได้ ระหว่างทางของการลงมือมันจึงถลอกปอกเปิก สิ่งที่ได้รู้ได้ทดลองมันคละกันไปทั้งในแง่ความเจ็บใจที่ตัวเองโง่ และภูมิใจที่ตนเองลดอาการโง่ให้กระเตื้องขึ้นบ้าง การทำงานกับธรรมชาติมันไม่มีอะไรตายตัว ทุกอย่างพลิกผันไปตามปรากฏการณ์ที่ต้องคาดเดาเอาทั้งนั้น ฝนจะตกแดดจะออกนกกระจอกจะเข้ารัง ..ใ ค ร จ ะ ไ ป สั่ ง ไ ด้.. มีทางเดียวต้องตั้งรับ ทำตัวให้กลมกลืนกับธรรมชาติ อย่าไปก๋าๆกับดินฟ้าอากาศเป็นอันขาด ควรอยู่อย่างมีสำนึก มีความเคารพต่อเทพยาดาฟ้าดิน เช่นที่คนโบราณเขาทำพิธีไหว้เจ้าป่าเจ้าเขาความน้อมน้อม.

แม่พระธรณี แม่คงคา คุณแม่เหล่านี้ผลิตความอุดมสมบูรณ์ให้โลก

พวกที่ไม่ดูตาม้าตาเรือมักจะประสบเหตุเกิดอาเพศต่างๆนานา

ไม่งั้นมันจะมีคน โดนฟ้าผ่า โดนพายุ โดนแผ่นดินไหว โดนน้ำท่วมตายรึ

มันไม่มีเทคโนโลยีอะไรหรอกที่หวังผลได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ช่วงนี้นานาประเทศสร้างเขื่อนกันแม่น้ำกันยกใหญ่ แม่น้ำโขงสายเดียวก็ไม่รู้ประเทศจีนจะกั้นอีกกี่เขื่อน ลาวเองก็เพิ่งประกาศหยกๆว่าจะสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงที่แขวงไชยบุรี ก็มีพี่ไทยนี่แหละดอดอยู่เบื้องหลัง อ้างว่า..เตรียมแผนสำรองไฟฟ้าในอนาคต เรื่องท้าทายธรรมชาติเปลี่ยนแปลงธรรมชาติจนเกิดควร ทำให้มนุษย์ได้รับผลร้ายมาแล้วแต่จำ เช่น โรงงานไฟฟ้านิวเคลียของรัสเซียระเบิด โรงไฟฟ้าแบบเดียวกันที่ญี่ปุ่นก็เจอสึนามิจนเจ๊ง ไม่เห็นเจ้านักวิทยาศาสตร์คนไหนสามารถดูแลป้องกันให้ปลอดภัยได้ ที่รัสเซียทำเอาประเทศแทบล่มจม ของญี่ปุ่นเองก็ทำให้เศรษฐกิจทรุดเท่าเดี๋ยวนี้

เราจะเอาอะไรแน่นอนกับธรรมชาติไม่ได้หรอก

วันดีคืนนี้ถ้าเกิดแผ่นดินไหว ทำให้เขื่อนกันแม่น้ำแยงซีเกียง เขื่อนกั้นแม่น้ำโขงพังทะลาย มวลน้ำมหาศาลจะไหลบ่าท่วมแผ่นดินอย่างไม่เคยมีมาก่อน บางทีวิกฤติโลกที่มีคนเฝ้าทำนาย ว่าโลกจะประสบเหตุร้ายต่างๆนานา อาจจะรวมสาเหตุนี้ไว้ด้วยก็ได้นะเธอ มนุษย์สูบเอาของเหลวออกจากพื้นพิภพไปไม่รู้เท่าไหร่ มันน่าจะเกิดช่องไหมละ ภูเขาไฟใต้โลกที่รอปะทุอีกละ ถ้าขนมผสมน้ำยาเมื่อไหร่ ก็ตัวใครตัวมันนะโยม!

วิกฤติน้ำท่วมใหญ่ในประเทศไทยปีที่แล้ว แค่รอบแรกก็ขี้หดตดหายไปตามๆกัน ตอนนี้รัฐบาลกู้เงินมาก่อสร้างกำแพงกั้นน้ำท่วมทั่วกรุงเทพ เมื่อ2-3เดือนที่แล้ว..ก็ปล่อยน้ำในเขื่อนทิ้ง อ้างว่าจะทดลองระบบป้องกันน้ำท่วมเมืองหลวง หลอกกันจนปอดแหกว่าน้ำจะท่วมอีก คนกรุงนี่นะเธอ ทุกข์เพราะโดนน้ำท่วมใหญ่แล้ว ยังมาทุกข์เพราะเจอรัฐมนตรีปั้นน้ำให้เป็นตัว..จนตกกะไดพลอยโจนอีก

เจ็บใจ หั ว ใ จ ถ ล อ ก กั น บ้ า ง ไ ห ม ล ะ เ ธ อ ..

ตอนนี้นักเชี่ยวชาญนั่งกุมขมับ..น้ำในเขื่อนเหลือไม่ถึง30%

ปีนี้ก็ทำท่าจะแล้งวอดวายส่ายหน้ากันทั้งบางเสียด้วยสิ

จ ะ เ อ า ยั ง ไ ง ดี ล ะ พี่ น้ อ ง

คุณคนสวยเตรียมงบประมาณไว้จ่ายค่าบรรเทาภัยแล้งให้พอก็แล้วกัน

ที่ตีโพยตีพายไปครึ่งค่อนโลกก็เพื่อจะบอกว่า มนุษย์มีความบกพร่องเรื่องการบริหารทรัพยากรธรรมชาติ พวกมือยาวพวกขาใหญ่ทั่วโลกต่างทำลายห่วงโซ่ของธรรมชาติจนยับเยิน พวกตาดำๆก็รับกรรมกระจองอแง เคยสังเกตไหมเธอ ว่าทำไมหมู่นี้ภัยพิบัติมันถึงเกิดกระหน่ำและหนักหนาสาหัสขึ้นไปทุกที

คำว่าทรัพยากรธรรมชาติ

ทรัพยากรทางการเกษตร

ต้องตีความกันให้ดี

อย่าไปดีดข้อมูลเข้าข้างตนเอง แล้วก็พากันรุกป่ารุกพื้นที่ของธรรมชาติ ชอบอ้างว่า..ที่ล้างผลาญธรรมชาติเพราะมันจำเป็น พลโลกเพิ่มมากขึ้น จึงจำต้องขยายพื้นที่ทำการเพาะปลูกมารองรับ ถ้าเส้นตื้นคิดได้อย่างนี้มันก็กรรมของพวกเราแล้วละเธอ ทำเท่าไหร่จึงจะพอสนองกิเลสของมนุษย์ได้

· ทำไมไม่หาวิธีลดความฟุ่มเฟือย

· อยู่อย่างประหยัดอดออมพอเพียง

· เรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติอย่างสมดุล

แต่งงาน..ก็อย่าไปเอาลูกมาก

การลดจำนวนประชากรมีความจำเป็นอย่างแน่นอน

· ส่วนหนึ่งมนุษย์ก็ถูกกำจัดด้วยโรคระบาดและอุบัติเหตุ

· ส่วนหนึ่งธรรมชาติก็ช่วยกำจัดด้วยการเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ

· ส่วนหนึ่งมนุษย์เราก็ฆ่าแกงกันเอง บางแห่งลุกลามเป็นสงคราม

· ส่วนหนึ่งมนุษย์ก็กระทำร้ายตนเอง เสพย์ยาบ้า ดื่มด่ำสุราสูบยา

การที่มนุษย์มีความรู้ไม่พอที่จะอาศัยอยู่ในโลกใบนี้ได้อย่างปกติสุขและสงบสุข เ ป็ น เ รื่ อ ง น่ าคิ ด น ะ เ ธ อ พลังความรู้ความสามารถของมนุษย์ยังไม่เพียงพอและถูกต้อง แนวคิดแนวทางปฏิบัติที่ถูกที่ควรก็ละเลย การอยู่อย่างพอเพียงแต่พอดี การเดินสายกลาง มันไม่ถูกจริตของมนุษย์สายพันธุ์เว่อร์ๆๆ พระท่านเทศน์จนคอแทบแตกก็ฟังไม่รู้เรื่องไม่เข้าใจ เพราะมันไม่สนุกเหมือนเต้นกำนังสไตล์เกาหลี

เรื่องการออกพิมพ์เขียว การออกลายแทง การตีพังสร้างความพอดีพอเพียง เพื่อให้เกิดความผาสุก ไม่มีสูตรตายตัว ขึ้นอยู่กับเราจะออกแบบอย่างไรให้พอเหมาะพอควรแก่ตัวของเรา สภาวะกายใจควบคุมได้แค่ไหน ต้นทุนของเราประกอบด้วยอะไรบ้าง ผมเป็นชาวไร่ชาวสวน ผมก็ออกแบบตามสไตล์ของชาวสวน แต่ก็นั่นแหละเธอ ..ถ้าไม่มีความรู้จะมาทำเรื่องพวกนี้ไม่ได้หรอก

วิถีของผมไม่มีหลักการแต่ใช้วิธีหลักเกิน ผมนอนที่กระต๊อบเล็กๆ เปิดโล่ง3ด้าน นอนมันโปร่งๆเปลือยๆอย่างนี้แหละ เช้า-สาย-บ่าย-เย็น ก็มองเห็นพืชผักและต้นไม้ที่อยู่รอบบ้าน หมอกเย็นๆแดดอุ่นก็สาดส่องถึงได้ ที่ชอบมากคือสามารถนอนดูแสงดาวแสงเดือนจากบนเตียงนอนได้ เมื่อคืนนี้จันทร์รูปเคียวเกี่ยวกิ่งฟ้า ส่องแสงนวลตายามดึกสงัด ..ทำให้นึกถึงคนใครต่อใครที่อยู่ไกลโพ้น

ตื่นเช้ามา กระโดดตุ๊บ! ก็ถึงแปลงผักแล้วละเธอ ต้มน้ำเตรียมไว้ ไปเด็ดใบมะกรูด-ใบหูเสือ-ใบยี่หร่า-ใบสะระเหน่-มาหั่นเล็กๆโปรยลงในถ้วยน้ำชา แค่นี้ก็ได้ดื่มชาสมุนไพรสดๆแล้วละเธอ สมุนไพรพวกนี้มีน้ำมันหอมระเหย ช่วยให้จิตใจเบิกบานกระชุ่มกระชวย ขมีขมันออกไปรดน้ำผักที่อยู่รอบกระต๊อบ ปัดกวาดลาน ฝึกถอนหายใจยาวๆ..

เราชอบรับประทานผักชนิดไหนก็ปลูกชนิดนั้น

หมั่นดูแลเอาใจใส่ตามสมควร

ไม่ต้องปลูกมากหรอกนะเธอ

อย่างละต้นสองต้นก็เด็ดมาทำอาหารจนล้นหม้อทุกวัน

ความสุข ความพอเพียง ความพอใจ ไม่มีจำหน่าย

เป็นเรื่องเฉพาะตัวที่ต้องมุ่งมั่นปั้นแต่งขึ้นมาเอง

อยากได้ความสุข ก็ลงมือได้เลยตั้งแต่บัดนี้

เมื่อคืนคณะญาติสั่งการฉับๆๆ

พ่อต้องกินลิดท็อกซ์(Lidtox) ครั้งละ1ช้อนโต๊ะ กับน้ำอุ่นสะอาด1แก้ว

วันละ3เวลา เช้า9.00. กลางวัน 12.00.บ่าย15.00.

แล้วให้ดีท็อก3ครั้ง เตรียมตับไตไส้พุงไว้ให้สะอาด

พรุ่งนี้หนูไปถึง.จะจับพ่อล้างพิษ ฝังเข็ม ทำกัวชา และพอกหน้า แช่เท้า

โอ้โห ..กว่าจะมีสุขภาพดี มันต้องลงทุน ลงแรง ลงความตั้งใจ

ถามว่าวิธีนี้ดีไหม? ถูกต้องไหม?

มันก็ไม่มีอะไรเสียหายนี่เธอ..ที่เราจะเรียนวิชาแสวงหาความปกติสุข

· เจ้าความสุข บางคราเจ้าก็โผล่มาเอง

· เจ้าความสุข บางทีเราก็ต้องร่วมมือกับสวรรค์

บางที..แค่ได้เขียนนี้แบ่งปันแฟนFB.อ่าน ก็มีความสุขแล้วละเธอ

ถ้าเธออยากจะร่วมสุข..ก็ต้องติดตามตอนต่อไป..นะคนสวยนะ อิ อิ


เป็นนักเลงบ้านนอก ดีกว่าเป็นกิ๊กก๊อกในเมืองหลวง

อ่าน: 4011

ถ้าท่านใดได้ฟังเพลงที่ลูกหลานจุฬา-น่านร้อง ในคริปที่เราเอามาลงไว้แล้วนั้น จะเห็นนัยสำคัญอย่างยิ่ง เรื่องมุมมองของคนรุ่นใหม่ที่มีต่อชนบทไทย ทั้งๆที่คนรุ่นเก่าต่างโหยละห้อยมองหาทางออกไปพำนักอาศัยในชนบท โดยเฉพาะท่านที่ทำงานรุกรี้รุกรนเหมือนหนูติดจั่นมาตลอดชีวิต กว่าจะลากยาวจนผ่านเกษียณอายุมาได้ก็หืดขึ้นคอ ทนทุกข์ทรมานอัดกันแย่งกันอยู่เหมือนปลากระป๋อง

ทุกครั้งที่เราขับรถออกต่างจังหวัด

ฝ่าจราจรผ่านวังน้อยอยุธยาทะลุมาได้

ทุกคนจะโล่งอกโล่งใจเหมือนหลุดภัยสงครามมาได้หวุดหวิด

ส่วนพวกที่หนีไม่ออกทนทรมาทรกรรมในกรุงนั้นเล่า..

ก็ต้องหวานอมขมกลืนเผชิญวิกฤติจราจรจลาจลแบบไม่มีน้ำยาอะไร?

ใหญ่แค่ไหน?..ก็ต้องรอ ไ ฟ เ ขี ย ว – ไ ฟ แ ด ง !

ถึงจะมีทางด่วนสักร้อยชั้น มีรถไฟใต้ดินสักร้อยสาย มันก็ยังต้องตะกายอยู่ตะกายกินอยู่นั่นแหละ ทำไงได้ ในเมื่อพัฒนาประเทศแบบเอาทุกอย่างมากองไว้ในเมืองหลวง ผังเมืองก็ห่วยแตก ระบบสาธารณูปโภคก็เลวเละ ฝนตกทีก็ติดเป๊กกันทั้งเมือง เวลาชีวิตแต่ละวันหมดไปบนท้องถนนนี่แหละ ลองคิดดูเถิดว่าถ้ามีลูกน้อยต้องไปส่ง-ไปรับที่โรงเรียน คุณแม่แทบจะเสียสติในบางวัน ถ้ามีญาติเจ็บป่วยต้องฝ่าจราจรไปโรงพยาบาล คุณภาพชีวิตจะไปอยู่ตรงไหน? มีชีวิตอยู่ท่ามกลางความวิตกกังวลไม่เว้นแต่ละวัน มันสนุกมากรึไง

ขอยืนยันว่าคุณภาพชีวิตเลือกได้ถ้าหัวใจเต็มร้อย

รึคุ้นชินเสียแล้วที่จะทนทุกข์ทนใจไปวันๆ

เครียดมากๆก็หน้าเหี่ยวใจเหี่ยว

ต้องหาเครื่องสำอางมาโป๊ะเอาไว้หนาๆ

นั่ ง ๆ ไ ป ก็ ค วั ก ก ร ะ จ ก ม า ส่ อ ง ที ..

เกรงว่าผนังแป้งที่ใบหน้าจะร่วงกราว

เมื่อก่อนเคยเห็นแต่พวกงิ้วพวกหมอลำแต่งหน้า ทุกวันนี้คนกรุงบางส่วนไม่แต่งหน้าออกจากบ้านไม่ได้ วันไหนลืมขนตาปลอม ถือเป็นความเสียหายร้ายแรงแห่งวันเลยเชียวแหละ มันสำคัญยิ่งกว่ากระเป๋าสะตังค์เสียอีก เคยส่องกระจกมองตัวเองจนเคยชิน วันหยุดอยู่บ้านเดินผ่านกระจกยังเผลอตัวต๊กกะใจ ต้องรีบไปใส่ขนตาปลอม ..แยกไม่ออก ทำใจไม่ไม่ได้ ว่าจะอยู่กับใบหน้าไหน?

หน้ากาก หรือหน้าตัว

หลอกตัวเองว่ามีความสุขมีความสะดวกสบาย สิ่งร้ายๆเหล่านี้นำพาความเครียดสะสมไว้ไม่รู้ตัว ก่อเกิดให้ความเห็นแก่ตัว ไม่ค่อยได้ดูดำดูดีกับสังคมภายนอกเท่าไหร่ เรื่องร้ายๆจึงมักจะเกิดขึ้นในเมืองหลวง เพราะมันเหมาะที่จะหาเรื่องกันดีนัก ความเครียดมันเข้าใครออกใครที่ไหนละเธอ  ต่อให้สวยสะอางแค่ไหน? ถ้าตกอยู่ในความเครียดกังวลบ่อยๆ อีกหน่อยใบหน้าก็แก่เกินวัย โรคความดันโรคระบบประสาทและโรคมะเร็งก็จะถามหา

สัจธรรมแปรรูปได้ที่ไหนละเธอ?

ผมฟังลูกหลานจุฬา-น่านร้องเพลงแล้วมันเขี้ยวนัก ..

ห ล า ย ค น บ อ ก ไ ม่ ก้ า ว ห น้ า  ไ ม่ มี ค ว า ม มั่ น ค ง

แ ต่ เ ร า ทุ ก ค น ตั้ ง ใ จ  ใ ช้ ค ว า ม รู้ ฟื้ น ฟู แ ผ่ น ดิ น

เพลงท่อนนี้มีความหมายอย่างมาก ..ใครนะที่บอกว่าไม่ก้าวหน้า เธอก็ทำแซงหน้าให้ดูเสียสิ ใครนะบอกว่า..ไม่มีความมั่นคง เธอก็สร้างความมั่นคงให้ดูได้นี่ ตั้งใจใส่ใจใช้ความรู้ฟื้นฟูแผ่นดิน เท่าที่พบมีแต่คนใช้ความรู้ทำลายระบบความสมดุลของธรรมชาติ ทำการเกษตรแบบล้างผลาญ คิดง่ายๆโง่ๆแบบบ้องตื้น ทำลายภูเขา ทำลายป่าไม้ แม่น้ำลำธาร ทำเอาหน้าดิน อินทรียวัตถุ แม้แต่จุลินทรีย์ในดินก็สูญพันธุ์ สิ่งที่จรรโลงความเป็นธรรมชาติย่อยยับ น้ำหมอกน้ำค้างหายไป ต้นทุนธรรมชาติเสื่อมโทรมลงตามลำดับ พวกเกษตรพันธุ์ห่วยแตกนี้ ไปอยู่ที่ไหนทำลายระบบนิเวศพังยับ นำสารพิษสารเคมี นำความโง่เขลามาหากิน กระทำตรงกันข้ามกับห่วงโซ่ของธรรมชาติ คิดจะเอาแต่ได้ ไม่คำนึงถึงความเป็นจริง เรียนและหลอกกันมาเป็นทอดๆ ไม่ได้กล่าวหาใครหรอกนะ

ลองพิจารณาดูพื้นที่เกษตรกรรมของประเทศนี้ดูเถิด มีที่แหล่งใดบ้างที่ทำการเกษตรแล้วมันเอื้อต่อความปกติของธรรมชาติ มีหมู่บ้านไหนตำบลไหนที่มนุษย์กับธรรมชาติอี๋อ๋อไปด้วยกันได้ พากันโค่นทลายสภาพแวดล้อม เพื่อจะได้ผลผลิตเฉพาะหน้าแบบตีหัวเข้าบ้าน ความรู้ผิดๆนำมาซึ่งวิกฤติธรรมชาติที่นับวันจะหนักข้อขึ้นทุกที

สังคมเกษตรบ้านเราเกิดวิกฤติจนล่มสลาย

ไม่มีไอ้บ้าคนไหน ทำมาหากินบนผืนดินที่แต่แดดกับลมแล้วยั่งยืนหรอกนะเธอ นอกจากนี้ยังเจ็บป่วยด้วยสารพิษสารเคมี แถมยังมีหนี้สินล้นพ้นตัว ภาพที่เห็นล้วนเป็นเกษตรกรที่ดูดี แต่ไม่มีอะไรดีสักอย่าง ส่งเสริมหลอกหลอนกันมาซ้ำซากเต็มที ทุกวันนี้มีพื้นที่การเกษตรที่ปนเปื้อนสารเคมีเต็มประเทศ ผู้บริโภคก็เจอมลพิษและยาฆ่าแมลงอยู่ในสายเลือด ป่วยกันแทบจะล้นโรงพยาบาลอยู่แล้ว ยังไม่สะดุ้งสะเทือนอะไร

ถามว่าเกษตรไทยใช้วิชาอะไรทำมาหากิน

กรมกองที่ส่งเสริม..ส่งเสริมความรู้อะไร

สถาบันที่สอนภาคการเกษตร..สอนวิชาเกษตรจากกรุไหน?

ทำไมมันถึงเจ๊งกะโบ๊ะกันตั้งแต่หัวจรดเท้ายังงี้ละครับ

ส่งเสริมกันจนภาคการเกษตรล้มละลายขายตัว

ชาวบ้านเผ่นหนีอาชีพเกษตรกรรมไปเป็นกรรมกร เพราะทำตามที่ส่งเสริมแล้วมันไปไม่รอด เดี๋ยวนี้ทุกอย่างเดินมาจนถึงเส้นตาย เส้นยาแดงที่ต้องออกมาตรการเยี่ยวยากันทั้งปี ไม่ว่าน้ำท่วม ฝนแล้ง ผลผลิตราคาตก จำนำโน่นนี้ อีกไม่นานหรอกจะเอาอนาคตมาจำนำ..มันก็ไอ้แค่เรื่องแก้ผ้าเอาหน้ารอดไปวันๆแค่นั้นแหละ ยังไม่มีระบบการเกษตรที่ถูกต้องเหมาะสมและยั่งยืนอย่างแท้จริงในประเทศนี้

เรื่องที่น่าเศร้าสลดที่เล่ามานี้ เป็นเพียงน้ำจิ้มเท่านั้นแหละลูกหลานเอ๋ยยังมีเบื้องหลังบ้าบอคอแตกอีกเยอะ ถ้าเราไปสนใจก็เสียเวลาเปล่า อยากจะให้มองว่า..โจทย์ชีวิต โจทย์สังคม โจทย์ประเทศที่เกิดวิกฤติขึ้นนี้ เป็นเพราะความรู้ไม่พอใช้ และมีความรู้ที่ไม่ถูกต้อง น่าจะเป็นโอกาสทองของเรา ที่ศึกษามาทางด้านทรัพยากรการเกษตร จะนำพาวิชาความรู้ที่ถูกต้องแหละเหมาะสมออกไปปักธงในบ้านเกิดของเราเอง

ไปทำให้ดู อยู่ให้เห็น ว่าการเกษตรที่ถูกต้องนั้นทำได้ ทำให้ดี ให้ยั่งยืนและมั่นคงแค่ไหนก็ได้ ใช้วิชาความรู้ฟื้นฟูแผ่นดินให้ถิ่นเกิดของเรา ให้มันกลับมาเขียวสะพรั่ง มีอยู่มีกิน อยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่เราลงแรงไป เรื่องนี้พิสูจน์ไม่ยากหรอก ถ้าคนเราไปอยู่ตรงไหน แล้วใช้วิชาความรู้ความตั้งใจสร้างสภาพแวดล้อมให้เจริญเติบโตขึ้นทุกปีๆ แล้วทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นภาคีของธรรมชาติก็หวนกลับมาอยู่กับเธอ เธอเพียงแต่ใช้วิชาความรู้ด้านทรัพยากรการเกษตรแนวใหม่ มาสร้างชีวิตใหม่ ชีวิตเธออนาคตเธอจะมั่นคง จนพวกปากหอยปากปูต้องเหล่ตามอง..

น้ำค้างน้ำหมอกก็จะกลับมาช่วยเธอเพิ่มความชุ่มชื้น

ไส้เดือนจุลินทรีย์ก็จะมาช่วยเธอบำรุงดิน

พันธุ์พืชพันธุ์ไม้ป่าก็จะกลับมาช่วยเธอแต่งแต้มธรรมชาติ

ใบไม้ใบหญ้า  ดอกไม้ก็จะเบ่งบานให้กำลังใจเธอ

นกหัวขวาน  ก็จะมาสับโพรงไม้ โป๊กๆ กล่อมเธอนอนพักผ่อน

นกเขาก็จะมาขันคู ร้องเพลงให้เธอได้ยินทุกเช้า-บ่าย

ผึ้งก็จะออกบินหึ่งตั้งแต่เช้ามืดเพื่อมาชวนเธอไปรดผัก

ดูสิเธอ..ไม่มีผึ้งตัวไหนงอแงบินหาน้ำหวานยามเช้าตรู่

ดูสิเธอ..ปลวกตัวไหนขี้เกียจสักตัว

ดูสิเธอ..ไม่มีมดตัวไหนลงพุง ทุกตัวล้วนมีเอวมาตรฐานทั้งนั้น

ดูสิเธอ..ไม่มีเช้าใดที่ไม่มีแสงแดดอุ่นมาทักทายเธอ

ดูสิเธอ..ไม่มีต้นไม้ต้นไหนไม่ขยันขันแข็ง

ดูสิเธอ..ทรัพยากรธรรมชาติล้วนมาอยู่เคียงข้างเธอเป็นเพื่อนเธอ

เสียดาย เสียดาย และเสียดาย

ที่พ่อไม่มีลูกชายลูกสาวเข้าศึกษาที่จุฬา-น่าน เช่นพวกเธอ

ไม่งั้น..พ่อจะพาเขาทำการเกษตรให้สะบึมส์ไปทั้งโลก


คำขอของแผ่นดิน *****

อ่าน: 1398
ตอนที่ 1

คำร้องขอของแผ่นดิน*****

ขอส่งการบ้านของชาวเฮฮาศาสตร์ ที่ได้ขึ้นไปพบปะลูกหลานชาวจุฬาฯ-น่าน สดๆร้อนๆ ปล่อยนานไปก็เกรงความจำจะเหี่ยวเฉา จึงปิดประตูเขียนรายงานที่บางกอก1วัน เรื่องราวอาจจะยาวไปบ้าง แต่ถ้าท่านใดกรุณาทนอ่านจนจบ จะวาสนาดีและเจริญรุ่งเรืองในชีวิต ..และถ้าคอมเมนท์ก็เป็นอุปการคุณที่หอมหวานยิ่งนัก

ไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะตัวเอง

ขบวนที่ไปน่านคราวนี้ คับคั่งไปด้วยจอมยุทธของชาวเฮฮาศาสตร์ทุกภาคส่วน ซึ่ ง ต ร ง กั บ เ จ ต น า ร ม ณ์ ข อ ง ห ลั ก สู ต ร นี้ ที่ต้องการเชิญวิพุทธิยาจารย์อาสามาจากหลากหลายสาขาอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ อาจารย์ ทหาร ตำรวจ ข้าราชการเกษียณอายุ นักธุรกิจ พ่อค้า นักกฎหมาย ผู้นำท้องถิ่น นักปกครอง ปราชญ์ชาวบ้าน ฯลฯ

วิพุทธิยาจารย์อาสา จะอาสาเข้ามาโดยไม่ได้ค่าตอบแทนเป็นเงินทอง แต่จะได้ความสุขทางใจที่ได้อบรมแนะนำลูกหลาน ผู้ที่จะเป็นอนาคตของชาติ ให้เข้าใจชีวิตการทำงาน และไม่ท้อถอยกับปัญหาอุปสรรคเมื่อทำงานในท้องถิ่นชนบท โดยที่ปูชะนียาจารย์อาสาจะเข้ามาอยู่กับนิสิต 3-5วันต่อเทอม สลับกันมา ทำให้มีความหลากหลายในข้อมูล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาพบปะนิสิตจะเป็นเวลารับประทานอาหารร่วมกัน นิสิตอาจจะซักถาม ขอคำปรึกษา คำแนะนำจากปูชนียาจารย์และก่อนที่ท่านจะกลับหรือสิ้นสุดการการเยี่ยมยาม

จะมีการพบปะเพื่อสนทนากันทั้งชั้นปี ในสภาพนอกห้องเรียน ไม่ว่าจะเป็นใต้ถุนตึก ในโรงยิม ใต้ต้นไม้ หรือรอบกองไฟ เพื่อเล่าประสบการณ์ชีวิตที่ประสบผลสำเร็จ ความล้มเหลว และสอดแทรกทัศนคติของจิตอาสา จิตสาธารณะ บริการชุมชน เข้าไปด้วย

การจัดกระบวนทัพของชาวเฮครั้งนี้ เริ่มจากน้าอึ่งอ๊อบได้ส่งหนังสือ “เจ้าเป็นไผ”กับ“โมเดลบุรีรัมย์” ไปให้นิสิตจุฬาฯ-น่าน-อ่านล่วงหน้าอย่างละ100 เล่ม และได้แนะนำให้นิสิตได้ลองเข้าไปทำความรู้จักกับคณะวิพุทธิยาจารย์ในเฟสบุกส์ ทั้งนี้เพื่อที่เราจะได้ก่อสัมพันธ์รู้จักกันก่อนเห็นหน้า เป็นการชี้แนะนิสิตให้เรียนรู้การสร้างเครือข่ายเชิงปฏิบัติการทั้งทางตรงและทางอ้อม เรียนการถ่ายเทความรู้ การกระแซะความรู้ เรียนวิชาให้ความรักก่อนให้ความรู้ รวมทั้งเรื่องการใช้ไอทีคลี่ขยายความรู้แบบง่ายๆตามสไตล์Handy man

ตามแผนงานฯ นิสิตจะถูกกำหนดให้เรียนรู้ทางไกลแบบมีปฏิสัมพันธ์ (Interactive distance learning) เพื่อให้มีทักษะด้านเทคโนโลยีสื่อสารหรือสืบค้นข้อมูล เพื่อจะได้เป็นแนวทางและคุ้นเคย เมื่อจบการศึกษาเป็นบัณฑิตไปปฏิบัติงานในท้องถิ่นห่างไกล ก็ยังสามารถสืบค้นข้อมูลทางWebsite หรือแม้กับการติดต่อกับคณาจารย์ของหลักสูตรที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็พร้อมที่จะเป็นศูนย์บ่มเพาะ (incubator center) หรือศูนย์ศึกษาต่อเนื่อง (continuing education) ให้กับบัณฑิตไปตลอด ไม่ว่าบัณฑิตของหลักสูตรจะอยู่แห่งหนตำบลใด ก็ยังมีที่ปรึกษา มีที่พึ่งพาทางข้อมูล และสามารถสืบค้นข้อมูลได้ตลอดเวลา

การคิดเชิงบวกเช่นนี้ เท่ากับจุฬาฯทอดสะพานไฮเวย์2สาย เพื่อเปิดประตูวิชาการ-รับ-ส่ง-ข้อมูลข่าวสาร-ปัจจัยที่เอื้อต่อการพัฒนาที่จำเป็นต่อการสร้างเนื้อสร้างตัวของลูกศิษย์-ยืนหยัดเคียงข้าง เป็นพี่เลี้ยงหน่อเนื้อเชื้อไขของตนตลอดไป นับเป็นการก้าวรุกเชิงกระบวนการ โดยสร้างสะพานความรู้สู่ภูมิภาคอย่างมั่นคง แทนการไปเปิดศูนย์สาขาต่างๆเพื่อผลิตกระดาษเปื้อนหมึกแจกปริญญาโท-เอกโหลๆ ให้บัณฑิตปัญญานิ่มออกมาเพ่นพ่านสร้างปัญหาให้แก่บ้านเมือง ที่เปิดการสอนแบบยื่นหมูยื่นแมว “จ่ายครบจบแน่”

ตรงนี้ละครับที่บ่งบอกความเป็นแก่นแท้ของจุฬาฯ

ที่ไม่ยอมด่างพร้อย

ลดตัวลงไปขายเกียรติภูมิของสถาบันหากินกันอย่างกระสือ

เมื่อโจทย์กำหนดออกมาอย่างนี้ แทนที่จะไปคนเดียวโด่เด่ ผมก็ต้องยกไปทั้งเซทละครับ จึงตีฆ้องร้องป่าวไปว่า .มีเรื่องจิตอาสาพัฒนาการศึกษาไทยของจุฬาฯ ที่จังหวัดน่าน ญาติที่น่ารักท่านใดว่างให้ชูมือขึ้นสูงๆ ..เรามีเวลาเตรียมการไม่นานนัก แต่คณะเราสันทัดกรณีเรื่องอิงระบบอย่างนี้อยู่แล้ว ต่างคนต่างติดต่อนัดหมายการเดินทาง จะรับจะร่วมเดินทางเวลาไหนอย่างไรก็แล้วแต่เห็นควร ก่อนเดินทางไม่กี่วันก็ได้รายชื่อพระอาจารย์อาสาทั้งหลาย ผมแปะบทบาทให้ลองไปใคร่ครวญกันล่วงหน้า ท่านไหนจะต้องทำอะไรบ้าง?

ทุกอย่างก็เดินหน้าได้ดั่งพลิกฝ่ามือ

คณะที่ไปเฮน่านครั้งนี้ มีท่านอัยการชาวเกาะ/ครอบครัว บินมาจากภูเก็ต-เชียงใหม่ คุณหมอจอมป่วน/ครอบครัว/พ่วงตาหวานกับครูสุมาด้วย ขับรถมาจากพิษณุโลก พี่หมอเจ๊บินตรงจากกระบี่เข้าเชียงใหม่ ครูอึ่งครูอารามเอารถตู้จากลำพูนรับคณะที่บินลงเชียงใหม่ แถมยังไปหิ้วตัวครูแมว อาจารย์ป้อมและหนูฝนมาด้วย พระอาจารย์Handy ร้อนวิชาบินมาจากสุราษฎร์ธานีก่อนเพื่อน1วัน ส่วนผมบินจากบุรีรัมย์ต่อไฟล์บ่ายเข้าน่านพร้อมกับอาว์เปลี่ยน

นี่คือวิธีทำงานแบบอิงระบบสไตล์เฮฮาศาสตร์

เมื่อกดปุ่มแล้วทุกอย่างก็จะวิ่งเข้าสู่เป้าหมายโดยอัตโนมัติ

ไม่ต้องเขียนจดหมายเชิญสักแอ๊ะ

จะ จี บ ค น น่ า รั ก ต้องใช้หัวใจจีบครับผ๊ม!

นับไปนับมาแทบจะเป็นรายการเฮเมืองน่านไปเสียแล้ว เราเพิ่งทราบจากเจ้าถิ่นว่า สมเด็จพระเทพฯเพิ่งเสด็จมาเยี่ยมโครงการนี้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว พอเรามาคณาจารย์ก็ยกทีมบินมาหมดสำนักงานฯอีกครั้ง ..สพ.ดร.อรรนพ คุณาวงษ์กฤต ในฐานะผู้อำนวยการฯ บอกว่า.. ทีมครูบายกพหลโยธามาอึกทึกขนาดนี้ ฝ่ายจุฬาฯก็ต้องยกทีมมาร่วมเฮฮากันหน่อย

เป็นการพบปะกันแบบยกทีมครับผม!

ท่านอาจารย์อรรณพ กรุณาพวกเราอย่างมาก

ท่านแนะนำโครงการผลิตบัณฑิตหัวใจพระเกี้ยวให้ชาวคณะเราฟังอย่างครับครัน นอกจากนั้นยังมอบเหรียญที่ระลึกในโอกาสการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60ปีพุทธศักราช 2549 จัดทำโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้เป็นที่ระลึกแก่ชาวเฮทุกคนแล้ว ท่านยังดูแลเรายังกะไข่ในหิน แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว พาชมตลาด ใส่บาตรยามเช้าตรู่ พาไปชิมขนมบัวลอยป้านิ่มที่โด่งดังทะลุโลก

ผมกับอาว์เปลี่ยนเข้าไปทีหลัง..ได้รับเอกสารปึกใหญ่

เป็นคำถามของนิสิตที่อัดแน่นด้วยความสงสัยร้อยแปดพันประการ

มางานนี้..กว่าจะลาจากกันได้ เธอเอ๋ย ไหว้ลากัน 20 รอบได้ละมั๊ง !

สุกรนั้นไซร้ คือหมาหน่อยธรรมดา อย่างผมจะมาให้ความคิดเห็นในเรื่องใหญ่ๆสำคัญๆด้วยการไปดูไปเห็นข้อมูลแบบวับๆแวมๆเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง เราจึงระดมออกแบบจัดกิจกรรมในวันรุ่งขึ้น หลังจากเขี่ยลูกไปสักพักหนึ่ง ก็ได้ข้อสรุปว่าควรจะแบ่งกลุ่มออกเป็น3กอง แล้วให้นิสิตเดินหมุนเวียนมาพบปะวิทยากร ก็จะได้รับเนื้อหาสาระครบครัน

กลุ่มที่1ว่าด้วยเรื่อง learn how to learn in digital age

กลุ่มที่2ว่าด้วยเรื่องการเกษตรกับการพัฒนาชุมชน

กลุ่มที่3ว่าด้วยเรื่องพลังชีวิต จิตอาสา

ส่วนภาคบ่ายพระอาจารย์Handy นำเสนอวิธีการเรียนกับผู้รู้ผ่านระบบไอทีแบบง่ายๆ ที่พระอาจารย์ค้นคิดขึ้นเอง จบด้วยการตอบคำถาม มอบของที่ระลึก ฟังเพลงสุดซึ้งจากลูกหลานจุฬาฯ-น่าน ร่วมรับประทานอาหาร ขึ้นรถชมบริเวณศูนย์ฯจุฬาฯ-น่าน แล้วขยับไปชิมบัวลอยป้านิ่ม ถ่ายรูปหมู เฮฮากันพอหอมปากหอมคอ แยกย้ายกันกลับที่พัก ออกไปเที่ยวถนนคนเดิน กว่าจะได้ล้มตัวนอน หัวใจก็ผะผ่าวแล้วละเธอ

รายการที่สุดของที่สุด ท่านผู้อำนวยการฯอรรณพ คุณาวงษ์กฤต ประกาศบอกนิสิตปี2ว่า ร้อนนี้เราจะบุกอีสาน แต่นักศึกษาผู้นำมาขอคุยด้วย “เร็วนี้พวกผมจะไปหาครูบาได้ไหม” จะไปเอาข้อมูลมาทำโครงการเสนอในงานวิชาการจุฬาฯ ก็คงไม่มีปัญหาใดๆ ข อ แ ต่ เ พี ย ง ส่ ง เ สี ย ง ม า นัดหมายกัน

ผมมีอาการไข้หวัดกำเริบ ไอๆๆ จะไอเลิฟยูก็ไม่เชิง

ไอกะด็อกกะแด็กทั้งคืน

ยังดีนะที่ไปไหนมีคุณหมอไปด้วย

พี่หมอเจ๊กรุณาซื้อยาพร้อมอุปกรณ์ปลายแหลมเปี๊ยบ!

มากระหน่ำแทงก้น ฉึกๆ ! 2 เข็ม

นับเป็นการเอาเปรียบคนอื่นที่ไม่มีใครอิจฉา

หลังจบสิ้นภาระหน้าที่กันแล้ว เราก็มารวมศีรษะกันในห้องของผม เพื่อขอข้อคิดเห็นจากการทำหน้าที่จิตอาสาในครั้งนี้ แต่ไม่อาจจะสรุปได้ในเวลาอันสั้น จึงโยกต่อไปคุยกันในวันรุ่งขึ้น หลังอาหารเช้า ไปส่งพระอาจารย์Handyที่สนามบิน แล้วพวกเราก็ตระเวนไปชมภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดบ้านหนองบัว ไปชมทิศทัศน์เมืองน่านที่วัดพระธาตุเขาน้อย แล้วหาที่เหมาะๆปรึกษาหารือกัน ว่าเราจะมีส่วนสนับสนุนพันธะกิจของโครงการนี้ได้อย่างไรบ้าง

ในลำดับถัดไปทางจุฬาฯ-น่าน จะเชิญคณะชาวเฮมาเป็นระยะๆ



Main: 0.10811614990234 sec
Sidebar: 0.055814027786255 sec